พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 233 (เล่ม 79)

ชื่อของผลอันมรรคให้แล้ว เพราะเหตุนั้น พระโสดาบัน พระองค์จึงทรง
ประสงค์เอาในขณะแห่งผล.
บทว่า "อวินิปาตธมฺโม" ได้แก่ ภาวะคือการไม่ไปสู่อบายกล่าว
คือ วินิปาตด้วยสามารถแห่งอันเกิดขึ้น. บทว่า "นิยโต" ได้แก่ ชื่อว่า นิยตะ
คือ เที่ยงด้วยนิยามแห่งมรรค บทว่า "สมฺโพธิปรายโน" ได้แก่ ความเป็น
ผู้มีการตรัสรู้อันจะเป็นไปในภายหน้า. แท้จริง พระโสดาบันนั้น ย่อมตรัสรู้
ด้วยมรรคอันตนได้เฉพาะแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่า สัมโพธิปรายโน.
อีกอย่างหนึ่ง พระโสดาบันนั้น จักตรัสรู้ด้วยมรรคเบื้องบนทั้ง ๓ โดยแน่แท้
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่า สัมโพธิปรายโน.
สองบทว่า " เทเว จ มนุสฺเส จ" ได้แก่ เทวโลก และมนุษยโลก.
สองบทว่า "สนฺธาวิตฺวา สํสริตฺวา" ได้แก่ การไป ๆ มา ๆ ด้วยอำนาจปฏิสนธิ.
สองบทว่า "ทุกฺขสฺสนฺตํ กโรติ" ได้แก่ การทำหนทาง อันเป็นที่สุดแห่ง
วัฏฏทุกข์.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกชื่อว่า สัตตักขัตตุปรโม แปลว่า ผู้มี ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง. ก็สัตตัก-
ขัตตุปรมบุคคลนี้พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยภพที่ปะปนกัน
ด้วยสามารถแห่งเทวโลกและมนุษยโลก ตามกาลอันสมควร.
จบอรรถกถาสัตตักขัตตุปรมบุคคล

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 234 (เล่ม 79)

[๔๘] โกลังโกลบุคคล บุคคลชื่อว่า โกลังโกละ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓
เป็นโสดาบันมีอันไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะได้ตรัสรู้ใน
เบื้องหน้า บุคคลนั้นจะแล่นไป ท่องเที่ยวไป สู่ตระกูล สอง หรือ สาม ตระกูล
แล้วทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า โกลังโกละ.
อรรถกถาโกลังโกลบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง โกลังโกลบุคคล. บุคคลใดย่อมไปจาก
ตระกูลสู่ตระกูล เหตุนั้นผู้นั้นจึงชื่อว่า โกลังโกละ. อธิบายว่า ก็ชื่อว่า การ
เกิดในตระกูลต่ำจำเดิมแต่การกระทำให้แจ้งซึ่งพระโสดาปัตติผลไปแล้ว ย่อม
ไม่มี ท่านย่อมเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากอย่างเดียวเท่านั้น.
คำว่า "เทฺว วา ตีณิ วา กุลานิ" ได้แก่ ไปสู่ ๒ ภพ หรือ ๓ ภพ
ด้วยอำนาจการเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์. โกลังโกลบุคคลแม้นี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งมิสสกภพ คือภพที่ปะปนกันนั่นเทียว. ก็ใน
คำว่า "เทฺว วา ตีณิ วา" สักว่าเป็นเทศนาเท่านั้น. โกลังโกลบุคคลนั่น
แหละ ย่อมท่องเที่ยวไปจนถึงภพที่ ๖ จึงกระทำทาง คือ มรรคอันเป็นที่สิ้นสุด
แห่งวัฏฏทุกข์ได้.
จบอรรถกถาโกลังโกลบุคคล

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 235 (เล่ม 79)

[๔๙] เอกพีชีบุคคล บุคคลชื่อว่า โกลังโกละ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓
อันไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า บุคคล
นั้นเกิดในภพมนุษย์อีกครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า
เอกพีชี.
อรรถกถาเอกพีชีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งเอกพีชีบุคคล. ชื่อว่า พืช คือ ขันธ์อันพระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสแล้ว ก็พระโสดาบันองค์ใดมีพืช คือ ขันธ์ครั้งเดียวเท่านั้น
คือมีการถือเอาอัตภาพครั้งเดียว พระโสดาบันนั้นชื่อว่า เอกพีชี. ก็คำว่า
"มานุสฺสกํ ภวํ" นี้สักว่าเป็นเทศนาในที่นี้เท่านั้น. แต่จะกล่าวว่า "ยังเทวภพ
ให้เกิด" ดังนี้บ้างก็สมควรเหมือนกัน ก็ชื่อเหล่านั้นเป็นชื่อแห่งพระอริยบุคคล
เหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งชื่อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วนั่นเทียว.
จริงอยู่ พระโสดาบันผู้ไปถึงที่มีประมาณเท่านี้ชื่อว่า สัตตักขัตตุปรมบุคคล
ผู้ไปถึงที่มีประมาณเท่านี้ ชื่อว่า โกลังโกลบุคคล ผู้ไปถึงที่มีประมาณเท่านี้
ชื่อว่า เอกพีชีบุคคล ฉะนั้น ชื่อพระโสดาบันเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงถือเอาแล้ว. แต่ว่า โดยกำหนดแน่นอน (โดยนิยม) คำว่า พระโสดาบัน
รูปนี้เป็น สัตตักขัตตุปรมะ รูปนี้เป็นโกลังโกละ รูปนี้เป็น เอกพีชี ย่อมไม่มี
ถามว่า ก็ใครกำหนดประเภทพระอริยบุคคลเหล่านั้นได้.
วิสัชนาว่า พระเถระบางพวกกล่าวไว้ก่อน ว่า "ปุพฺพเหตุ นิยเมติ"
แปลว่า บุพเหตุ ย่อมกำหนดแน่นอน. บางพวกกล่าวว่า "ปฐมมคฺโค
นยเมติ" แปลว่า มรรคที่หนึ่ง กำหนดแน่นอน. บางพวกกล่าวว่า "อุปริ-

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 236 (เล่ม 79)

ตโย มคฺคา นิยเมนฺติ" แปลว่า มรรคเบื้องบน ๓ กำหนดแน่นอน. บาง
พวกกล่าว "ติณฺณํ มคฺคานํ วิปสฺสนา นิยเมติ" แปลว่า วิปัสสนาแห่งมรรค
ทั้ง ๓ กำหนดแน่นอน.
บรรดาวาทะแห่งพระเถระเหล่านั้น วาทะว่า "ปุพฺพเหตุ "นิยเมติ"
ย่อมหมายความว่า อุปนิสัยแห่งปฐมมรรค ย่อมเป็นคุณชาตอันบุพเหตุกระทำ
แล้ว มรรคเบื้องบน ๓ ปราศจากอุปนิสัยเกิดขึ้น ในวาทะว่า "ปฐมมคฺโค
นิยเมติ" หมายความว่ามรรค ๓ เป็นธรรมชาติไร้ประโยชน์. ในวาทะว่า
"อุปริ ตโย มคฺคา นิยเมนฺติ" หมายความว่า เมื่อปฐมมรรคยังไม่เกิดขึ้น
นั่นแหละ มรรคเบื้องบน ๓ เกิดขึ้นแล้ว. ก็วาทะว่า "ติณฺณํ มคฺคานํ
วิปสฺสนา นิยเมติ" ซึ่งแปลว่า วิปัสสนาแห่งมรรคทั้ง ๓ กำหนดแน่นอน
ย่อมถูกต้อง. ก็ถ้าวิปัสสนาแห่งมรรคทั้ง ๓ มีกำลัง พระโสดาบัน ก็ชื่อว่าเอกพีชี.
ถ้าอ่อนกว่าวิปัสสนาของเอกพีชี ก็ชื่อว่า โกลังโกละ ถ้าอ่อนกว่าวิปัสสนาของ
โกลังโกละนั้น ก็ชื่อว่า สัตตักขัตตุปรมะ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พระโสดาบันบางองค์ มีอัชฌาสัยในวัฏฏะ เป็นผู้ยินดีในวัฏฏะ
ย่อมท่องเที่ยวไปในวัฏฏะบ่อย ๆ นั่นเทียว ปรากฏอยู่. ก็ชนเหล่านั้น มีประมาณ
เท่านี้ คือ
๑. อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๒. วิสาขา อุบาสิกา
๓. จูลรถเทวบุตร
๔. มหารถเทวบุตร
๕. อเนกวรรณเทวบุตร
๖. ท้าวสักกเทวราช
๗. นาคทัตตเทวบุตร.

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 237 (เล่ม 79)

ทั้งหมดนี้ มีอัธยาศัยในวัฏฏะ เกิดในเทวโลก ๖ ชั้น ตั้งแต่ต้น
ชำระจิตให้สะอาดในเทวโลกนั่นแหละ แล้วจึงตั้งอยู่ในอกนิฏฐภพ จึงจักปริ-
นิพพาน ชนเหล่านี้ พระองค์มิได้ทรงถือเอาในที่นี้ ก็ชนเหล่านี้พระองค์มิได้
ทรงถือเอาเท่านั้นก็หาไม่ พระโสดาบันองค์ใด บังเกิดในมนุษยโลกทั้งหลาย
ท่องเที่ยวไปแล้วในมนุษยโลกนั่นแหละสิ้น ๗ ครั้ง แล้วจึงบรรลุพระอรหันต์
ก็ดี พระโสดาบันองค์ใดบังเกิดในเทวโลกทั้งหลายท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ใน
เทวโลกนั่นแหละสิ้น ๗ ครั้ง แล้วบรรลุพระอรหันต์ ก็ดี พระโสดาบันแม้
เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงถือเอา.
แต่ว่าพึงทราบว่า ในที่นี้พระองค์ทรงถือเอาพระโสดาบัน ที่ชื่อว่า
สัตตักขัตตุปรมะ กับโกลังโกละ ด้วยสามารถแห่งภพอันเจือกัน และ พระ-
โสดาบันผู้บังเกิดในภพของมนุษย์เท่านั้นที่ชื่อว่า เอกพีชี.
ในพระโสดาบันเหล่านั้น องค์หนึ่ง ๆ ย่อมถึงภาวะ ๔ อย่าง ด้วย
สามารถแห่งทุกขาปฏิปทา เป็นต้น . ว่าด้วยสัทธธุระ พระโสดาบันมี ๑๒
จำพวก คือ. ชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ จำพวก ชื่อว่าโกลังโกละ ๔ จำพวก
ชื่อว่า เอกพีชี ๔ จำพวก. ว่าด้วยปัญญาธุระ ก็ถ้าพระโสดาบันพึงอาจยัง
โลกุตตรธรรมให้เกิดด้วยปัญญา กระทำปัญญาให้เป็นธุระอย่างนี้ว่า เราจักให้
โลกุตตรธรรมเกิดขึ้น แม้บรรลุเป็นพระโสดาบันผู้ชื่อว่า สัตตักขัตตุปรมะเป็น
ต้น ด้วยอำนาจปฏิปทา ๔ อย่าง ก็เป็นพระโสดาบัน ๑๒ จำพวก เหมือนกัน
นั่นแหละ ฉะนั้นพระโสดาบันทั้ง ๒๔ จำพวกเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในฐานะนี้ ด้วยสามารถแห่งพระอริยะผู้เข้าไปเพ่ง
ธรรมอันตั้งอยู่ ด้วยศรัทธา หรือ ปัญญา ในที่นี้นั่นเทียว.
จบอรรถกถาเอกพีชีบุคคล

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 238 (เล่ม 79)

[๕๐] สกทาคามีบุคคล บุคคลชื่อว่า สกทาคามี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓
เพราะทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางลง เป็นพระสกทาคามี ซึ่งยังจะมาสู่โลก
นี้คราวเดียวเท่านั้นแล้วทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า สกทาคามี.
อรรถกถาสกทาคามีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง สกทาคามีบุคคล. บุคคลใด ย่อมมาอีกครั้ง
เดียวด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า สกทาคามี แปล
ว่า ผู้มาปฏิสนธิอีกครั้งเดียว.
บทว่า "สกิเทว" ได้แก่ ครั้งหนึ่งเท่านั้น.
บรรดาพระสกทาคามี ๕ จำพวก ๔ จำพวกพระองค์ไม่ทรงประสงค์
เอา แต่ทรงประสงค์เอาเพียงพวกเดียวเท่านั้นในที่นี้ ด้วยบทว่า "อิมํ โลกํ
อาคนฺตฺวา" เพราะว่า พระสกทาคามีบางพวกบรรลุสกทาคามิผลในโลกนี้ ย่อม
ปรินิพพานในโลกนี้นั่นแหละ บางพวกบรรลุสกทาคามิผลในโลกนี้ปรินิพพาน
ในเทวโลก บางพวกบรรลุในเทวโลกปรินิพพานในเทวโลกนั่นแหละ บางพวก
บรรลุในเทวโลกแล้วเกิดขึ้นในโลกนี้แล้วจึงปรินิพพาน รวมพระสกทาคามีทั้ง
๔ จำพวก ดังกล่าวมานี้ พระองค์มิได้ทรงประสงค์เอา ในสกทาคามีนิสเทสนี้.
แต่พระสกทาคามี พวกใด บรรลุในโลกนี้ แล้วดำรงชีวิตอยู่ใน
เทวโลกตลอดอายุ แล้วก็เกิดขึ้นในโลกนี้อีก จึงปรินิพพาน พระสกทาคามี
พวกเดียวนี้เท่านั้น พึงทราบว่า พระองค์ทรงถือเอาใน สกทาคามีนิทเทส
นี้.
คำใดที่ยังเหลืออยู่ในที่นี้ ข้าพเจ้ายังมิได้กล่าว คำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้า
กล่าวแล้วในโลกุตตรกุศลนิทเทส ในอรรถกถาแห่งธรรมสังคหะในหนหลัง.

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 239 (เล่ม 79)

ถามว่า ก็พระสกทาคามีนี้ มีการกระทำที่แตกต่างกันกับพระโสดาบัน
ที่ชื่อว่า เอกพีชี อย่างไรบ้าง ?
ตอบว่า พระโสดาบัน ผู้ชื่อว่า เอกพีชี ท่านมีปฏิสนธิครั้งเดียว
เท่านั้น ส่วนพระสกทาคามีท่านมีปฏิสนธิ ๒ ครั้ง ข้อนี้ เป็นการการทำที่แตก
ต่างกันระหว่างพระอริยะทั้งสองเหล่านั้น.
จบอรรถกถาสกทาคามีบุคคล
[๕๑] อนาคามีบุคคล บุคคลชื่อว่า อนาคามี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์
ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอัน
ไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนี้เรียกว่า อนาคามี
อรรถกถาอนาคามีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง อนาคามีบุคคล. กามธาตุ พระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสเรียกว่า โอรํ แปลว่า ต่ำ ในคำว่า "โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ"
เครื่องผูกทั้ง ๕ เหล่านั้น อันบุคคลใดยังละไม่ได้แล้ว เพราะเหตุนั้นบุคคลนั้น
แม้บังเกิดในภวัคคภูมิ ก็ยังถูกเครื่องผูกเหล่านั้นดึงให้ตกไปในกามธาตุนั่นเทียว
เหมือนปลาที่กลืนกินเบ็ด และ เหมือนนกกาที่เขาเอาเชือกยาวผูกเท้าไว้ เพราะ
ฉะนั้น เครื่องผูกทั้ง ๕ ท่านจึงเรียกว่า โอรัมภาคิยะ อธิบายว่า โอรัมภาคิยะ
นี้ เป็นของเบื้องต่ำ คือ เป็นส่วนเบื้องต่ำ.

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 240 (เล่ม 79)

บทว่า "ปริกฺขยา" ได้แก่ เพราะสิ้นไปรอบแห่งเครื่องผูกเหล่านั้น
บทว่า " โอปปาติโก" ได้แก่ ผู้มีกำเนิดเป็นโอปปาติกะ. หมายความ
ว่า การนอนในครรภ์ ของพระอนาคามีนั้นท่านพ้นเสียแล้วด้วยบทว่า "โอป-
ปาติโก" นี้.
คำว่า "ตตฺถ ปรินิพฺพายิ" ได้แก่ พระอนาคามี ผู้ปรินิพพาน
ในสุทธาวาสเทวโลกนั้น.
คำว่า " อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา " ความว่า ได้แก่ การ
ไม่มาจากพรหมโลกแล้วกลับมาสู่กามโลกนี้ ด้วยอำนาจถือปฏิสนธิเป็นสภาวะ.
ก็การมาของพระอนาคามีนั้น เพื่อประโยชน์แก่การเห็นพระพุทธเจ้า พระเถระ
และสดับฟังพระสัทธรรมอันธรรมดามิได้ห้ามไว้.
คำว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้มีสภาวะอย่างนี้ ท่าน
เรียกว่าพระอนาคามี เพราะไม่กลับมาอีก ด้วยอำนาจปฏิสนธิ.
จบอรรถกถาอนาคามีบุคคล
[๕๒] อันตราปรินิพพายีบุคคล บุคคลชื่อว่า อันตราปริ-
นิพพายี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญ-
โญชน์ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุททวาสนั้น
มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้น
เพื่อละสัญโญชน์ อันมีในเบื้องบน ในระยะเวลาติดต่อกับที่เกิดบ้าง ยังไม่ถึง
ท่ามกลางกำหนดอายุบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า อันตราปรินิพพายี.

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 241 (เล่ม 79)

อรรถกถาอันตราปรินิพพายีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งพระอนาคามี ผู้ชื่อว่า อันตราปรินิพพายี-
บุคคล. คำว่า "อุปฺปนฺนํ วา สมนนฺตรา" ความว่า เป็นกาลติดต่อกัน
กับการเกิดขึ้นบ้าง. คำว่า "อปฺปตฺตํ วา เวมชฺฌํ อายุปฺปมาณํ" ความว่า
ยังไม่ถึงประมาณท่ามกลางอายุบ้าง อธิบายว่า ยังไม่ถึงท่ามกลางอายุ ท่านย่อม
ยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว แล้วปรินิพพาน. ก็เนื้อความว่า "เวมชฺฌํ ปตฺตํ"
แปลว่า ถึงท่ามกลางบ้าง บัณฑิตพึงทราบโดยการกำหนดด้วย "วา" ศัพท์.
พระอนาคามีผู้อันตรายปรินิพพายี ๓ จำพวก เป็นอันสำเร็จแล้วด้วยประการ
ฉะนี้. คำว่า "อุปริฏฺฐิมานํ สญฺโญชนานํ" ได้แก่ อุทฺธัมภาคิยสังโยชน์
๕ เบื้องบน หรือได้แก่ กิเลส ๘. บทว่า "ปหานาย" ได้แก่ ยังมรรค
ให้เกิดขึ้นเพื่อต้องการละสังโยชน์เหล่านั้น.
สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่าน
เรียกว่า อันตรายปรินิพพายี เพราะปรินิพพานในระหว่างท่ามกลางแห่งอายุนั่น
เทียว.
จบอรรถกถาอันตราปรินิพพายีบุคคล
[๕๓] อุปหัจจปรินิพพายีบุคคล บุคคลชื่อว่า อุปหัจจปริ-
นิพพายี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์
ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอัน

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 242 (เล่ม 79)

ไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนั้น ย่อมยังอริยมรรคให้เกิดขึ้น เพื่อ
ละสัญโญชน์อันมีในเบื้องบน เมื่อล่วงพ้นท่ามกลางกำหนดอายุบ้าง เมื่อใกล้
จะทำกาลกิริยาบ้าง บุคคลนี้เรียกว่า อุปหัจจปรินิพพายี.
อรรถกถาอุปหัจจปรินิพพายีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งพระอนาคามี ผู้ชื่อว่า อุปหัจจปรินิพพายี-
บุคคล. คำว่า "อติกฺกมิตฺวา เวมชฺฌํ อายุปฺปมาณํ" ได้แก่ก้าวล่วงเลย
ท่ามกลางประมาณแห่งอายุ. คำว่า "อุปหจฺจ วา กาลกิริยํ" ได้แก่ ใกล้
จะทำกาลกิริยา อธิบายว่า จวนจะสิ้นอายุแล้ว . คำว่า "อยํ วุจฺจติ" ความ
ว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า อุปหัจจปรินิพพายี เพราะก้าว
ล่วงเลยท่ามกลาง ๕๐๐ มหากัปแห่งอายุ อันมี ๑,๐๐๐ มหากัปเป็นประมาณ
ในอวิหาภูมิทั้งหลายก่อน แล้วจึงตั้งอยู่ในกัปที่ ๖๐๐ มหากัปหรือที่ ๗๐๐
มหากัป หรือที่ ๘๐๐ มหากัป หรือที่ ๙๐๐ มหากัป หรือที่ ๑,๐๐๐ มหากัป
อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแหละ แล้วจึงบรรลุพระอรหัต และปรินิพพานด้วย
กิเลสปรินิพพาน.
จบอรรถกถาอุปหัจจปรินิพพายีบุคคล
[๕๔] อสังขารปรินิพพายีบุคคล บุคคลชื่อว่า อสังขาร-
ปรินิพพายีเป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์
ทั้ง ๕ มีกำเนิดเป็นอุปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอัน

242