พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 203 (เล่ม 79)

อนุรักขนาภัพพบุคคลเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า มีความสามารถกว่า กว่า
เจตนาภัพพบุคคลในการทำสมาบัติให้มั่นคง ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอนุรักขนาภัพพบุคคล
[๒๕] ปุถุชนบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชน เป็นไฉน ?
สัญโญชน์ ๓ อันบุคคลใดละไม่ได้ ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อละธรรมเหล่านั้น
บุคคลนี้เรียกว่า ปุถุชน.
อรรถกถาปุถุชนบุคคล
วินิจฉัย ในนิเทศแห่งปุถุชนบุคคล. คำว่า "ตีณิ สญฺโญชนานิ"
ได้แก่ ทิฏฐิสัญโญชน์ ๑ สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์ ๑ และวิจิกิจฉาสัญโญชน์
๑ ก็สัญโญชน์เหล่านั้นชื่อว่า ท่านละได้แล้วในขณะแห่งผลจิต. พระองค์ย่อม
แสดงว่า ก็ปุถุชนนี้ย่อมไม่มีแม้ในขณะแห่งผลจิต. คำว่า "เตสญฺจ ธมฺมานํ"
ได้แก่ สัญโญชนธรรมเหล่านั้น. ก็ปุถุชน ชื่อว่าผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อละสัญโญชน์
เหล่านั้น ในขณะแห่งมรรคจิต. แต่ปุถุชนนี้ย่อมไม่มีแม้ในขณะแห่งมรรคจิต
ถูลพาลปุถุชนผู้โง่หยาบนั่นแหละ ผู้สละกรรมฐานแล้ว บัณฑิตทราบว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปุถุชนนิเทศนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเพียงเท่านี้.
จบอรรถกถาปุถุชนบุคคล

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 204 (เล่ม 79)

[๒๖] โคตรภูบุคคล บุคคลผู้มีโคตรภูญาณ เป็นไฉน ?
ความย่างลงสู่อริยธรรมในลำดับแห่งธรรมเหล่าใด บุคคลผู้ประกอบ
ด้วยธรรมเหล่านั้น นี้เรียกว่า โคตรภูบุคคล.
อรรถกถาโคตรภูบุคคล
วินิจฉัย ในนิเทศแห่งโคตรภูบุคคล. ของบทว่า "เยสํ ธมฺมานํ"
ได้แก่กุศลธรรมเกิน ๕๐ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับโคตรภูญาณเหล่าใด. บทว่า
"อริยธมฺมสฺส" ได้แก่ โลกุตตรมรรค. สองบทว่า "อวกฺกนฺติ โหติ"
ได้แก่ ย่อมก้าวลง คือบังเกิด ปรากฏ. สองบทว่า "อยํ วุจฺจติ" ความว่า
บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า โคตรภูบุคคล เพราะก้าวล่วงญาณ
ของปุถุชน โคตรของปุถุชน มณฑลของปุถุชน และบัญญัติของปุถุชนทั้งปวง
แล้วจึงก้าวลงสู่ญาณของพระอริยะ โคตรของพระอริยะ มณฑลของพระอริยะ
บัญญัติของพระอริยะได้ ด้วยญาณอันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์.
จบอรรถกถาโคตรภูบุคคล
[๒๗] ภยูปรตบุคคล บุคคลผู้งดเว้นเพราะกลัว เป็นไฉน ?
พระเสขะ ๗ จำพวก และบุคคลปุถุชนผู้มีศีล ชื่อว่า ภยูปรตบุคคล
บุคคลผู้งดเว้นเพราะกลัว พระอรหันต์ ชื่อว่า อภยูปรตบุคคล บุคคล
มิใช่ผู้งดเว้นเพราะกลัว.

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 205 (เล่ม 79)

อรรถกถาภยูปรตบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งภยูปรตบุคคล. บุคคลใดงดเว้นความชั่วเพราะ
ความกลัว เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ภยูปรโต ผู้งดเว้นความชั่ว
เพราะความกลัว. อธิบายว่า ก็พระเสกขบุคคล ๗ พวก กับ ปุถุชนทั้งหลาย
ผู้มีศีล กลัวแล้วย่อมงดเว้นจากบาป คือ ไม่กระทำบาป.
บรรดาพระอริยะและปุถุชนทั้งหลาย ย่อมกลัวภัย ๔ อย่างคือ
๑. ทุคคติภัย
๒. วัฏฏภัย
๓. กิเลสภัย
๔. อุปวาทภัย
ในภัยเหล่านั้น ภัย คือ การไปสู่คติชั่ว ชื่อว่า ทุคคติภัย เพราะอรรถ
ว่า อันบุคคลพึงกลัว. แม้ในภัยทั้ง ๓ ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในท่านเหล่า
นั้นปุถุชนกลัวทุคคติภัยด้วยคิดว่า ถ้าท่านจักทำบาปไซร้ อบายทั้ง ๔ จักเป็น
เช่นกับงูเหลือม กำลังหิวกระหายอ้าปากคอยท่าอยู่ ท่านเมื่อเสวยทุกข์อยู่
ในอบายเหล่านั้นจักทำอย่างไร ? จึงไม่ทำบาป. ก็สังสารวัฏมีเบื้องต้นและที่สุด
อันรู้มิได้นั่นแหละ ชื่อว่า วัฏฏภัย. อกุศลแม้ทั้งปวง ชื่อว่า กิเลสภัย.
การติเตียน ชื่อว่า อุปวาทภัย.
ปุถุชนกลัวภัยเหล่านั้น ย่อมไม่กระทำบาป แต่พระเสกขะ ๓ จำพวก
คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ทั้ง ๓ นี้ล่วงพ้นจากทุคคติภัย
ได้แล้ว จึงยังกลัวภัยทั้ง ๓ ที่เหลืออยู่ ย่อมไม่การทำบาป. พระเสกขะผู้ตั้งอยู่
ในมรรค ชื่อว่า ผู้งดเว้นจากภัย ด้วยอำนาจแห่งการบรรลุ หรือเพราะความ
เป็นผู้ตัดภัยยังไม่ขาด.

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 206 (เล่ม 79)

พระขีณาสพ ชื่อว่า อภยูปรตบุคคล ท่านไม่กลัวภัยแม้สักอย่างหนึ่ง
ในภัยทั้ง ๔ เหล่านั้น. จริงอยู่ พระขีณาสพ ท่านตัดภัยได้ขาดแล้ว เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "อภยูปรโต" ผู้งดเว้นความชั่วมิใช่
เพราะความกลัวภัย.
ถามว่า ท่านก็ย่อมไม่กลัวแม้แต่ อุปวาทภัย ภัยคือการติเตียนหรือ ?
ตอบว่า ไม่กลัว แต่ไม่ควรกล่าวว่า ท่านรักษาอุปวาทภัย ข้อนี้
บัณฑิตพึงเห็นเหมือนพระขีณาสพเถระในบ้านโทณุปปลวาปี เป็นตัวอย่าง.
จบอรรถกถาภยูปรตบุคคล และ อภยูปรตบุคคล
[๒๘] อภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรค
ผลเป็นไฉน ?
บุคคลที่ประกอบด้วย กัมมาวรณ์ ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ประกอบ
ด้วยวิปากาวรณ์ ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นผู้ไม่
ควรหยั่งลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า
อภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผล.
[๒๙] ภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ควรแก่การบรรลุมรรคผล
เป็นไฉน ?
บุคคลที่ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณ์ ไม่ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ไม่
ประกอบด้วยวิปากาวรณ์ มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ไม่โง่เขลา เป็น
ผู้ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า
ภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ควรแก่การบรรลุมรรคผล.

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 207 (เล่ม 79)

อรรถกถาอภัพพคมนบุคคล และ ภัพพาคมนบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่ง อภัพพาคมนบุคคล. ผู้ใดไม่ควรเพื่อจะ
บรรลุสัมมัตตนิยาม เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า อภัพพาคมนบุคคล. บทว่า
"กมฺมาวรเณน" แปลว่า ด้วยกรรมอันเป็นเครื่องกั้น ได้แก่ อนันตริยกรรม
๕ อย่าง. บทว่า "กิเลสาวรเณน" แปลว่า ด้วยกิเลสเป็นเครื่องกั้น ได้แก่
นิยตมิจฉาทิฏฐิ. บทว่า "วิปากาวรเณน" แปลว่า ด้วยวิบากเป็นเครื่องกั้น
ได้แก่ปฏิสนธิด้วยอเหตุกะและทวิเหตุกจิต. บทว่า "อสทฺธา" แปลว่า ผู้ไม่มี
ศรัทธา ได้แก่ เป็นผู้เว้นจากความเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. บทว่า
"อจฺฉนฺทิกา" แปลว่า ผู้ไม่มีฉันทะ ได้แก่ ผู้เว้นจากความพอใจ ในกัตตุ-
กัมยตากุศล. เว้นชาวชมพูทวีปเสียแล้ว บุคคลเหล่านั้น พึงทราบว่าผู้อยู่ใน
ทวีปทั้ง ๓ นอกจากนี้ ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น มนุษย์ทั้งหลายชื่อว่า เข้าถึง
ความเป็นผู้ไม่มีฉันทะ. บทว่า "ทุปฺปญฺญา" แปลว่า มีปัญญาทราม ได้แก่
เว้นจากภวังคปัญญา. บทว่า "อภพฺพา" แปลว่า ผู้ไม่ควร ได้แก่ ไม่ได้
อุปนิสัยแห่งมรรคและผล. บทว่า "นิยามํ" ได้แก่ มรรคนิยาม. บทว่า
"โอกฺกมิตุํ" ความว่า ไม่ควรเพื่อจะก้าวล่วง คือก้าวลงไปสู่นิยาม กล่าวคือ
สัมมัตตะในธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเพื่อจะตั้งมั่นในมรรคผลนั้นได้.
นิเทศแห่ง ภัพพาคมนบุคคล บัณฑิตพึงทราบโดยปฏิปักษ์นัยจากคำ
ที่กล่าวแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในทุกะนี้ อย่างนี้ว่า
บุคคลใด กระทำปัญจานันตริยกรรม ๑ เป็นผู้นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๑
ผู้ถือปฏิสนธิมาด้วยอเหตุกะและทวิเหตุกจิต ๑ ผู้ไม่เชื่อพระรัตนตรัยมีพระพุทธ-
เจ้าเป็นต้น ๑ ความพอใจเพื่อจะทำกุศลของผู้ใดไม่มี ๑ ผู้มีภวังคปัญญาไม่

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 208 (เล่ม 79)

บริบูรณ์ ๑ อุปนิสัยมรรคผลของผู้ใดไม่มี ๑ บุคคลเหล่านั้น แม้ทั้งหมดเป็น
ผู้มีภัพพวิปริตไม่พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามธรรม คือ มรรคผลและนิพพาน"
ดังนี้.
จบอรรถกถาอภัพพาคมนบุคคล และภัพพคมนบุคคล
[๓๐] นิยตบุคคล บุคคลผู้เที่ยงแล้ว เป็นไฉน ?
บุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม ๕ จำพวก บุคคลผู้เป็นนิยคมิจฉาทิฏฐิและ
พระอริยบุคคล ๘ จำพวกชื่อว่า นิยตะ ผู้เที่ยงแล้ว. บุคคลนอกนั้นชื่อว่า
อนิยตะ คือ ผู้ไม่เที่ยง.
อรรถกถานิยตบุคคล และอนิยตบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งนิยตานิยตบุคคล. บทว่า "อนนฺตริกา" ได้
แก่ ผู้พรั่งพร้อมด้วยอนันตริยกรรม. บทว่า "มิจฺฉาทิฏฺฐิกา" ได้แก่ ผู้พรั่ง
พร้อมด้วยนิยตมิจฉาทิฏฐิ. ก็บุคคลเหล่านั้น แม้ทั้งหมดชื่อว่า นิยตะ (เที่ยง)
เพราะเป็นผู้เที่ยงเพื่อประโยชน์แก่นรก. ส่วนพระอริยบุคคล ๘ จำพวก ชื่อว่า
เที่ยง เพราะเป็นผู้เที่ยง เพื่อประโยชน์แก่มรรคและผลในเบื้องบน โดยความ
เป็นผู้เจริญปัญญาโดยชอบ และเพื่อประโยชน์แก่ อนุปาทาปรินิพพาน.
ส่วนบุคคลที่เหลือมีคติไม่เที่ยง เปรียบเหมือนท่อนไม้ที่บุคคลขว้างไปในอากาศ
เมื่อจะตกลงบนแผ่นดิน ใคร ๆ ก็ไม่ทราบว่า ทางปลายหรือกลางหรือโคนจะตก
ลงก่อนฉันใด บุคคลเหล่านั้นก็เหมือนกัน บัณฑิตพึงทราบว่าชื่อว่า ผู้ไม่เที่ยง
เพราะการกำหนดแน่นอนไม่ได้ว่า ผู้นี้จะเกิดในคติชื่อโน้น ฉันนั้น.

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 209 (เล่ม 79)

ก็ตามที่ชนชาวอุตตรกุรุทวีปมีคติเที่ยงตามที่พระองค์ตรัสไว้นั้น หาใช่
ตรัสด้วยอำนาจนิยตธรรมไม่ แท้จริง มิจฉัตตธรรมและสัมมัตตธรรมเท่านั้น
ชื่อว่า นิยตะ. ก็บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า "ปุคฺคลนิยโม"
ด้วยอำนาจแห่งมิจฉัตตะ และสัมมัตตธรรมเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถานิยตบุคคล และ อนิยตบุคคล
[๓๑] ปฏิปันนกบุคคล บุคคลผู้ปฏิบัติ เป็นไฉน ?
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ ชื่อว่า ผู้ปฏิบัติ บุคคลผู้พร้อม
เพรียงด้วยผล ๔ ชื่อว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล.
อรรถกถาปฏิปันนกบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งปฏิปันนกบุคคล. บทว่า "มคฺคสมงฺคิโน"
แปลว่า ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ได้แก่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค ก็บุคคลผู้ตั้งอยู่
ในมรรคเหล่านั้นชื่อว่า ปฏิปันนกบุคคล เพราะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อต้องการ
ผล. บทว่า "ผลสมงฺคิโน" ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยผล เพราะเป็นผู้
พร้อมเพรียงในการได้ผล. อันที่จริง นับตั้งแต่การได้ผลไปแล้ว ท่านเหล่านั้น
แม้ยังไม่เข้าผลสมาบัติ ก็ชื่อว่า ตั้งอยู่ในผลนั่นเทียว.
จบอรรถกถาปฏิปันนกบุคคล

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 210 (เล่ม 79)

[๓๒] สมสีสีบุคคล บุคคลผู้ชื่อว่าสมสีสีเป็นไฉน ?
การสิ้นไปแห่งอาสวะ และการสิ้นไปแห่งชีวิตของบุคคลใด มีไม่ก่อน
ไม่หลังกัน บุคคลนี้เรียก ว่า สมสีสี.
อรรถกถาสมสีสีบุคคล
วินิจฉัยในนิเทศแห่งสมสีสีบุคคล. สองบทว่า "อปุพฺพํ อจริมํ"
ได้แก่ ไม่ก่อนไม่หลัง อธิบายว่า พร้อมกันนั่นเอง. บทว่า "ปริยาทานํ"
ได้แก่ ความสิ้นไปรอบ. บทว่า "อยํ" ความว่า บุคคลนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกชื่อว่าสมสีสี. ก็สมสีสีบุคคลนี้มี ๓ พวก คือ
๑. อิริยาปถสมสีสี
๒. โรคสมสีสี
๓. ชีวิตสมสีสี.
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดกำลังจงกรมอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว
บรรลุพระอรหัต ยังจงกรมอยู่นั่นแหละ ย่อมปรินิพพานเหมือนพระปทุมเถระ.
บุคคลใดกำลังยืนอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตกำลังยืนอยู่นั่นแหละ
ย่อมปรินิพพานเหมือนพระติสสเถระผู้อยู่ในวิหารโกฏบรรพต. บุคคลใด
กำลังนั่งอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัตกำลังนั่งนั่นแหละ ย่อมปรินิพ-
พาน. บุคคลใด กำลังนอนอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตกำลังนอน
นั่นแหละ ย่อมปรินิพพาน. บุคคลทั้งหมดดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า อิริยาปถ-
สมสีสีบุคคล.

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 211 (เล่ม 79)

อนึ่ง บุคคลใด เกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาภายในโรค
นั่นแหละ แล้วบรรลุพระอรหัตแล้วปรินิพพานด้วยโรคนั้นนั่นแหละ ท่านผู้นี้
ชื่อว่า โรคสมสีสีบุคคล.
ถามว่า บุคคลผู้ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี เป็นไฉน ?
ตอบว่า คำว่า "สีสะ" มี ๑๓ อย่าง คือ
๑. ตัณหา ชื่อว่า ปลิโพธสีสะ
๒. มานะ ชื่อว่า พันธนสีสะ
๓. ทิฏฐิ ชื่อว่า ปรามาสสีสะ
๔. อุทธัจจะ ชื่อว่า วิกเขปสีสะ
๕. อวิชชา ชื่อว่า กิเลสสีสะ
๖. ศรัทธา ชื่อว่า อธิโมกขสีสะ
๗. วิริยะ ชื่อว่า ปัคคหสีสะ
๘. สติ ชื่อว่า อุปัฏฐานสีสะ
๙. สมาธิ ชื่อว่า อวิกเขปสีสะ
๑๐. ปัญญา ชื่อว่า ทัสสนสีสะ
๑๑. ชีวิตินทรีย์ ชื่อว่า ปวัตตสีสะ
๑๒. วิโมกข์ ชื่อว่า โคจรสีสะ
๑๓. นิโรธ ชื่อว่า สังขารสีสะ.
บรรดาสีสะเหล่านั้น อรหัตมรรค ย่อมครอบงำอวิชชา คือ กิเลสสีสะ
จุติจิตย่อมครอบงำชีวิตนทรีย์ คือ ปวัตตสีสะ จิตที่ครอบงำอวิชชาย่อมไม่อาจ
เพื่อจะครอบงำชีวิตนทรีย์ได้ จุติจิตที่ครอบงำชีวิตนทรีย์ก็ไม่อาจเพื่อจะ

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 212 (เล่ม 79)

ครอบงำจิตที่มีอวิชชาได้ จิตที่ครอบงำอวิชชาก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่ครอบงำ
ชีวิตนทรีย์ก็เป็นอย่างหนึ่ง. สีสะทั้งสองอย่างนี้ของบุคคลใด ถึงความสิ้นไป
พร้อม ๆ กัน บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ชีวิตสมสีสี.
ถามว่า สีสะทั้ง ๒ อย่างนี้ มีพร้อม ๆ กันได้อย่างไร ?
ตอบว่า เพราะมีพร้อม ๆ กันได้ด้วยวาระ. อธิบายว่า การออกจาก
มรรคย่อมมีในวาระใด วาระนั้นชื่อว่ามีพร้อม ๆ กัน คือว่า บุคคลใดตั้งอยู่
ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง คือ ปัจจเวกขณะในโสดาปัตติมรรค ๕ อย่าง
ในสกทามิมรรค ๕ อย่าง ในอนาคามิมรรค ๕ อย่าง ในอรหัตตมรรค ๔
อย่าง แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ จึงปรินิพพาน ความสิ้นไปแห่งสีสะทั้งสองอย่างนี้
จึงชื่อว่าพร้อม ๆ กัน เพราะความพร้อม ๆ กันด้วยวาระเหล่านั้น เพราะฉะนั้น
บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ชีวิตสมสีสี. ก็บุคคลนี้เท่านั้น พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในสมสีสีนิเทศนี้.
จบอรรถกถาสมสีสีบุคคล
[๓๓] ฐิตกัปปีบุคคล บุคคลผู้ชื่อว่า ฐิตกัปปี เป็นไฉน ?
บุคคลนี้ พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล และเวลาที่
กัปไหม้จะพึงมี กัปก็ไม่พึงไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งโสดา-
ปัตติผล บุคคลนี้เรียกว่า ฐิตกัปปี. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแม้ทั้งหมด
ชื่อว่า  ิตกปฺปี ผู้มีกัปตั้งอยู่แล้ว.

212