พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 323 (เล่ม 79)

กระทำสิกขาบทที่ตนควรการทำให้บริบูรณ์ คือให้สมบูรณ์ ในศีลทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น พระอริยสาวกเหล่านั้นอันบัณฑิตย่อมเรียกว่า "สีเลสุ ปริปูริ-
การิโน" ซึ่งแปลว่า ผู้มีปกติกระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย. ก็เพราะเหตุ
ที่ท่านยังถอนกามราคะและพยาบาททั้งหลาย อันเป็นข้าศึกต่อสมาธิและโมหะ
อันปกปิดซึ่งสัจธรรม อันเป็นข้าศึกต่อปัญญาไม่ได้ ท่านเหล่านั้นแม้เจริญอยู่
ซึ่งสมาธิและปัญญา ย่อมกระทำกิจอันบุคคลพึงกระทำพอประมาณพอสมควร
ได้เพียงบางส่วนในสมาธิและปัญญาทั้งหลายเหล่านั้น เพราะฉะนั้น พระอริย-
สาวกเหล่านั้นท่านจึงเรียกว่า "สมาธิสฺมึ ปญฺญาย จ มตฺตโส การิโน"
ซึ่งแปลความว่า ผู้กระทำพอประมาณในสมาธิและปัญญา. บัณฑิตพึงทราบ
เนื้อความในนัยทั้งสอง แม้นอกจากนี้โดยอุบายนี้.
แม้ในนัยทั้งสองนั้น นัยแห่งพระสูตรอื่นอีก คือ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เป็นผู้กระทำพอประมาณในสมาธิ เป็น
ผู้กระทำแต่พอประมาณในปัญญา เธอนั้นย่อมต้องอาบัติบ้าง ย่อมออกจาก
อาบัติอันเป็นสิกขาบทน้อยใหญ่บ้าง ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุแห่งอะไร ? ก็เพราะ
ว่า ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นไปไม่ได้ เราได้กล่าวไว้แล้ว แต่ก็สิกขาบทเหล่า
ใดแล อันเป็นอาทิพรหมจรรย์ อันสมควรแก่พรหมจรรย์ บรรดาสิกขาบท
อันเป็นผู้มีปกติมั่นคง มีปกติตั้งมั่น สมาทานแล้วย่อมศึกษาในสิกขาบททั้ง
หลาย เธอนั้นชื่อว่า พระโสดาบัน เพราะการสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์ทั้ง ๓
เป็นผู้ไม่ตกไปสู่อบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง เป็นผู้มีการจะตรัสรู้พร้อมใน
ภายหน้า.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 324 (เล่ม 79)

ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปกติทำให้บริบูรณ์
ในศีลทั้งหลาย ฯลฯ เธอนั้นชื่อว่า พระสกทาคามี เพราะความสิ้นไปรอบ
เเห่งสังโยชน์ ๓ และเพราะการกระทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง เธอมา
สู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น ย่อมกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปกติกระทำให้
บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ แต่กระทำพอประมาณใน
ปัญญา เธอยังศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เธอนั้นชื่อว่า พระอนาคามี
เพราะการสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้ง ๕ เป็นผู้ไม่กลับมาจากเทวโลก
นั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ใน
ศีลทั้งหลาย เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในปัญญา
เธอย่อมศึกษาสิกขาบทนี้อยู่ใหญ่ ฯลฯ ย่อมศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเธอนั้นชื่อ
ว่า ผู้เข้าถึงอยู่ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลายดังนี้ (พระอรหันต์).
[๑๐๒] ในศาสดาเหล่านั้น ศาสดา ๓ จำพวก เป็นไฉน ?
๑. ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติการละกาม แต่ไม่บัญญัติการ
ละรูป ไม่บัญญัติการละเวทนา
๒. ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติการละกามด้วย ย่อมบัญญัติ
การละรูปด้วย แต่ไม่บัญญัติการละเวทนา
๓. ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติการละกามด้วย ย่อมบัญญัติ
การละรูปด้วย ย่อมบัญญัติการละเวทนาด้วย

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 325 (เล่ม 79)

บรรดาศาสดา ๓ จำพวกนั้น ศาสดานี้ใด บัญญัติการละกาม แต่ไม่
บัญญัติการละรูป ไม่บัญญัติการละเวทนา พึงเห็นว่าศาสดานั้นเป็นศาสดาผู้
ได้รูปาวจรสมาบัติ โดยการบัญญัตินั้น (จำพวกที่ ๑)
ศาสดานี้ใด บัญญัติการละกามด้วย บัญญัติการละรูปด้วย แต่ไม่
บัญญัติการละเวทนา พึงเห็นว่าศาสดานั้นเป็นศาสดาผู้ได้อรูปาวจร-
สมาบัติ โดยการบัญญัตินั้น (จำพวกที่ ๒)
ศาสดานี้ใด บัญญัติการละกามด้วย บัญญัติการละอรูปด้วย บัญญัติ
การละเวทนาด้วย พึงเห็นว่าศาสดานั้นเป็นศาสดาผู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยการบัญญัตินั้น (จำพวกที่ ๓)
เหล่านี้เรียกว่า ศาสดา ๓ จำพวก.
[๑๓] บรรดาศาสดาเหล่านั้น ศาสดา ๓ จำพวก แม้อื่นอีก
เป็นไฉน ?
๑. ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติในในทิฏฐธรรม (คืออัตภาพ
นี้) โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน และย่อมบัญญัติตน
ในอภิสัมปรายธรรม (คืออัตภาพอื่น) โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็น
ของยั่งยืน พวกที่ ๑.
๒. ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติตนในทิฏฐธรรม โดยความ
เป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน แต่ไม่บัญญัติตนในภายหน้า โดย
ความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พวกที่ ๒.
๓. ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่บัญญัติในในทิฏฐธรรม โดยความ
เป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน และย่อมไม่บัญญัติคนในภายหน้า
โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พวกที่ ๓.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 326 (เล่ม 79)

ศาสดาอีก ๓ จำพวก
๑. บรรดาศาสดาเหล่านั้น ศาสดานี้ใด ย่อมปฏิบัติตนในทิฏฐธรรม
โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน และบัญญัติตนในภายหน้า
โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พึงเห็นว่า ศาสดานั้นเป็น
ศาสดาผู้มีวาทะว่าเที่ยง โดยการบัญญัตินั้น
๒. ศาสดานี้ใด ย่อมบัญญัติตนในทิฏฐธรรม และย่อมไม่บัญญัติตน
ภายหน้า โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พึงเห็นว่า ศาสดา
นั้นเป็นศาสดาผู้มีวาทะว่าขาดสูญ โดยการบัญญัตินั้น
๓. ศาสดานี้ใด ย่อมไม่บัญญัติตนในทิฏฐธรรม โดยความเป็นของมี
จริง โดยความเป็นของยั่งยืน และย่อมไม่บัญญัติตนในภายหน้า โดยความเป็น
ของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พึงเห็นว่าศาสดานั้น เป็นศาสดาผู้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการบัญญัตินั้น
เหล่านี้เรียกว่าศาสดา ๓ จำพวก แม้อื่นอีก.
จบติกนิทเทส
อรรถกถาศาสดา ๓ จำพวก
สองบทว่า "ปริญฺญํ ปญฺญเปติ" ได้แก่ ย่อมบัญญัติการละ คือ
การก้าวล่วง.
ข้อว่า "ตตฺร" ได้แก่ ในศาสดา ๓ จำพวกนั้น.
สองบทว่า "เตน ทฏฺฐพฺโพ" ความว่า ศาสดานั้น บัณฑิตพึง
เห็นว่า เป็นผู้มีปกติได้รูปาวจรสมาบัติด้วยบัญญัตินั้น. แม้ในวาระที่ ๒ ก็
นัยนี้เหมือนกัน.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 327 (เล่ม 79)

ข้อว่า " สมฺมาสมฺพุทฺโธ สตฺถา เตน ทฏฺฐพฺโพ" ความว่า
พระศาสดาองค์ที่ ๓ ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ บัณฑิตพึงเห็นด้วยการ
บัญญัติ อันไม่สาธารณะกับเดียรถีย์นั้น. จริงอยู่ พวกเดียรถีย์เมื่อบัญญัติการ
ละกามทั้งหลาย ย่อมกล่าวอ้างถึงรูปภพ เมื่อบัญญัติการละรูปทั้งหลาย ย่อม
กล่าวอ้างถึงอรูปภพ เมื่อบัญญัติการละเวทนาทั้งหลาย ย่อมกล่าวอ้างถึง
อสัญญภพ เมื่อเขาจะบัญญัติโดยชอบพึงบัญญัติอย่างนี้ ชื่อว่าย่อมไม่สามารถ
เพื่อบัญญัติได้โดยชอบ. ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมบัญญัติการละ (ปหาน-
ปริญญา) กามทั้งหลายด้วยอนาคามิมรรค ย่อมบัญญัติการละรูปและเวทนา
ทั้งหลายด้วยอรหัตมรรค.
ข้อว่า "อิเม ตโย สตฺถาโร" ความว่า ชนทั้ง ๒ จำพวกนี้ เป็น
ศาสดาภายนอกพระพุทธศาสนา กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ จำพวก ฉะนั้น
ในโลกนี้ จึงมีศาสดา ๓ จำพวก.
ในนิทเทสแห่งศาสดาพวกที่ ๒
สองบทว่า "ทิฏเฐว ธมฺเม" ได้แก่ ในอัตภาพนี้เท่านั้น.
ข้อว่า "อตฺตานํ สจฺจโต เถตโต ปญฺญเปติ" ความว่า ย่อม
บัญญัติ โดยความมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืนว่า ชื่อว่า อัตตาอันหนึ่ง
เป็นของเที่ยง เป็นของยั่งยืน เป็นของแน่นอน มีอยู่.
บทว่า "อภิสมฺปรายญฺเจ" ได้แก่ ย่อมบัญญัติในอัตภาพแม้อื่นอีก
เหมือนกันนั่นแหละ.
คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยแห่งคำที่กล่าวไว้แล้วเทียว
ดังนี้แล.
จบอรรถกถาติกนิทเทส ว่าด้วยบุคคล ๓ จำพวก เพียงนี้

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 328 (เล่ม 79)

จตุกกนิทเทส
ว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก
[๑๐๔] ๑. อสัปปุริสบุคคล บุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษเป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็น
อสัตบุรุษ
๒. อสัปปุริเสนอสัปปุริสตรบุคคล บุคคลผู้เป็น
อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์
ด้วย ลักทรัพย์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ด้วย ประพฤติผิดใน
กามด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกามด้วย พูดเท็จด้วยตน
เองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จด้วย ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาทด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาทด้วย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป้นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ.
๓. สัปปุริสบุคคล บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจาก
การลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ
เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้เป็นสัตบุรุษ.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 329 (เล่ม 79)

๔. สัปปุริเสนสัปปุริสตรบุคคล บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษ
ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย
ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยเว้นขาดจากการลักทรัพย์ด้วยตนเองด้วย
ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการลักทรัพย์ด้วย เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามด้วย เว้น
ขาดจากการพูดเท็จด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นขาดจากการพูดเท็จด้วย
เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทด้วยตนเองโดย
ชักชวนผู้อื่นให้เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทด้วย
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ.
อรรถกถาจตุกกนิทเทส
อธิบายบุคคล ๔ จำพวก
อรรถกถาบุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษเป็นต้น
บทว่า "อสปฺปุริโส" ได้แก่ บุรุษผู้ลามก คือ บุรุษผู้ไม่มีธรรม.
พึงทราบวิเคราะห์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้.
บุคคลใด ย่อมยังสัตว์มีปราณ คือ ชีวิตให้ตกล่วงไป เพราะเหตุนั้น
บุคคลนั้นชื่อว่า ปาณาติปาตี ผู้ยังสัตว์มีปราณคือชีวิตให้ตกล่วงไป.
บุคคลใด ย่อมถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ เพราะเหตุนั้น บุคคล
นั้นชื่อว่า อทินฺนาทายี ผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้.
บุคคลใด ย่อมประพฤติผิดในกามทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น
ชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจารี ผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 330 (เล่ม 79)

บุคคลใด ย่อมกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ามุสาวาท
ผู้กล่าวคำเท็จ.
บุคคลใด ย่อมตั้งอยู่ในความประมาทด้วยการดื่มน้ำเมา คือ สุรา และ
เมรัย เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี ผู้ตั้งอยู่
ในความประมาทด้วยการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย.
ข้อว่า "ปาณาติปาเต สมาทเปติ" ความว่า คนเองย่อมยังสัตว์มี
ชีวิตให้ตกล่วงไปโดยประการใด ย่อมยังผู้อื่นให้ยึดถือเอาการยังสัตว์ที่มีชีวิตให้
ตกล่วงไปนั้น โดยประการนั้น. แม้ในคำที่เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่า
อสัตบุรุษ เพราะเหตุที่ตนประกอบด้วยความเป็นผู้ทุศีลอันตนกระทำเองด้วย
และตนก็เป็นทายาทแห่งกรรมกึ่งหนึ่งจากกรรมที่ตนชักชวนให้ผู้อื่นกระทำด้วย.
บทว่า "สปฺปุรโส" ได้แก่ อุดมบุรุษคือบุรุษผู้สูงที่สุด.
สองบทว่า "สฺปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร" ความว่า ผู้ประกอบพร้อม
ด้วยความเป็นผู้มีศีลดีที่ตนแองกระทำแล้วนั่นแหละด้วย และเพราะเหตุที่ตน
เป็นทายาทแห่งกรรมกึ่งหนึ่งจากกรรมที่ตนชักชวนให้ผู้อื่นกระทำด้วย จึงชื่อ
ว่า อุตฺตมปฺปุริเสน อุตฺตมปฺปุริสตโร ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นอุดมบุรุษยิ่ง
กว่าอุดมบุรุษ.
[๑๐๕] ๑. ปาปบุคคล บุคคลผู้ลามก เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของเขา พยาบาท
ปองร้ายเขา เห็นผิดจากคลองธรรม บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ลามก.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 331 (เล่ม 79)

๒. ปาเปนปาปตรบุคคล บุคคลผู้ลามกยิ่งกว่าลามก
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่า
สัตว์ด้วย ลักทรัพย์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ด้วย ประพฤติผิด
ในกามด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกามด้วย พูดเท็จด้วย
เองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จด้วย พูดส่อเสียดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่น
ให้พูดส่อเสียดด้วย พูดคำหยาบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ
ด้วย พูดเพ้อเจ้อด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อด้วย โลภอยาก
ได้ของเขาด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้โลภอยากได้ของเขาด้วย พยาบาท
ปองร้ายเขาด้วยคนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พยาบาทปองร้ายเขาด้วย เห็นผิด
จากคลองธรรมด้วยคนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เห็นผิดจากคลองธรรมด้วย
บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ลามกยิ่งกว่าลามก.
๓. กัลยาณบุคคล บุคคลผู้เป็นคนดี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ จากการลัก
ทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จาก
การพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ เป็นผู้ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาท
ปองร้ายเขา เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นคนดี.
๔. กัลยาเณนกัลยาณตรบุคคล บุคคลผู้เป็นคนดียิ่ง
กว่าคนดี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย
ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ด้วย

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 332 (เล่ม 79)

ตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการลักทรัพย์ด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากการ
ประพฤติผิดในกามด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการประพฤติผิดใน
กามด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จด้วยคนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจาก
การพูดเท็จด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่น
ให้เว้นจากการพูดส่อเสียดด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบด้วยตนเองด้วย
ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการพูดคำหยาบด้วย เป็นผู้เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากพูดเพ้อเจ้อด้วย เป็นผู้ไม่โลภอยากได้
ของเขาด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นไม่ให้โลภอยากได้ของเขาด้วย ไม่พยาบาท
ปองร้ายเขาด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นไม่ให้พยาบาทปองร้ายเขาด้วย เป็น
ผู้เห็นชอบตามทำนองคลองธรรมด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เห็นชอบตาม
ทำนองคลองธรรมด้วย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นคนดียิ่งกว่าคนดี.
อรรถกถาบุคคลผู้ลามกเป็นต้น
บทว่า "ปาโป" ความว่า ผู้ประกอบด้าวบาป ๑ ประการ คือ
อกุศลกรรมบถ ๑๐ประการ.
บทว่า "กลฺยาโณ" ความว่า ผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรม กล่าว
คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้เจริญ. คำที่เหลือใน
ที่นี้มีอรรถอันตื้น เพราะเหตุว่ามีนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหนหลังนั่นเทียว.
[๑๐๖] ๑. ปาปธัมมบุคคคล บุคคลผู้มีธรรมลามก เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ เห็นผิดจาก
ทำนองคลองธรรม บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีธรรมลามก.

332