พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 343 (เล่ม 79)

บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน ?
บุคคลเหมือนฟ้าร้อง ฝนไม่ตก ๑
บุคคลเหมือนฝนตก ฟ้าไม่ร้อง ๑
บุคคลเหมือนฟ้าร้อง ฝนตก ๑
บุคคลเหมือนฟ้าไม่ร้อง ฝนไม่ตก ๑
๑. บุคคลเหมือนฟ้าร้อง ฝนไม่ตก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้พูด แต่ไม่ทำ อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้า
ร้องฝนไม่ตก ฟ้านั้นร้องแต่ฝนไม่ตก แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
๒. บุคคลเหมือนฝนตก ฟ้าไม่ร้อง เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทำ แต่ไม่พูด อย่างนี้เป็นคนเหมือน
ฝนตกฟ้าไม่ร้อง ฝนตกฟ้าไม่ร้อง แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
๓. บุคคลเหมือนฟ้าร้อง ฝนตก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้พูดด้วย ทำด้วย อย่างนี้เป็นคนเหมือน
ฟ้าร้องฝนตก ฟ้าร้องฝนตก แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
๔. บุคคลเหมือนฟ้าไม่ร้อง ฝนไม่ตก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่พูด ไม่ทำ อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้าไม่ร้อง
ฝนไม่ตก ฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก แม้ฉันใด บุคคลผู้นี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่างเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก.

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 344 (เล่ม 79)

อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบเทียบด้วยลวาหก ๔ อย่าง
บทว่า "วลาหกา" แปลว่า ก้อนเมฆ.
บทว่า "คชฺชิตา" แปลว่า ฟ้าคำรามแล้ว. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย
ในข้อนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าฟ้าคำรามแล้วฝนไม่ตกย่อมเป็นบาป เพราะว่ามนุษย์ทั้ง
หลายคิดว่า เมื่อใดฟ้าร้องแล้ว ฝนก็จักงาม จึงพากันนำพืชออกหว่าน ครั้น
เมื่อฝนไม่ตก พืชที่มีอยู่ในนานก็ฉิบหายไปในนานั่นแหละ พืชที่มีอยู่ในบ้านก็
ฉิบหายไปในบ้านนั่นแหละ เพราะฉะนั้นคราวนั้นนั้นแหละทุพภิกขภัยย่อมมี
จึงชื่อว่าเป็นบาป.
แม้ภาวะที่ฟ้าไม่ร้อง แต่ฝนตกก็เป็นบาปนั่นแหละ เพราะว่ามนุษย์
ทั้งหลายย่อมกระทำการหว่านพืชในนาลุ่มนั่นเทียวด้วยคิดว่า เวลานี้ฝนจักแล้ง
ทีนั้นฝนก็เกิดตกขึ้น ได้ยังพืชทั้งหลายให้ถึงมหาสมุทร ในกาลนี้ทุพภิกขภัย
นั่นแหละย่อมมี. แต่ว่าภาวะที่ฟ้าร้องแล้วฝนตก นับว่าเป็นความเจริญ เพราะ
ว่าเวลานั้น เป็นเวลาที่มีภิกษาหาได้ง่าย. ภาวชะที่ฟ้าไม่ร้อง ฝนก็ไม่ตก ชื่อว่า
เป็นบาปหนักทีเดียว.
ข้อว่า "ภาสิตา โหติ โน กตฺตา" ความว่า บุคคลกล่าวว่า "บัดนี้
ข้าพเจ้าจักบำเพ็ญคันถธุระ หรือจักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ นั่นแหละ แต่ว่าไม่
ถือเอาอุเทศและไม่เจริญกรรมฐาน.
ข้อว่า "กตฺตา โหติ โน ภาสิตา" ความว่า บุคคลไม่กล่าวว่า
บัดนี้ข้าพเจ้าจักบำเพ็ญคันถธุระ หรือจักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ แต่เมื่อถึงเวลา
แล้ว เขาย่อมยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จ. บัณฑิตพึงทราบบุคคลนอกจากนี้
โดยนัยนี้ ก็คำนั้นแม้ทั้งหมดท่านกล่าวไว้สำหรับบุคคลผู้ถวายปัจจัยเท่านั้น
จริงอยู่ทายกคนหนึ่ง นิมนต์พระสงฆ์ด้วยกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจักถวายทานใน

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 345 (เล่ม 79)

วันโน้น" ครั้นถึงเวลาแล้วก็ไม่กระทำ ผู้นี้ย่อมเสื่อมจากบุญ แม้ภิกษุสงฆ์ก็
ย่อมเสื่อมจากลาภ (เปรียบได้กับฟ้าร้องฝนไม่ตก) ทายกอีกคนหนึ่ง ไม่นิมนต์
พระสงฆ์เลยคิดว่า "เราจักทำสักการะ แล้วจักนำพระมา" เขาย่อมไม่ได้
พระสงฆ์ เพราะพระสงฆ์ทั้งหมดถูกผู้อื่นนิมนต์ไปในที่อื่นเสียแล้ว บุคคลนี้
ย่อมเสื่อมจากบุญ แม้สงฆ์ก็เสื่อมจากลาภนั้น (เปรียบได้กับฝนตกฟ้าไม่ร้อง)
ฝ่ายทายกอีกพวกหนึ่ง นิมนต์สงฆ์ก่อนแล้วจัดแจงสักการะในภายหลังแล้วจึง
ถวายทาน ผู้นี้ชื่อว่า ย่อมทำกิจที่ถูกต้อง (เปรียบได้กับฟ้าร้องฝนตก) อีก
พวกหนึ่ง สงฆ์ก็ไม่นิมนต์ ทานก็ไม่ถวาย ผู้นี้บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นบาป-
บุคคล (เปรียบได้กับฟ้าไม่รู้องฝนไม่ตก)
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก เป็น
ไฉน ?
[๑๑๓] หนู ๔ จำพวก.
หนูที่ขุดรูไว้ แต่ไม่อยู่ ๑
หนูที่อยู่ แต่มิได้ขุดรู ๑
หนูที่ขุดรูด้วย อยู่ด้วย ๑
หนูที่ทั้งไม่ขุดรู ทั้งไม่อยู่ ๑
[๑๑๔] บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก เหล่านี้ มีปรากฏอยู่
ในโลก ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 346 (เล่ม 79)

บุคคล เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกเป็นไฉน ?
บุคคลเป็นผู้ทำที่อยู่ แต่ไม่อยู่ ๑
บุคคลเป็นผู้อยู่ แต่ไม่ทำที่อยู่ ๑
บุคคลเป็นผู้ทำที่อยู่ และอยู่ด้วย ๑
บุคคลทั้งไม่ทำที่อยู่ ทั้งไม่อยู่ด้วย ๑
๑. บุคคลเป็นผู้ทำที่อยู่ แต่ไม่อยู่ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ
คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุคคลนั้นไม่รู้ตามความ
เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้ทำที่อยู่แต่ไม่อยู่ หนูนั้นทำรังไว้แต่ไม่อยู่ ฉันใด
บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
๒. บุคคลเป็นผู้อยู่ แต่ไม่ทำที่อยู่ เป็นไฉน ?
บุคคลบางในโลกนี้ ย่อมไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ คาถา อุทา อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุคคลรู้อยู่
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้อยู่แต่ไม่ทำที่อยู่ หนูที่เป็นผู้อยู่แต่ไม่ทำรัง
นั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น.
๓. บุคคลเป็นผู้ทำที่อยู่ และอยู่ด้วย เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนโนโลกนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยา-
กรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุคคลนั้นย่อม

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 347 (เล่ม 79)

รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้ทำที่อยู่และอยู่ด้วย หนูที่ทำรังอยู่ และอยู่
ด้วยนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
๔. บุคคลผู้ทั้งไม่ทำที่อยู่ทั้งไม่อยู่ด้วย เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุคคลนั้น
ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ทั้งไม่ทำที่อยู่ ทั้งไม่อยู่ด้วย หนูที่ทั้งไม่ทำรัง
ทั้งไม่อยู่ด้วยนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก.
อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก
ข้อว่า "คาธํ กตฺตา โน วสิตา" ความว่า หนูจำพวกที่ ๑ ย่อม
ขุดรูให้เป็นที่อยู่อาศัยของตน แต่ไม่อยู่ในรูนั้น ไปอยู่เสียในที่แห่งหนึ่งนั้น
เทียว เมื่อเป็นเช่นนี้ มันย่อมไปสู่อำนาจของอมิตร มีแมวเป็นต้น . บาลีว่า
"ขตฺตา แปลว่า ขุด" ดังนี้บ้าง.
ข้อว่า "วสิตา โน คาธํ กตฺตา" ความว่า หนูพวกที่ ๒ ไม่ขุด
รูอยู่เอง แต่อาศัยรูที่ผู้อื่นขุดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยังชื่อว่ารักษาชีวิตไว้ได้. หนู
จำพวกที่ ๓ กระทำกิจแม้ทั้ง ๒ อย่าง ย่อมรักษาชีวิตไว้ได้. หนูจำพวกที่ ๔
ไม่ทำกิจทั้ง ๒ อย่าง มันย่อมถึงอำนาจของอมิตร.

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 348 (เล่ม 79)

ก็บรรดาบุคคลทั้งหลายที่ท่านอุปมาแล้วด้วยการเปรียบเทียบนี้ บุคคล
พวกที่ ๑ เรียนคำสั่งสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ เหมือนกับหนูที่ขุดรูสำหรับ
อยู่ลึก คือ เหมือนหนูนั้นไม่อยู่ในรูลึกที่ตนขุดเอาไว้ แต่ไปอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง
นั้นแหละ ย่อมไปสู่อำนาจของอมิตร ฉันใด บุคคลแม้นี้ส่งญาณไปด้วยสามารถ
แห่งการศึกษาเล่าเรียน แต่มิได้แทงตลอดสัจธรรมทั้ง ๔ เมื่อประพฤติอยู่
เช่นนี้ในที่โลกามิสทั้งหลาย เขาย่อมไปสู่อำนาจของอมิตรทั้งหลาย กล่าวคือ
มัจจุมาร กิเลสมาร และเทวปุตตมาร ฉันนั้น.
บุคคลจำพวกที่ ๒ ไม่เรียนคำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ (คือ ๑.
สุตตะ, ๒. เคยยะ, ๓. เวยยากรณะ, ๔. คาถา, ๕. อุทาน, ๖. อิติวุตตกะ,
๗. ชาดก, ๘. อัพภูตธรรม ๙. เวทัลละ) เปรียบเหมือนหนูนั้นไม่ขุดรูอยู่
คือ เหมือนอย่างว่า หนูนั้นอาศัยอยู่ในรูที่หนูอื่นขุดแล้ว มันย่อมรักษาชีวิต
ไว้ได้ ฉันใด ภิกษุผู้นี้ฟังธรรมกถาของผู้อื่น แล้วก็แทงตลอดสัจธรรมทั้ง
๔ ก้าวล่วงอำนาจของมารทั้ง ๓ ได้ ฉันนั้น. บัณฑิตพึงทราบการเปรียบเทียบ
อุปมาแม้ในบุคคลที่ ๓ ที่ ๔ โดยนัยนี้
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยมะม่วง ๔ ชนิด
เป็นไฉน ?
[๑๑๕] มะม่วง ๔ ชนิด
มะม่วงดิบ แต่สีเป็นมะม่วงสุก ๑
มะม่วงสุก แต่สีเป็นมะม่วงดิบ ๑
มะม่วงดิบ สีก็เป็นมะม่วงดิบ ๑
มะม่วงสุก สีก็เป็นมะม่วงสุก ๑

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 349 (เล่ม 79)

[๑๑๖] บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ ชนิด มีปรากฏอยู่ในโลก
ฉันนั้นเหมือนกัน.
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน ?
บุคคลเช่นมะม่วงดิบ แต่มีสีเป็นมะม่วงสุก ๑
บุคคลเช่นมะม่วงสุก แต่มีสีเป็นมะม่วงดิบ ๑
บุคคลเช่นมะม่วงดิบ มีสีก็เป็นมะม่วงดิบ ๑
บุคคลเช่นมะม่วงสุก มีสีก็เป็นมะม่วงสุก ๑
๑. บุคคล ผู้เป็นเช่นมะม่วงดิบ แต่มีสีเป็นมะม่วงสุก
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเสื่อมใส บุคคล
นั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคา-
มินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นเช่นมะม่วงดิบ แต่มีสีเป็นมะม่วงสุก
มะม่วงดิบแต่มีสีเป็นมะม่วงสุกนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๒. บุคคลผู้เป็นเช่นมะม่วงสุก แต่มีสีเป็นมะม่วงดิบ
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเสื่อมใส บุคคล
นั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคา-
มินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นเช่นมะม่วงสุก แต่มีสีเป็นมะม่วงดิบ
มะม่วงสุกแต่มีสีเป็นมะม่วงดิบนั้น ฉันใด. บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 350 (เล่ม 79)

๓. บุคคลผู้เช่นมะม่วงดิบ มีสีเป็นมะม่วงดิบ เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส บุคคล
นั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นเช่นมะม่วงดิบ มีสี
ก็เป็นมะม่วงดิบ มะม่วงดิบมีสีก็เป็นมะม่วงดิบนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็อุป-
ไมย ฉันนั้น.
๔. บุคคลผู้เช่นมะม่วงสุก มีสีก็เป็นมะม่วงสุก เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคล
นั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นเช่นมะม่วงสุก มีสีก็เป็น
มะม่วงสุก มะม่วงสุกมีสีก็เป็นมะม่วงสุกนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉัน
นั้น
บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ใน
โลก.
อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบด้วยมะม่วง ๔ ชนิด
สองบทว่า "อามํ ปกฺกวณฺณี" ได้แก่ ผลมะม่วงที่ดิบในภายใน
แต่ภายนอกเหมือนมะม่วงสุก.

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 351 (เล่ม 79)

สองบทว่า "ปกฺกํ อามวณฺณี" ได้แก่ ภายในสุก แต่ภายนอก
เหมือนมะม่วงดิบ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ในคำเปรียบ
เทียบด้วยผลมะม่วงนั้นคือ ภาวะที่มะม่วงไม่สุก คือเป็นของดิบย่อมมีฉันใด
แม้ในบุคคล ความเป็นปุถุชนเป็นเช่นมะม่วงดิบ ความเป็นพระอริยะก็เป็นเช่น
กับมะม่วงสุกฉันนั้น บัณฑิตพึงทราบการเปรียบเทียบด้วยการอุปมาในบุคคลที่
ท่านอุปมาแล้ว โดยนัยนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ความที่มะม่วงมีสีอันสุก เช่นกับ
มะม่วงสุก ในมะม่วงทั้งหลายเหล่านั้น ฉันใด แม้ในบุคคล ความที่พระอริย-
เจ้าทั้งหลายมีวรรณะอันสุก คือ ความงาม เช่นกับด้วยความงามของอิริยาบถ
ทั้งหลาย มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น ก็ฉันนั้น.
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ ชนิด เป็น
ไฉน ?
[๑๑๗] หม้อ ๔ ชนิด
หม้อเปล่าปิด ๑ หม้อเต็มเปิด ๑
หม้อเปล่าเปิด ๑ หม้อเต็มปิด ๑
[๑๑๘] บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ ชนิด เหล่านี้ มีปรากฏอยู่
ในโลก ฉันนั้นเหมือนกัน.
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน ?
คนเปล่าปิด ๑ คนเต็มเปิด ๑
คนเปล่าเปิด ๑ คนเต็มปิด ๑

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 352 (เล่ม 79)

๑. บุคคล ที่เป็นคนเปล่าปิด เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคล
นั้นย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นคนเปล่าปิด หม้อเปล่าปิดนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้
ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๒. บุคคลที่เป็นคนเต็มเปิด เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลงแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส บุคคล
นั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคล
อย่างนี้เรียกว่า เป็นคนเต็มเปิด หม้อเต็มเปิดนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมยฉันนั้น.
๓. บุคคลที่เป็นคนเปล่าเปิด เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส
บุคคลนั้น ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นคนเปล่าเปิด หม้อเปล่าเปิดนั้น แม้ฉันใด บุคคล
นี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น.
๔. บุคคลที่เป็นคนเต็มปิด เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียว
ซ้ายแลขวา คู้เข้าเหยียดออก ทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคล

352