พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 263 (เล่ม 79)

นี้เรียกว่า ความโอ้อวด ความโอ้อวดนี้ อันบุคคลใดละได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้ไม่โอ้อวด.
๒. อมายาวีบุคคล บุคคลผู้ไม่มีมายา เป็นไฉน ?
มายาในข้อนั้น เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริต
ด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจแล้ว เพราะเหตุจะ
ปกปิดความทุจริตนั้น จึงตั้งความปรารถนาอันลามก ปรารถนาว่าใคร ๆ อย่า
รู้เรา ดำริว่า ใคร ๆ อย่ารู้เรา พูดว่า ใคร ๆ อย่ารู้เรา พยายามด้วยกายว่า
ใคร ๆ อย่ารู้เรา มายา ภาวะที่มีมายา ความวางท่า ความหลอกลวง ความ
ตลบตะแลง ความมีเล่ห์เหลี่ยม ความทำให้ลุ่มหลง ความซ่อนความอำพราง
ความปิด ความปกปิด การไม่ทำให้เข้าใจง่าย การไม่ทำให้จะแจ้ง การปิด
บังอำพราง กิริยาลามก อันใด เห็นปานนี้ นี้เรียกว่า มายา. มายานี้ อัน
บุคคลใดละได้แล้ว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ไม่มีมายา.
[๗๒] ๑. หิริมาบุคคล บุคคลผู้มีหิริ เป็นไฉน ?
ความละอายุในข้อนั้น เป็นไฉน ? ละอายการเข้าถึงธรรมอันเป็นบาป
อกุศล นี้เรียกว่า หิริ ความละอาย บุคคลผู้ประกอบด้วยหิรินี้ชื่อว่า ผู้มีหิริ.
๒. โอตตัปปีบุคคล บุคคลผู้มีโอตตัปปะ เป็นไฉน ?
โอตตัปปะ ในข้อนั้น เป็นไฉน ? ธรรมชาติใดกลัวสิ่งที่ควรกลัว
กลัวการเข้าถึงธรรมที่เป็นบาปอกุศล นี้เรียกว่า โอตตัปปะ. บุคคลผู้ประกอบ
แล้วด้วยโอตตัปปะนี้ ชื่อว่า ผู้มีโอตตัปปะ.

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 264 (เล่ม 79)

[๗๓] ๑. สุวจบุคคล บุคคลผู้ว่าง่าย เป็นไฉน ?
ความเป็นผู้ว่าง่าย ในข้อนั้น เป็นไฉน ? กิริยาที่ว่าง่าย ภาวะที่ว่า
ง่าย ความเป็นผู้ว่าง่าย ความเป็นผู้ถือเอาโดยไม่ปฏิกูล ความเป็นผู้ยินดี โดย
ไม่เป็นข้าศึก ความเอื้อเฟื้อ ความเคารพ ความเชื่อฟัง ในเมื่อสหธรรมมิก
ว่ากล่าวอยู่. บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ว่าง่าย.
๒. กัลยาณมิตตบุคคล บุคคลผู้มีมิตรดี เป็นไฉน ?
ความเป็นผู้มีมิตรดี ในข้อนั้น เป็นไฉน ? บุคคลเหล่าใดมีศรัทธา
มีศีล เป็นพหูสูต มีการบริจาค มีปัญญา การเสวนะ การซ่องเสพ การคบ
การคบหา การคบหาพร้อม การภักดี การภักดีด้วย ความเป็นผู้คบหาสมาคม
บุคคลเหล่านั้น นี้เรียกว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี. บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความ
เป็นผู้มีมิตรดี นี้ชื่อว่า เป็นผู้มีมิตรดี.
[๗๔] ๑. อินทรียคุตตทวารบุคคล บุคคลมีทวารอันคุ้มครอง
แล้วในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นไฉน ?
ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ในข้อนั้นเป็น
ไฉน ? บุคคลในโลกนี้เห็นรูปด้วยตา เป็นผู้ไม่ถือเอาซึ่งนิมิต เป็นผู้ไม่ถือ
เอาซึ่งอนุพยัญชนะ อกุศลธรรมทั้งหลายอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส พึง
ซ่านไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอินทรีย์คือจักษุนี้อยู่ เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์
คือจักษุใดเป็นเหตุ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมอินทรีย์คือจักษุนั้น ย่อมรักษา
อินทรีย์คือจักษุ ย่อมถึงความสำรวม อินทรีย์คือจักษุ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ
สูดกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ
รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ไม่เป็นผู้ถือเอาซึ่งอนุพยัญชนะ อกุศลธรรมทั้งหลายอัน

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 265 (เล่ม 79)

ลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส พึงซ่านไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวมอินทรีย์คือใจ
นี้อยู่ เพราะความไม่สำรวมอินทรีย์คือใจใดเป็นเหตุ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวม
อินทรีย์คือใจนั้น ย่อมรักษาอินทรีย์คือใจ ย่อมถึงความสำรวมอินทรีย์คือใจ
การคุ้มครอง การปกครอง การรักษา การสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ เหล่านั้นใด นี้
เรียกว่า ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย บุคคลผู้
ประกอบด้วยความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย นี้ชื่อว่า
เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย.
๒. โภชเนมัตตัญญูบุคคล บุคคลผู้รู้จักประมาณใน
โภชนะเป็นไฉน ?
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ในข้อนั้น เป็นไฉน ? บุคคล
บางคนในโลกนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วบริโภคอาหาร ไม่บริโภคเพื่อจะ
เล่น ไม่บริโภคเพื่อมัวเมา ไม่บริโภคเพื่อประดับ ไม่บริโภคเพื่อตกแต่ง
ประเทืองผิว บริโภคเพียงเพื่อความตั้งอยู่แห่งกายนี้ เพื่อให้กายเป็นไป เพื่อ
จะกำจัดความเบียดเบียนลำบากคือความหิวอาหารเสีย เพื่อจะอนุเคราะห์พรหม-
จรรย์ ด้วยคิดว่า ด้วยการเสพเฉพาะอาหารนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสียไม่ให้
เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย ความที่กายจักเป็นไปได้นานจักมีแก่เรา ความเป็นผู้
ไม่มีโทษ ความอยู่สบายด้วยจักมีแก่เรา ความเป็นผู้สันโดษ ความเป็นผู้รู้จัก
ประมาณในโภชนะนั้น ความพิจารณาในโภชนะนั้นอันใด นี้เรียกว่า ความเป็น
ผู้รู้จักประมาณในโภชนะ บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความเป็นผู้รู้จักประมาณ
ในโภชนะ นี้เรียกว่า ผู้รู้จักประมาณในโภชนะ.

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 266 (เล่ม 79)

[๗๕] ๑. อุปัฏฐิตสติบุคคล บุคคลผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว
เป็นไฉน ?
สติในข้อนั้น เป็นไฉน ? ความระลึกได้ ความตามระลึกได้ ความ
หวนระลึกได้ ความนึกได้คือสติ ความทรงจำ ความไม่ฟั่นเฟือน ความไม่
หลงลืม นี้เรียกว่า สติ บุคคล ผู้ประกอบแล้วด้วยสตินี้ ชื่อว่า ผู้มีสติอันเข้า
ไปตั้งไว้แล้ว.
๒. สัมปชานบุคคล บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ เป็นไฉน ?
สัมปชัญญะ ในข้อนั้น เป็นไฉน ? ความรอบรู้ ความรู้ชัด ความ
เลือกเฟ้น ความเลือกสรร ความสอดส่องธรรม ความกำหนดหมาย ความ
เข้าไปกำหนดรู้เฉพาะ ความเป็นผู้รู้ ความฉลาด ความรู้ละเอียด ความรู้
แจ่มแจ้ง ความคิดนึก ความใคร่ครวญ ความรู้กว้างขวาง ความรู้เฉียบขาด
ความรู้นำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาเพียงดังปะฏัก ปัญญินทรีย์
กำลังคือปัญญา ประทีปคือปัญญา รัตนะคือปัญญา ความสอดส่องธรรมคือ
อโมหะ สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยสัมป-
ชัญญะนี้ ชื่อว่า ผู้มีสัมปชัญญะ.
[๗๖] ๑. สีลสัมปันนบุคคล บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็น
ไฉน ?
ความถึงพร้อมด้วยศีล ในข้อนี้ เป็นไฉน ? การไม่ล่วงละเมิดทาง
กาย การไม่ล่วงละเมิดทางวาจา การไม่ล่วงละเมิดทางกายและวาจา นี้เรียกว่า
ความถึงพร้อมด้วยศีล ความสำรวมด้วยศีลแม้ทั้งหมด ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยศีล
บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยศีลสัมปทา ชื่อว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 267 (เล่ม 79)

๒. ทิฏฐิสัมปันนบุคคล บุคคลผู้ถึงพร้อมแล้วด้วย
ทิฏฐิเป็นไฉน ?
ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ในข้อนั้น เป็นไฉน ? ความรอบรู้ ความ
รู้ชัด ฯลฯ ความสอดส่องธรรม คือ อโมหะ สัมมาทิฏฐิเช่นนี้ว่า ทานที่ให้
แล้วมีผล การบูชาใหญ่ (คือมหาทานที่ทั่วไปแก่คนทั้งปวง) มีผล สักการะที่
บุคคลทำเพื่อแขกมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มี
โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ผู้อุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ผู้พร้อมเพรียง
กัน ประพฤติดีปฏิบัติชอบที่ รู้ยิ่งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้วประกาศ
ทำให้แจ้งมี นี้เรียกว่า ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมดชื่อว่า
ทิฏฐิสัมปทา บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิสัมปทานี้ ชื่อว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ.
[๗๗] ๑. ทุลลภบุคคล บุคคลผู้หาได้ยากในโลก ๒ จำพวก
เป็นไฉน ?
บุพพการีบุคคล ๑. กตัญญูกตเวทีบุคคล ๑.
บุคคล ๒ จำพวกนี้หาได้ยากในโลก.
อรรถกถาบุคคลผู้หาได้ยาก ๒ จำพวก
บทว่า "ทุลฺลภา" ได้แก่ มิใช่บุคคลที่หาได้โดยง่าย.
บทว่า "ปุพฺพการี" ได้แก่ ผู้กระทำอุปการะก่อนนั่นเทียว.
บทว่า "กตเวที" ได้แก่ ประกาศอุปการคุณที่บุคคลอื่นกระทำแล้ว
คือกระทำอุปการคุณให้ปรากฏ.
บัณฑิต พึงแสดงบุคคลทั้ง ๒ พวกนั้น ด้วยอาคาริยบุคคล และ
อนาคาริยบุคคล คือ คฤหัสถ์ และ บรรพชิต ก็บรรดาคฤหัสถ์ทั้งหลาย มารดา
และบิดาชื่อว่าบุพพการี (ผู้กระทำอุปการะก่อน) ส่วนบุตรและธิดาผู้ปฏิบัติ

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 268 (เล่ม 79)

มารดาบิดา และกระทำการอภิวาทเป็นต้นแก่บิดามารดาชื่อว่า กตเวที (ผู้รู้
อุปการคุณอันบุพพการีชนกระทำแล้ว) สำหรับบรรพชิตทั้งหลาย อาจารย์
และอุปัชฌาย์ชื่อว่า บุพพการี. อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกทั้งหลาย (ลูกศิษย์
และผู้อยู่ร่วม) ที่ปฏิบัติอาจารย์และอุปัชฌาย์ชื่อว่า กตเวที เพื่อประกาศบุคคล
ทั้ง ๒ พวกนั้นให้แจ่มแจ้ง บัณฑิตพึงกล่าวถึงเรื่องของพระโสณเถระ ผู้
เลี้ยงดูอุปัชฌาย์ เป็นต้น.
อีกนัยหนึ่ง บุคคลใด เมื่อผู้อื่นยังมิได้กระทำอุปการะเลย ไม่เพ่งเล็ง
ถึงอุปการะที่ผู้อื่นกระทำในตน แล้วกระทำการอุปการะ ผู้นั้นก็ชื่อว่าบุพพการี
เปรียบเหมือนบิดามารดาพวกหนึ่ง อาจารย์และอุปัชฌาย์พวกหนึ่ง บุพพการี
บุคคลนั้น ชื่อว่าหาได้โดยยาก เพราะความที่สัตว์ทั้งหลายถูกตัณหาครอบงำไว้.
บุคคลใด รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำในตน ประกาศอยู่ซึ่งอุปการะที่เป็น
ไปตามสมควรแก่อุปการะที่ผู้อื่นกระทำแล้ว ผู้นั้นชื่อว่า กตัญญูกตเวที
เปรียบเหมือน บุคคลผู้ปฏิบัติชอบในมารดา และบิดา หรือในอาจารย์ และ
อุปัชฌาย์ทั้งหลาย. กตัญญูกตเวทีบุคคลนั้น ชื่อว่า หาได้โดยยาก เพราะ
ความที่สัตว์ทั้งหลายถูกอวิชชาครอบงำไว้.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้เมตตารักใคร่ โดยไม่มีเหตุ ชื่อว่า บุพพการี.
บุคคลเมตตารักใคร่ โดยมีเหตุ ชื่อว่า กตัญญูกตเวที.
บุคคลผู้กระทำประโยชน์ โดยไม่เพ่งเล็งถึงเหตุเป็นต้นอย่างนี้ว่า "ผู้นี้
จักกระทำอุปการะแก่เรา" ชื่อว่า บุพพการี. บุคคลผู้กระทำประโยชน์ โดย
เพ่งเล็งถึงสาเหตุเป็นต้น อย่างนี้ว่า "ผู้นี้จักกระทำอุปการะแก่เรา" ชื่อว่า
กตัญญูกตเวที.
ผู้มืดมาสว่างไปข้างหน้า ชื่อว่า บุพพการี. ผู้สว่างมาสว่างไปข้างหน้า
ชื่อว่า กตัญญูกตเวที.

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 269 (เล่ม 79)

ผู้แสดงธรรม ชื่อว่าบุพพการี. ผู้ปฏิบัติธรรมชื่อว่า กตัญญูกตเวที.
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า บุพพการีในโลกนี้ พร้อมทั้ง
เทวโลก. พระอริยสาวก ชื่อว่า กตัญญูกตเวที.
ส่วนในคัมภีร์อรรถกถาแห่งทุกนิบาต ท่านกล่าวคำไว้มีประมาณเท่านี้
ว่า (ผู้กระทำอุปการะก่อน ชื่อว่า บุพพการี. ผู้รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำแล้ว
กระทำตอบในภายหลัง ชื่อว่า กตเวที). บรรดาบุคคลทั้ง ๒ พวกนั้น บุพพการี
ชน ย่อมกระทำความสำคัญว่า "เราให้หนี้" บุคคลผู้กระทำตอบแทนในภาย
หลัง ย่อมทำความสำคัญว่า "เราใช้หนี้".
[๗๘] ๒. ทุตตัปปยบุคคล บุคคลผู้ให้อิ่มได้ยาก ๒ จำพวก
เป็นไฉน ?
บุคคลผู้ที่เก็บของที่ตนได้แล้ว ๆ ๑. ผู้ที่สละของที่ตนได้แล้ว ๆ
๑. บุคคล ๒ จำพวกนี้ ให้อิ่มได้ยาก.
อรรถกถาบุคคลผู้ให้อิ่มได้ยาก ๒ จำพวก
บทว่า "ทุตฺตปฺปยา" ได้แก่ ผู้ให้ตนอิ่ม คือ ผู้ที่ใคร ๆ ไม่อาจให้
อิ่มได้. ก็ภิกษุใด อาศัยตระกูลอุปัฏฐาก หรือ ตระกูลของญาติอยู่ เมื่อจีวร
ที่ให้เก่าแล้ว ก็เก็บจีวรที่ตระกูลเหล่านั้นถวายเสียไม่ใช้สอย ถือเอาจีวรที่
ตระกูลเหล่านั้นถวายแล้วบ่อย ๆ แล้วก็เก็บเสียนั่นแหละ. อนึ่ง ภิกษุใดสละ
จีวรที่ตนได้แล้ว ๆ โดยนัยนั้นนั่นแหละถวายแก่ภิกษุอื่น แม้ได้จีวรบ่อย ๆ ก็
กระทำเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ.
บุคคล ๒ พวกนี้ใคร ๆ น้อมนำปัจจัยเข้าไปถวายตั้งเล่มเกวียนก็ไม่
อาจเพื่อให้อิ่มได้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ทุตตัปปยา แปลว่า อันใคร ๆ ให้อิ่ม
ได้โดยยาก.

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 270 (เล่ม 79)

[๗๙] ๑. สุตัปปยบุคคล บุคคลผู้ให้อิ่มได้ง่าย ๒ จำพวก
เป็นไฉน ?
ผู้ที่ไม่เก็บของที่ตนได้แล้ว ๆ ๑. ผู้ที่ไม่สละของที่ตนได้แล้ว ๆ ๑.
บุคคล ๒ จำพวกนี้ ให้อิ่มได้ง่าย.
อรรถกถาบุคคลผู้ให้อิ่มได้ง่าย
คำว่า "น วิสชฺเชติ" ได้แก่ กระทำให้เป็นของ ๆ ตน ไม่ให้แก่
ผู้อื่น แต่เมื่อมีอดิเรกลาภ (ของเหลือ) ก็ไม่เก็บไว้ ย่อมถวายแก่ภิกษุอื่นเสีย
ข้อนี้ มีคำอธิบายไว้ดังนี้ คือ.
ก็ภิกษุใดแล มีจีวรเก่าแล้ว ได้ผ้าสาฎกจากตระกูลอุปัฏฐาก หรือ
ตระกูลญาติ กระทำให้เป็นจีวร ใช้ไม่ยอมทิ้ง แม้ปะแล้วก็ยังใช้ห่มอยู่
เมื่อตระกูลเหล่านั้นถวายให้ใหม่ก็ไม่รีบรับโดยเร็ว (หมายถึงมีการพิจารณา)
นี้พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่ง นั้นคือ ภิกษุใดใช้จีวรที่ได้แล้ว ๆ ด้วยตนเอง ย่อม
ไม่ถวายแก่ภิกษุเหล่าอื่นภิกษุแม้ทั้ง ๒ พวกนี้ใคร ๆ ก็อาจให้อิ่มได้โดยง่าย
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สุตตัปปยา แปลว่า อันผู้อื่นให้อิ่มได้โดยง่าย.
[๘๐] อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ จำพวกเหล่า
ไหน ?
ผู้ที่ประพฤติรังเกียจ สิ่งที่ไม่ควรรังเกียจ ๑. ผู้ที่ไม่พระพฤติรังเกียจ
สิ่งที่ควรรังเกียจ ๑.
อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ จำพวกเหล่านี้.

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 271 (เล่ม 79)

[๘๑] อาสวะทั้งหลาย ย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก
เหล่าไหน ?
ผู้ที่ไม่ประพฤติรังเกียจ สิ่งที่ไม่ควรรังเกียจ ๑. ผู้ที่ประพฤติรังเกียจ
สิ่งที่ควรรังเกียจ ๑.
อาสวะทั้งหลาย ย่อมไม่เจริญ แก่บุคคล ๒ จำพวก เหล่านี้.
[๘๒] ๑. หีนาธิมุตตบุคคล บุคคลผู้มีอัธยาศัยเลว เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก เขาย่อมเสพ ย่อม
คบ ย่อมเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้ทุศีล ผู้มีธรรมอันลามก นี้เรียกว่า บุคคลผู้
มีอัธยาศัยเลว.
๒. ปณีตาธิมุตตบุคคล บุคคลผู้มีอัธยาศัยประณีต
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม เขาย่อมเสพย่อมคบ
ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ผู้มีศีล ผู้มีธรรมอันงาม นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีอัธยาศัย
ประณีต.
[๘๓] ติตตบุคคล บุคคลผู้อิ่มแล้ว เป็นไฉน ?
พรูปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลายของพระตถาคตเจ้าผู้เป็น
พระอรหันต์ชื่อว่า ผู้อิ่มแล้ว ๑. สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า ผู้อิ่ม
แล้วด้วย ยังผู้อื่นให้อิ่มแล้วด้วย ๑.
จบบุคคล ๒ จำพวก

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 272 (เล่ม 79)

คำว่า "อาสวา" ได้แก่ กิเลสทั้งหลาย.
คำว่า "น กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ" ความว่า ย่อมประพฤติ
รังเกียจ สิ่งที่ไม่ควรรังเกียจเช่น ภิกษุได้เนื้อสุกรแล้วประพฤติรังเกียจว่า เป็น
เนื้อหมี. ได้เนื้อมฤคแล้วประพฤติรังเกียจว่า เป็นเนื้อเสือเหลือง, เมื่อกาล
(แห่งภัต) ยังมีอยู่ ย่อมประพฤติรังเกียจว่า กาลไม่มี, ไม่ถูกห้าม แต่
ประพฤติรังเกียจว่า เราถูกห้ามเสียแล้ว เมื่อละอองธุลียังไม่ตกไปในบาตรเลย
ย่อมประพฤติรังเกียจว่าละอองธุลีตกไปแล้ว. เมื่อเขายังไม่กระทำเนื้อปลาอุทิศ
ต่อตน ก็ประพฤติรังเกียจว่า เขากระทำเนื้อปลาอุทิศต่อเรา.
คำว่า "กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกจฺจายติ" ความว่า ย่อมไม่
ประพฤติรังเกียจ สิ่งที่ควรประพฤติรังเกียจเช่น ภิกษุได้เนื้อหมีแล้วย่อมไม่
ประพฤติรังเกียจว่า เป็นเนื้อหมี ฯลฯ ครั้นเมื่อเขาการทำเนื้อปลาอุทิศ คือ
เจาะจงตน ย่อมไม่ประพฤติรังเกียจว่า เขาทำเนื้อปลาอุทิศ คือ เจาะจงซึ่งเรา.
ส่วนใน อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ท่านกล่าวคำไว้มีประมาณเท่านี้ว่า
คำว่า "กุกกุจฺจายิตพฺพํ" ได้แก่ การไม่ตั้งไว้ การไม่พิจารณาซึ่งส่วนอัน
เป็นของสงฆ์ ชื่อว่า อันใคร ๆ ไม่พึงรังเกียจ ย่อมรังเกียจสิ่งนั้น. คำว่า
"กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ" ความว่า การตั้งไว้ การพิจารณาซึ่งสิ่งอันเป็นของสงฆ์
นั้นนั่นแหละ ย่อมไม่รังเกียจของนั้น.
คำว่า "อิเมสํ" ความว่า อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแน่นอนแก่
บุคคลทั้ง ๒ พวกเหล่านั้น ทั้งในกลางวัน ทั้งในกลางคืน ดุจหญ้าและเถาวัลย์
เป็นต้น งอกงามเจริญอยู่ในภูมิภาคอันดี. ในธรรมขาว บัณฑิตพึง
ทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า ภิกษุใดได้กัปปิยะมังสะ คือ เนื้อที่สมควรแล้วก็รับ
เอาเนื้อที่สมควรนั่นแหละ ชื่อว่า ย่อมไม่ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติ
รังเกียจ.

272