พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 303 (เล่ม 79)

๓. บุคคล ผู้มีราคะไปปราศแล้ว ในกามและในภพ
เป็นไฉน ?
พระอรหันต์ นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีราคะไปปราศแล้ว ในกาม
และภพ.
อรรถกถาบุคคลผู้มีราคะยังไม่ไปปราศเป็นต้น
พระโสดาบัน และพระสกทาคามี ยังไม่ปราศจากราคะในกามคุณทั้ง
๕ และภพทั้ง ๓ ฉันใด แม้ปุถุชนก็ฉันนั้น. แต่สำหรับปุถุชนนั้นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้ามิได้ทรงถือเอาเพราะไม่เป็นทัพพบุคคล. เหมือนอย่างว่า นายช่างไม้
ผู้ชาญฉลาด เข้าไปสู่ป่าเพื่อต้องการทัพพสัมภาระ เขาย่อมไม่ตัดต้นไม้ที่มา
พบแล้วและพบแล้วจำเดิมแต่ต้น แต่ว่าไม้เหล่าใดที่เข้าถึงความเป็นทัพพ-
สัมภาระได้ เขาย่อมตัดต้นไม้เหล่านั้นนั่นแหละฉันใด พระอริยสาวกทั้งหลาย
ผู้มีทัพพชาติเหล่านั้น (ผู้มีชาติแห่งความสามารถ) พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรง
ถือเอาแล้วแม้ในที่นี้ ฉันนั้น ส่วนปุถุชน บัณฑิตพึงทราบว่าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าไม่ทรงถือเอาเพราะความไม่มีทัพพชาติ คือ ผู้ไม่มีความสามารถเพื่อจะ
ตรัสรู้ธรรม. (คำว่า "ทพฺพ" ศัพท์นี้ แปลได้หลายอย่าง เช่น ควร, สมควร,
สามารถ, ปัญญา, ทรัพย์สมบัติ สิ่งที่มีค่า)
สองบทว่า "กาเมสุ วีตราโค" ได้แก่ ผู้ปราศจากราคะในเบญจ-
กามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่ารักใคร่ น่าปรารถนา.
สองบทว่า "ภเวสุ อวีตราโค" ได้แก่ ผู้ยังไม่ปราศจากราคะ คือ
ผู้ยินดีในรูปภพและอรูปภพ.

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 304 (เล่ม 79)

[๙๓ ] ๑. ปาสาณเลขูปมบุคคล บุคคลผู้เหมือนรอยขีดในหิน
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมโกรธอยู่เนือง ๆ และความโกรธของเขานั้น
แล ย่อมเนื่องอยู่ตลอดกาลอันยาวนาน เหมือนรอยขีดในหิน ย่อมไม่เลือน
ไปได้ง่าย เพราะลมหรือเพราะน้ำ ย่อมเป็นของตั้งอยู่ได้นาน ชื่อแม้ฉันใด
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธอยู่เนือง ๆ และความโกรธของเขานั้นแล
ย่อมนอนเนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน ก็ฉันนั้น นี้เรียกว่า บุคคลผู้เหมือนรอย
ขีดในหิน.
๒. ปฐวีเลขูปมบุคคล บุคคลผู้เหมือนรอยขีดใน
แผ่นดิน เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขานั้น
ย่อมไม่นอนเนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน เหมือนรอยขีดในแผ่นดิน ย่อมลบ-
เลือนไปได้ง่าย เพราะลมหรือเพราะน้ำ ไม่ตั้งอยู่ได้นาน ชื่อแม้ฉันใด บุคคล
บางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนือง ๆ แต่ความโกรธของเขานั้น ย่อมไม่นอน
เนื่องอยู่สิ้นกาลยาวนาน ก็ฉันนั้น นี้เรียกว่า บุคคลผู้เหมือนรอยขีดใน
แผ่นดิน.
๓. อุทกเลขูปมผู้บุคคล ผู้เหมือนรอยขีดใน
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกบุคคลว่ากล่าวแม้ด้วยถ้อยคำกระด้าง แม้
ด้วยถ้อยคำหยาบคาย แม้ด้วยถ้อยคำไม่เป็นที่พอใจ ยังคงสนิทกัน คงยังติด
ต่อกัน เหมือนรอยขีดในน้ำย่อมลบเลือนไปได้ง่าย ไม่ตั้งอยู่ได้นาน ชื่อแม้
ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกบุคคลว่ากล่าว แม้ด้วยถ้อยคำกระด้าง แม้
ด้วยถ้อยคำหยาบ แม้ด้วยถ้อยคำไม่เป็นที่พอใจ ยังคงสนิทกัน ยังคงติดต่อกัน
ยังคงชอบกัน ก็ฉันนั้น นี้เรียกว่า บุคคลผู้เหมือนรอยขีดในน้ำ.

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 305 (เล่ม 79)

อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดในหินเป็นต้น
บทว่า "อนุเสติ" ได้แก่ ความโกรธ ย่อมนอนเนื่องอยู่ เพราะยัง
ละอนุสัยไม่ได้.
ข้อว่า "น ขิปฺปํ ลุชฺชติ" ได้แก่ ความโกรธนั้นย่อมไม่สูญหายไป
ในระหว่าง คือว่า โดยเวลาเกิดขึ้นมาตลอดกัปก็ไม่สูญหาย.
ข้อว่า "เอวเมว" ความว่า ความโกรธของบุคคลแม้นั้น ย่อมไม่
ดับไปในระหว่าง คือ ในวันรุ่งขึ้น หรือในวันต่อ ๆ ไปก็ไม่ดับ (คงหมายถึง
การดับไม่เกิดอีก) ฉันนั้น อธิบายว่า ก็ความโกรธนั้นย่อมมีอยู่เป็นเวลายาว
นาน แต่ย่อมดับไปเพราะการมรณะ๑ นั่นเทียว.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า ปาสาณเลขูปโม แปลว่า ผู้เปรียบด้วยรอยขีดเขียนที่หิน อันเป็น
รอยติดอยู่ตลอดกาลนาน โดยความเป็นดุจการโกรธ เหมือนรอยขีดเขียน
ที่หิน.
ข้อว่า "โส จ ขฺวสฺส โกโธ" ความว่า ความโกรธของผู้มักโกรธ
นั้น มีความโกรธเร็ว แม้เหตุเล็กน้อย.
ข้อว่า "น จิรํ" ความว่า ความโกรธ ย่อมนอนเนื่องไม่นาน เพราะ
เขายังละความโกรธไม่ได้. อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า รอยขีดที่บุคคลทำการ
ขีดที่แผ่นดินย่อมลบเลือนไปด้วยลมเป็นต้นโดยเร็ว ฉันใด ความโกรธของเขา
แม้เกิดขึ้นแล้วเร็ว ก็ย่อมดับไปโดยเร็วพลัน ฉันนั้นเหมือนกัน.
๑. คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี สัจจวิภังคนิทเทส อธิบายคำว่า มรณะ นี้ไว้ ๓ อย่างคือ. ๑. ขณิก-
มรณะ แปลว่าตายทุกขณะ ก็คือ ภังคขณะของรูปและนาม ๒. สมฺมติมรณะ แปลว่า ตาย
โดยสมมติ ได้แก่คนตาย สัตว์ตาย ๓. สมุจเฉทมรณะ ตายไม่เกิด ได้แก่พระอรหันต์
ปรินิพพาน

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 306 (เล่ม 79)

สองบทว่า "อยํ วุจฺจคติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า ปฐวีเลขูปโม แปลว่า ผู้เปรียบด้วยรอยขีดเขียนที่แผ่นดิน ซึ่งตั้ง
อยู่ไม่นานโดยภาวะคือความโกรธ เหมือนรอยขีดเขียนที่แผ่นดิน
บทว่า "อาคาฬฺเหน" ได้แก่ ถ้อยคำอันหยาบช้า คือ ได้แก่ถ้อยคำ
อันแข็งกระด้าง อันเชือดเฉือนหทัย.
บทว่า "ผรุเสน" ได้แก่ ถ้อยคำอันไม่สบายหู.
บทว่า "อมนาเปน" ได้แก่ ถ้อยคำอันไม่สบายจิต.
บทว่า "สํสนฺทติ" ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า "สนฺธิยติ" ได้แก่ การสืบต่อ.
บทว่า "สมฺโมทติ" ได้แก่ ไม่มีระหว่างคั่น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า "สํสนิทติ" อธิบายว่า ย่อมถึงการประชุมลง
ในการกระทำของจิตด้วยจิติ คือว่า ย่อมเข้าถึงเอกีภาวะ คือความเป็นอันเดียว
กัน ดุจขีโรทกคือน้ำกับนม.
บทว่า "สนฺธิยติ" อธิบายว่า ย่อมถึงการประชุมลงในการกระทำทาง
กายด้วยกายเป็นต้น ซึ่งมีการยืนและการเดินเป็นต้น คือว่า ย่อมเข้าถึงความ
เป็นของปะปนกันดุจงากับข้าวสาร (ที่ใส่รวมกันอยู่.)
บทว่า "สมฺโมทติ" อธิบายว่า ย่อมถึงการประชุมลงในการกระทำ
ทางวาจาด้วยวาจามีการสอบถามอุทเทสเป็นต้น ชื่อว่า ย่อมเข้าถึงความเป็น
ที่รักยิ่ง เหมือนสหายที่รักผู้มาจากสถานที่ต่าง ๆ อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า
เมื่อเข้าถึงความเป็นผู้กระทำโดยความเป็นอันเดียวกันแต่ต้นกับด้วยสหายเหล่า
นั้นในกิจที่ควรทำทั้งหลาย จึงชื่อว่า สนิทสนมกัน. บัณฑิตพึงทราบว่า การ
สนิทสนมกันนั้นว่า ยังคงสืบต่อเป็นไปอยู่ตั้งแต่ต้นจนถึงท่ามกลางและไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงจนถึงที่สุด ดังนี้บ้าง.

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 307 (เล่ม 79)

สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า อุทกเลขูปโม แปลว่า ผู้เปรียบด้วยรอยขีดในน้ำ เพราะสนิทกัน
เร็ว ดุจรอยขีดในน้ำ.
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวก
เป็นไฉน ?
[๙๔] ผ้าป่าน ๓ ชนิด คือ
๑. ผ้า แม้ยังใหม่ ที่มีสีไม่ดี นุ่งห่มก็ไม่สบาย และมีราคาน้อย
๒. ผ้า แม้กลางใหม่กลางเก่า ที่มีสีไม่ดี นุ่งห่มก็ไม่สบาย และมี
ราคาน้อยมาก
๓. ผ้า แม้เก่า ที่มีสีไม่ดี นุ่งห่มก็ไม่สบาย และมีราคาน้อย คน
ทั้งหลายย่อมเอาผ้าผืนเก่า ๆ ทำเป็นผ้าเช็ดหม้อข้าวบ้าง เอาผ้าเก่านั้นไปทิ้ง
เสียที่กองหยากเยื่อบ้าง.
[๙๕] บุคคลเปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวก เหล่านี้ มีปรากฏ
อยู่ในภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
บุคคล เปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวก เป็นไฉน ?
๑. แม้หากว่า ภิกษุใหม่ผู้ทุศีลมีธรรมอันลามกเหมือนผ้าที่มีสีไม่ดีนั้น
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะว่า บุคคลนี้มีวรรณะชั่ว ส่วนคน
เหล่าใด ย่อมสมาคม ย่อมคบ ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้ การเสพ
นั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่คนเหล่านั้น
ตลอดกาลนาน ผ้าที่นุ่งห่มไม่สบายนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ ก็อุปไมยฉันนั้น
นี้ก็เพราะว่าบุคคลนี้มีสัมผัสเป็นทุกข์ ก็บุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 308 (เล่ม 79)

คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของคนเหล่าใดแล ทานของคนเหล่านั้นย่อมไม่มี
ผลมากย่อมไม่มีอานิสงส์มาก ผ้าที่มีราคาน้อยนั้น แม้ฉันใดบุคคลนี้ก็อุปไมย
ฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีราคาน้อย.
๒. แม้หากว่า ภิกษุชั้นมัชฌิมะ ฯลฯ
๓. แม้หากว่าภิกษุชั้นพระเถระ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก เหมือน
ผ้าที่มีสีไม่ดีนั้นแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีวรรณะชั่ว
ส่วนคนเหล่าใดย่อมสมาคม ย่อมคบ ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้ การ
สมาคมนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แห่ง
ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน ผ้าที่นุ่งห่มไม่สบายแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็อุปไมย
ฉันนั้น นี้ก็เพราะว่าบุคคลนี้มีสัมผัสเป็นทุกข์ ก็บุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของคนเหล่าใด ทานของคนเหล่านั้น
ย่อมไม่มีผลมาก ย่อมไม่มีอานิสงส์มาก ผ้าที่มีราคาน้อย แม้ฉันใด บุคคลนี้
ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีราคาน้อย หากว่าพระเถระเห็นปานนี้จะ
ว่ากล่าวในท่ามกลางสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายก็จะกล่าวกับพระเถระผู้นั้นนั่นอย่างนี้
ว่า ประโยชน์อะไรด้วยคำกล่าวของท่านผู้โง่เขลาเบาปัญญา ถึงแม้ท่านจะ
สำคัญว่าควรกล่าวก็ดี พระเถระนั้นโกรธไม่พอใจก็จะเปล่งวาจาชนิดที่จะเป็น
เหตุให้สงฆ์ยกวัตร ดุจคนเอาผ้าไปโยนทิ้งเสียที่กองหยากเยื่อฉะนั้น บุคคลผู้
เปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย.
อรรถกถาบุคคล ๓ จำพวกที่อุปมาด้วยผ้าป่าน
บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้นท่านเรียกว่า โปตฺถกูปมา แปลว่า ผู้เปรียบ
ด้วยผ้าป่าน ด้วยอุปมาใด เพื่อจะแสดงคำอุปมานั้นก่อน ท่านจึงกล่าวคำว่า
" ตโย โปตฺถกา" เป็นต้น. บรรดาบททั้งหลายเหล่านั้น บทว่า "นโว" ได้

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 309 (เล่ม 79)

แก่ ผ้าที่ทอใหม่. บทว่า "โปตฺถโก" ได้แก่ ผ้าที่ทอดด้วยเปลือกป่าน. บทว่า
"ทุพฺพณฺโณ" ได้แก่ ผ้าที่มีสีทราม. บทว่า "ทุกฺขสมฺผสฺโส" ได้แก่ ผ้า
ที่มีสัมผัสกระด้าง. บทว่า "อปฺปคฺโฆ" ได้แก่ผ้าที่มีราคาไม่แพง คือมีราคา
ประมาณหนึ่งกหปาปณะ (หนึ่งกหาปณะ = ๔ บาท) บทว่า "มชฺฌิโม" ได้
แก่ ผ้ากลางเก่ากลางใหม่ อธิบายว่า ผ้านั้นล่วงเลยความเป็นของใหม่แต่ยังไม่
ถึงความเป็นของเก่าคร่ำคร่า แม้ในเวลาใช้สอยก็มีสีไม่สวยมีสัมผัสไม่สบายมี
ค่าน้อย เมื่อตีราคาขายแพงก็ได้ราคาเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ในเวลาที่ผ้านั้นเก่า
แล้ว ก็มีราคาเพียงหนึ่งมาสก (๑๐ สตางค์) หรือเพียง ๑ กากณิก (กากณิกา =
ราคาเนื้อที่กากลืนกินครั้งหนึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในสมัยนั้น) บทว่า "อุกฺขลิ-
ปริมชฺชนํ" ได้แก่ ผ้าเช็ดหม้อข้าว. บทว่า "นโว" ความว่า ว่าโดยการ
อุปสมบท นับแต่ ๕ พรรษาลงมาภิกษุนั้นแม้มีอายุ ๖๐ ปี ก็ชื่อว่า นวะ คือ
ผู้ใหม่ทั้งนั้น. บทว่า "ทุพฺพณฺณตาย" ความว่า เพราะมีวรรณะไม่งาม
ด้วยวรรณะแห่งสรีระบ้าง ด้วยวรรณะแห่งคุณงามความดีบ้าง. ก็วรรณะแห่ง
สรีระของผู้ทุศีลผู้นั่งในท่ามกลางบริษัทย่อมไม่รุ่งเรือง เพราะความที่ตนไม่มี
อำนาจ สำหรับในวรรณะคือคุณงามความดีของผู้ทุศีลนั้น ก็ไม่จำเป็นต้อง
กล่าวถึงเลย. ข้อว่า "เย โข ปนสฺส" ความว่า ก็ชนเหล่าใดแล เป็นผู้
อุปัฏฐาก หรือเป็นญาติ และเป็นมิตร เป็นต้นของผู้ทุศีลนั้น เขาย่อมเสพ
บุคคลคนหนึ่ง. บทว่า "เตสนฺตํ" ความว่า การเสพนั้นแห่งบุคคลเหล่านั้น
ย่อมไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล ย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ตลอดกาลนาน
เหมือนพวกมิจฉาทิฏฐิผู้เสพครูทั้ง ๖ หรือเหมือนโกกาลิกภิกษุเป็นต้นผู้เสพ
พระเทวทัต ฉันนั้น. บทว่า "มชฺฌิโม" ความว่า ว่าโดยการอุปสมบท
นับตั้งแต่ ๕ พรรษาจนถึง ๙๑ พรรษา ชื่อว่า มัชฌิมภิกษุ. บทว่า "เถโร"
๑. ในที่อื่นตั้งแต่ ๕-๑๐ พรรษา.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 310 (เล่ม 79)

ความว่า ตั้งแต่ ๑๐ พรรษาไปชื่อว่า พระเถระ. บทว่า "เอวมาหํสุ" ได้
แก่ ย่อมกล่าวอย่างนี้ ข้อว่า "กินฺนุ โข ตุยฺหํ" ความว่า มีคำที่ท่านอธิบาย
ไว้ว่า จะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ด้วยคำกล่าวของคนพาล. บทว่า "ตถารูปํ"
ได้แก่ อันเป็นเหตุอุกเขปนียกรรม ที่มีชาติอย่างนั้น มีสภาวะอย่างนั้น.
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยผ้าแคว้นกาสี
๓ จำพวก เป็นไฉน ?
[๙๖] ผ้าแคว้นกาสี ๓ ชนิด คือ
๑. ผ้ากาสีแม้อย่างใหม่ก็มีสีงาม นุ่งห่มสบายและมีราคามาก
๒. ผ้ากาสีแม้กลางเก่ากลางใหม่ก็มีสีงาม นุ่งห่มสบายและมีราคามาก
๓. ผ้ากาสีแม้อย่างเก่าก็มีสีงาม นุ่งห่มสบายและมีราคามาก คน
ทั้งหลายย่อมเอาผ้ากาสีแม้เก่าแล้ว ไปใช้สำหรับห่อรัตนะบ้าง หรือเก็บผ้ากาสี
นั้นไว้ในโถหอมบ้าง.
[๙๗] บุคคลเปรียบด้วยผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวก เหล่านี้ มี
ปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคล ๓ จำพวก เป็นไฉน ?
๑. แม้หากว่าภิกษุใหม่มีศีล มีธรรมอันงาม แม้ฉันใด บุคคลเหล่า
นี้ ก็อุปไมย ฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีวรรณะงาม ส่วนคนเหล่าใด ย่อม
สมาคม ย่อมคบ ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้ การเสพนั้นย่อมเป็นไป
เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่คนเหล่านั้นตลอดกาลนาน ผ้ากาสีนั้น

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 311 (เล่ม 79)

นุ่งห่มสบาย แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีสัมผัส-
สบาย ก็บุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
ของคนเหล่าใด ทานของคนเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก ย่อมมีอานิสงส์มาก ผ้า
กาสีนั้น ย่อมมีราคามาก แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น นี้ก็เพราะ
บุคคลนี้มีราคามาก
๒. แม้หากว่าภิกษุชั้นมัชฌิมะ ฯลฯ
๓. แม้หากว่าภิกษุชั้นพระเถระ มีศีล มีธรรมอันงาม ผ้ากาสีนั้น
สีงาม แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีวรรณะงาม
ส่วนคนเหล่าใด ย่อมสมาคม ย่อมคบ ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้
การเสพนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่คนเหล่านั้นตลอด
กาลนาน ผ้ากาสีนั้นมีสัมผัสสบาย แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น นี้ก็
เพราะบุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของ
คนเหล่าใด ทานของคนเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ผ้ากาสีนั้น
มีราคามาก แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีค่ามาก
หากว่าพระเถระเห็นปานนี้จะว่ากล่าวในท่ามกลางสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายก็จะกล่าว
กับพระเถระผู้นั้นอย่างนี้ว่า ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงเงียบเสียง พระเถระกล่าว
ธรรมและวินัย ถ้อยคำของพระเถระนั้น ย่อมถึงซึ่งความเป็นของควรเก็บไว้ใน
หทัย ดุจผ้ากาสีนั้น อันบุคคลควรเก็บไว้ในโถของหอมฉะนั้น บุคคลเปรียบ
ด้วยผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย.
อรรถกถาบุคคลผู้เปรียบด้วยผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวก
ผ้าเนื้อละเอียดที่เขาทอด้วยด้ายที่เขาถือเอาฝ้าย ๓ ชนิด แล้วกรอเข้า
ด้วยกันว่า ผ้าแคว้นกาสี. ผ้านั้นที่ทอใหม่นับค่ามิได้ ที่ใช้สอยกลางเก่ากลาง

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 312 (เล่ม 79)

ใหม่มีราคาพันบ้าง ๓๐ พันบ้าง แต่ในเวลาที่เก่าแล้วยังมีราคาถึง ๘ พันก็มี ๑๐
พันก็มี.
สองบทว่า "เตสนฺตํ โหติ" ความว่า การเสพนั้นของบุคคลเหล่านั้น
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน เหมือนบุคคล
ทั้งหลายผู้เสพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้อาศัย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว แล้วหลุดพ้นจากอาสวกิเลสจนถึงสมัยทุก
วันนี้นับประมาณมิได้ สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลาน-
เถระและพระอสีติมหาสาวก แล้วไปสู่สวรรค์ก็หาประมาณมิได้เหมือนกัน แม้
สัตว์ผู้ดำเนินไปตามทิฏฐานุคติ คือ ตามเยี่ยงอย่างของพระอริยะเหล่านั้นจนถึง
สมัยทุกวันนี้ก็หาประมาณมิได้เหมือนกัน.
สองบทว่า "อาเธยฺยํ คจฺฉติ" ความว่า คำของพระเถระนั้นอาศัย
อรรถย่อมถึงซึ่งความเป็นของอันบุคคลพึงเก็บรักษาไว้ คือ วางไว้บนศีรษะอัน
เป็นอวัยวะอันสูงสุด และในหัวใจ เหมือนกันกับผ้าแคว้นกาสี อันนับค่ามิได้
ย่อมถึงซึ่งความเป็นของบุคคลพึงเก็บรักษาไว้ คือวางไว้ในโถสำหรับใส่ของ
หอม ฉะนั้น.
คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วใน
หนหลังนั่นแหละ.
[๙๘] ๑. สุปปเมยยบุคคล บุคคลผู้ประมาณได้ง่าย เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เป็นผู้มีมานะฟูขึ้นดุจไม้อ้อ
เป็นผู้กลับกลอก เป็นผู้ปากกล้า เป็นผู้มีวาจาเกลื่อนกล่น มีสติหลงลืม
ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์เปิดเผย นี้เรียกว่า
บุคคลผู้ประมาณได้ง่าย.

312