พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 43 (เล่ม 79)

อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทนิทเทส
ใน ปฏิจจสมุปปาทนิทเทส๑ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรง เริ่มคำ
ปุจฉาว่า " อวิชฺชา กตีหิ ขนฺเธหิ " แต่ทรงแสดงคำวิสัชนาอย่างนี้เทียวว่า
" อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เอเกน ขนฺเธน " เป็นต้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า
" สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ " อธิบายว่า เมื่อปฏิสนธิเป็นไปแล้ว วิปากวิญญาณ
แม้ทั้งปวงก็เป็นไป. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า " สตฺตหิ ธาตูหิ
สงฺคหิตํ " แม้ในนามรูป ก็พึงทราบด้วยสามารถแห่งความเป็นไปของปฏิสนธิ
นั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น พระองค์ทรงรวบรวมแม้ซึ่งสัททายตนะ แล้วแสดง
การนับสงเคราะห์ไว้ด้วยอายตนะ ๑๑ ในปฏิจจสมุปปาทนิทเทสนี้.
พึงทราบขันธเภทะ (คือ การแยกขันธ์) ในธรรมทั้งหลาย มีผัสสะ
เป็นต้น. จริงอยู่ ผัสสะ นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์อย่างหนึ่ง เวทนาขันธ์ก็
นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์อย่างหนึ่ง. สำหรับตัณหา อุปาทาน กรรมภพ นับ
สงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์เท่านั้น. อนึ่ง บทแห่งภพ ทรงจำแนก ๑๑ อย่าง
ด้วยสามารถแห่งกัมมภพเป็นต้นไว้ในนิทเทสนี้. บรรดาภพเหล่านั้น กรรมภพ
ทรงแสดงรวมกับภพเหล่านั้น เพราะความเป็นคำวิสัชนาเช่นกับผัสสะเป็นต้น.
อุปปัตติภพ กามภพ สัญญาภพ ปัญจโวการภพทั้งหลาย ทรงแสดงรวมกัน
เพราะความเป็นคำวิสัชนาเช่นกับเป็นของกันและกัน. แต่เพราะสภาวธรรมอัน
กรรมเข้าไปยึดถือไว้โดยความเป็นผลเทียม ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
" เอกาทสหายตเนหิ สตฺตรสหิ ธาตูหิ " จริงอยู่ สัททายตนะ อันกรรม
๑. บาลีข้อ ๕๗-๖๘

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 44 (เล่ม 79)

มิได้ยึดไว้โดยความเป็นผล (คือ มิใช่เป็นกัมมชรูป) สัททายตนะนั้น พระองค์
จึงไม่ได้ทรงถือเอาในที่นี้.
ใน รูปภวนิทเทส สองบทว่า " ปญฺจหิ อายตเนหิ " ได้แก่ ด้วยจัก
ขวายตนะ โสตายตนะ มนายตนะ รูปายตนะ และธัมมายตนะ.
สองบทว่า " อฏฺฐหิ ธาตูหิ " ได้แก่ ธาตุ ๘ คือจักขุธาตุ โสตธาตุ
จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ รูปธาตุ ธัมมธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณ-
ธาตุ. ภพทั้ง ๓ แม้มีอรูปภพเป็นต้น แสดงรวมกัน เพราะความเป็นคำวิสัชนา
ทำนองเดียวกัน. อสัญญีภพ เอกโวการภพ ก็ฉันนั้น.
ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า " ทฺวีหิ อายตเนหิ " ได้แก่ อายตนะ ๒
คือ รูปายตนะและธัมมายตนะ. แม้ในธาตุทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ.
อนึ่งในนิทเทสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกรูปายตนะขึ้นแสดง
เพราะความที่รูปายตนะแห่งพรหมนั้นเป็นอารมณ์แก่พรหมทั้งหลายที่เหลือผู้อยู่
ในพื้นพิภพเดียวกัน เพราะการเกิดขึ้นแห่งจักขุ.
คำว่า " ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ รูปชาติ นับสงเคราะห์ได้ด้วยรูป
ขันธ์ อรูปชาติ นับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์. แม้ในชราและมรณะ ก็นัยนี้.
คำว่า " เอเกน ขนฺเธน " แม้ในธรรมมีโสกะเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบขันธ์
ที่แปลกกันอย่างนี้ว่า
โสกทุกขโทมนัสสะ นับสงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์
ปริเทวะ นับสงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์
อุปายาสะเป็นต้น นับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์.
คำว่า " อิทฺธิปาโท ทฺวีหิ ขนฺเธหิ " เป็นต้น ได้แก่ นับสงเคราะห์
ได้ด้วยสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ด้วยมนายตนะ ธัมมายตนะ ด้วยธัมมธาตุ
มโนวิญญาณธาตุ.

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 45 (เล่ม 79)

คำว่า " ฌานํ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ ด้วยเวทนาขันธ์ และสังขาร
ขันธ์. ธรรมทั้งหลายมี อัปปมัญญา เป็นต้น อธิบายไว้รวมกัน เพราะ
ความเป็นคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน. แต่ จิต แม้ตั้งไว้ในลำดับแห่งเจตนา ก็
ทรงแสดงในภายหลัง เพราะมีคำวิสัชนาไม่เหมือนกัน. บรรดาบททั้งหลายมี
อัปปมัญญาเป็นต้นเหล่านั้น คำว่า " เอเกน ขนฺเธน " ได้แก่ เวทนานับ
สงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์ สัญญานับสงเคราะห์ได้ด้วยสัญญาขันธ์ ธรรมที่
เหลือนับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบขันธ์ที่แปลกกัน
ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสังคหาสังคหบทในอัพภันตรมาติกา
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดง พาหิรมาติกา๑ จึงเริ่มคำว่า " กุสลา
ธมฺม" เป็นอาทิ. บรรดามาติกาเหล่านั้น ในเวทนาติกะ๒ คำว่า "ตีหิ ธาตูหิ"
ได้แก่ ด้วยกายวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ. คำว่า "สตฺตหิ
ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๗ คือ จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆาน-
วิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ. ใน
วิปากติกะ๓ คำว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุทั้ง ๗ เหล่านั้นนั่นแหละ
กับด้วยกายวิญญาณธาตุ๑. แต่วิปากธัมมธัมมา ถือเอารวมกัน เพราะคำวิสัชนา
เช่นเดียวกันกับด้วยสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะทั้งหลาย. ก็แลนิทเทสเหล่านั้นแสดงไว้
ฉันใด ในบทติกะและทุกะทั้งปวง (ในพาหิรมาติกานี้) ก็ฉันนั้น คือว่า บท
ใดๆ เป็นคำวิสัชนาร่วมกับบทใด ๆ บทนั้น ๆ แม้ไม่เป็นไปตามลำดับ ท่าน
ก็ถือเอาคำวิสัชนาพร้อมกับด้วยบทนั้น ๆ. สังคหาสังคหนัยในที่นี้ พึงทราบ
โดยทำนองที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาสังคหาสังคหปทนิทเทส
๑. บาลีข้อ ๗๓-๗๔ ๒. ข้อ ๗๕-๗๖ ๓. ข้อ ๗๗-๗๙

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 46 (เล่ม 79)

๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
[๑๖๗] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขายตนะ ฯลฯ โผฏ-
ฐัพพายตนะ ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขุธาตุ ฯลฯ โผฏฐัพพธาตุ
โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรม-
เหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรมเหล่านั้น
สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘.
[๑๖๘] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขุวิญญาณธาตุ โสต-
วิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กานวิญญาณธาตุ
มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดย
อายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ฯลฯ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔
อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๒.
[๑๖๙] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์
ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ โดย
ขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนะสังคหะ ธาตุสังคหะ ฯลฯ
ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘.
[๑๗๐] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยอสัญญาภพ เอกโวการ-
ภพ โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนะสังคหะ ธาตุสังคหะ
ฯลฯ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๓ ธาตุ ๙.
[๑๗๑] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยปริเทวะ เเละ สนิทัสสน-
สัปปฏิฆธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนะสังคหะ ธาตุ
สังคหะ ฯลฯ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘.

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 47 (เล่ม 79)

[๑๗๒] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยอนิทัสสนสัปฏิฆธรรม
โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ฯลฯ
ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๖.
[๑๗๓] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยสนิทัสสนธรรม โดย
ขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ฯลฯ ธรรม
เหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘.
[๑๗๔] ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยสัปปฏิฆธรรม อุปาทา-
ธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ
ฯลฯ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ธรรม
เหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗.
อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๗ อินทรีย์ ๗ อสัญญาภพ ๑ เอกโวการภพ ๑
ปริเทวะ ๑ สนิทัสสนธรรม ๑ สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม ๑ อนิทัสสนสัปปฏิ-
ฆธรรม ๑ สัปปฏิฆธรรม ๑ อุปาทาธรรม ๑ (รวม ๔๒ บท) ด้วยประการฉะนี้.
จบสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
อรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
บัดนี้ เพื่อจำแนก สังคหิเตน อสังหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงเริ่มคำว่า "จกฺขฺวายตเนน" เป็นอาทิ. ในบทนี้ พึงทราบลักษณะ
ดังนี้ ก็ในวาระนี้บทใด (หมายถึงรูป๒๗เว้นจักขายตนะ) นับสงเคราะห์ได้ด้วย
บทแห่งขันธ์ แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งอายตนะและธาตุ หรือว่า
บทใด (วิญญาณธาตุ ๗ เว้นจักขุวิญญาณธาตุ) นับสงเคราะห์ได้ด้วยบทแห่ง

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 48 (เล่ม 79)

ขันธ์และอายตนะ แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงทำปุจฉาและวิสัชนาซึ่งบทอันสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์แห่งบทนั้น ก็บท
(ที่สงเคราะห์ไม่ได้) นั้น ย่อมไม่ประกอบในธรรมทั้งหลาย มีรูปขันธ์เป็น
ต้น. เพราะว่า รูปขันธ์สงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์เท่านั้น แต่รูปขันธ์นั้น ชื่อ
ว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะและธาตุ ๑๑ ทั้งกึ่งก็ไม่มี เวทนาเทียวนับ
สงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์เท่านั้น แม้เวทนาขันธ์นั้นชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่
ได้ด้วยธัมมายตนะและธัมมธาตุทั้งหลาย ก็หาไม่. เมื่อไม่มี เพราะธรรม
เหล่านี้สงเคราะห์ไม่ได้อย่างนี้ บททั้งหลายเหล่าอื่นนั้น และบทมีมนายตนะ
ธัมมายตนะ เป็นต้น มีรูปอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงสงเคราะห์ไว้
ในวาระนี้. แต่บทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่งรูปอันไม่เจือด้วยรูป
และซึ่งเอกเทศแห่งวิญญาณอันไม่เจือด้วยธรรมอื่น บทเหล่านั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในนิทเทสแห่งบทนี้. ในที่สุด ทรงแสดงธรรมเหล่านั้น
ไว้ในอุทานคาถาอย่างนี้ว่า
"ทสายตนา สตฺตรส ธาตุโย
สตฺตินฺทฺริยา อสญฺญาภโว เอกโวการภโว
ปริเทโว สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ
อนิทสฺสนํ ปุนเรว* สปฺปฏิฆํ อุปฺปาทา".
แปลว่า นิทเทสนี้มี ๔๒ บท คือ
โอฬาริกายตนะ ๑๐ บท
ธาตุ ๑๗ บท (เว้นธัมนธาตุ)
รูปอินทรีย์ ๗ บท (คือ จักขุนทรีย์เป็นต้น จนถึงปุริสินทรีย์
เป็นที่สุด)
* บางแห่งเป็น ปุนเทว

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 49 (เล่ม 79)

อสัญญีภพ ๑ บท
เอกโวการภพ ๑ บท
ปริเทวะ ๑ บท
นิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท
อนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท
สนิทัสสนะ ๑ บท
สัปปฏิฆะ ๑ บท
อุปาทาธรรม ๑ บท.
เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบ การนับสงเคราะห์ธรรมที่ไก้ และไม่
ได้ด้วยสามารถแห่งบทเหล่านั้นนั่นแหละ. ก็ว่าด้วยอำนาจแห่งปัญญา ในวาระนี้
ทรงทำไว้ ๘ ปัญหา คือ
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมธรรม ๒๐ ด้วยสามารถแห่ง
อายตนะ (โอฬาริกายตนะ ๑๐) และธาตุ (โอฬาริกธาตุ ๑๐) ไว้ใน
คำวิสัชนาทำนองเดียวกัน
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมวิญญาณธาตุ ๗.
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมอินทรีย์ ๗ (คือ มีจักขุน-
ทรีย์เป็นต้น)
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมภพทั้ง ๒ และ
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย ปริเทวบท และสนิทัสสนสัปปฏิฆบท.
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย อนิทัสสนสัปปฏิฆาบท.
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สนิทัสสนบททั้งหลาย.
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สัปปฏิฆบททั้งหลาย และอุปาทาธรรม
ทั้งหลาย.

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 50 (เล่ม 79)

บรรดาปัญหาเหล่านั้น พึงทราบการจำแนกขันธ์เป็นต้น อย่างนี้ คือ
ในปัญหาที่ ๑ ก่อน. สองบทว่า " จตูหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ สงเคราะห์
ไม่ได้ด้วยอรูปขันธ์ ๔. สองบทว่า " ทฺวีหายตเนหิ " ได้แก่ สงเคราะห์ไม่
ได้ด้วยมนายตนะ ๑ กับบรรดาจักขวายตนะเป็นต้นอย่างละหนึ่ง ๆ. สองบทว่า
" อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย ธาตุ ๘ คือ ด้วยวิญญาณธาตุ ๗
กับบรรดาจักขุธาตุเป็นต้น อย่างละหนึ่งๆ ในนิทเทสนี้พึงทราบนัยดังนี้ว่า จัก-
ขวายตนะสงเคราะห์โดยความเป็นขันธ์ เป็นรูปขันธ์ได้ เมื่อจักขวายตนะนั้น
สงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์แล้ว จักขวายตนะหนึ่งนั้นแหละก็สงเคราะห์ได้ด้วยการ
สงเคราะห์เป็นอายตนะ ส่วนอายตนะ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้. แม้
โดยการสงเคราะห์ด้วยธาตุ จักขุธาตุหนึ่งนั่นแหละนับสงเคราะห์ด้วยธาตุได้.
ธาตุ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้. เพราะเหตุนี้อายตนะ ๑๐ เหล่าใดนับ
สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขวายตนะนั้น อายตนะเหล่านั้นไม่นับสงเคราะห์ด้วย
อายตนะ ๒ คือ จักขวายตนะ และมนายตนะ. ธาตุ ๑๐ แม้เหล่าใดนับ
สงเคราะห์เข้าไม่ได้ ธาตุเหล่านั้น ก็นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขุธาตุและ
วิญญาณธาตุ ๗ ดังนี้. แม้ในรูปายตนะเป็นต้นก็นัยนี้นั่นแหละ.
ในปัญหาที่ ๒ เพราะวิญญาณขันธ์ ท่านสงเคราะห์ได้ด้วยวิญญาณ-
ธาตุอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณขันธ์นั้น ชื่อว่าสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยมนายตนะ
ไม่มี ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า " อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา "
ดังนี้. ก็ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ นี้ สองบทว่า " จตูหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ ด้วย
ขันธ์ ๔ มีรูปเป็นต้น. สองบทว่า " เอกาทสหิ อายตเนหิ " ได้แก่ สงเคราะห์
ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๑ เว้นมนายตนะ. สองบทว่า " ทฺวาทสหิ ธาตูหิ " ได้แก่
ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๒ ที่เหลือ โดยนำวิญญาณธาตุ ๖ ออกตามสมควร. เพราะว่า

50
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 51 (เล่ม 79)

จักขุวิญญาณธาตุนับสงเคราะห์ได้ด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั่นแหละ ธาตุนอกนี้
สงเคราะห์ไม่ได้. แม้ในโสตวิญญาณธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในปัญหาที่ ๓ การวิสัชนาจักขุนทรีย์เป็นต้น เช่นเดียวกับจักขวายตนะ
เป็นต้นนั่นแหละ. แต่ในอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ พึงทราบอายตนะ ๒ คือ
มนายตนะ* กับธัมมายตนะ และธาตุ ๘ คือ วิญญาณธาตุ ๗ กับธัมมธาตุ ๑
(นับสงเคราะห์เข้าด้วยอินทรีย์ทั้ง ๒ นี้ไม่ได้).
ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า " ตีหายตเนหิ " ได้แก่ (นับสงเคราะห์
ไม่ได้) ด้วยรูปายตนะ ธัมมายตนะ มนายตนะ. เพราะว่า ในภพเหล่า
นั้น ว่าโดยอำนาจแห่งรูปายตนะและธัมมายตนะ ได้อายตนะ ๒ เท่านั้น
สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๓ คือ ด้วยอายตนะ ๒ (คือ รูปายตนะ ธัมมา-
ยตนะ) เหล่านั้นนั่นแหละ และมนายตนะ ๑. สองบทว่า " นวหิ ธาตูหิ "
ได้แก่ ด้วยธาตุ ๙ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับรูปธาตุ และธัมมธาตุ.
ในปัญหาที่ ๕ สองบทว่า " ทฺวีหายตเนหิ " หมายเอาบทที่ ๑
(คือ ปริเทวธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยสัททายตนะ และมนายตนะ.
หมายเอาบทที่ ๒ (คือ สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วย
รูปายตนะ และมนายตนะ. แม้ธาตุทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า วิญญาณธาตุ ๗
กับอายตนะอย่างละ ๑ ในบรรดาอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละ.
ในปัญหาที่ ๖ สองบทว่า " ทสหายตเนหิ " ได้แก่ อายตนะ ๑๐
เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ. สองบทว่า " โสฬสหิ ธาตูหิ " ได้แก่ ธาตุ ๑๖
เว้นรูปธาตุ และธัมมธาตุ. ถามว่า ข้อนี้มีอธิบายอย่างไร ตอบว่า ก็เพราะ
โอฬาริกายตนะ ๙ ชื่อว่า อนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม เมื่ออายตนะเหล่านั้น
* คำว่า มนายตนะ ในอรรถกถาเห็นจะตกไป เพราะว่า ท่านกล่าวว่า อายตนะ ๒ (คือ
มนายตนะ และธัมมายตนะ) แต่ในอรรถกถานี้ กล่าวไว้แต่เพียง ธัมมายตนะเท่านั้น.

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 52 (เล่ม 79)

สงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์โดยขันธ์สงเคราะห์แล้ว อายตนะเหล่านั้นนั่นแหละ ก็
สงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปายตนะและธัมมายตนะ.
แม้ว่าโดยธาตุสงเคราะห์ โอฬาริกธาตุ ๙ สงเคราะห์เข้ากันได้ แต่รูปธาตุและ
ธัมมธาตุ นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ด้วยอายตนะนั้นนั่นแหละ. ด้วยเหตุนี้
อันนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะเหล่านั้น ส่วนอายตนะเหล่านั้น พึงทราบ
อายตนะ ๒ เหล่าใดว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๐ คือ โอฬาริกายตนะ
๙ และมนายตนะ ๑ เว้นรูปายตนะ และธัมมายตนะ. ธาตุทั้ง ๒ แม้เหล่าใด
ที่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธาตุเหล่านั้น พึงทราบว่า นับสง-
เคราะห์ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๖ คือ โอฬาริกธาตุ ๙ และวิญญาณธาตุ ๗ เว้นรูป
ธาตุและธัมมธาตุ.
ในปัญหาที่ ๗ สองบทว่า " ทฺวีหายตเนหิ " ได้แก่ ด้วยอายตนะ
๒ คือ รูปายตนะและมนายตนะ. สองบทว่า " อฏฺฐหิ ธาตูหิ " ได้แก่
ด้วยธาตุ ๘ คือ ด้วยรูปธาตุ และวิญญาณธาตุ ๗.
ในปัญหาที่ ๘ สองบทว่า " เอกาทสหายตเนหิ " หมายเอาสัป-
ปฏิฆธรรมทั้งหลายเว้นธัมมายตนะ และหมายเอาอุปปาทาธรรมทั้งหลาย เว้น
โผฎฐัพพายตนะ. แม้ในธาตุทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ. ก็การประกอบเนื้อ
ความในนิทเทสแห่งบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหน
หลังนั้นแล.
จบอรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตบท

52