กระทำสิกขาบทที่ตนควรการทำให้บริบูรณ์ คือให้สมบูรณ์ ในศีลทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น พระอริยสาวกเหล่านั้นอันบัณฑิตย่อมเรียกว่า "สีเลสุ ปริปูริ-
การิโน" ซึ่งแปลว่า ผู้มีปกติกระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย. ก็เพราะเหตุ
ที่ท่านยังถอนกามราคะและพยาบาททั้งหลาย อันเป็นข้าศึกต่อสมาธิและโมหะ
อันปกปิดซึ่งสัจธรรม อันเป็นข้าศึกต่อปัญญาไม่ได้ ท่านเหล่านั้นแม้เจริญอยู่
ซึ่งสมาธิและปัญญา ย่อมกระทำกิจอันบุคคลพึงกระทำพอประมาณพอสมควร
ได้เพียงบางส่วนในสมาธิและปัญญาทั้งหลายเหล่านั้น เพราะฉะนั้น พระอริย-
สาวกเหล่านั้นท่านจึงเรียกว่า "สมาธิสฺมึ ปญฺญาย จ มตฺตโส การิโน"
ซึ่งแปลความว่า ผู้กระทำพอประมาณในสมาธิและปัญญา. บัณฑิตพึงทราบ
เนื้อความในนัยทั้งสอง แม้นอกจากนี้โดยอุบายนี้.
แม้ในนัยทั้งสองนั้น นัยแห่งพระสูตรอื่นอีก คือ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เป็นผู้กระทำพอประมาณในสมาธิ เป็น
ผู้กระทำแต่พอประมาณในปัญญา เธอนั้นย่อมต้องอาบัติบ้าง ย่อมออกจาก
อาบัติอันเป็นสิกขาบทน้อยใหญ่บ้าง ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุแห่งอะไร ? ก็เพราะ
ว่า ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นไปไม่ได้ เราได้กล่าวไว้แล้ว แต่ก็สิกขาบทเหล่า
ใดแล อันเป็นอาทิพรหมจรรย์ อันสมควรแก่พรหมจรรย์ บรรดาสิกขาบท
อันเป็นผู้มีปกติมั่นคง มีปกติตั้งมั่น สมาทานแล้วย่อมศึกษาในสิกขาบททั้ง
หลาย เธอนั้นชื่อว่า พระโสดาบัน เพราะการสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์ทั้ง ๓
เป็นผู้ไม่ตกไปสู่อบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง เป็นผู้มีการจะตรัสรู้พร้อมใน
ภายหน้า.