พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 93 (เล่ม 79)

สองบทว่า "โสฬสหิ ธาตูหิ" อธิบายว่า จักขุวิญญาณธาตุ ยก
เว้นตัวเองก่อนแล้ว ไม่ประกอบด้วย วิญญาณธาตุ ๖ และรูปธาตุ ๑๐. แม้
ในธาตุที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ. สองบทว่า "ตีหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่
(สัมปยุต) ด้วยขันธ์ที่เหลือทั้งหลาย ยกเว้นสังขารขันธ์. สองบทว่า "เอกาย
ธาตุยา" ได้แก่ ด้วยมโนวิญญาณธาตุ. เพราะว่า สัมปโยคะของสมุทัยและ
มรรคด้วยธาตุอื่น ย่อมไม่มี. สองบทว่า "เอเกน ขนฺเธน" ได้แก่ ด้วย
สังขารขันธ์. บทว่า "เอเกนายตเนน" ได้แก่ ด้วยธัมมายตนะ. สอง
บทว่า "เอกาย ธาตุยา" ได้แก่ ด้วยธัมมธาตุ. เพราะบรรดาสัจจะเหล่านั้น
สัจจะ ๒ สัมปยุตได้ด้วยธัมมธาตุบางอย่าง.
ในปัญหาว่าด้วย สุขินทรีย์ เป็นต้น บทว่า "ตีหิ" ได้แก่ สัมปยุต
ด้วยขันธ์ คือ สัญญา สังขาร และวิญญาณ. สองบทว่า "เอกาย ธาตุยา"
ได้แก่ (สัมปุยุต) ด้วยกายวิญญาณธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ๑. สองบทว่า
"ฉหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ไม่ประกอบด้วยวิญญาณธาตุทั้งหลาย ยกเว้นกาย-
วิญญาณธาตุ.
ในปัญหาว่าด้วย รูปภพ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "น เกหิจิ"
ดังนี้ เพราะความที่อรูปขันธ์ และอรูปายตนะแม้ทั้งหมดมีอยู่. แต่ตรัสว่า "ตีหิ
ธาตูหิ วิปฺปยุตฺโต"๒ ดังนี้ เพราะความที่ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณธาตุทั้งหลาย ไม่มีอยู่.
๑. คำว่า ด้วยมโนวิญญาณธาตุ ไม่น่าจะมี เพราะบาลีว่า "เอกาย ธาตุยา" แปลว่า
สัมปยุตด้วยธาตุ ๑ และธาตุหนึ่งในที่นี้ ได้แก่ กายวิญญาณธาตุเท่านั้น.
๒. ในอรรถกถา และธาตุกถาบาลี ตอนสัปโยควิปปโยคปทวรรณนาที่ หน้า ๘๕
บรรทัดที่ ๖ นับลงว่า "อรูปภวปณฺเห ฆานชิวหากายวิญญาณธาตูนํ ปน นตฺถิาย ตีหิ ธาตูหิ
วิปฺปยุตฺโตติ วุตฺตํ" แปลว่าไม่ตรงสภาวะ แต่ในบาลีอรรถกถาของพม่า ไม่มีคำว่า "อรูปภว-
ปญฺเห" ซึ่งถ้าแปลตามบาลีอรรถกถาพม่าและตรงกับสภาวะ ในที่นี้จึงแปลตามบาลีอรรถกถา
พม่า โดยตัดคำว่า "อรูปภวปญฺเห" ออก.

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 94 (เล่ม 79)

ในปัญหาว่าด้วย อธิโมกข์ สองบทว่า "ทฺวีหิ ธาตูหิ" ได้แก่
สัมปยุตด้วยมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ. บทว่า "ปณฺณรสหิ" ได้แก่
วิปปยุตด้วยรูปธาตุ ๑๐ ที่เหลือ และวิญญาณธาตุ ๕ มีจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น.
ในปัญหาว่าด้วย กุศล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธสัมปโยคะ
เพราะความที่ขันธ์แม้ทั้ง ๔ เป็นภาวะอันกุศลทั้งหลายถือเอาแล้ว
ในปัญหาว่าด้วย เวทนาติกะ สองบทว่า "เอเกน ขนฺเธน" ได้แก่
ด้วยเวทนาขันธ์เท่านั้น. บทว่า "ปณฺณรสหิ" ได้แก่ วิปปยุตด้วยจักขุ-
วิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ*/SUP มโนธาตุ
และรูปธาตุทั้งหลาย. บทว่า "เอกาทสหิ" ได้แก่ ด้วยรูปธาตุทั้งหลาย
(คือ โอฬาริกธาตุ ๑๐) กับกายวิญญาณธาตุ ๑.
ในปัญหาว่าด้วย เนววิปากนวิปากธัมมธรรม (คือ ธรรมที่มิใช่
วิบาก และมิใช่เป็นเหตุแห่งวิบาก) บทว่า "ปญฺจหิ" ได้แก่ ด้วยปัญจ-
วิญญาณธาตุ ๕ มีจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น.
ในปัญหาว่าด้วย อนุปาทินนุปาทานิยะ (คือ สภาวธรรมทั้งหลาย
ที่กรรมไม่ได้ยึดไว้โดยเป็นผล และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) บทว่า "ฉหิ"
ได้แก่ ด้วยธาตุ ๖ ยกเว้นมโนวิญญาณธาตุ.
ในปัญหาว่าด้วย สวิตักกสวิจาระ บทว่า "ปณฺณรสหิ" ได้แก่
ด้วยรูปธาตุทั้งหลาย กับปัญจวิญญาณธาตุ.
ในปัญหาว่าด้วย อวิตักกวิจารมัตตา สองบทว่า "เอเกน ขนฺเธน"
เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งสังขารขันธ์. จริงอยู่ เว้นวิจารใน
* อรรถกถาบาลีหน้า ๒๑ บรรทัดที่ ๑๒ นับลง ว่า ปณฺณรสหีติ จักขุโสตฆานชิวหากาย-
วิญฺญาณธาตุ มโนธาตูหิ เจว รูปธาตูหิ จ. แปลแล้วได้ธาตุเกินกว่า ๑๕ ตรวจดูบาลีอรรถกถา
ของพม่า ไม่มีคำว่า กาย หน้าคำว่าวิญญาณธาตุ ซึ่งเมื่อแปลตามบาลีอรรถกถาของพม่าแล้วได้
ครบ ๑๕ ถูกต้องตามสภาวะ.

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 95 (เล่ม 79)

ทุติยฌาน ธรรมที่เหลือ ชื่อว่า ไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจาร. ยกเว้นปีติแล้ว
ธรรมที่เหลือ ชื่อว่า เกิดพร้อมกับปีติ. ในปัญหานี้ วิจารไม่สัมปยุตกับด้วย
วิจาร ปีติก็ไม่สัมปยุตกับด้วยปีติ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านี้ จึงชื่อว่า
สัมปยุตด้วยธรรมบางอย่างในสังขารขันธ์ ธัมมายตนะ และธัมมธาตุ. บทว่า
"โสฬสหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุทั้งหลาย ๑๖ ยกเว้นธัมมธาตุ และมโนวิญญาณ-
ธาตุ.
ในปัญหาว่าด้วย อวิตักกอวิจาระ สองบทว่า "เอกาย ธาตุยา"
ได้แก่ ด้วยมโนธาตุ. สุขสหคตธรรม และอุเปกขาสหคตธรรม ตรัสไว้ใน
เวทนาติกะนั่นแหละ. ทัสสเนนปหาตัพพธรรมเป็นต้น เช่นกับด้วยกุศลนั่น
แหละ. ปริตตารมณ์เช่นกับด้วยวิปากธรรม. สองบทว่า "เอกาย ธาตุยา"
ได้แก่ ด้วยธัมมธาตุ. บทว่า "เกหิจิ" ความว่า ธรรมเหล่าใด เป็น
ปริตตารมณ์ไม่มีในบทนั้น วิปปยุตกับด้วยธรรมเหล่านั้น หามิได้. ก็แต่
ว่า ธัมมธาตุย่อมแยกปฏิเสธในบทแรกเท่านั้น เพราะความที่ปริตตารมณ์เป็น
สภาพอันสงเคราะห์ด้วยขันธ์ทั้ง ๔ ได้ ด้วยสามารถแห่งจิตตุปบาท ๖ ดวง.
มหัคคตารมณ์เป็นต้น เป็นเช่นกับธรรมอันเป็นกุศลนั่นแหละ. ในอนุปปันน-
ธรรม (คือ สภาวธรรมที่ยังไม่เกิด) ทั้งหลาย. สองบทว่า "ปญฺจหิ ธาตูหิ"
ได้แก่ วิปปยุตด้วยวิญญาณธุาต ๕ มีจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น. ก็แล วิญญาณ.
ธาตุ ๕ เหล่านั้น ย่อมไม่แยกส่วนที่เกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นอุปปาทิ-
ธรรม (คือ สภาวธรรมที่สำเร็จแล้วอันจะเกิดขึ้น) โดยส่วนเดียว แม้แต่ส่วน
แห่งอุปปันนธรรม (คือ ธรรมที่กำลังเกิดขึ้น หรือกำลังถึงขณะทั้ง ๓). ธรรม
ที่เป็นปัจจุปปันนารมณ์เป็นต้น เช่นเดียวกับธรรมที่เป็นปริตตารมณ์. ธรรม
ทีเป็นเหตุเป็นต้น เช่นกับธรรมที่เป็นสมุทัย. ธรรมที่มีสัมปยุตตเหตุ แต่ไม่

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 96 (เล่ม 79)

ใช่เหตุ เช่นกับปีติสหคตธรรม. ปรามาสสัมปยุตตธรรม ก็ฉันนั้น.
อนุปาทินนธรรม (คือ ธรรมอันกรรมมิได้ยึดถือไว้โดยความเป็นผล) เช่น
เดียวกับอนุปปันนธรรมนั่นแหละ. ธรรมที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้น
แล.
จบอรรถกถาสัมปโยควิปปโยคปทนิทเทส
๗. สัมปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส
[๓๐๒] ธรรมเหล่าใด ประกอบไดด้วย เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ มนายตนะ ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้
ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ประกอบไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ
เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น ประกอบไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และ
ประกอบไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางอย่าง.
[๓๐๓] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ
มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่า
นั้น ธรรมเหล่านั้นไม่มีขันธ์ อายตนะ อะไร ๆ ที่ประกอบไม่ได้ ประกอบ
ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑.
[๓๐๔] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย มนินทรีย์ ธรรมเหล่าใด
ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ประกอบไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔
อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และประกอบไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางอย่าง.

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 97 (เล่ม 79)

[๓๐๕] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย อุเปกขินทรีย์ ธรรมเหล่าใด
ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ไม่มีขันธ์ อายตนนะ อะไรๆ
ที่ประกอบไม่ได้ ประกอบไม่ได้ด้วยธาตุ ๕.
[๓๐๖] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยวิญญาณเพราะสังขารเป็น
ปัจจัย ผัสสะเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย เวทนาเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต
มนสิการ ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น
ประกอบไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และประกอบไม่ได้ด้วยอายตนะ
๑ ธาตุ ๑ บางอย่าง.
[๓๐๗] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย อธิโมกข์ ธรรมเหล่าใด
ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ไม่มีขันธ์ อายตนะ อะไรๆ
ที่ประกอบไม่ได้ ประกอบไม่ได้ด้วยธาตุ ๑.
[๓๐๘] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย อทุกขมสุขเวทนาสัมป-
ยุตตธรรม อุเปกขาสหคตธรรม ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยธรรม
เหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ไม่มีขันธ์ อายตนะ อะไร ๆ ที่ประกอบไม่ได้ ประ-
กอบไม่ได้ด้วยธาตุ ๕.
[๓๐๙] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย สวิตักกสวิจารธรรม ธรรม
เหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ไม่มีขันธ์ อายตนะ
อะไร ๆ ที่ประกอบไม่ได้ ประกอบไม่ได้ด้วยธาตุ ๑.
[๓๑๐] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วย จิตตธรรม เจตสิกธรรม
จิตตสัมปยุตตธรรม จิตตสังสัฏฐธรรม จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม
จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูธรรม จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ-

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 98 (เล่ม 79)

ธรรม ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น
ประกอบไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และประกอบไม่ได้ด้วย
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางอย่าง.
[๓๑๑] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยสวิตักกธรรม สวิจารธรรม
ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ไม่มีขันธ์
อายตนะอะไร ๆ ที่ประกอบไม่ได้ ประกอบไม่ได้ด้วยธาตุ ๑.
[๓๑๒] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยอุเปกขาสหคตธรรม
ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ประกอบไม่
ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น ไม่มีขันธ์ อายตนะ
อะไร ๆ ที่ประกอบไม่ได้ ประกอบไม่ได้ด้วยธาตุ ๕.
สรุปข้อความ
ขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ อินทรีย์ ๒ ปฏิจจสมุปบาท ๓
ธรรมหมวด ๕ มีผัสสะเป็นต้น อธิโมกข์เจตสิก มนสิการเจตสิก
ธรรม ๓ บทในติกะ ธรรม ๗ บทในมหันตรทุกะ ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยมนายตนะอีก ๒ คือที่สัมปยุตด้วยวัตถุ วิจาร และที่สัมปยุตตด้วย
อุเบกขา.
จบสัมปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส
อรรถกถาสัมปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส
บัดนี้ เพื่อจำแนกบท สัมปยุตเตน วิปปยุตตะ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงเริ่มคำว่า "เวทนากฺขนฺเธน" เป็นอาทิ. ในบทนี้ มีลักษณะดังนี้ ก็ใน

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 99 (เล่ม 79)

วาระนี้ ธรรมเหล่าใด สัมปยุตด้วยบทที่ยกขึ้นแสดง เพื่อปุจฉา คือ ธรรม
เหล่าใด วิปปยุตด้วยธรรมเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำปุจฉาวิสัชนา
ซึ่งการไม่ประกอบแห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยขันธ์เป็นต้น . ก็บท (สัมปยุตเตน
วิปปยุตตะ) นั้น ย่อมไม่ประกอบในธรรมทั้งหลาย มีรูปขันธ์เป็นต้น . เพราะ
ธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า สัมปยุตด้วยรูปขันธ์ ย่อมไม่มี ฉะนั้น รูปขันธ์นั้นด้วย
บทอื่นมีรูปอย่างนี้ด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงถือเอาในวาระนี้. ส่วนบท
เหล่าใด ย่อมส่องถึงสัมปยุตตธรรมทั้งหลาย ในธัมมธาตุ และวิญญาณอันไม่
เจือด้วยธรรมอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาในวาระนี้. พึงทราบอุทาน
แห่งธรรมเหล่านั้น ดังนี้
"จตฺตาโร ขนฺธายตนญฺจ เอกํ
เทฺว อินฺทฺริยา ธาตุปทานิ สตฺต
ตโย ปฏิจฺจาถ ผสฺสสตฺตกํ
ติเก ตโย สตฺส มหนฺตเร จ
เอกํ สวิตกฺกํ สวิจารเนกํ
ยุตฺตํ อุเปกฺขาย เจ เอกเมว".
แปลว่า นามขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ (คือ มนายตนะ) วิญญาณธาตุ ๗ อินทรีย์ ๒
(คือ มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์) ปฏิจจสมุปบาท ๓ (คือ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา)
หมวด ๗ แห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น ติกมาติกา ๓ (คือ อทุกขมสุขายเวทนาย
สวิตกักสวิจารบท อุเปกขาสหคตบท) มหันตรทุกะ ๗ (คือ จิตตบท เจตสิกบท
สัมปยุตตบท จิตสัมปยุตตบท จิตตสังสัฏฐบท จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูบท
จิตตสังสัฏฐานานุปริวัติบท) สวิตักกบท ๑ สวิจารบท ๑ อุเปกขาสหคตบท
ที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา ๑ บท (รวม ๓๗ บท).

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 100 (เล่ม 79)

เนื้อความนี้นั่นแหละ นับสงเคราะห์ในกาลที่สุด แม้ด้วยคำว่า "ขนฺธา
จตุโร" เป็นต้น. ในนิทเทสนั้น บทเหล่าใด มีคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน
บทเหล่านั้น แม้ไม่เป็นไปตามลำดับ ท่านก็รวมไว้ทำปัญหา อันมีเวทนาขันธ์
เป็นต้น ในที่นั้น. ในปัญหาเหล่านั้น พึงทราบการจำแนกขันธ์เป็นต้น อย่างนี้.
ในปัญหาว่าด้วย เวทนาขันธ์ ์เป็นต้นก่อน. บทว่า "เอเกน" ได้แก่
(ไม่ประกอบ) ด้วยมนายตนะ. บทว่า "สตฺตหิ" ได้แก่ด้วยวิญญาณธาตุ ๗.
บทว่า "เกหิจิ" ได้แก่ ด้วยเวทนาเป็นต้น ในธัมมายตนะ.
ในปัญหาว่าด้วย วิญญาณธาตุ คำว่า "เต ธมฺมา น เกหิจิ" ความ
ว่ายกเว้น วิญญาณธาตุที่ยกขึ้น เพื่อปุจฉาแล้ว ธรรมที่เหลือเหล่านั้น มีวิญญาณ
ธาตุ ๖ รูปและนิพพาน ไม่วิปปยุตด้วยขันธ์ทั้งหลายบางอย่าง หรือด้วย
อายตนะทั้งหลาย เพราะความที่ขันธ์และอายตนะทั้งหมดนั้นยังสงเคราะห์ได้.
สองบทว่า "เอกาย ธาตุยา" ได้แก่ ธรรมใด ๆ ที่ยกขึ้น เพื่อปุจฉา
วิปปยุตแล้วด้วยธรรมนั้น ๆ.
ในปัญหาว่าด้วย อุเปกขินทรีย์ บทว่า "ปญฺจหิ" ได้แก่ (วิปปยุต)
ด้วยจักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น อันประกอบด้วยอุเบกขา (คือ จักขุวิญญาณธาตุ
โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ มโนธาตุ). บัณฑิต
พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวง ด้วยสามารถแห่งบททั้งหลาย อันวิปปยุตกับ
ด้วยบทที่ยกขึ้นเพื่อปุจฉาโดยนัยนี้ ด้วยประการฉะนี้ แล.
จบอรรถกถาสัมปยุตเตนวิปปยุตตปทนิทเทส

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 101 (เล่ม 79)

๘. วิปปยุตเตนสัมปยุตตปทนิทเทส
[๓๑๓] ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วย รูปขันธ์ธรรมเหล่านั้น
ประกอบได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ไม่มีขันธ์ อายตนะ ธาตุ
ที่ประกอบได้.
[๓๑๔] ธรรมเหล่าใด ประกอบไม่ได้ด้วย เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขาร วิญญาณขันธ์ ฯลฯ สรณธรรม อรณธรรม ธรรมเหล่านั้น
ประกอบได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ไม่มีขันธ์ อายตนะ. ธาตุ ที่
ประกอบได้.
จบวิปปยุตเตนสัมปยุตตปทนิทเทส
อรรถกถาวิปปยุตเตนสัมปยุตตปทนิทเทส
บัดนี้ เพื่อจำแนกบท วิปปยุตเตน สัมปยุตตะ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงเริ่มคำว่า "รูปกฺขนฺเธน" เป็นอาทิ. ปุจฉาแม้ทั้งหมดในบทเหล่านั้น
เป็นโมฆปุจฉาเทียว. เพราะว่า นามขันธ์ ๔ ชื่อว่า วิปปยุตด้วยรูปขันธ์. สัมป-
โยคะของธรรมเหล่านั้น ด้วยธรรมเหล่าอื่น จึงไม่มี. รูปและนิพพาน วิปปยุต
ด้วยเวทนาขันธ์. สัมปโยคะของธรรมเหล่านั้น ก็ไม่มีด้วยธรรมอะไร ๆ.
บัณฑิตพึงทราบความเป็นสัมปโยคะของวิปปยุตตธรรมทั้งหลาย ในบททั้งปวง
อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า "นตฺถิ" (ไม่มี)
นั่นแหละ ในคำวิสัชนาปัญหาทั้งหมด เพราะความเป็นโมฆะแห่งคำปุจฉา
ดังพรรณนามาฉะนี้ แล.
จบอรรถกถาวิปปยุตเตนสัมปยุตตปทนิทเทส

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 102 (เล่ม 79)

๙. สัมปยุตเตนสัมปยุตตปทนิทเทส
[๓๑๕] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น
ประกอบได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น ประกอบได้
ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ และประกอบได้ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑
บางอย่าง.
[๓๑๖] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยวิญญาณขันธ์ มนายตนะ
จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ธรรมเหล่าใด
ประกอบได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้นประกอบได้ด้วยขันธ์ ๓ และประ-
กอบได้ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางอย่าง.
[๓๑๗] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยสมุทยสัจ มัคคสัจ ธรรม
เหล่าใด ประกอบได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้นประกอบได้ด้วยขันธ์ ๓
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ และประกอบได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บาง
อย่าง.
[๓๑๘] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยมนินทรีย์ ธรรมเหล่าใด
ประกอบได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้นประกอบได้ด้วยขันธ์ ๓ และ
ประกอบได้ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางอย่าง.
[๓๑๙] ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยสุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์
โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ ธรรมเหล่าใด ประกอบได้ด้วยธรรม
เหล่านั้น ธรรมเหล่านั้น ประกอบได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑ และ
ประกอบได้ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางอย่าง.

102