พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 333 (เล่ม 79)

๒. ปาปธัมเมนปาปธัมมตรบุคคล บุคคลผู้มีธรรม
ลามกยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมลามก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์
ด้วย ลักทรัพย์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ด้วย ฯลฯ เห็นผิดจาก
ทำนองคลองธรรมด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เห็นผิดจากทำนองคลอง-
ธรรมด้วย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีธรรมลามกยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมลามก.
๓. กัลยาณธัมมบุคคล บุคคลผู้มีธรรมงาม เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์
ฯลฯ มีความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีธรรมงาม.
๔. กัลยาณธัมเมนกัลยาณธัมมตรบุคคล บุคคลผู้มี
ธรรมงามยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมงาม เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย
ชักชวนผู้อื่นให้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วย ฯลฯ เห็นชอบตามทำนองคลอง-
ธรรมด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เห็นชอบตามทำนองคลองธรรมด้วย
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีธรรมงามยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมงาม.
อรรถกถาบุคคลผู้มีธรรมลามกเป็นต้น
ธรรมอันลามกของบุคคลนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า
ปาปธมฺโม แปลว่า ผู้มีธรรมอันลามก. ธรรมอันงามของบุคคลนั้นมีอยู่
เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า กลฺยาณธมฺโม แปลว่า ผู้มีธรรมอันงาม.
คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 334 (เล่ม 79)

[๑๐๗] ๑. สาวัชชบุคคล บุคคลผู้มีโทษ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมที่มีโทษ ประ-
กอบด้วยวจีกรรมที่มีโทษ ประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษ บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้มีโทษ.
๒. วัชชพหุลบุคคล บุคคลผู้มีโทษมาก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมที่มีโทษมาก
ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่มีโทษมาก
ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษน้อย ประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษมาก
ประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษน้อย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีโทษมาก.
๓. อัปปสาวัชชบุคคล บุคคลผู้มีโทษน้อย เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษมาก
ประกอบด้วยกายกรรมที่มีโทษน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษมาก
ประกอบด้วยวจีกรรมที่มีโทษน้อย ประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษมาก
ประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษน้อย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีโทษน้อย.
๔. อนวัชชบุคคล บุคคลผู้ไม่มีโทษ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยกายกรรมที่หาโทษมิได้ ประกอบ
ด้วยวจีกรรมที่หาโทษมิได้ ประกอบด้วยมโนกรรมที่หาโทษมิได้ บุคคลนี้
เรียกว่า ผู้ไม่มีโทษ.

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 335 (เล่ม 79)

อรรถกถาบุคคลผู้มีโทษ เป็นต้น
บทว่า "สาวชฺโช" ได้แก่ มีโทษ. สองบทว่า "สาวชฺเชน กาย-
กมฺเมน" ได้แก่ ด้วยกายกรรม อันมีโทษ มีปาณาติบาตเป็นต้น. แม้ใน
บททั้งหลายนอกจากนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า สาวชฺโช แปลว่า ผู้มีโทษ เพราะความที่กรรมอันประกอบด้วยไตรทวาร
เป็นของมีโทษ ดุจประเทศที่เต็มไปด้วยของปฏิกูล มีคูถและซากศพเป็นต้น.
สองบทว่า "สาวชิเชน พหุลํ" ความว่า กายกรรมของบุคคลใด
มีโทษเท่านั้นมาก ที่ไม่มีโทษมีน้อย บุคคลผู้นั้นชื่อว่าประกอบด้วยกายกรรมมี
โทษมีมาก ที่ไม่มีโทษมีน้อย ท่านจึงเรียกว่า อปฺปํ อนวชฺเชน แปลว่า
กายกรรมที่ไม่มีโทษมีน้อย. ในคำทั้งหลาย นอกจากนี้ ก็มีนัยนี้นั่นแหละ.
ถามว่า ก็ใครเล่าที่เห็นปานนี้ ?
ตอบว่า ผู้ใด ย่อมสมาทานอุโบสถศีล ย่อมบำเพ็ญศีลในกาลบาง
ครั้งบางคราว ตามธรรมดาของชาวบ้าน หรือตามธรรมดาของชาวนิคม ผู้นั้น
นั่นแหละ ชื่อว่า ประกอบด้วยกรรมอันมีโทษเป็นส่วนมาก ที่ไม่มีโทษเป็น
ส่วนน้อย.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า วชฺชพหุโล แปลว่า ผู้มากด้วยโทษ เพราะเหตุที่โทษนั่นแหละเป็น
ของมีมาก เพราะเป็นกรรมอันประกอบไว้ด้วยไตรทวาร.
เหมือนอย่างว่า ดอกไม้ทั้งหลาย มีสีไม่สวย ทั้งมีกลิ่นเหม็น บุคคล
กระทำไว้ไห้เป็นกองมีอยู่ในประเทศแห่งหนึ่ง วัตถุทั้งหลายมีแผ่นผ้าเป็นต้นที่
เขาโยนไป พึงตกไปบนกองดอกไม้อันมีกลิ่นเหม็นนั้นในที่นั้น ๆ ทำให้มีกลิ่น

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 336 (เล่ม 79)

เหม็นฉันใด บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ บัณฑิตพึงทราบฉันนั้น (หรือ) เหมือน
อย่างว่า วัตถุทั้งหลายมีแผ่นผ้าเป็นต้น ที่เขากระทำให้เป็นกอง พึงมีใน
ประเทศแห่งหนึ่ง ดอกไม้ทั้งหลายมีดอกพุทราเป็นต้นที่มีสีไม่งาม มีกลิ่นเหม็น
พึงตกไปบนกองแห่งผ้านั้นในที่นั้น ๆ ฉันใด บุคคลที่ ๓ นี้ คือ ผู้เห็นปาน
นี้ บัณฑิตพึงทราบฉันนั้น. แต่ว่าบุคคลที่ ๔ บัณฑิตพึงเห็นดุจถาดทองคำ
อันเต็มแล้วด้วยมธุรสทั้ง ๔ เพราะความที่กรรมอันประกอบด้วยไตรทวารเป็น
ของหาโทษมิได้.
บรรดาบุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น คือ สาวชฺโช ผู้มีโทษ ๑ วชฺช-
พหุโล ผู้มีโทษมาก ๑ อปฺปสาวชฺโช ผู้มีโทษน้อย ๑ อนวชฺโช
ผู้ไม่มีโทษ ๑. บุคคลพวกที่ ๑ จัดเป็นอันธพาลปุถุชน คือ ปุถุชนผู้ทั้ง
บอดทั้งโง่. พวกที่ ๒ จัดเป็นโลกิยปุถุชน ผู้กระทำกุศลในระหว่างๆ. พวกที่ ๓
ได้แก่ พระโสดาบัน แม้พระสกทาคารี พระอนาคามี ก็สงเคราะห์ด้วยบุคคล
จำพวกที่ ๓. พวกที่ ๔ ได้แก่ พระขีณาสพ.
จริงอยู่พระขีณาสพนั้น ชื่อว่า อนวชฺโช แปลว่า ผู้ไม่มีโทษเลย
ข้อนี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาอังคุตตรนิกาย.
[๑๐๘] ๑. บุคคลผู้อุคฆฏิตัญญู เป็นไฉน ?
การบรรลุมรรคและผล ย่อมมีแก่บุคคลใด พร้อมกับเวลาที่ท่านยก
หัวข้อขึ้นแสดง บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้อุตฆฏิตัญูญู.
๒. บุคคลผู้วิปัญจิตัญญู เป็นไฉน ?
การบรรลุมรรคและผล ย่อมมีแก่บุคคลใด ในเมื่อท่านจำแนกเนื้อ
ความแห่งภาษิตโดยย่อ ให้พิศดาร บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้วิปัญจิตตัญญู.

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 337 (เล่ม 79)

๓. บุคคลผู้เนยยะ เป็นไฉน ?
การบรรลุมรรคและผลเป็นชั้น ๆ ไป ย่อมมีแก่บุคคลใด โดยเหตุ
อย่างนี้ คือ โดยอุเทศ โดยไต่ถาม โดยทำไว้ในใจโดยแยบตาย โดยสมาคม
โดยคบหา โดยสนิทสนมกันกับกัลยาณมิตร บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้เนยยะ.
๔. บุคคลผู้ปทปรมะ เป็นไฉน ?
บุคคลใด ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอน
ก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินั้น บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้ปท-
ปรมะ.
อรรถกถาบุคคล ผู้อุคฆฏิตัญญู เป็นต้น
การยกญาณ คือปัญญาขึ้น ชื่อว่า อุคฺฆฏิตํ ซึ่งแปลว่า มีปัญญาอัน
เฉียบแหลม ในคำว่า อุคฺฆฏิตญฺญู นี้. อธิบายว่า ย่อมรู้ธรรมเพียงสักว่า อัน
ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้นด้วยญาณ.
ข้อว่า "สห อุทาหฏเวลาย" ได้แก่ ในการนำหัวข้อมาตั้งไว้ คือ
ในขณะสักว่า นำอุเทศนาตั้งไว้เท่านั้น.
บทว่า "ธมฺมาภิสมโย" ได้แก่ การตรัสรู้สัจธรรมทั้ง ๔ พร้อม
ด้วยญาณ คือ ปัญญา.
ลองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ เป็นผู้สามารถส่งญาณ
คือ ปัญญาไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนา ตามที่ท่านตั้งบทมาติกาโดยย่อ
มีนัยเป็นต้นว่า "จตฺตาโร สติปฏฺฐานา" แล้วจึงถือเอาพระอรหัตได้ ท่าน
จึงเรียกผู้นี้ว่า อุคฆฏิตัญญู ซึ่งแปลว่า ผู้เฉียบแหลม เพียงยกหัวข้อธรรม
ขึ้นแสดงเท่านั้นก็รู้ทันที.

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 338 (เล่ม 79)

บุคคลใดย่อมรู้อรรถ ที่ท่านอธิบายทำให้พิศดารนั่นแหละ เพราะเหตุ
นั้นบุคคลนั้นจึงชื่อว่า วิปัญจิตัญญู แปลว่า ผู้รู้อรรถอันท่านอธิบายแล้ว
สองบทว่า "อยํ วุจิจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้มีความสามารถ
เพื่อบรรลุพระอรหัต ในเมื่อมีผู้อื่นตั้งบทมาติกาไว้โดยย่อแล้วจำแนกเนื้อ
ความโดยพิศดาร ท่านจึงเรียกว่า วิปัญจิตตัญญู.
วิเคราะห์ศัพท์ เนยยบุคคล
อุทฺเทสาทีหิ เนตพฺโพติ เนยฺโย บุคคลใด อันผู้อื่นพึงแนะนำ
ด้วยบททั้งหลายมีอุเทศเป็นต้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า เนยฺโย
ผู้อันบุคคลพึงแนะนำไป.
สองบทว่า "อนุปุพฺเพน ธมฺมาภิสมโย" ได้แก่ การบรรลุพระ-
อรหัตตามลำดับ.
วิเคราะห์ศัพท์ ปทปรมบุคคล
พฺยญฺชนปทเมว ปรมํ อสฺสาติ ปทปรโม บทแห่งพยัญชนะนั่น
เทียว เป็นอย่างยิ่งของบุคคลนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า ปท-
ปรโม ผู้มีบทอย่างยิ่ง.
ข้อว่า "น ตาย ชาติยา ธมฺมาภิสมโย โหติ" อธิบายว่า ปทปรม-
บุคคลนั้น ไม่สามารถเพื่อจะทำฌาน วิปัสสนา มรรค ผล ให้เกิดขึ้นได้ด้วย
อัตภาพนั้น.

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 339 (เล่ม 79)

[๑๐๙] ๑. บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหา ย่อมแก้ได้ถูกต้องแต่ไม่
ว่องไว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว
๒. บุคคลผู้โต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหาย่อมแก้ได้ว่องไว แต่แก้ไม่
ถูกต้อง บุคคลนี้เรียกว่า ผู้โต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง
๓. บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหา ย่อมแก้ได้ถูกต้องและแก้
ได้ว่องไว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว.
๔. บุคคลผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหา ย่อมแก้ไม่ถูกต้องและไม่
ว่องไว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว.
อรรถกถาบุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว เป็นต้น
ญาณ คือปัญญาก็ดี ถ้อยคำที่ตั้งขึ้นเพราะญาณก็ดี เรียกว่า ปฏิภาณ
คือ ความเฉียบแหลมในการโต้ตอบ. ปฏิภาณนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ
ประสงค์เอาในคำว่า ยุตฺตปฏิภาโณ นี้.
ปฏิภาณ อันสมควรแก่เหตุและสมควรแก่ผล ของบุคคลนั้นมีอยู่
เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า ยุตฺตปฏิภาโณ ผู้มีปฏิภาณอันถูกต้อง.
ปฏิภาณอันไม่ว่องไวของบุคคลนั้นมีอยู่ เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถเพื่อ

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 340 (เล่ม 79)

จะโต้ตอบปัญหาได้โดยรวดเร็ว ในขณะที่เขาถามปัญหานั่นแหละ เพราะเหตุนั้น
บุคคลนั้นชื่อว่า โนมุตฺตปฏิภาโณ แปลว่า ผู้มีปฏิภาณอันไม่ว่องไว. บุคคล
ที่เหลือบัณฑิตพึงทราบโดยนัยนี้.
ก็ในบุคคลเหล่านี้ บุคคลจำพวกที่ ๑ พิจารณาปัญหาสิ้นเวลาเพียง
เล็กน้อยแล้วจึงเพ่งปัญหาได้ถูกต้องนั่นเทียว เหมือนพระจูพนาคเถระผู้ทรง
พระไตรปิฎก ได้ยินว่า พระเถระนั้นถูกเขาถามปัญหา ท่านกำหนดปัญหา
ได้ถูกต้องและเหมาะสมทีเดียว.
บุคคลจำพวกที่ ๒ ย่อมห้ามปัญหาในระหว่างที่เขาถามนั่นแหละ
ด้วยถ้อยคำอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ท่านพิจารณาปัญหาแล้วก็ยังตีความหมาย
ปัญหาได้ไม่เหมาะสม เหมือนพระติสสเถระ ผู้ฉลาดเพียงนิกาย ๔ นัยว่า
พระเถระนั้น ถูกเขาถามปัญหาแล้ว ท่านรอคอยแม้การสิ้นสุดลงแห่งปัญหา
แล้วท่านก็ตอบส่ง ๆ ไป ก็เนื้อความแห่งถ้อยคำที่ท่านพิจารณาอยู่ย่อมไม่สอด
คล้องในที่ไหน ๆ.
บุคคลจำพวกที่ ๓ ท่านเพ่งเนื้อความอันสมควรแก่เวลาแห่งปัญหา
นั่นแหละ ย่อมตอบค่ำถามใน ณ นั้นนั่นแหละ เหมือนพระจูฬาภัยเถระ ผู้
ทรงพระไตรปิฎก ได้ยินว่า พระเถระนั้น ถูกเขาถามปัญหาแล้วย่อมตอบได้
โดยรวดเร็ว มีเหตุผลอันถูกต้องและเหมาะสมด้วย.
บุคคลจำพวกที่ ๔ ถูกเขาถามปัญหาแล้วย่อมไม่เพ่งปัญหาให้ถูก
ต้องได้ ทั้งยังไม่อาจเพื่อจะห้ามด้วยถ้อยคำอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นดุจบุคคล
ผู้จมลงในความมืดทึบอันยิ่งเหมือนพระโลลุทายี.

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 341 (เล่ม 79)

[๑๑๐] บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก เป็นไฉน ?
๑. ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวน้อยและกล่าวคำไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็ไม่รู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้ ย่อมถึงซึ่งอันนับว่าธรรมกถึกของบริษัทเห็น
ปานนี้เท่านั้น
๒. ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวน้อยและกล่าวคำที่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ และบริษัทรู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้ ย่อมถึงซึ่งอันนับว่าเป็นธรรมกถึกของบริษัท
เห็นปานนี้เท่านั้น
๓. ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวมากและกล่าวคำไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็ไม่รู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่
ประกอบด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้ ย่อมถึงซึ่งอันนับว่าธรรมกถึก ของ
บริษัทเห็นปานนี้เท่านั้น
๔. ส่วนธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวมาก และกล่าวคำที่
ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้งบริษัทก็รู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่
ประกอบด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้ ย่อมถึงซึ่งอันนับว่าธรรมกถึก
ของบริษัทเห็นปานนี้เท่านั้น
เหล่านี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก.
อรรถกถาบุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก
สองบทว่า "อปฺปญฺจ ภาสติ" ความว่า ย่อมกล่าวเพียงเล็กน้อย
แก่บริษัทผู้มาถึงแล้ว.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 342 (เล่ม 79)

บทว่า "อสหิตญฺจ" ความว่า ก็แลเมื่อกล่าว ก็ย่อมไม่กล่าวให้
เหมาะสมแก่เหตุผล.
ข้อว่า "ปริสา จสฺส อกุสลา โหติ" อธิบายว่า ก็บริษัทผู้นั่ง
ประชุมกันเพื่อจะฟังธรรมมีอยู่ ภิกษุผู้ธรรมกถึกนั้น ย่อมไม่รู้ถ้อยคำที่ควร
และไม่ควร มีเหตุหรือไม่มีเหตุ สละสลวยหรือไม่สละสลวย.
บทว่า "เอวรูโป" ความว่า ผู้นี้ คือ พระธรรมกถึกผู้โง่ ผู้มีชาติ
อย่างนั้นย่อมได้ชื่อว่า ธรรมกถึกของบริษัทผู้โง่เขลา ผู้มีชาติอย่างนั้นนั่น
เทียว. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในทุก ๆ บทโดยนัยนี้. ก็ในพระธรรมกถึก
เหล่านี้. พระธรรมกถึก ๒ พวกเท่านั้น ชื่อว่า เป็นพระธรรมกถึกโดยสภาวะ
ส่วนพระธรรมกถึกนอกจากนี้ ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น เพราะอยู่ในระหว่างแห่ง
พระธรรมกถึกทั้งหลาย.
บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่าง เป็นไฉน ?
[๑๑๑] วลาหก ๔ อย่าง
ฟ้าร้อง ฝนไม่ตก ๑
ฝนตก ฟ้าไม่ร้อง ๑
ฟ้าร้อง ฝนตก ๑
ฟ้าไม่ร้อง ฝนไม่ตก ๑
[๑๑๒] บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่างนี้ มีปรากฏอยู่ใน
โลก ก็อย่างนั้นเหมือนกัน.

342