พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 183 (เล่ม 79)

บุตรของพราหมณ์ เป็นต้น เพราะฉะนั้น บัญญัติปานนี้ จึงชื่อว่า อวิชชมา-
เนน อวิชซมานบัญญัติ เพราะบัญญัติซึ่งอวิชชมานะร่วมกับอวิชชมานะ
อย่างนี้ว่า บุตรของกษัตริย์ชื่อว่า ขัตติยบุตรเป็นต้น.
ในปกรณ์ปุคคลบัญญัตินี้ บรรดาบัญญัติทั้ง ๖ นั้น ได้ ๓ บัญญัติ
ข้อแรก เท่านั้น.
จริงอยู่ ได้ชื่อว่า วิชชมานบัญญัติ เพราะบัญญัติสภาวะที่มีอยู่จริง
เท่านั้น ในฐานะนี้ว่า ขันธบัญญัติ ฯลฯ อินทริยบัญญัติเป็นต้น. ในบทว่า
ปุคคลบัญญัติ ชื่อว่า อวิชชมานบัญญัติ ซึ่งจะกล่าวข้างหน้า แต่ในคำทั้ง
หลาย มีคำว่า บุคคลมีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ เป็นต้น ได้ วิชชมาเนน
อวิชชมานบัญญัติ.
บัญญัติ ๖ ตามนัยของอาจารย์
ก็ว่าโดยนัยของอาจารย์อันเป็นอรรถกถามุตตกะ(นอกไปจากอรรถกถา)
มีบัญญัติ ๖ อื่นอีก คือ.
๑. อุปาทาบัญญัติ
๒. อุปนิธาบัญญัติ
๓. สโมธานบัญญัติ
๔. อุปนิกขิตตบัญญัติ
๕. ตัชชาบัญญัติ
๖. สันติบัญญัติ

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 184 (เล่ม 79)

บรรดาบัญญัติ ๖ แหล่านั้น บัญญัตินี้ว่า "ธรรมใดแม้เป็นสภาวะที่
ค้นหาไม่ได้ด้วยสัจฉิกัตถะและปรมัตถะ เหมือนธรรมทั้งหลายมีรูปและเวทนา
เป็นต้น โดยความเป็นอย่างเดียวกัน หรือเป็นคนละอย่าง โดยเป็นรูปและ
เวทนาเป็นต้น สมมติกันว่าเป็นสัตว์ เพราะเข้าไปอาศัย คืออาศัยขันธ์ทั้งหลาย
อันต่างด้วยรูปและเวทนาเป็นต้นกระทำให้เป็นเหตุ ชื่อว่า รถ บ้าน กำมือ
เตาไฟ เพราะอาศัยส่วน. ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ดังนี้ และ ชื่อว่า แผ่นผ้า เพราะ
อาศัยธรรมทั้งหลายมีรูปและรสเป็นต้น เหล่านั้น ๆ นั่นแหละ ชื่อว่า กาลเวลา
ชื่อว่า ทิศทั้งหลาย เพราะอาศัยการหมุนเวียนแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
เป็นต้น ชื่อว่า อุคคหนิมิต ชื่อว่า ปฏิภาคนิมิต อันเป็นของสมมติซึ่ง
ปรากฏด้วยอาการนั้น ๆ เพราะเข้าไปอาศัย คืออาศัยซึ่งนิมิตแห่งภูตรูปนั้น ๆ
และอานิสงส์แห่งภาวนากระทำให้เป็นเหตุ " บัญญัติเห็นปานนี้ ชื่อว่า อุปาทา-
บัญญัติ. อนึ่ง บัญญัตินี้ ชื่อว่า บัญญัติ เพราะอรรถว่าอันบุคคลควรรู้ มิใช่
เพราะอรรถว่าอันบุคคลไม่ควรรู้และอุปาทาบัญญัตินี้ ก็คือ อวิชชมานบัญญัติ
นั้นนั่นแหละ.
บัญญัติอันใดมีคำเป็นต้นว่า "ที่สอง ที่สาม" ดังนี้ เพราะตั้งไว้
ซึ่งฌานที่หนึ่ง และที่สองเป็นต้น และมีคำเป็นต้นว่า "ยาว สั้น ใกล้ ไกล
ดังนี้" เพราะการตั้งไว้อาศัยซึ่งกันและกัน บัญญัตินี้ ชื่อว่า อุปนิธาบัญญัติ.
อีกอย่างหนึ่ง อุปนิธาบัญญัตินี้มีอเนกประการ โดยประเภทเป็นต้นว่า
ตทัญญาเปกขูปนิธาบัญญัติ
หัตถคตูปนิธาบัญญัติ
สัมปยุตตูปนิธาบัญญัติ
สมาโรปิตูปนิธาบัญญัติ

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 185 (เล่ม 79)

อวิทูรคตูปนิธาบัญญัติ
ปฏิภาคูปนิธาบัญญัติ
ตัพพหุลูปนิธาบัญญัติ
ตัพพิสิฏฐูปนิธาบัญญัติ
บรรดาบัญญัติเหล่านั้น คำว่า ที่สอง ที่สาม เป็นต้นนั่นแหละ ชื่อว่า
ตทัญญาเปกขูปนิธาบัญญัติ เพราะกล่าวเพ่งเล็งธรรมอื่นจากนั้น.
บัญญัติมีคำว่า บุคคลมีร่มในมือ มีศัสตราในมือเป็นต้น ชื่อว่า
หัตถคตูปนิธาบัญญัติ เพราะกล่าวมุ่งการใช้มือ.
บัญญัติมีคำว่า บุคคลมีกุณฑล มีดอกไม้ประดับศีรษะ มีมงกุฏเป็นต้น
ชื่อว่า สัมปยุตตูปนิธาบัญญัติ เพราะกล่าวมุ่งเอาของที่สัมปยุต (ประกอบ
กับบุคคล).
บัญญัติคำว่า เกวียนข้าวเปลือก หม้อเนยใสเป็นต้น ชื่อว่าสมาโร-
ปิตูปนิธาบัญญัติ เพราะกล่าวมุ่งเอาวัตถุที่ยกขึ้น.
บัญญัติคำว่า ถ้ำใกล้ต้นอินทสาละ ถ้ำใกล้ต้นประยงค์ วิมานใกล้
ต้นซึกเป็นต้น ชื่อว่า อวิทูรคตูปนิธาบัญญัติ เพราะกล่าวมุ่งถึงสถานที่ไม่
ไกลกัน.
บัญญัติคำว่า มีผิวพรรณเหมือนทองคำ แม่โคเหมือนโคผู้เป็นต้น
ชื่อว่า ปฏิภาคูปนิธาบัญญัติ เพราะกล่าวมุ่งเอาส่วนเปรียบเทียบ.
บัญญัติคำว่า สระปทุม บ้านพราหมณ์เป็นต้น ชื่อว่า ตัพพหุลูปนิธา
บัญญัติ เพราะกล่าวมุ่งเอาวัตถุมีมากของสิ่งนั้น.
บัญญัติคำว่า กำไลมือทำด้วยเพชรเป็นต้น ชื่อว่า ตัพพิสิฏฐูปนิธา-
บัญญัติ เพราะกล่าวมุ่งเอาวัตถุของสิ่งนั้นประเสริฐ.

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 186 (เล่ม 79)

ก็บัญญัติใด มีคำว่า ไม้ ๓ อัน บท ๘ บท กองข้าวเปลือก กอง
ดอกไม้ เป็นต้น เพราะมุ่งการประชุมของวัตถุเหล่านั้น ๆ บัญญัตินี้ ชื่อว่า
สโมธานบัญญัติ.
บัญญัติใดมีคำว่า ๒,๓,๔ เป็นต้น เพราะมุ่งยกบทต้น ๆ นี้ก่อนแล้ว
บัญญัติ นี้ชื่อว่า อุปนิกขิตตบัญญัติ.
บัญญัติใด มีคำว่า ปฐวี เตโช ความแข็ง ความร้อนเป็นต้น
เพราะเพ่งสภาวธรรมนั้น ๆ บัญญัตินี้ ชื่อว่า ตัชชาบัญญัติ.
ก็บัญญัติใด มีคำเป็นต้นว่า คนมีอายุ ๘๐ ปี คนมีอายุ ๙๐ ปี ดังนี้
เพราะเพ่งความเป็นของสืบต่อกันไม่ขาดสาย บัญญัตินี้ ชื่อว่า สันตติบัญญัติ.
อนึ่ง ในบรรดาบัญญัติ ๖ เหล่านั้น ตัชชาบัญญัติ ก็คือ วิชชมาน-
บัญญัตินั่นเอง. บัญญัติที่เหลือย่อมรวมเป็นพวกอวิชชมานบัญญัติ และอวิชช-
มาเนน อวิชชมานบัญญัติ.
อีกนัยหนึ่งบัญญัติ ๖ ของอาจารย์
อีกนัยหนึ่ง บัญญัติ ๖ ตามนัยของอาจารย์ นอกจากอรรถกถา คือ
๑. กิจจบัญญัติ
๒. สัณฐานบัญญัติ
๓. ลิงคบัญญัติ
๔. ภูมิบัญญัติ
๕. ปัจจัตตบัญญัติ
๖. อสังขตบัญญัติ
บรรดาบัญญัติ ๖ เหล่านั้น การบัญญัติด้วยสามารถแห่งกิจมีคำว่า
นักธรรมกถึก เป็นต้น ชื่อว่า กิจจบัญญัติ.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 187 (เล่ม 79)

การบัญญัติด้วยสามารถแห่งทรวดทรง มีคำว่า ผอม อ้วน กลม
สี่เหลี่ยมเป็นต้น ชื่อว่า สัณฐานบัญญัติ.
การบัญญัติ ด้วยสามารถแห่งเพศ มีคำว่า หญิง ชาย เป็นต้น ชื่อว่า
ลิงคบัญญัติ.
การบัญญัติ ด้วยสามารถแห่งภูมิ มีคำว่า กามาวจร รูปาวจร
อรูปาวจร ชาวโกศล ชาวมาธุระเป็นต้น ชื่อว่า ภูมิบัญญัติ.
การบัญญัติ ด้วยสามารถสักว่าการตั้งชื่อเฉพาะมีคำว่า ท่านติสสะ
นาคะ สุมนะเป็นต้น ชื่อว่า ปัจจัตตบัญญัติ.
การบัญญัติอสังขตธรรม มีคำว่า นิโรธ คือ พระนิพพานเป็นต้น
ชื่อว่า อสังขตบัญญัติ.
บรรดาบัญญัติเหล่านั้น ภูมิบัญญัติบางอย่าง และอสังขต-
บัญญัติ ก็คือ วิชชมานบัญญัตินั่นแหละ. กิจจบัญญัติ จัดเข้าเป็น
พวกวิชชมาเนน อวิชชมานบัญญัติ. บัญญัติที่เหลือ ชื่อว่า อวิชช-
มานบัญญัติ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงจำแนกบัญญัติที่พระองค์ทรงสรุป
ไว้โดยย่อในอุทเทสวาระนั้นแล้วแสดง ด้วยสามารถแห่งการแสดง จึงตรัสคำว่า
กิตฺตาวตา เป็นต้น . ในอุทเทสวาระนั้น บัญญัติพึงทราบเนื้อความแห่งคำถาม
อย่างนี้ก่อนว่า การบัญญัติ การแสดง การแต่งตั้งซึ่งธรรมที่เป็นกองทั้งหลาย
ว่า เป็นขันธ์ อันใดนี้ การบัญญัติ การแสดง การแต่งตั้งนั้น มีประมาณ
เท่าไร ดังนี้ เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเพื่อจะตอบเอง). แม้ในคำทั้งหลาย
มีคำว่า กิตฺตาวตา อายตนานํ เป็นต้น ข้างหน้าก็นัยนี้แหละ.

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 188 (เล่ม 79)

ส่วนในคำวิสัชนา บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า คำว่า ขันธ์
๕ โดยสังเขป หรือว่า โดยประเภท คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ
ว่า ในขันธ์ ๕ แม้นั้น รูปขันธ์เป็นกามาวจร ขันธ์ ๔ ที่เหลือเป็นไปในภูมิ ๔
เป็นต้น การบัญญัติเห็นปานนี้ย่อมมีด้วยบัญญัติมีประมาณเท่าใด การบัญญัติ
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกองว่า เป็นขันธ์ มีอยู่โดยประมาณเท่านี้.
บัญญัติเห็นปานนี้ว่า อายตนะมี ๑๒ โดยสังเขป หรือว่า โดยประเภท
ว่า จักขวายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ หรือว่า ในอายตนะแม้เหล่านั้น อายตนะ
๑๐ เป็นกามาวจร อายตนะ ๒ เป็นไปในภูมิ ๔ ดังนี้ ย่อมมีด้วยบัญญัติมี
ประมาณเท่าใด การบัญญัติธรรมทั้งหลายอันเป็นบ่อเกิดว่า เป็นอายตนะ ย่อม
มี ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
ก็บัญญัติเห็นปานนี้ว่า ธาตุ ๑๘ โดยสังเขป หรือว่า โดยประเภทว่า
จักขุธาตุ ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุ หรือว่า บรรดาธาตุแม้เหล่านั้น ธาตุ ๑๖
เป็นกามาวจร ธาตุ ๒ เป็นไปในภูมิ ๔ ดังนี้ ย่อมมีด้วยบัญญัติมีประมาณ
เท่าใด การบัญญัติธรรมทั้งหลายอันเป็นสภาวะทรงไว้ว่า เป็นธาตุ ย่อมมีด้วย
คำมีประมาณเท่านี้.
บัญญัติเห็นปานนี้ว่า สัจจะมี ๔ โดยสังเขป หรือว่า โดยประเภทว่า
ทุกขสัจจะ ฯลฯ นิโรธสัจจะ หรือว่า บรรดาสัจจะแม้เหล่านั้น สัจจะ ๒ เป็น
โลกิยะ สัจจะ ๒ เป็นโลกุตตระ ดังนี้ ย่อมมีด้วยคำบัญญัติมีประมาณเท่าใด
การบัญญัติธรรมทั้งหลายที่เป็นจริงว่า สัจจะ ย่อมมีด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
บัญญัติเห็นปานนี้ว่า อินทรีย์มี ๒๒ โดยสังเขป หรือโดยประเภทว่า
จักขุนทรีย์ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า บรรดาอินทรีย์แม้เหล่านั้น อินทรีย์
๑๐ เป็นกามาวจร อินทรีย์ ๙ เป็นมิสสกะ อินทรีย์ ๓ เป็นโลกุตตระ ดังนี้

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 189 (เล่ม 79)

ย่อมมีด้วยคำบัญญัติมีประมาณเท่าใด การบัญญัติธรรมทั้งหลายที่เป็นใหญ่ว่า
เป็นอินทรีย์ย่อมมีด้วยคำมีประมาณเท่านี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนก
เรื่องบัญญัติโดยสังเขป ด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้วจึงทรงแสดงบัญญัติ ๕ ด้วย
สามารถแห่งการแสดงต่อไป.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกเรื่องบัญญัติโดยพิศดาร
แล้ว เพื่อจะทรงแสดงปุคคลบัญญัติ (บัญญัติว่าด้วยบุคคล) ด้วยสามารถแห่ง
การแสดง สมยวิมุตโต อสมยวิมุตโต เป็นต้น. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นดุจบุคคลผู้ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ และบุคคลผู้กำลังเป็นไป ตรัสขันธ์
เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องบัญญัตินี้ ๕ เหล่านี้ไว้โดยพิศดารในวิภังคปกรณ์แล้ว เพราะ
ฉะนั้น ในปกรณ์ปุคคลบัญญัตินี้ จึงตรัสธรรมมีขันธ์เป็นต้นเหล่านั้นโดย
เอกเทสเท่านั้น. ปุคคลบัญญัติที่ ๖ ก็มิได้ตรัสไว้ในหนหลังเลย ในอุทเทสวาร
แม้นี้ ก็ตรัสไว้โดยเอกเทสเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีความ
ประสงค์จะตรัสปุคคลบัญญัติอันเป็นบัญญัติที่ ๖ นั้น โดยพิศดาร จึงทรงตั้ง
มาติกาไว้ว่า สมยวิมุตฺโต อสมยวิมุตฺโต เป็นต้น จำเดิมแต่บุคคล
หนึ่งพวกจนถึงบุคคลสิบพวก แล.
จบพรรณนาบทมาติกา

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 190 (เล่ม 79)

เอกกนิทเทส
อธิบายบุคคล ๑ จำพวก
[๑๗] สมยวิมุตตบุคคล บุคคลผู้พ้นแล้วในสมัย เป็นไฉน ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ในกาลโดยกาล
ในสมัยโดยสมัย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่. อนึ่ง อาสวะบางอย่างของบุคคลนั้น
หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้พ้นแล้วใน
สมัย.
อรรถกถาเอกกนิทเทส สมยวิมุตตบุคคล
บัดนี้ เพื่อจะจำแนกมาติกา ตามที่ได้ดังไว้แต่ต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า "กตโม จปุคฺคโล สมยวิมุตฺโต" แปลว่า ก็สมยวิมุตต
บุคคล เป็นไฉน ? ในคำเหล่านั้น คำว่า อิธ ได้แก่ ในสัตวโลก. คำว่า
เอกจฺโจ ปุคฺคโล ได้แก่ บุคคลคนหนึ่ง. ในคำว่า กาเลน กาลํ นี้
พึงทราบเนื้อความด้วยสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ในกาลหนึ่ง ๆ คำว่า " สมเยน
สมยํ" นี้เป็นไวพจน์ของคำก่อนนั้นแหละ (คือเป็นไวพจน์ของคำว่า กาเลน
กาลํ) คำว่า "อฏฺฐ วิโมกฺเข" ได้แก่ สมาบัติ ๘ อันเป็นรูปาวจร และ
อรูปาวจรฌาน. จริงอยู่ คำว่า วิโมกข์ นี้เป็นชื่อของสมาบัติ ๘ เหล่านั้นเพราะ
พ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย. คำว่า "กาเยน" ได้แก่ นามกายที่เกิด
พร้อมกับวิโมกข์. คำว่า "ผุสิตฺวา วิหรติ" ได้แก่ ได้สมาบัติแล้ว จึงผลัด
เปลี่ยนอิริยาบถอยู่.
ถามว่า ก็ สมยวิมุตตบุคคลนี้ ถูกต้องวิโมกข์ แล้วอยู่ในกาลไหน ?

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 191 (เล่ม 79)

ตอบว่า ก็ธรรมดาว่า กาลของท่านผู้ปรารถนาจะเข้าสมาบัติมีอยู่ แต่
ชื่อว่า อกาล หามีไม่.
บรรดา กาลและอกาล คือ สมัย มิใช่สมัยทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็กาลที่กำลัง
ปฏิบัติสรีระแต่เช้าตรู่ ๑ กาลที่กำลังทำวัตร ๑ ชื่อว่า สมัยมิใช่กาล ของท่าน
ผู้เข้าสมาบัติ. กาลเป็นที่ปฏิบัติสรีระ และทำวัตรเสร็จแล้ว จึงเข้าไปสู่ที่อยู่
พักอยู่จนกระทั่งถึงเวลาจะไปบิณฑบาต ในระหว่างนี้ ชื่อว่า กาลของท่าน
เข้าสมาบัติ.
ก็กาลเป็นที่วันทาพระเจดีย์ของภิกษุ ผู้กำหนดเวลาไปบิณฑบาตแล้ว
ออกไป ๑ กาลเป็นที่ยืนอยู่ในโรงวิตกของภิกษุ ผู้ที่แวดล้อมด้วยหมู่แห่งภิกษุ
๑ กาลเป็นที่เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต๑ กาลเป็นที่เที่ยวไปในบ้าน ๑ กาลเป็น
ที่ดื่มข้าวยาคูในโรงฉันภัต ๑ กาลเป็นที่กระทำวัตร ๑ กาลทั้งหมดนี้ ชื่อว่า
อกาล คือ สมัยมิใช่กาลของท่านผู้เข้าสมาบัติ. ก็เมื่อโอกาสอันสงัดในโรงฉัน
ภัตมีอยู่ และยังไม่ถึงเวลาฉันภัตตาหาร ในระหว่างเวลาแม้นี้ ก็ชื่อว่า กาล
ของท่านผู้เขาสมาบัติ.
อนึ่ง เวลาฉันภัตตาหาร ๑ เวลาไปสู่วิหาร ๑ เวลาเก็บรักษาบาตร
และจีวร ๑ เวลากระทำวัตรในเวลากลางวัน ๑ เวลาในการสอบถาม ๑ กาล
ทั้งหมดนี้ ก็ชื่อว่า อกาล คือ สมัยมิใช่กาลของท่านผู้เข้าสมาบัติ. กาลใดมิใช่
กาล กาลนั้นนั่นแหละ มิใช่สมัย.
กิจนั้น แม้ทั้งหมด ยกเว้นกาลที่เหลือ สมัยที่เหลือ ท่านเรียกว่า
บุคคลบางคนในโลกนี้ได้วิโมกข์ ๘ มีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยสหชาตนามกาย
อยู่ ฯลฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลนี้ ชื่อว่า ถูกต้องสหชาตธรรมทั้งหลาย พร้อม
กับผัสสะ. ชื่อว่า ถูกต้องอัปปนา ด้วยอุปจาระ ชื่อว่า ย่อมถูกต้องอัปปนา

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 192 (เล่ม 79)

อื่นอีก ด้วยอัปปนาแรก. ก็ธรรมเหล่าใด เกิดพร้อมกับธรรมเหล่าใด ธรรม
เหล่านั้น ชื่อว่า เป็นธรรมอันท่านได้แล้วกับธรรมนั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่า ถูก
ต้องแล้วแม้ด้วยผัสสะ. แม้อุปจาระ . ก็เป็นเหตุแห่งการได้อัปปนานั่น แหละ.
อัปปนาแรก ก็เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอื่น ๆ อีกเหมือนกัน ในอุปจาระและอัป-
ปนาเหล่านั้น พึงทราบการถูกต้องสหชาตธรรมทั้งหลาย ด้วยสหชาตธรรมทั้ง
หลายของพระโยคีบุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้.
ก็ ปฐมฌาน มีองค์ ๕ มีวิตกเป็นต้น เว้นองค์ฌานทั้ง ๕ เสียแล้ว
ธรรมที่เหลือเกิน ๕๐ เรียกว่า นามขันธ์ ๔. พระโยคีบุคคล ถูกต้อง คือ
ได้เฉพาะปฐมฌานสมาบัติวิโมกข์ ด้วยนามกายนั้น แล้วจึงอยู่.
ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา. ตติยฌาน มี
องค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา. จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และ
เอกัคคตา. อนึ่ง อากาสานัญจายตนฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
มีองค์ ๒ เหมือนกับ จตุตถฌาน. ในฌานเหล่านั้น คือ ตั้งแต่ ปฐมฌาน
ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ยกเว้นองค์ฌานเหล่านั้นเสียแล้ว ธรรมทั้ง
หลายที่เหลือเกิน ๕๐ เรียกว่า นามขันธ์ ๔. พระโยคีบุคคล ถูกต้อง คือ ได้
เฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ด้วยนามกายนั้นแล้วจึงอยู่.
คำว่า "ปญฺญาย จสฺส ทิสฺวา" อธิบายว่า เพราะเห็นความเป็น
ไปแห่งสังขารด้วยวิปัสสนาปัญญา เห็นสัจธรรมทั้งสี่ ด้วยมรรคปัญญา. คำว่า
"เอกจฺเจ อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ" อธิบายว่า อาสวะทั้งหลาย อัน
ปฐมมรรคเป็นต้น พึงฆ่าส่วนหนึ่ง ๆ สิ้นไปแล้ว บุคคลนี้ ท่านเรียกว่า
"สมยวิมุตฺโต" แปลว่า ผู้พ้นแล้วโดยสมัย. ในข้อว่า "ปุคฺคโล สมย-
วิมุตฺโต" นี้จะกล่าวว่า บุคคลผู้ได้สมาบัติ ๘ ถูกต้องวิโมกข์ ด้วยนามกายนั้น

192