พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 173 (เล่ม 79)

๒๘. บุคคลผู้มีสุตะน้อย และไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ
บุคคลผู้มีสุตะน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ
บุคคลผู้มีสุตะมาก แต่ไม่ได้ประโยชน์ เพราะสุตะ
บุคคลผู้มีสุตะมาก และได้ประโยชน์เพราะสุตะ
๒๙. บุคคลผู้เป็นสมณะไม่หวั่นไหว
บุคคลผู้เป็นสมณะบัวหลวง
บุคคลผู้เป็นสมณะบัวขาว
บุคคลผู้เป็นสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ
จบจตุกกมาติกา
ปัญจกมาติกา
[๑๑] บุคคล ๕ จำพวก
๑. บุคคลบางคนต้องอาบัติด้วย เดือดร้อนด้วย ทั้งไม่รู้ชัด
ตามความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่
เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของบุคคลนั้น.
บุคคลบางคนต้องอาบัติ แต่ไม่เดือดร้อน ทั้งไม่รู้ชัดตาม
ความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่
เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของบุคคลนั้น.
บุคคลบางคนไม่ต้องอาบัติ แต่เดือดร้อน ทั้งไม่รู้ชัดตาม
ความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือ
แห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของบุคคลนั้น.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 174 (เล่ม 79)

บุคคลบางคนไม่ต้องอาบัติ ไม่เดือดร้อน แต่ไม่รู้ชัดตาม
ความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไม่เหลือ
แห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของบุคคลนั้น.
บุคคลบางคนไม่ต้องอาบัติ ไม่เดือดร้อน ทั้งรู้ชัดตาม
ความเป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่
เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วเหล่านั้นของบุคคลนั้น.
๒. บุคคลให้แล้วดูหมิ่น
บุคคลดูหมิ่นด้วยการอยู่ร่วม
บุคคลผู้เชื่อง่าย
บุคคลโลเล
บุคคลโง่งมงาย
๓. บุคคลเปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวก
๔. ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ๕ จำพวก
๕. ภิกษุผู้ถือห้ามภัตอันนำมาเมื่อภายหลังเป็นวัตร ๕ จำพวก
๖. ภิกษุผู้ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร ๕ จำพวก
๗. ภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๕ จำพวก
๘. ภิกษุผู้ถือเพียงไตรจีวรเป็นวัตร ๕ จำพวก
๙. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๐. ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๑. ภิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ๕ จำพวก
๑๒. ภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร ๕ จำพวก

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 175 (เล่ม 79)

๑๓. ภิกษุผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดไว้เป็นวัตร ๕
จำพวก
๑๔. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ๕ จำพวก
จบปัญจกมาติกา
ฉักกมาติกา
[๑๒] บุคคล ๖ จำพวก
๑. บุคคลบางคนแทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย
ที่มิได้สดับแล้วในก่อน ทั้งบรรลุความเป็นสัพพัญญูในธรรมนั้นด้วย
ทั้งถึงความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลายด้วย.
บุคคลบางคนแทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้งหลาย
ที่มิได้สดับแล้วในก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นสัพพญญูในธรรมนั้น
ด้วย ทั้งมิได้ถึงควานชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลายด้วย.
บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้ง
หลายที่มิได้สดับแล้วในก่อน เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว
แต่ทั้งบรรลุสาวกบารมีด้วย.
บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้ง
หลายที่มิได้สดับแล้วในก่อน เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในทิฏฐธรรมเทียว
ไม่ได้บรรลุสาวกบารมี.
บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้ง
หลายที่มิได้สดับแล้วในก่อน ทั้งมิได้ทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรมเทียว
เป็นอนาคามี ไม่มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้.

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 176 (เล่ม 79)

บุคคลบางคนไม่แทงตลอดสัจจะด้วยตนเองในธรรมทั้ง
หลายที่มิได้สดับแล้วในก่อน ทั้งไม่ทำที่สุดทุกข์ในทิฏฐธรรมเทียว
เป็นโสดาบัน และสกทาคามี มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้.
จบฉักกมาติกา
สัตตกมาติกา
[๑๓] บุคคล ๗ จำพวก
บุคคลเปรียบด้วยคนจมน้ำ ๗ เหล่าคือ
๑. บุคคลจมแล้วคราวเดียว ย่อมจมอยู่นั่นเอง ๑
บุคคลโผล่ขึ้นมาแล้ว จมลงอีก ๑
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว หยุดอยู่ ๑
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว เหลียวมองดู ๑
บุคคลโผล่ขึ้นแล้ว ว่ายข้ามไป ๑
บุคคลโผล่ขึ้น และว่ายไปถึงที่ที่ตื้นพอหยั่งถึงแล้ว ๑
บุคคลโผล่ขึ้นและข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่
บนบก ๑
๒. บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต ๑
บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุติ ๑
บุคคลผู้เป็นกายสักขี ๑

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 177 (เล่ม 79)

บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ ๑
บุคคลเป็นสัทธาวิมุต ๑
บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี ๑
บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี ๑
จบสัตตกมาติกา
อัฏฐกมาติกมาติกา
[๑๔] บุคคล ๘ จำพวก
๑. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔
บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยผล ๔
จบอัฏฐกมาติกา
นวกมาติกา
[๑๕ ] บุคคล ๙ จำพวก
๑. บุคคลผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ๑
บุคคลผู้เป็นพระปัจเจกพุทธะ ๑
บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต ๑
บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต ๑
บุคคลผู้เป็นกายสักขี ๑

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 178 (เล่ม 79)

บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตติ ๑
บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุต ๑
บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารี ๑
บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี ๑
จบนวกมาติกา
ทสกมาติกา
[๑๖] บุคคล ๑๐ จำพวก
ความสำเร็จของพระอริยบุคคล ในกามาวจรภูมินี้ ๕
จำพวก.
ความสำเร็จของพระอริยบุคคล เมื่อละกามาวจรภูมิ
นี้ไปแล้ว ๕ จำพวก.
จบทสกมาติกา
จบมาติกาปุคคลปัญญัติ

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 179 (เล่ม 79)

ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาปัญจปกรณ์
อรรถกถาปุคคลปัญญัติปกรณ์
อารัมภกถา
พระศาสดา ผู้ทรงประกาศประเภทแห่งธาตุ ครั้น
ทรงแสดงธาตุกถาปกรณ์ ซึ่งมีอรรถอันละเอียดใน
สุราลัยเทวโลกจบแล้ว พระชินเจ้าผู้เป็นอัครบุคคลใน
โลก ตรัสคัมภีร์ปุคคลปัญญัติใดไว้ อันแสดงถึงประ-
เภทแห่งบัญญัติ ในลำดับแห่งธาตุกถานั้น.
บัดนี้ ถึงโอกาสแห่งการพรรณนาคัมภีร์ปุคคล-
ปัญญัตินั้นแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษา-
จารย์) จักพรรณนาปกรณ์นั้น ท่านทั้งหลายจงมีจิต
ตั้งมั่น สดับพระสัทธรรมนั้น เทอญ.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 180 (เล่ม 79)

พรรณนามาติกา
(อุทเทสวาระ)
อุทเทสนี้แห่งบุคคลบัญญัติว่า ฉ ปญญฺตฺติโย ฯเปฯ ขนฺธปญฺญตฺติ
ปุคฺคลปญฺญตฺติ ดังนี้ก่อน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉ เป็นการกำหนด
จำนวน. ด้วยคำนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะบัญญัติธรรมเหล่าใด
ในปกรณ์นี้ จึงทรงแสดงการกำหนดบัญญัติธรรมเหล่านั้น ด้วยการนับโดย
สังเขป. บทว่า ปญฺญตฺติโย เป็นคำแสดงไขธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
กำหนดไว้. ในบทมาติกาเหล่านั้น การบัญญัติ การแสดง การประกาศใน
อาคตสถานว่า ตรัสบอก ทรงแสดง ทรงบัญญัติ ทรงแต่งตั้ง ชื่อว่าบัญญัติ.
การแต่งตั้ง การวางไว้ ในอาคตสถานว่า เตียงและตั่งที่เขาตกแต่งไปไว้ดี
แล้ว ดังนี้ ก็ชื่อว่า บัญญัติ. บัญญัติทั้งสองในที่นี้ย่อมสมควร.
จริงอยู่ คำว่า ฉ ปญฺญฺตติโย ได้แก่ การบัญญัติ ๖ การแสดง ๖
การประกาศ ๖ ดังนี้ก็ดี การตั้งไว้ ๖ การวางไว้ ๖ ดังนี้ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประสงค์เอาในที่นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงธรรม (บัญญัติ ๖)
เหล่านั้นประกอบด้วยนามบัญญัติบ้าง ย่อมทรงตั้งธรรมเหล่านั้นไว้ โดย
โกฏฐาสนั้น ๆ บ้าง.
คำว่า ขันธบัญญัติ เป็นต้น เป็นคำแสดงสรุปบัญญัติเหล่านั้นไว้
โดยย่อ. บรรดาบัญญัติ ๖ เหล่านั้น การบัญญัติ การแสดง การประกาศ
การตั้งไว้ การวางไว้ซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นหมวดหมู่กันซึ่งเป็นขันธ์ทั้งหลาย
ชื่อว่า ขันธบัญญัติ. การบัญญัติ การแสดง การประกาศ การตั้งไว้ การ

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 181 (เล่ม 79)

วางไว้ซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นบ่อเกิดแห่งอายตนะทั้งหลาย ชื่อว่า อายตน-
บัญญัติ. การบัญญัติ. . .ซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นสภาพทรงไว้ซึ่งเป็นธาตุทั้งหลาย
ชื่อว่า ธาตุบัญญัติ. การบัญญัติ. . . ซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นจริง ชื่อว่า
สัจจบัญญัติ. การบัญญัติ. . .ซึ่งธรรมที่เป็นใหญ่ทั้งหลาย ชื่อว่า อินทริย-
บัญญัติ. การบัญญัติ. . .ซึ่งบุคคลทั้งหลายว่า เป็นบุคคล ชื่อว่า บุคคล-
บัญญัติ.
บัญญัติ ๖ นอกพระบาลี
ก็ว่าโดยนัยแห่งอรรถกถาบาลีมุตตกะ คือนอกจากพระบาลี บัญญัติ ๖
อื่นอีก คือ
๑. วิชชมานบัญญัติ
๒. อวิชซมานบัญญัติ
๓. วิชชมาเนน อวิชชมานบัญญัติ
๔. อวิชชนาเนน วิชชมานบัญญัติ
๕. วิชชมาเนน วิชชมานบัญญัติ
๖. อวิชชมาเนน อวิชชมานบัญญัติ.
บรรดาบัญญัติ ๖ เหล่านั้น การบัญญัติธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล
อันเป็นของมีอยู่ เป็นอยู่ เกิดตามความเป็นจริงนี้แหละ ด้วยอำนาจแห่งสัจฉิ-
กัตถะและปรมัตถะ ชื่อว่า วิชชมานบัญญัติ.
อนึ่ง การบัญญัติคำทั้งหลายมีคำว่า หญิง ชาย เป็นต้น อันล้วน
แต่คำเป็นภาษาของชาวโลก อันไม่มีอยู่ (โดยแท้จริง) ชื่อว่า อวิชชมาน-
บัญญัติ.

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 182 (เล่ม 79)

แม้บัญญัติ คำว่า สัจจะที่ห้าเป็นต้น หรือคำว่า บุรุษตามปรกติของ
พวกเดียรถีย์ซึ่งสักว่าเป็นถ้อยคำและวัตถุอันค้นหามิได้ โดยประการทั้งปวง
ทีเดียว ก็ชื่อว่า อวิชชมานบัญญัติ. บัญญัติที่กล่าวนี้ไม่มีใช้ในพระพุทธ-
ศาสนา เพราะฉะนั้น จึงไม่ถือเอาในที่นี้ . พึงทราบบัญญัติที่เหลือ (อีก ๔)
ด้วยสามารถการกำหนดซึ่งวิชชมานะและอวิชชมานะเหล่านั้น ต่อไป.
จริงอยู่ วิชชา ๓ และอภิญญา ๖ มีอยู่ (โดยแท้จริง) ส่วนบุคคล
ไม่มีอยู่ (โดยแท้จริง) ในประโยคว่า บุคคลมีวิชชา ๓ บุคคลมีอภิญญา ๖
เป็นต้น เพราะฉะนั้น บัญญัติเห็นปานนี้ จึงชื่อว่า วิชชมาเนน อวิชชมาน-
บัญญัติ เพราะบัญญัติอวิชชมานะ (สิ่งที่ไม่มีอยู่) ร่วมกับวิชชมานะ (สิ่งที่มี
อยู่) อย่างนี้ว่า บุคคลชื่อว่ามีวิชชา ๓ เพราะอรรถว่า วิชชา ๓ ของเขามีอยู่
บุคคล ชื่อว่า มีอภิญญา ๖ เพราะอรรถว่า อภิญญา ๖ ของเขามีอยู่เป็นต้น
ก็หญิงและชาย ไม่มีอยู่ (โดยแท้จริง) รูป มีอยู่ (โดยแท้จริง) ใน
คำที่ว่า รูปหญิง รูปชาย เป็นต้น เพราะฉะนั้น บัญญัติเห็นปานนี้ จึงชื่อว่า
อวิชมาเนน วิชชมานบัญญัติ เพราะบัญญัติวิชชมานะร่วมกับอวิชชมานะ
อย่างนี้ว่า รูปของหญิง ชื่อว่า รูปหญิง รูปของชาย ชื่อว่า รูปชายเป็นต้น.
ธรรมทั้งหลายมีจักษุเป็นต้นก็ดี ผัสสเจตสิกก็ดี มีอยู่โดยแท้จริง
ในคำทั้งหลายมีคำว่า จักุษุสัมผัส โสตสัมผัส เป็นต้น เพราะฉะนั้น บัญญัติ
เห็นปานนี้ จึงชื่อว่า วิชชมาเนน วิชชมานบัญญัติ เพราะบัญญัติซึ่ง
วิชชมานะร่วมกับวิชชมานะ อย่างนี้ว่า สัมผัสในจักษุ สัมผัสเกิดแต่จักษุ
สัมผัสเป็นผลของจักษุชื่อว่า จักษุสัมผัสเป็นต้น.
อิสสริยะทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้นก็ดี ไม่มีอยู่ (โดยแท้จริง) บุตร
ของเขาก็ดี ก็ไม่มีอยู่ (โดยแท้จริง) ในคำทั้งหลาย มีคำว่า บุตรของกษัตริย์

182