พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 283 (เล่ม 79)

ก็ในที่นี้ บุคคลผู้อุปัฏฐากคนไข้ ต้องประกอบไปด้วยองค์คุณทั้งหลาย
คือ เป็นบัณฑิต ๑ เป็นผู้ขยัน ๑ ไม่เกียจคร้าน ๑ พึงทราบว่า ชื่อว่า อุปัฏ-
ฐากที่เหมาะสม.
ข้อว่า "คิลานุปฏฺฐาโก อนุญฺญาโต" ความว่า บุคคลใดอัน
ภิกษุสงฆ์พึงให้ เพราะฉะนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่า อนุญฺญาโต แปลว่า ผู้
อันภิกษุสงฆ์อนุญาตแล้ว . ก็บุคคลผู้เป็นไข้นั้นเมื่อไม่สามารถเพื่อจะยังอัตภาพ
ให้เป็นไปตามธรรมดาของตน ภิกษุสงฆ์พึงอปโลกน์แล้วให้ถ้อยคำว่า "ขอให้
ภิกษุหรือสามเณรรูปหนึ่ง จงปฏิบัติบำรุงภิกษุผู้อาพาธนี้" ก็ถ้าภิกษุหรือ
สามเณรนั้น ยังปฏิบัติภิกษุผู้อาพาธนั้นอยู่ตราบใด คนไข้ก็ดี ภิกษุหรือสามเณร
ก็ดี มีความต้องการด้วยสิ่งใด สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นภาระแก่สงฆ์เท่านั้น.
ข้อว่า "อญฺเญปิ คิลานา อุปฏฺฐาตพฺพา" ความว่า บุคคลผู้
เป็นคนไข้ ๒ จำพวก แม้นอกจากนี้ ภิกษุสงฆ์ก็ควรอุปัฏฐากด้วย.
ถามว่า "เพราะเหตุไร ?"
ตอบว่า "ก็บุคคลใดเป็นไข้ถึงที่สุดแล้ว ผู้นั้นเมื่อไม่มีใครอุปัฏฐาก
พึงเสียใจว่า "ถ้าหากว่า ภิกษุหรือสามเณรพึงปฏิบัติเรา ความผาสุกจะพึงมี
แก่เรา แต่พวกเขาไม่ปฏิบัติเรา" ดังนี้แล้วพึงไปเกิดในอบาย. ก็เมื่อคนไข้
นั้น เมื่อภิกษุสามเณรบำรุงปฏิบัติอยู่ เขาย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า "กิจใด
ที่ภิกษุสงฆ์พึงกระทำ กิจนั้นทั้งหมด ภิกษุสงฆ์ก็กระทำแล้ว แต่กรรมวิบาก
ของเราเป็นเช่นนี้ ภิกษุผู้อาพาธนั้น ยังเมตตาจิตให้ตั้งขึ้นในภิกษุสงฆ์แล้ว
ย่อมเกิดในสวรรค์.
อนึ่ง ภิกษุใด มีอาพาธเล็กน้อย ได้อุปัฏฐากก็ตาม ไม่ได้ก็ตาม
ย่อมหายจากโรคได้ ภิกษุผู้อาพาธเล็กน้อยนั้น แม้เว้นจากเภสัช พยาธิก็เข้า
ไปสงบระงับได้ แต่ถ้าเขาทำเภสัชให้ฉัน อาพาธเล็กน้อยนั้นก็ย่อมสงบระงับ

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 284 (เล่ม 79)

ได้โดยเร็วพลัน. ลำดับนั้น คนไข้ที่หายจากโรคแล้วนั้น เขาอาจเพื่อเรียน
พระพุทธวจนะ หรือกระทำสมณธรรม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกล่าวไว้ว่า "ภิกษุ
สงฆ์พึงอุปัฏฐากคนไข้แม้พวกอื่น"
ข้อว่า "เนว โอกฺกมติ" ได้แก่ ไม่เข้าไป.
ข้อว่า "นิยามํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตํ" ได้แก่ สัมมตธรรม
กล่าวคือมรรคนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงบุคคล
ผู้มีบทอย่างยิ่ง (ปทปรม) ด้วยธรรมข้อนี้. ทรงถือเอา อุคฆฏิตัญญูบุคคล ผู้
เช่นกับพระนาลกเถระในพระศาสนาด้วยวาระที่ ๒ และทรงถือเอาอุคฆฏิตัญญู
บุคคลผู้มีปัจเจกโพธิญาณ ซึ่งท่านได้โอวาทในสำนักแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลายครั้งหนึ่งในพุทธันดรแล้วจึงแทงตลอดสัจธรรมคือ บรรลุเป็นพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า. พระองค์ทรงกล่าวถึง วิปจิตัญญูบุคคล ด้วยวาระที่ ๓. ก็
เนยยบุคคล ย่อมเป็นผู้อาศัย วิปจิตัญญูบุคคลนั่นเทียว.
ข้อว่า "ธมฺมเทสนา อนุญฺญาตา" ความว่า พระองค์ทรงอนุญาต
พระธรรมเทศนาเดือนละ ๘ ครั้ง.
ข้อว่า "อญฺเญสมฺปิ ธมฺโม เทเสตพฺโพ" ความว่า พระธรรม-
กถึกควรกล่าวธรรมแก่ชนทั้งหลายแม้นอกจากนี้.
ถามว่า "เพราะเหตุไร ?"
ตอบว่า "เพราะปทปรมบุคคล แม้ไม่สามารถแทงตลอดธรรมใน
อัตภาพนี้ แต่ก็จะเป็นปัจจัยไปในกาลข้างหน้า.
อนึ่ง คนไข้ใด ได้เห็นรูปพระตถาคตก็ดี ไม่ได้เห็นก็ดี และได้
พระธรรมวินัยก็ดี ไม่ได้ก็ดี เขาย่อมตรัสรู้ธรรมได้ คนไข้นั้นเมื่อไม่ได้ตรัส
รู้ก่อน แต่เมื่อได้ปัจจัยที่สมควรก็จักตรัสรู้ได้โดยเร็วพลันนั่นเทียว เพราะ

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 285 (เล่ม 79)

ฉะนั้นพระธรรมกถึกทั้งหลาย พึงแสวงธรรมแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นด้วยเหตุที่
กล่าวมานี้. แต่ว่าความแสดงธรรมแก่บุคคลที่ ๓ บ่อย ๆ ทีเดียว.
[๘๗] ๑. กายสักขีบุคคล บุคคลชื่อว่า กายสักขี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่
และกิเลสบางอย่างของผู้นั้น เป็นของสิ้นไปรอบแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้เรียกว่ากายสักขี.
๒. ทิฏฐิปัตตบุคคลบุคคล ชื่อว่า ทิฏฐิฏตะ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้
ตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้
ความดับทุกข์ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
และธรรมทั้งหลายอันพระตถาคตประกาศแล้ว เป็นอันเธอได้เห็นดีแล้วด้วย
ปัญญา เป็นอันเธอดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา และอาสวะบางอย่าง
ของเธอเป็นอันสิ้นไปแล้วโดยรอบ เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า
ทิฏฐิปัตตะ.
๓. สัทธาวิมุตตบุคคล บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ
ธรรมทั้งหลายอันพระตถาคตประกาศแล้ว ย่อมเป็นอันเธอเห็นแล้วด้วยดี
ด้วยปัญญา และอาสวะบางอย่างของเธอเป็นอันสิ้นไปแล้วโดยรอบ เพราะเห็น
ด้วยปัญญา อาสวะของทิฏฐิปัตตะบุคคลสิ้นไปรอบ ฉันใด อาสวะของสัทธา-
วิมุตตบุคคลหาเป็นเช่นนั้นไม่ บุกคลนี้เรียกว่า สัทธาวิมุต.

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 286 (เล่ม 79)

อรรถกถากายสักขีบุคคลเป็นต้น
บุคคลทั้งหลายที่ชื่อว่า กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ และ สัทธาวิมุต
ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
[๘๘] ๑. คูถภาณีบุคคล บุคคลผู้มีวาจาเหมือนคูถ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบพูดเท็จ ไปอยู่ในที่ประชุม ไปอยู่ใน
บริษัท ไปอยู่ในท่ามกลางญาติ ไปอยู่ในท่ามกลางอำมาตย์ หรือไปอยู่ในท่าม
กลางราชตระกูล ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้
อย่างไร จงพูดอย่างนั้น บุคคลนั้นไม่รู้ กล่าวว่าข้าพเจ้ารู้ หรือรู้อยู่ กล่าวว่า
ข้าพเจ้าไม่รู้ ไม่เห็นกล่าวว่าข้าพเจ้าเห็น หรือเห็นอยู่ กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่เห็น
เป็นผู้กล่าวเท็จ โดยรู้อยู่ว่าเท็จดังว่ามานี้ เพราะเหตุแห่งตน หรือเพราะเหตุ
แห่งคนอื่น หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย บุคคลนี้ เรียกว่า ผู้มีวาจา
เหมือนคูถ.
๒. ปุปผภาณีบุคคล บุคคลผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ละเสียแล้วซึ่งมุสาวาท เป็นผู้เว้นขาดจาก
มุสาวาท ไปอยู่ในที่ประชุม ไปอยู่ในบริษัท ไปอยู่ในท่ามกลางญาติ ไปอยู่
ในท่ามกลางอำมาตย์ หรือไปอยู่ในท่ามกลางราชตระกูล ถูกเขานำไปเพื่อซัก
ถาม ถูกเขาอ้างเป็นพยานซักถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้อย่างไร จง
พูดอย่างนั้น บุคคลนั้นไม่รู้กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่รู้ หรือรู้อยู่กล่าวว่าข้าพเจ้ารู้
ไม่เห็นกล่าวว่าข้าพเจ้าไม่เห็น เห็นอยู่กล่าวว่าข้าพเจ้าเห็น ไม่เป็นผู้กล่าวคำ
เท็จโดยรู้อยู่ว่าเท็จดังว่ามานี้ เพราะเหตุแห่งตน หรือเพราะเหตุแห่งผู้อื่น
หรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 287 (เล่ม 79)

๓. มธุรภาณีบุคคล บุคคลผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ วาจานั้นใดไม่มีโทษ สบายหู เป็นที่ตั้งแห่ง
ความรัก จับใจ เป็นของชาวเมือง อันคนมากใคร่ เป็นที่ชอบใจของคนมาก
เป็นผู้กล่าววาจาเช่นนั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง.
อรรถกถาคูถภาณีบุคคล เป็นต้น
บทว่า "สภคฺโค" ได้แก่ อยู่ในสภา คือ ที่ประชุม.
บทว่า "ปริสคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในบริษัทชาวบ้าน.
บทว่า "คามมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งชาวชนบท
ทั้งหลาย.
บทว่า "ญาติมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งทายาท
ทั้งหลาย (ผู้รับมรดกเรียก ทายาท)
บทว่า "ปูคมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในท่ามกลางแห่งอำมาตย์
ทั้งหลาย.
บทว่า "ราชกุลมชฺฌคฺคโต" ได้แก่ อยู่ในโรงมหาวินิจฉัย ใน
ท่ามกลางราชตระกูล.
บทว่า "อภินีโต" ได้แก่ ถูกเขานำไปเพื่อประโยชน์แก่การซักถาม.
บทว่า "สกฺขิ ปุฏฺโฐ" ได้แก่ ถูกเขากระทำให้เป็นพยานแล้วซัก.
คำว่า "เอหมฺโภ ปุริส" นี้ เป็นคำอาลปนะ คือ คำสำหรับร้อง
เรียก.
คำว่า "อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา" ได้แก่ เพราะเหตุแห่งอวัยวะ
มีมือและเท้าเป็นต้น หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์ของตนหรือของผู้อื่น.

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 288 (เล่ม 79)

ในคำนี้ว่า "อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา" ลาภ ท่านประสงค์เอาว่า "อา-
มิส" คือสิ่งของต่าง ๆ.
คำว่า "กิญฺจิกฺขํ" ได้แก่ สินจ้างใด ๆ ก็ตามที่มีประมาณเล็กน้อย
อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งสินจ้างมีประมาณเล็กน้อย โดยที่สุดมี นกกระทา,
นกคุ่ม, ก้อนเนยใสและก้อนเนยข้นเป็นต้น
สองบทว่า "สมฺปชานมุสาภาสิตา โหติ" ความว่า กระทำการ
กล่าวมุสาวาททั้งที่รู้อยู่นั่นแหละ.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่าคูถภาณี คือ ผู้มีวาทะเหมือนคูถ เพราะมีวาจาเช่นกับด้วยคูถ (อุจจาระ)
ท่านอธิบายไว้ว่า เหมือนอย่างว่า ขึ้นชื่อว่าคูถย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแก่มหาชน
ฉันใด, คำพูดของบุคคลผู้กล่าวเท็จนี้ ก็ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า ปุบผภาณี คือ ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้. เหมือนอย่างว่า ดอกมะลิทั้ง
หลาย ทั้งที่กำลังตูมหรือกำลังบาน ย่อมเป็นที่รักใคร่เป็นที่ปรารถนาของมหาชน
ฉันใด, วาจาของบุคคลผู้นี้ก็ย่อมเป็นที่ชอบใจรักใคร่ของเทวดาและมนุษย์ทั้ง
หลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
โทโส คือ โทษ ท่านเรียกว่า เอลํ ซึ่งแปลว่า ความชั่ว ในคำว่า
"เนลา" วิเคราะห์ว่า โทษของวาจานั้นไม่มี เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงเรียกว่า
เนลา แปลว่า วาจาไม่มีโทษ. อธิบายว่า หมดโทษ ดุจโทษที่ท่านกล่าวไว้ใน
คำนี้ว่า "เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท๑" ดังนี้.
๑. ขุ.อุ. ๒๕/ข้อ ๑๕๑.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 289 (เล่ม 79)

บทว่า "กณฺณสุขา" ได้แก่ ชื่อว่าสบายแก่หูทั้งสอง เพราะเป็นวาจา
ที่ไพเราะโดยพยัญชนะ. อธิบายว่า ไม่ทำการเสียดแทงหูให้เกิดขึ้น ดุจการ
แทงด้วยเข็มทั้งหลาย. พึงทราบวิเคราะห์ต่าง ๆ ดังนี้
วาจาใด ไม่ยังความโกรธให้เกิดขึ้นในสรีระทั้งสิ้น ย่อมยังความรัก
ให้เกิดเพราะเป็นวาจาที่ไพเราะโดยอรรถ เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า
เปมนียา แปลว่า วาจาอันยังความรักให้เกิดขึ้น.
วาจาใด ย่อมไปสู่หทัย ไม่มีอะไร ๆ กระทบกระเทือน เข้าไปสู่จิต
โดยสบาย เพราะฉะนั้นวาจานั้นจึงชื่อว่า หทยงฺคมา แปลว่า วาจาจับใจ.
วาจาใด เป็นของมีอยู่ในเมือง เพราะเป็นวาจาที่สมบูรณ์ด้วยคุณ
เพราะฉะนั้นวาจานั้นจึงชื่อว่า โปรี แปลว่า วาจาชาวเมือง. วาจาใดที่กล่าว
เรียกว่า ดูก่อนกุมารผู้ดี ดุจนารีผู้มีวัฒนธรรมอันดี วาจาแม้นั้นก็เรียกว่า
โปรี. วาจานี้ใดเป็นของมีอยู่แก่ชาวเมือง แม้วาจานั้น ก็ชื่อว่า โปรี. อธิบายว่า
เป็นถ้อยคำของชาวนคร. จริงอยู่ชาวนครทั้งหลายมีถ้อยคำอันควร คือ เหมาะ-
สม ย่อมกล่าวเรียกบุคคลผู้สมควรเป็นพ่อว่า พ่อ เรียกผู้สมควรเป็นแม่ว่า แม่
และกล่าวเรียกผู้สมควรเป็นพี่ชายน้องชายว่า พี่ชาย น้องชาย ดังนี้.
ถ้อยคำใด (ที่กล่าวมาแล้ว) เห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่รักใคร่ชอบใจ
แก่ชนเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึงชื่อว่า พหุชนกนฺตา แปลว่า
วาจาเป็นที่ชอบใจของคนเป็นจำนวนมาก.
วาจาใดเป็นที่ยังใจให้ชุ่มชื่น คือ กระทำความเจริญแก่จิตของชนเป็น
จำนวนมากโดยความเป็นวาจาอันชอบใจนั่นแหละ เพราะฉะนั้น วาจานั้นจึง
ชื่อว่า พหุชนมนาปา แปลว่า วาจาเป็นที่ชอบใจแก่ชนเป็นจำนวนมาก.

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 290 (เล่ม 79)

สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า มธุภาณี แปลว่า ผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง. บาลีว่า "มุทุภาณี" แปลว่า
มีวาจาอ่อนโยน" ดังนี้บ้าง. อธิบายว่า เป็นวาจาไพเราะแม้ทั้ง ๒ อย่าง
เหมือนอย่างว่า ธรรมดาว่า จตุมธุรส คือ รส ๔ อย่าง มีน้ำมันเนย
น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำตาลโตนด เมื่อระคนปนกันแล้ว เป็นของประณีต
ฉันใด ถ้อยคำของบุคคลผู้นี้ ก็เป็นของไพเราะแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๘๙] ๑. อรุกูปมจิตตบุคคล บุคคลผู้มีจิตเหมือนแผลเรื้อรัง
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มากไปด้วยความคั่งแค้น ถูก
เขาว่าเพียงเล็กน้อย ก็ย่อมต้อง ย่อมกำเริบ ย่อมแสดงอาการผิดปรกติ ย่อม
กระด้าง ย่อมแสดงความโกรธ ความคิดประทุษร้าย อาการไม่ชอบใจ ให้
ปรากฏ เหมือนแผลเรื้อรังถูกท่อนไม้หรือกระเบื้องกระทบ ย่อมมีน้ำเลือดน้ำ
หนองออกมากมาย ชื่อแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มาก
ไปด้วยความคั่งแค้น ถูกเขาว่าเพียงเล็กน้อย ก็ย่อมข้อง ย่อมกำเริบ ย่อมแสดง
อาการผิดปรกติ ย่อมกระด้าง ย่อมแสดงความโกรธ ความคิดประทุษร้าย
และอาการไม่ชอบใจ ให้ปรากฏก็ฉันนั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีจิตเหมือนแผล
เรื้อรัง.
๒. วิชชูปมจิตตบุคคล บุคคลผู้มีจิตเหมือนฟ้าแลบ
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็น

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 291 (เล่ม 79)

จริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความ
ดับทุกข์ เหมือนบุรุษมีจักษุ พึงเห็นรูปทั้งหลายในระหว่างที่ฟ้าแลบในเวลา
มืดกลางคืน ชื่อแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
ว่านี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมรู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้
ถึงความดับทุกข์ ก็ฉันนั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีจิตเหมือนฟ้าแลบ.
๓. วชิรูปมจิตตบุคคล บุคคลผู้มีจิตเหมือนฟ้าผ่า
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ รู้ยิ่งแล้วด้วยตนเอง ทำให้แจ้งแล้ว เข้า
ถึงแล้ว ซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายแล้ว สำเร็จอิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรม เหมือนแก้วมณีหรือ
แผ่นหิน อะไรชื่อว่าไม่แตกย่อมไม่มีเมื่อฟ้าผ่าลงไป ชื่อแม้ฉันใด บุคคล
บางคนในโลกนี้ รู้ยิ่งแล้วด้วยตนเอง ทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงแล้ว ซึ่งเจโตวิมุตติ
ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายแล้ว
สำเร็จอิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรมก็ฉันนั้น บุคคลนี้เรียกว่า ผู้มีจิตเหมือน
ฟ้าผ่า.
อรรถกถาอรุกูปมาจิตตบุคคลเป็นต้น.
บทว่า "อภิสชฺชติ" ได้แก่ ย่อมข้อง.
บทว่า "กุปฺปติ" ได้แก่ ย่อมกำเริบ ด้วยอำนาจความโกรธ.
บทว่า "พฺยาปชฺชติ" ได้แก่ ย่อมละปกติภาวะ จึงชื่อว่า เป็น
ผู้เน่า.

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 292 (เล่ม 79)

บทว่า "ปติตฺถิยติ" ได้แก่ ย่อมถึงความเป็นผู้กระด้าง และความ
เป็นผู้หยาบช้า.
บทว่า "โกปํ" ได้แก่ ความโกรธที่มีกำลังอ่อน.
บทว่า "โทสํ" ได้แก่ โทสะที่มีกำลังมากกว่า กว่าความโกรธนั้น
ด้วยอำนาจการประทุษร้าย.
บทว่า "อปฺปจฺจยํ" ได้แก่ โทมนัส คือ ความเสียใจที่มีอาการ้อน
ไม่ยินดี.
บทว่า "ทุฏฺฐารุโก" ได้แก่ แผลเรื้อรัง.
บทว่า "กฏฺเฐน" ได้แก่ ด้วยปลายท่อนไม้.
บทว่า "กถลาย" ได้แก่ ด้วยกระเบื้อง.
บทว่า "อาสวํ เทติ" ได้แก่ ย่อมไหลออกมากมาย. ก็ตามธรรมดา
แผลเรื้อรังนั้น ย่อมไหลออกซึ่งสิ่งปฏิกูล ๓ อย่าง คือ ปุพฺพํ น้ำหนอง
โลหิตํ น้ำเลือด ยูสํ น้ำเหลือง ก็แผลนั้น อะไร ๆ กระทบแล้ว สิ่งปฏิกูล
เหล่านั้น ย่อมไหลออกมามากมาย.
คำว่า "เอวเนว โข" นี้มีการเปรียบเทียบด้วยอุปมา ดังต่อไปนี้.
ก็บุคคลผู้มักโกรธ ท่านเปรียบเหมือนแผลเรื้อรัง (แผลเน่า) ความ
ประพฤติแม้ของผู้มักโกรธ เปรียบเหมือนการไหลออกของสิ่งปฏิกูล ๓ อย่าง มี
น้ำหนองเป็นต้นตามธรรมดาของตน ความประพฤติดุร้าย เปรียบเหมือนซาก
ศพที่บวมพองขึ้นตามธรรมดาของตน ถ้อยคำของผู้มักโกรธนั้น แม้มีประมาณ
เล็กน้อย ท่านก็เปรียบเหมือนการกระทบกระทั่งด้วยท่อนไม้ หรือกระเบื้อง
บัณฑิตพึงเห็นภาวะ คือ การพองขึ้นโดยประมาณมากมายของผู้มักโกรธนั้น
ด้วยความคิดอย่างนี้ว่า "บุคคลนี้ พูดอย่างนี้ ชื่อผู้เช่นกับเรา" ท่านเปรียบ
เหมือนการไหลออกมากมายแห่งปฏิกูลทั้งหลาย.

292