พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 223 (เล่ม 79)

เทว โข อฏฺวิโมกฺเข" ดังนี้ แต่บรรดาอรูปาวจรฌานทั้งหลาย เมื่อมีอยู่
สักหนึ่งฌาน ก็ชื่อว่า อุภโตภาควิมุตตบุคคล ได้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาปัญญาวิมุตตบุคคล
[๔๒] กายสักขีบุคคล บุคคลชื่อว่า กายสักขี เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถ
อยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้น ก็สิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้
เรียกว่า กายสักขี.
อรรถกถากายสักขีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง กายสักขีบุคคล. คำว่า "เอกจฺเจ อาสวา"
ได้แก่ อาสวะบางอย่าง ที่ประหานด้วยมรรค ๓ เบื้องต่ำ. คำว่า "อยํ
วฺจติ" ได้แก่ บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่ากายสักขี. ก็บุคคลนั้น
ชื่อว่า กายสักขี ก็เพราะกระทำให้แจ้งซึ่งวิโมกข์อันคนถูกต้องแล้ว. บุคคลใด
ถูกต้องผลอันเกิดจากฌานก่อนแล้ว กระทำนิโรธคือนิพพานให้แจ้งในภายหลัง
บุคคลแม้นี้ก็ชื่อว่า กายสักขี. กายสักขีบุคคลนี้มี ๖ จำพวก นับตั้งแต่ พระ-
โสดาปัตติผล จนถึงพระอรหัตมรรค ดังนี้.
จบอรรถกถากายสักขีบุคคล

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 224 (เล่ม 79)

[๔๓] ทิฏฐิปัตตบุคคล บุคคลชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อม
รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้
ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดี
แล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้น ก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วย
ปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ.
อรรถกถาทิฏฐิปัตตบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง ทิฏฐิปัตตบุคคล. คำว่า "อิทํ ทุกฺขํ" ได้
แก่ ทุกข์มีประมาณเท่านี้ ไม่เกินจากนี้ไป. แม้ในเหตุให้เกิดทุกข์เป็นต้น ก็
นัยนี้เหมือนกัน. คำว่า "ยถาภูตํ ปชานาติ" ความว่า เว้นตัณหาเสียแล้ว
ย่อมรู้ทุกข์ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โดยกิจตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกขสัจจะ.
ก็ตัณหาย่อมยังทุกข์ให้ตั้งขึ้น ให้เกิด ให้บังเกิด คือ ให้เป็นไปทั่ว ทุกข์นี้ ย่อม
เกิดจากตัณหานั้น เพราะเหตุนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งตัณหานั้น ตามความเป็นจริง
ว่า "อยํ ทุกฺขสมุทโย" แปลว่า นี้เป็นแดนเกิดขึ้นแห่งทุกข์. ก็เพราะเหตุ
ที่ ทุกข์นี้ด้วย สมุทัยนี้ด้วย ถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมดับไป ย่อมสงบระงับ คือ
ย่อมถึงความไม่ต้องเป็นไป เพราะฉะนั้น ย่อมรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานนั้นตามความ
เป็นจริงว่า "อยํ ทุกฺขนิโรโธ" แปลว่า นี้เป็นที่ดับไปแห่งทุกข์. อนึ่ง มรรค
ใดประกอบด้วยองค์ ๘ เกิดขึ้น ทุกข์นี้ ย่อมถึงซึ่งความดับไปด้วยมรรคนั้น
เพราะฉะนั้น ย่อมรู้ทั่วซึ่งมรรคนั้น ตามความเป็นจริงว่า "อยํ ทุกฺขนิโรธ-
คามินีปฏิปทา" แปลว่า นี้เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 225 (เล่ม 79)

บัดนี้เพื่อจะแสดงอริยสัจจะทั้ง ๔ ในขณะเดียวกัน พระองค์จึงตรัส
คำเป็นต้นว่า "ตถาคตปฺปเวทิตา" แปลว่า ธรรมอันพระตถาคตแทงตลอด
แล้ว . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "ตถาคตปฺปเวทิตา" ความว่า สัจธรรม
ทั้ง ๔ ที่พระตถาคตประทับ ณ มหาโพธิมณฑลทรงแทงตลอดแล้ว คือ
ทรงทราบแล้ว ได้แก่กระทำให้ปรากฏแล้ว. บทว่า "ธมฺมา" ได้แก่ ธรรม
คือ อริยสัจทั้ง ๔. คำว่า "โว ทิฏฐา โหนฺติ" ได้แก่ ธรรมอันคนเห็นดี
แล้ว. คำว่า "โว จริตา" ได้แก่ ประพฤติดีแล้ว. ในธรรมเหล่านั้นอธิบายว่า
ได้แก่ ปัญญาที่ตนประพฤติดีแล้ว . คำว่า "อยํ วุจฺจติ" ได้แก่ บุคคลนี้
คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ทิฏฐิปัตโต. ก็บุคคลนี้ บรรลุธรรมที่ตนเห็น
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฎฐิปัตโต. ญาณ คือ ปัญญาว่า "ทุกฺขา สงฺ-
ขารา สุโข นิโรโธ" แปลว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข อัน
บุคคลนั้นเห็นแล้ว ทราบแล้ว กระทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา
เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า ทิฏฐิปตฺโต. ทิฏฐิปัตตบุคคลนี้ ก็มี ๖ จำพวก
เหมือนพระอริยบุคคลผู้ชื่อว่า กายสักขี.
จบอรรถกถาทิฏฐิปัตตบุคคล
[๔๔] สัทธาวิมุตตบุคคล บุคคลชื่อว่า ทัทธาวิมุต เป็น
ไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อม
รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้ทุกข์เกิด ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้
ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 226 (เล่ม 79)

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไป
ดีแล้ว ด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็น
ด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่า สัทธาวิมุต
อรรถกถาสัทธาวิมุตตบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง สัทธาวิมุตตบุคคล. ข้อว่า "โน จ โข ยถา
ทิฏฺฐิปตฺตสฺส" อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายของสัทธาวิมุตตบุคคล เป็นธรรม-
ชาติสิ้นไป มิได้เหมือนกันกับทิฏฐิปัตตบุคคล.
ถามว่า ความต่างกันในการละกิเลสแห่งพระอริยบุคคลทั้งสองนั้น มี
อยู่หรือ ?
ตอบว่า ไม่มี.
ถามว่า ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร สัทธาวิมุตตบุคคล
จึงไม่ถึงทิฏฐิปัตตบุคคล.
ตอบว่า เพราะความแตกต่างกันแห่งธรรมอันท่านพึงบรรลุมีอยู่. ก็
ทิฏฐิปัตตบุคคล ท่านข่มกิเลสได้ด้วยการบรรลุไม่ลำบากเลย สามารถเพื่อข่ม
กิเลสทั้งหลาย โดยไม่ลำบาก ไม่ยาก. แต่สัทธาวิมุตตบุคคล เป็นผู้ลำบาก
อยู่ด้วยความทุกข์ยาก จึงสามารถข่มกิเลสทั้งหลายได้ ฉะนั้น ท่านจึงไม่ถึง
ทิฏฐิปัตติบุคคล.
อีกอย่างหนึ่ง ความแตกต่างกันแม้ด้วยปัญญาของท่านทั้ง ๒ นั้นก็มีอยู่
ด้วย. อันวิปัสสนาญาณแห่งมรรค ๓ เบื้องบนของทิฏฐิปัตตะเป็นคุณชาติคม,
กล้า, ผ่องใส เป็นไป. วิปัสสนาญาณของสัทธาวิมุตตะ ไม่คม, ไม่กล้า, ไม่
ผ่องใส เป็นไป. แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่ถึงทิฏฐิปัตตบุคคล.
เหมือนอย่างว่า ชายหนุ่ม ๒ คน เมื่อจะแสดงศิลปะ คนหนึ่งมีดาบ
อันคมกล้าอยู่ในมือ คนหนึ่งมีดาบทื่อ ต้นกล้วยเมื่อถูกตัดด้วยดาบสที่คมกล้า

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 227 (เล่ม 79)

ย่อมไม่ได้ยินเสียง แต่เมื่อถูกตัดด้วยดาบที่ทื่อ ย่อมส่งเสียงดัง "กฏะ กฏะ"
ดังนี้ฉันใด ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบคำอุปมัยดังนี้ว่า
ความที่วิปัสสนาญาณแห่งมรรค ๓ ของทิฏฐิปัตตบุคคล เป็นคุณชาติ
คมกล้าและผ่องใสวิเศษแล้ว พึงทราบว่า เหมือนกับการตัดต้นกล้วยที่ไม่ได้
ยินเสียงด้วยดาบอันคมกล้า ฉันนั้น และความที่วิปัสสนาญาณแห่งมรรคทั้ง
๓ ของสัทธาวิมุตตบุคคล เป็นคุณชาติไม่คม ไม่กล้า และไม่ผ่องใสวิเศษแล้ว
พึงทราบว่า เหมือนกับการเอาดาบที่ทื่อตัดต้นกล้วย มีเสียงดังเกิดขึ้น ฉันนั้น.
ก็ท่านอาจารย์ห้ามนัยนี้ว่า โน แล้วท่านทำการสันนิษฐานว่า สัทธาวิมุตต-
บุคคล ไม่ถึงทิฏฐิปัตตบุคคล เพราะญาณอันท่านพึงบรรลุแตกต่างกันนั่นเทียว
ก็ท่านได้กกล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถาที่มาทั้งหลายแล้ว.
จริงอยู่ ในท่านทั้งสองนั้น การสิ้นกิเลสของสัทธาวิมุตตบุคคล ย่อม
มีในขณะแห่งมรรคอันเป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้น ดุจบุคคลผู้กำลังเชื่ออยู่
หยั่งลงอยู่ และน้อมใจเชื่ออยู่. ญาณเป็นเครื่องตัดกิเลสของทิฏฐิบุคคบุคคล
ย่อมมีในขณะแห่งมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้น ไม่ชักช้า เป็นของคมกล้าเป็นไป.
เพราะฉะนั้นท่านจึงอุปมาว่า เปรียบเหมือนเอาดาบที่ไม่คมกล้าตัดต้นกล้วย ที่
เป็นที่ถูกตัดนั้นย่อมไม่เกลี้ยง ดาบย่อมไม่ผ่านไปโดยรวดเร็ว จึงทำให้ได้ยิน
เสียง คือต้องใช้ความพยายามมาก ฉันใด มรรคภาวนาอันเป็นส่วนเบื้องต้น
ของสัทธาวิมุตตบุคคลเห็นปานนี้ ย่อมมีฉันนั้น. ญาณ คือ ปัญญาของทิฏฐิ
ปัตตบุคคลนั้น เปรียบเหมือนเมื่อบุคคลเอาดาบอันคมกล้าตัดต้นกล้วย ที่เป็น
ที่ถูกตัดย่อมเรียบเกลี้ยง ดาบผ่านไปได้รวดเร็วทำให้ไม่ได้ยินเสียง เขาไม่ต้อง
ใช้ความพยายามมาก ฉันใด พึงทราบว่า มรรคภาวนาอันเป็นส่วนเบื้องต้น
ของทิฏฐิปัตตบุคคล ผู้เห็นปานนี้ ก็ฉันนั้น ดังนี้.

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 228 (เล่ม 79)

คำว่า "อยํ วุจจติ" ความว่า บุคคลนี้คือผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า
สทฺธาวิมุตฺโต จริงอยู่ สัทธาวิมุตตบุคคลนี้ กำลังเชื่ออยู่ ชื่อว่าได้หลุดพ้น
แล้ว เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สทฺธาวิมุตฺโต. ก็สัทธาวิมุตตบุคคลนี้มี ๖ จำ-
พวก เหมือนกับ กายสักขีบุคคล.
จบอรรถกถาสัทธาวิมุตตบุคคล
[๔๕] ธัมมานุสารีบุคคล บุคคลชื่อว่า ธัมมานุสารี เป็นไฉน ?
ปัญญนทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมี
ประมาณยิ่ง บุคคลนั้น ย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา
มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี.
บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลชื่อว่า ธัมมานุสารี.
บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ.
อรรถกถาธัมมานุสารีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง ธัมมานุสารีบุคคล. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
แสดงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ด้วยบทนี้ว่า "ปฏิปนฺนสฺสํ".
บทว่า "อธิมุติตํ" ได้แก่ มีกำลัง. ผู้ใดย่อมนำมาซึ่งปัญญา เหตุนั้น ผู้นั้น
จึงชื่อว่า ปัญญาวาหี แปลว่า ผู้มีปกตินำมาชื่อปัญญา. อธิบายว่า ปัญญา
ย่อมนำบุคคลนี้ไป. ท่านกล่าวว่า "ปัญญาวาหี" ดังนี้ก็มีบ้าง. คำว่า "ปญฺญฺา-
ปุพฺพงฺคมํ" ได้แก่ กระทำปัญญาให้เป็นปุเรจาริก คือ กระทำปัญญาให้เป็น
หัวหน้า.

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 229 (เล่ม 79)

คำว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้ คือ ผู้เห็นปานนี้ ท่านเรียก
ว่าธัมมานุสารี. ก็บุคคลใดย่อมระลึก คือ ย่อมตามระลึกด้วยธรรม กล่าวคือ
ปัญญา เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ธัมมานุสารี.
คำว่า "ธมฺมานุสารี" นี้ เป็นชื่อแห่งบุคคลผู้ดำรงอยู่ในพระโสดา-
ปัตติมรรค แต่เมื่อท่านบรรลุผล ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตบุคคล.
จบอรรถกถาธัมมานุสารีบุคคล
[๔๖] สัทธนุสารีบุคคล บุคคลชื่อว่า สัทธานุสารี เป็นไฉน ?
สัทธินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มี
ประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีศรัทธาเป็นเครื่องนำมา มีศรัทธาเป็นประธาน
ให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่าสัทธานุสารี. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดา-
ปัตติผล ชื่อว่า สัทธานุสารี.
บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า สัทธาวิมุต.
อรรถกถาสัทธานุสารีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งสัทธานุสารีบุคคล. ผู้ใดย่อมนำมาซึ่งศรัทธา
เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า สัทธาวาหี แปลว่าผู้นำมาซึ่งศรัทธา. อธิบายว่า
ศรัทธานำบุคคลนี้มา. ท่านกล่าวว่า "สุทธาวาหี" ดังนี้บ้างก็มีเหมือนกัน.
บทว่า "สทฺธาปุพฺพงคมํ" ได้แก่ กระทำศรัทธาให้เป็นปุเรจาริก คือ ให้
เป็นหัวหน้า. สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า บุคคลนี้คือ ผู้เห็นปานนี้
ท่านเรียกว่า สัทธานุสารี. บุคคลใดย่อมระลึก คือ ย่อมตามระลึกถึงด้วย

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 230 (เล่ม 79)

ศรัทธา เหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า สัทธานุสารี. คำว่า "สทฺธานุสารี" นี้
เป็นชื่อของพระโสดาปัตติมรรค. แต่เมื่อท่านบรรลุผลจิตแล้ว ชื่อว่า สัทธา-
วิมุต. ก็ชื่อว่า ธุระ ๒ อย่าง, ชื่อว่า อภินิเวส ๒ อย่าง, และชื่อว่า สีสะ
๒ อย่างของท่านผู้ยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นมีอยู่.
บรรดาธุระเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า ธุระ มี ๒ อย่างคือ สัทธาธุระ ๑.
ปัญญาธุระ ๑.
ชื่อว่า อภินิเวส คือ การอาศัย ๒ อย่างคือ ภิกษุรูปหนึ่ง ย่อม
อยู่ด้วยความสามารถแห่งการอาศัยสมถะ (สมถาภินิเวส) อีกรูปหนึ่ง ย่อมอยู่
ด้วยความสามารถแห่งการอาศัยวิปัสสนา (วิปัสสนาภินิเวส).
และชี่อว่า สีสะ คือ ที่สุด เหล่านี้ก็มี ๒ อย่าง คือ ภิกษุรูปหนึ่ง
บรรลุธรรมถืงที่สุดแล้ว ชื่อว่า อุภโตภาควิมุต ภิกษุรูปหนึ่ง บรรลุธรรม
ถึงที่สุดแล้วมีชื่อว่า ปัญญาวิมุต. อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อม
ยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้น ท่านเหล่านั้นทั้งหมดย่อมกระทำธรรม ๒ อย่างนี้ คือ
ศรัทธา และ ปัญญา ให้เป็นธุระ อาศัยฐานะทั้ง ๒ เหล่านั้นคือ สมถาภินิเวส
และวิปัสสนาภินิเวส และย่อมหลุดพ้นด้วยสีสะทั้ง ๒ เหล่านี้ คืออุภโตภาค-
วิมุตตสีสะ และ ปัญญาวิมุตตสีสะ.
บรรดาท่านเหล่านั้น ภิกษุรูปใด ได้สมาบัติ ๘ กระทำปัญญาให้เป็น
ธุระ อาศัยอำนาจสมถะกระทำอรูปสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เป็นปทัฏฐาน
แล้วเริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ภิกษุรูปนั้น ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค
ชื่อว่า ธัมมานุสารี แต่ในฐานะ ๖ ข้างหน้า คือ ตั้งแต่โสดาปัตติผล ถึง
อรหัตมรรค ชื่อว่า กายสักขี. เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ชื่อว่า อุภโต-
ภาควิมุต.

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 231 (เล่ม 79)

อีกรูปหนึ่งทำปัญญาอย่างเดียวเท่านั้นให้เป็นธุระ อาศัยอำนาจวิปัสสนา
พิจารณาสุทธสังขาร หรือรูปาวจรฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรลุพระอรหัต.
ภิกษุแม้นี้ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า ธัมมานุสารี แต่ในฐานะ ๖
ข้างหน้า คือ ตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ. เมื่อบรรลุ
พระอรหัตผล ชื่อว่า ปัญญาวิมุต. ชื่อ ๒ อย่างคือ ปัญญาวิมิต และ ทิฏฐิปัตตะ
ไม่เคยมีในที่นี้ และรวมกับชื่อก่อน ๆ อีก ๓ ชื่อ คือ ธัมมานุสารี กายสักขี
และอุภโตภาควิมุต จึงเป็น ๕ ชื่อด้วยกัน.
อีกรูปหนึ่ง ท่านได้สมาบัติ ๘ กระทำศรัทธาให้เป็นธุระ อาศัยอำนาจ
สมถะ กระทำอรูปสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นปทัฏฐาน เริ่มทั้งวิปัสสนา
บรรลุพระอรหัต. ภิกษุนี้ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า สัทธานุสารี
แต่ในฐานะ ๖ ข้างหน้า ชื่อว่า กายสักขีนั่นแหละ. เมื่อบรรลุพระอรหัตผล
แล้วจึงชื่อว่า อุภโตภาควิมุต นั่นเทียว. ชื่ออย่างเดียวเท่านั้น คือ สัทธานุสารี
ไม่เคยมีในที่นี้ รวมกับชื่อ ๕ ชื่อข้างต้น ก็เป็น ๖ ชื่อด้วยกัน.
ภิกษุอีกรูปหนึ่ง กระทำศรัทธานั่นแหละให้เป็นธุระ อาศัยอำนาจ
วิปัสสนาพิจารณาสังขารล้วน หรือรูปาวจรฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วบรรลุ
พระอรหัต. ภิกษุแม้นี้ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า สัทธานุสารี ใน
ฐานะ ๖ ข้างหนน้า คือ ตั้งแต่โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค ชื่อว่า สัทธาวิมุต
เมื่อท่านบรรลุอรหัตผลแล้วจึงชื่อว่าปัญญาวิมุต. ชื่ออย่างเดียวเท่านั้น คือ สัท-
ธาวิมุต ไม่เคยมีในที่นี้ แล้วรวมกับชื่อ ๖ ชื่อข้างต้น ก็เป็น ๗ ชื่อด้วยกัน.
พระอริยบุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้ ชื่อว่า เป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศในโลก.
จบอรรถกถาสัทธานุสารีบุคคล

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 232 (เล่ม 79)

[๔๗] สัตตักขัตตุปรมบุคลล บุคคลชื่อว่า สัตตักขัตตุปรมะ
เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสัญโญชน์ทั้ง ๓
เป็นโสดาบัน มีอันไม่ไปเกิดในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง จะได้ตรัสรู้
ในเบื้องหน้า บุคคลนั้นจะแล่นไป ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ๗ ชาติ
แล้วทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่า สัตตักขัตตุปรมะ.
อรรถกถาสัตตักขัตตุปรมบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง สัตตักขัตตุปรมบุคคล. คำว่า "สตฺตกฺขตฺตํ"
ได้แก่สิ้น ๗ ครั้ง. การเกิดขึ้นในภพ กล่าวคือ การถือเอาซึ่งอัตภาพมี ๗
ชาติเป็นอย่างยิ่งของบุคคลนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า สตฺตกฺ-
ขตฺตุปรโม แปลว่า ผู้มี ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านไม่ถือเอาภพที่ ๘
จากภพที่ ๗ นั้นไป. อุริยมรรค ชื่อว่า "โสโต" แปลว่า กระแส ในคำนี้ว่า
"โสตาปนฺโน โหติ" บุคคลผู้ประกอบด้วยมรรคที่ชื่อว่าโสโตนั้น ชื่อว่า
โสดาบัน.
เหมือนอย่างคำที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "ก็ สารีบุตร เรากล่าวคำนี้ว่า
"โสโต โสโต" ดังนี้ สารีบุตร "โสโต" เป็นไฉน ?" พระสารีบุตรกราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะนี้ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาสมาธิ เท่านั้น ชื่อว่าโสโต." พระองค์ตรัสถามว่า "สารีบุตร เราเรียกว่า
โสดาบัน สารีบุตร โสดาบันนั้นเป็นไฉน ?
พระสารีบุตร กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลใดประกอบ
ด้วยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะนี้ บุคคลนั้น ชื่อว่า พระโสดาบัน แม้ใน
ขณะแห่งมรรคอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ มีชื่ออย่างนี้ หรือมีโคตรอย่างนี้ ก็

232