พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 53 (เล่ม 79)

๓. อสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
[๑๗๕] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยเวทนาขันธ์ สัญญา-
ขันธ์ สังขารขันธ์ สมุทยสัจ มัคคสัจ โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้
โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์
อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้นยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว
สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๗๖] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยนิโรธสัจ โดยขันธ-
สังคหะ แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น
สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๗๗] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยชีวิตินทรีย์ โดยขันธ-
สังคหะ แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสงเคราะห์ ธรรมเหล่า
นั้นยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ
๑ ธาตุ ๑.
[๑๗๘] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์
สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญ-
ตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ อวิชชา สังขาร
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ผัสสะเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย เวทนา
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ตัณหาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย อุปาทานเพราะ
ตัณหาเป็นปัจจัย กัมมภพเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย โดยขันธสังคหะ

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 54 (เล่ม 79)

แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้นยกเว้นนิพพาน
โดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๗๙] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย ชาติ ชรา มรณะ ฌาน
โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรม
เหล่านั้น ยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๒
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๐] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยโสกะ ทุกข์ โทมนัส
อุปายาส สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อัปปมัญญา อินทรีย์ ๕ พละ ๕
โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา
อธิโมกข์ มนสิการ เหตุธรรม เหตุสเหตุกธรรม เหตุเหตุสัมปยุตต-
ธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ
ธรรมเหล่านั้น ยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๑] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอัปปัจจยธรรม อสัง-
ขตธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ
ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๒] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอาสวธรรม อาสว-
สาสวธรรม อาสวอาสวสัมปยุตตธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์
ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น ยกเว้นนิพพานโดย
ความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 55 (เล่ม 79)

[๑๘๓] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสัญโญชนธรรม คันถ-
ธรรม โอฆธรรม โยคธรรม นีวรณธรรม ปรามาสธรรม ปรามาส-
ปรามัฏฐธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุ
สังคหะ ธรรมเหล่านั้น ยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้
ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๘] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยเจตสิกธรรม จิตต-
สัมปยุตตธรรม จิตตสังสัฏฐธรรม จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม จิตต-
สังสัฏฐสมุฏฐานสหภูธรรม จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติธรรม
โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรม
เหล่านั้น ยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๑
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๕] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจิตตสหภูธรรม จิตตา-
นุปริวัตติธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้โดยอายตนสังคหะ
ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น ไม่มีขันธ์อะไร ๆ ที่สงเคราะห์ได้ สงเคราะห์
ได้ด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๖] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอุปาทานธรรม กิเลส-
ธรรม กิเลสสังกิเลสิกธรรม กิเลสสังกิลิฏฐธรรม กิเลสกิเลสสัมป-
ยุตตธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ได้โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ
ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรม
เหล่านั้น ยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓
อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
จบอสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 56 (เล่ม 79)

อรรถกถาอสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
บัดนี้ เพื่อจำแนก อสังคหิเตน สังคหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงเริ่มคำว่า "เวทนากฺขนฺเธน" เป็นอาทิ. ในบทนี้ พึงทราบลักษณะ ดังนี้
ในวาระนี้ บทใดนับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้โดยขันธ์ แต่นับสงเคราะห์เข้ากัน
ได้โดยบทแห่งอายตนะและธาตุทังหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำปุจฉาและ
วิสัชนา การนับสงเคราะห์ซึ่งบทนั้นโดยขันธ์เป็นต้น. ก็แต่ บท (อสังคหิเตน
สังคหิตะ) นั้น ย่อมไม่ประกอบในบททั้งหลายมีรูปขันธ์ วิญญาณขันธ์ และ
จักขายตนะเป็นต้น. เพราะว่า รูปขันธ์นับสงเคราะห์นามขันธ์ ๔ โดยขันธ์
สงเคราะห์ไม่ได้. บรรดาธรรมเหล่านั้น แม้ธรรมหนึ่ง ชื่อว่า นับสงเคราะห์
ได้โดยอายตนะและธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ก็ย่อมไม่มี. เมื่อมีคำถามว่า เวทนา
เป็นต้น นับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยธัมมายตนะ มิใช่หรือ. ตอบว่า เวทนา
เป็นต้นที่นับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยธัมมายตนะ แต่ไม่ใช่ธัมมายตนะ คือ รูป
ขันธ์. เพราะทรงจำแนกธัมมายตนะสักว่าเป็นสุขุมรูปโดยความเป็นรูปขันธ์
ฉะนั้น ธรรมเหล่าใด ที่นับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยธัมมายตนะ ธรรมเหล่า
นั้น มิได้ชื่อว่า นับสงเคราะห์เข้าได้โดยรูปขันธ์. ขันธ์ ๔ นอกนี้ ก็สงเคราะห์
เข้ากันไม่ได้ แม้กับวิญญาณขันธ์. บรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมแม้หนึ่ง ชื่อ
ว่านับสงเคราะห์เข้ากันได้โดยอายตนะและธาตุเหล่านั้นก็ย่อมไม่มี. เพราะความ
ที่บทเหล่านี้ นับสงเคราะห์เข้ากันอย่างนี้ไม่มีอยู่ บททั้งหลาย นอกนี้ก็ดี จึง
นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ในวาระนี้. ส่วนบทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่ง
ธัมมายตนะอันไม่เจือด้วยวิญญาณหรือโอฬาริกรูป บทเหล่านั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงถือเอาในที่นี้. พึงทราบอุทานแห่งบทเหล่านั้น ดังนี้.

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 57 (เล่ม 79)

ตโย ขนฺธา ตถา สจฺจา อินฺทฺริยา ปน โสฬส
ปทานิ ปจฺจยากาเร จุทฺทสูปริ จุทฺทส.
สมตฺตึส ปทา โหนฺติ โคจฺฉเกสุ ทสสฺวถ
ทุเว จูฬนฺตรทุภา อฏฺฐ โหนฺติ มหนฺตรา.
แปลว่า ขันธ์ ๓ (คือ เจตสิกขันธ์ ๓) สัจจะ ๓ (คือ สมุทัย นิโรธ
มรรค) อินทรีย์ ๑๖ (คือ เว้นปสาทอินทรีย์ ๕ และมนินทรีย์) ปัจจยาการ ๑๔
(คือปฏิจจสมุปบาท ๑๔ เว้นวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ อุปปัตติภวะ ปริเทวะ)
บทที่ต่อมาจากปัจจยาการอีก ๑๔ บท (คือ บทสติปัฎฐานเป็นต้น เว้นอิทธิบาท)
บททั้งหลาย ๓๐ บทที่ในโคจฉกะสิบ จูฬันตรทุกะ ๒ บท (คือ อัปปัจจยบท
และอสังขตบท) มหันตรทุกะ ๘ บท (รวม ๙๐ บท).
ก็บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัญหาทั้งหมดไว้ ๑๒ บท
โดยรวมบท ๖ บท ที่เป็นคำวิสัชนาเช่นเดียวกัน. บัณฑิตพึงทราบการจำแนก
ขันธ์ในบทเหล่านั้นอย่างนี้. แต่ในอายตนะและธาตุทั้งหลาย มิได้มีความต่างกัน.
ในปัญหาที่ ๑ ก่อน. สองบทว่า " ตีหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ (นับ
สงเคราะห์ได้) ด้วยขันธ์ ๓ คือ รูปขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์. ส่วน
อายตนะและธาตุ พึงทราบการนับสงเคราะห์ได้ด้วยสามารถแห่งธัมมายตนะ
และธัมมธาตุ. ในนิทเทสนี้ พึงทราบนัยดังนี้ว่า นิพพาน สุขุมรูป สัญญา
สังขารขันธ์ ไม่นับสงเคราะห์โดยขันธ์สังคหะกับด้วยเวทนาขันธ์ แต่เป็นธรรม
ที่นับสงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะ (คือ ธัมมายตนะ) และธาตุ (คือ ธัมมธาตุ).
บรรดาธรรมเหล่านั้น นิพพานไม่ถึงซึ่งการนับว่าเป็นขันธ์. ธรรมที่เหลือย่อม
ถึงการสงเคราะห์ได้ ด้วยรูปขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์. แม้นิพพานก็
ย่อมถึงซึ่งการนับสงเคราะห์ว่าเป็นอายตนะและธาตุนั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 58 (เล่ม 79)

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " อสงฺขตํ ขนฺธโต ฐเปตฺวา ตีหิ ขนฺเธหิ
เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิตา" ดังนี้. แต่ในฝ่ายสัญญาขันธ์
ในที่นี้ นำสัญญาขันธ์ออกแล้ว พึงทราบว่าเป็นขันธ์ ๓ กับด้วยเวทนาขันธ์.
ในสังขารขันธ์เป็นต้น นำสังขารขันธ์ออกแล้ว พึงทราบว่าเป็นขันธ์ ๓ ด้วย
สามารถแห่งรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์.
ในปัญหาที่ ๒ สองบทว่า " จตูหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ ขันธ์ ๔ เว้น
วิญญาณขันธ์. ด้วยว่า ธรรมเหล่านั้น นับสงเคราะห์ด้วยนิโรธ โดยเป็นขันธ์
สังคหะไม่ได้ แต่นับสงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะและธาตุ.
ในปัญหาที่ ๓ คำว่า " ทฺวีหิ " ได้แก่ (นับสงเคราะห์ได้) ด้วย
ขันธ์ ๒ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์. เพราะว่า เวทนา สัญญา วิญญาณขันธ-
นับสงเคราะห์โดยเป็นขันธ์สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปอินทรีย์และอรูปอินทรีย์. แต่
ในธรรมเหล่านั้น เวทนา สัญญา นับสงเคราะห์ได้โดยการสงเคราะห์เป็น
อายตนะและธาตุ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า " เวทนา สญฺญากฺ-
ขนฺเธหิ " บัณฑิตพึงทราบ ความต่างกันแห่งขันธ์ในบททั้งปวง โดย
อุบายนี้.
ก็เบื้องหน้าแต่นี้ ข้าพเจ้าจักกล่าวชื่อของขันธ์ทั้งหลายพอสมควรเท่า
นั้น.
ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า " ตีหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ ในอิตถินทรีย์
และปุริสินทรีย์ พึงทราบการนับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๓ คือ เวทนา สัญญา
สังขารขันธ์. ในหมวด ๕ แห่งเวทนา พึงทราบ ด้วยรูป สัญญา สังขาร-
ขันธ์. ในสัทธินทรีย์เป็นต้น มีผัสสะ เป็นที่สุด พึงทราบว่าสงเคราะห์ไม่ได้
ด้วยรูป เวทนา สัญญาขันธ์. พึงทราบในเวทนา เช่นกับเวทนาขันธ์นั่นแหละ.
พึงทราบวินิจฉัยในตัณหา อุปาทาน กัมมภวะทั้งหลาย เช่นกับสังขารขันธ์.

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 59 (เล่ม 79)

ในปัญหาที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัย ในชาติชรามรณะ เช่นกับชีวิติน-
ทรีย์. เพราะนิพพาน สุขุมรูป สัญญา กับฌาน นับสงเคราะห์โดยเป็น
ขันธ์สงเคราะห์ไม่ได้ แต่นับสงเคราะห์เข้าโดยเป็นอายตนะและธาตุได้ ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาธรรมนั้น นับสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒ คือรูป
ขันธ์และสัญญาขันธ์.
ในปัญหาที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัย ในหมวด ๓ แห่งโสกะเป็นต้นนับ
สงเคราะห์กับเวทนาขันธ์ พึงทราบในอุปายาสะเป็นต้น เช่นกับสังขารขันธ์.
พึงทราบในเวทนาอีกเช่นกับเวทนาขันธ์. พึงทราบในสัญญาเช่นกับสัญญา
ขันธ์ พึงทราบวินิจฉัยในเจตนาเป็นต้น เช่นกับสังขารขันธ์.
แม้ ในปัญหาที่ ๗ เป็นต้น ก็พึงทราบธรรมทีนับสงเคราะห์ได้ และ
ไม่ได้ โดยอุบายนี้ แล.
จบอรรถกถาอสังคหิตปทนิทเทส
๔. สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
[๑๘๗] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วย สมุทยสัจ มัคคสัจ
โดยขันธสังคหะ อายตนสังคหะ. ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วย
ธรรมเหล่านั้น โดยขันธสังคหะ อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น
สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์
ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
[๑๘๘] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วย อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์
สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทริย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขิน-

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 60 (เล่ม 79)

ทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ อวิชชา
สังขารเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ผัสสะเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
ตัณหาเพราะเวทนาเป็นปัจจัย อุปาทานเพราะตัณหาเป็นปัจจัย กรรม-
ภพเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อัปปมัญญา อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์
๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ผัสสะ เจตน อธิโมกข์ มนสิการ เหตุธรรม
เหตุสเหตุกธรรม เหตุเหตุสัมปยุตตธรรม อาสวรรม สัญโญชนธรรม
คันถธรรม โอฆธรรม โยคธรรม นีวรณธรรม ปรามาสธรรม
อุปาทานธรรม กิเลสธรรม กิเลสสังกิเลสิกธรรม กิเลสสังกิลิฏฐ-
ธรรม กิเลสกิเลสสัมปยุตตธรรม โดยขันธสังคหะ อายตนสังคหะ ธาตุ
สังคหะ ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น โดยขันธสังคหะ
อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไค้ด้วยขันธ์ อายตนะ
ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไดด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑.
จบสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
อรรถกถาสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
บัดนี้ เพื่อจำแนก สังคหิเตน สังคหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง
เริ่มคำว่า "สมุทยสจฺเจน" เป็นอาทิ. ในนิทเทสนั้น บทใด นับสงเคราะห์
ได้ด้วยสามารถแห่งขันธ์สงเคราะห์เป็นต้น โดยธรรมมีขันธ์เป็นต้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงทำปุจฉา วิสัชนา ซึ่งการสงเคราะห์บทนั้นนั่นแหละ ด้วยขันธ์

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 61 (เล่ม 79)

เป็นต้นอีก. บทนั้นแม้บทหนึ่ง มิได้ประกอบในบททั้งหลายที่ท่านถือเอาส่วน
ทั้งสิ้นตั้งไว้ ในขันธ์ อายตนะและธาตุ. เพราะว่า บทอื่น ชื่อว่าสงเคราะห์
และด้วยสามารถแห่งขันธ์เป็นต้น โดยบทแห่งขันธ์เป็นต้นทั้งสิ้น มิได้มี.
บทใด รวมบทที่สงเคราะห์ได้แก่ตน มีอยู่ บทนั้นพึงถึงการนับสงเคราะห์ด้วย
สามารถแห่งขันธ์เป็นต้น นั่นแหละอีก ฉะนั้น บททั้งหลายเช่นนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้ามิได้ทรงถือเอาในวาระนี้. ส่วนบทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศ
แห่งสังขารขันธ์อันไม่ปนด้วยบทอื่น หรือย่อมส่องถึงเวทนาขันธ์ หรือสุขุมรูป
หรือเอกเทศแห่งสัจจะอันไม่ปนด้วยบทอื่น บทเหล่านั้น พระองค์ทรงถือเอา
ในวาระนี้. พึงทราบอุทานแห่งบทเหล่านั้น ดังนี้
"เทฺว สจฺจา ปณฺณรสินฺทฺริยา เอกาทส ปฏิจฺจปทาห
อุทฺธํ ปน เอกาทส โคจฺฉกปทเมตฺถ ตึสวิธา".
แปลว่า สัจจะ ๒ (คือ สมุทยสัจจะ มัคคสัจจะ) อินทรีย์ ๑๕
(คือ เว้นปสาทินทรีย์ ๕ ชีวิตินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๑ บท
(คือ เว้นวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ เวทนา อุปปัตติภวะ ชาติ ชรา มรณะ)
บทที่ต่อจากปฏิจจสมุปบาทอีก ๑๑ บท (คือ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน
อัปปมัญญา ปัญจินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มัคคังคะ ผัสสะ เจตนา อธิโมกข์
มนสิการ) บทในโคจฉกะ ๓๐ บท (รวม ๖๙ บท).
ก็ในนิทเทสแห่งบทนี้ มี ๒ ปัญหาเท่านั้น. ในปัญหาเหล่านั้น บทใด
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นเพื่อปุจฉา บทนั้นนั่นแหละ นับสงเคราะห์ได้
ด้วยสามารถแห่งขันธ์เป็นต้น ด้วยธรรมเหล่าใด ทรงหมายเอาธรรมเหล่านั้น
จึงตรัสคำว่า "เอเกน ขนฺเธน" เป็นต้นไว้ในที่ทั้งปวง. ในปัญหานั้น พึง
ทราบนัย ดังนี้ว่า ก็สังขารทั้งหลายยกเว้นตัณหาแล้ว นับสงเคราะห์ได้ด้วย

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 62 (เล่ม 79)

ขันธ์สงเคราะห์เป็นต้นได้ด้วยสมุทัยสัจจะ. ตัณหานั่นแหละ ก็ยังสงเคราะห์เข้า
กันได้กับด้วยธรรมเหล่านั้นได้อีก. ตัณหานั้นจึงชื่อว่านับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์
สงเคราะห์เป็นต้น ด้วยสังขารทั้งหลายนั่นแหละอีก. ในบททั้งปวงก็นัยนี้นั่น
แหละ. แต่ในปุจฉาแห่งอรูปธรรมทั้งหลายในที่นี้ ชื่อว่ามีขันธ์หนึ่ง คือสังขาร
ขันธ์ หรือเวทนาขันธ์. ในปุจฉาแห่งธรรม ชื่อว่ามีขันธ์หนึ่ง คือ รูปขันธ์.
ในปุจฉาแห่งบทปริเทวะ ชื่อว่ามีอายตนะหนึ่ง คือสัททายตนะ ชื่อว่ามีธาตุหนึ่ง
คือสัททธาตุนั่นแหละ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบทที่เหลือด้วยสามารถแห่ง
ธัมมายตนะและธัมมธาตุ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
๕. อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
[๑๘๙] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปขันธ์ โดยขันธสังคหะ
อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น
โดยขันธสังคหะ. อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่
ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย
ขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗.
[๑๙๐] ธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ โดยขันธสังคหะ อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่าใด
สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น โดยขันธสังคหะ อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ
ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗.

62