ธาตุ เพราะฉะนั้น วิญญาณนั่นแหละ. ชื่อว่าสงเคราะห์เข้าไม่ได้ แม้โดยการ
สงเคราะห์ทั้ง ๓ มีขันธ์สงเคราะห์เป็นต้น . ขันธ์ ๔ ก็นับสงเคราะห์ไม่ได้
ด้วยนิพพาน กับด้วยวิญญาณ โดยการสงเคราะห์เข้าเป็นขันธ์เป็นต้น. ธรรม
แม้เหล่านั้นทั้งหมด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยวิญญาณนั่นแหละ โดยขันธ์สงเคราะห์
เป็นต้นอีก ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยขันธ์ ๑
อายตนะ ๑ ธาตุ ๗. อีกนัยหนึ่ง วิญญาณใดนั้นนั่นแหละ นับสงเคราะห์ไม่
ได้ด้วยรูปขันธ์ โดยการสงเคราะห์ทั้ง ๓ มีขันธ์สงเคราะห์เป็นต้น รูปธรรม
เหล่านั้นเทียว ก็สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยวิญญาณธรรม แม้เหล่านั้น โดยการ
สงเคราะห์ทั้ง ๓. และรูปธรรมเหล่านั้น ก็นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยวิญญาณ
โดยการสงเคราะห์ทั้ง ๓ อีก. ด้วยว่า วิญญาณ เมื่อว่าโดยขันธ์ เป็นวิญญาณ-
ขันธ์ ๑ เมื่อว่าโดยอายตนะ เป็นมนายตนะ ๑ เมื่อว่าโดยธาตุ เป็นวิญญาณ
ธาตุ ๗ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า "เอเกน ขนฺเธน"
เป็นอาทิ. โดยอุบายนี้ ในบททั้งปวง บทใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้น
แสดงเพื่อปุจฉา บทนั้นนั่นแหละ นับสงเคราะห์ไม่ได้ โดยธรรมเหล่าใดด้วย
สามารถแห่งขันธ์เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบขันธ์เป็นต้น ที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย
สามารถแห่งธรรมเหล่านั้น .
ในนิทเทสนั้น ปัญหาที่ ๒ พึงทราบด้วยสามารถแห่งรูป และ
วิญญาณก่อน เพราะว่า เวทนาเป็นต้น นับสงเคราะห์ไม่ด้วยรูปและ
วิญญาณนั่นแหละ โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์เป็นต้น. ด้วยว่า ขันธ์ทั้ง ๒
เหล่านั้น เป็นอายตนะ ๑๑ เป็นธาตุ ๑๗.