พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1036 (เล่ม 78)

วิราคะ (ความหมดความยินดีในสัญญา) ให้เกิด มนสิการว่า ชื่อว่า ความ
เป็นผู้ไม่มีจิต เป็นสิ่งที่พอใจ และนั่นเป็นทิฏฐธัมมนิพพาน ดังนี้ แล้วเจริญ
สมาบัติเข้าถึงสัญญาวิราคะนั้น จึงเกิดขึ้นในภพที่ไม่มีสัญญานั้น. ในขณะแห่ง
การเกิดของอสัญญสัตตพรหมเหล่านั้น รูปขันธ์อย่างเดียวเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น.
พรหมเหล่านั้นเมื่อยืนเกิด ก็ย่อมยืนอยู่นั่นแหละ เมื่อนั่งเกิด ก็ย่อมนั่งอยู่
นั่นแหละ เมื่อนอนเกิด ก็ย่อมนอนอยู่นั่นแหละ เป็นดังเช่นรูปจิตรกรรม
(รูปวาด) ดำรงอยู่ในภพนั้นตลอด ๕๐๐ กัป ในที่สุดแห่งพรหมเหล่านั้น รูป
กายนั้น ย่อมอันตรธานไป กามาวจรสัญญา ย่อมเกิดขึ้น. ด้วยเหตุนั้น
เทวดาเหล่านั้นย่อมปรากฏว่า เคลื่อนแล้วจากกายนั้นเพราะความเกิดขึ้นแห่ง
สัญญาในโลกนี้ดังนี้.
พรหมเหล่านั้น ที่ชื่อว่า เวหัปผลา เพราะผลของเขาเหล่านั้น
ไพบูลย์. ชื่อว่า อวิหา เพราะย่อมไม่เสื่อม ไม่สูญไปจากสมาบัติของตน.
ชื่อว่า อตัปปา เพราะย่อมไม่ยังสัตว์ไร ๆ ให้เดือนร้อน. ชื่อว่า สุทัสสา
เพราะอรรถว่า เห็นดี มีรูปงามน่าเลื่อมใส. ชื่อว่า สุทัสสี เพราะเทวดา
เหล่านั้น ย่อมเห็นด้วยดี หรือว่า การเห็นของเทวดาเหล่านั้นดี. ชื่อว่า
อกนิฏฐา เพราะเป็นผู้เจริญที่สุด ด้วยคุณทั้งหมดทีเดียว และด้วยภวสมบัติ
สำหรับผู้ที่มีคุณธรรมน้อย ย่อมไม่มีในที่นี้.
คำว่า อากาสานญฺจายตนํ อุปคตา ได้แก่ เข้าถึงอากาสานัญ-
จายตนะ. ในคำแม้นอกนี้ก็นัยนี้แหละ.
ภูมิคือ กามาวจร ๖ พรหมโลก ๙ สุทธาวาส ๕ อรูป ๔ อสัญญสัตตา
๑ และเวหัปผลา ๑ รวมเป็นเทวโลก ๒๖ ภูมิ และมนุษยโลกอีกหนึ่ง จึงเป็น
๒๗ ภูมิด้วยประการฉะนี้. บรรดาภูมิทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรง
กำหนดอายุของมนุษย์และเทวดา มิได้ทรงกำหนดอายุสัตว์ในอบายภูมิ ๔ และ
ในภุมมเทวดาทั้งหลาย.

1036
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1037 (เล่ม 78)

ถามว่า เพราะเหตุไร จึงมิได้ทรงกำหนดอายุในอบาย ๔ และ
ภุมมเทวดาเหล่านั้น.
ตอบว่า ในนรกก่อน กรรมเท่านั้น เป็นประมาณ คือว่า กรรมยัง
ไม่สิ้นไปตราบใด ก็ย่อมไหม้อยู่ในนรกตราบนั้น ในอบายที่เหลือก็เหมือนกัน.
กรรมนั่นแหละเป็นประมาณแม้ของภุมมเทวดาทั้งหลาย. จริงอยู่ เทวดาบาง
พวกเกิดแล้วในภูมินั้น ย่อมตั้งอยู่เพียง ๗ วัน บางพวกตั้งอยู่กึ่งเดือน บางพวก
ตั้งอยู่หนึ่งเดือน แม้ตั้งอยู่ถึงหนึ่งกัปก็มี. ในเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
พระโสดาบันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ในมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมบรรลุซึ่ง
สกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตผลบ้าง. บรรดาพระอริยะเหล่านั้น
พระโสดาบันเป็นต้น ย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต พระขีณาสพทั้งหลายเท่านั้น ย่อม
ปรินิพพาน หรือว่า ย่อมบวช. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะว่า
ธรรมดาว่าพระอรหัตมีคุณอันประเสริฐที่สุด แต่เพศคฤหัสถ์เป็นเพศต่ำ. เพศ
แห่งคฤหัสถ์จึงไม่อาจเพื่อทรงคุณอันสูงสุดนั้น เพราะความเป็นเพศต่ำ. เพราะ
ฉะนั้น พระขีณาสพเหล่านั้น จึงใคร่เพื่อจะปรินิพพาน หรือว่าเพื่อจะบวช.
ส่วนภุมมเทวดา แม้บรรลุพระอรหัต แล้วย่อมดำรงอยู่ตลอด
ชีวิต. พระโสดาบันและพระสกทาคามีนั่นแหละ ในเทวดากามาวจร
๖ ชั้น ย่อมดำรงอยู่ตลอดกาลแห่งชีวิต. พระอนาคามีควรไปสู่
รูปภพ. แต่พระขีณาสพ ควรเพื่อปรินิพพาน.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะความไม่มีโอกาส (ที่ว่าง) เพื่อหลีกเร้น. พระอริยะ
แม้ทั้งหมดในรูปาวจร และอรูปาวจร ย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต. พระโสดาบัน
พระสกทาคามี ผู้บังเกิดในรูปาวจรนั้น ย่อมไม่กลับมาในโลกนี้อีก ย่อมปริ-

1037
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1038 (เล่ม 78)

นิพพานในภพนั้นนั่นแหละ. เพระว่า พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่า
นั้น ชื่อว่า เป็นผู้ไม่กลับมาเพราะฌานลาภี (หมายถึงพระโสดาบัน พระ-
สกทาคามีในรูปภพมีชื่อว่า ฌานลาภีอนาคามีผู้ไม่กลับมาเพราะได้ฌาน)
ถามว่า ก็อะไร ว ย่อมกำหนดการได้สมาบัติ ๘ ?
ตอบว่า ฌานอันคล่องแคล่ว ย่อมกำหนด คือว่า ฌานใดของ
บุคคลนั้นคล่องแคล่ว เพราะความที่ฌานคล่องแคล่วนั้น สมาบัติ ๘ จึงเกิดขึ้น.
ถามว่า ก็อะไร ย่อมกำหนดฌานทั้งหลายทั้งปวงอันคล่องแคล่ว ?
ตอบว่า ความปรารถนากำหนด คือบุคคลใด ย่อมปรารถนาการ
เกิดขึ้นในที่ใด ย่อมทำฌานแล้วเกิดขึ้นในที่นั้นนั่นแหละ.
ถามว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี อะไร ย่อมกำหนด ?
ตอบว่า สมาบัติอันผู้นั้นเข้าถึงแล้วในสมัยใกล้มรณะย่อมกำหนด.
ถามว่า สมาบัติที่ถึงพร้อมแล้วในสมัยใกล้มรณะไม่มี อะไร ย่อม
กำหนดเล่า ?
ตอบว่า เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ. จริงอยู่ บุคคลนั้น ย่อม
บังเกิดขึ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนภพโดยส่วนเดียว. ความบังเกิดขึ้นในที่นั้น
นั่นแหละก็ดี การเกิดขึ้นในเบื้องบนก็ดี ย่อมมีแก่พระอริยสาวกผู้บังเกิดใน
พรหมโลก ๙ หามีการเกิดขึ้นในภพเบื้องต่ำไม่. ส่วนการเกิดในภพนั้นก็ดี
การเกิดในภพที่สูงขึ้นไปก็ดี การเกิดในภพเบื้องต่ำก็ดี ย่อมมีแก่ปุถุชนทั้งหลาย
ความเกิดขึ้นในภพนั้นก็ดี การเกิดขึ้นในภพที่สูงขึ้นไปก็ดี ย่อมมีแก่พระอริย-
สาวกในสัทธาวาส ๕ และในอรูปภพ ๔. พระอนาคามีผู้บังเกิดในปฐมฌานภูมิ
ชำระพรหมโลก ๙ ดำรงอยู่ในพรหมโลกชั้นสูงสุดแล้ว จึงปรินิพพาน-
เทวโลกทั้ง ๓ เหล่านั้น คือ เวหัปผลา อกนิฏฐา เนวสัญญานาสัญญายตนะ

1038
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1039 (เล่ม 78)

ชื่อว่า ภพอันประเสริฐที่สุด. พระอนาคามีในภพทั้ง ๓ เหล่านี้ ย่อมไม่ไปสู่ภพ
เบื้องบนและไม่ลงมาสู่ภพเบื้องต่ำ ย่อมปรินิพพานในภพนั้น ๆ นั่นแหละ ดังนี้
นี้เป็นปกิณณกะในวาระที่ ๖ แล.
อภิญเญยยาทิวาระที่ ๗
ในวาระที่ ๗ บัณฑิตพึงทราบความเป็นแห่งอภิญเญยยะ (ธรรม
ที่พึงรู้ยิ่ง หรือธรรมที่ควรรู้ยิ่ง) ด้วยสามารถแห่งการรู้ยิ่งซึ่งการกำหนดธรรม
อันเป็นไปกับด้วยลักษณะ. ความเป็นแห่งปริญเญยยะ (แปลว่าธรรมควร
กำหนดรู้) พึงทราบด้วยสามารถแห่งปริญญาทั้งหลาย คือ ญาตปริญญา
ตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ก็ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่ง
ญาตปริญญาและตีรณปริญญาเท่านั้น. ในคำว่า รูปขันธ์เป็นอภิญเญยยะ
เป็นปริญเญยยะ ไม่ใช่ปหาตัพพะ เป็นต้น นั่นแหละ.
สมุทยสัจจะ บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งปหานปริญญา ในคำว่า
สมุทยสัจจะ เป็นอภิญเญยยะ เป็นปริญเญยยะ เป็นปหาตัพพะ
เป็นต้น.
อธิบายสารัมมณานารัมมณาทิวาระที่ ๘
ในวาระที่ ๘ บัณฑิตพึงทราบ ความไม่มีอารมณ์ (อนารัมมณะ)
และมีอารมณ์ (อารัมมณะ) ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น
และแห่งวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้น.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๙
ในวาระที่ ๙ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

1039
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1040 (เล่ม 78)

อธิบายทัสสนวาระที่ ๑๐
แม้ในวาระที่ ๑๐ คำใด ที่ข้าพเจ้าพึงกล่าว คำนั้น ทั้งหมด ข้าพเจ้า
กล่าวแล้วในวาระว่าด้วยปัญหาปุจฉกะนั้น ๆ นั่นแล.
วรรณนาธัมมหทยวิภังค์ในสัมโมหวิในทนีอรรถกถาวิภังค์
จบเพียงเท่านี้

1040
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1041 (เล่ม 78)

นิคมคาถา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเคารพ
ธรรม ทรงมีหมู่ทวยเทพนับพันห้อมล้อม
แล้วทรงแสดงพระอภิธรรมแก่เทพทั้งหลาย
เคารพธรรม ในเทพนคร.
ทรงเป็นนาถะพระองค์เดียวไม่มีบุรุษ
เป็นสหาย ตรัสวิภังคปกรณ์อันเป็นปกรณ์ที่
๒ มีคุณบริสุทธิ์ประดับด้วยวิภังค์ ๑๘ วิภังค์
อันใดไว้
เพื่อประกาศอรรถแห่งปกรณ์นั้น
ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า พุทธโฆสะ ผู้อันพระสงฆ์-
เถระนิมนต์แล้ว ด้วยคุณอันตั้งอยู่ คือ
มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว มีคติไม่ชักช้า มี
ความรู้ดี ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงถือเอา
อรรถกถาเริ่มรจนาในอรรถอันละเอียดอ่อน
ด้วยดี ชื่อว่า สัมโมหวิโนทนี เพื่อบรรเทา
โมหะความหลงมาอธิบาย สัมโมหวิโนทนีนี้
รวมเอาสาระแห่งอรรถกถาของอาจารย์ใน
ปางก่อนไว้ บัดนี้ปกรณ์นี้ถึงที่สุดแล้วด้วย
พระบาลี ๔๐ ภาณวาร ปราศจากอันตรายแล้ว
ฉันใด ขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์

1041
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1042 (เล่ม 78)

ทั้งหลาย จงปราศจากมลทินทั้งหลาย จง
สำเร็จสมปณิธานความปรารถนาฉันนั้น เถิด.
ก็บุญใดที่ข้าพเจ้ารจนาปกรณ์นี้ให้
สำเร็จแล้ว เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัท-
ธรรม ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ขอสัตว์
โลกพร้อมทั้งเทวโลก จงได้รับบุญนั้นด้วย.
ขอพระสัทธรรมจงตั้งอยู่ดีตลอด
กาลนาน ขอสัตว์โลกผู้ยินดียิ่งในพระธรรม
จงเจริญทุกเมื่อ และขอชนบททั้งหลาย
จงถึงพร้อมด้วยความสุขมีความเกษมสำราญ
มีภิกษาหาได้ง่ายเป็นต้น ตลอดกาลเป็น
นิตย์.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ อรรถกถาวิภังคปกรณ์ ชื่อว่าสัมโมหวิโนทนี
นี้ อันพระเถระผู้อันครูทั้งหลายเรียกว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วยศรัทธา
พุทธิ (ความรู้) และวิริยะอันหมดจดอย่างยิ่ง ผู้ยังเหตุแห่งคุณมีศีล อาจาระ
อัชชวะ (ความซื่อตรง) และมัททวะ (ความอ่อนโยน) เป็นต้นให้ตั้งขึ้นแล้ว
ผู้สามารถในการสางความรกชัฏ (คือวินิจฉัยข้อความที่ยุ่งยาก) ในความแตก
ต่างกันแห่งลัทธิของตนและผู้อื่น ผู้ประกอบด้วยความสว่างแห่งปัญญา ผู้มี
กำ ลังแห่งญาณอันไม่ข้องขัดในสัตถุศาสน์ สามารถแยกแยะการศึกษาพระไตร-
ปิฎกพร้อมทังอรรถกถา ผู้เป็นมหาไวยากรณ์ (คือเป็นผู้อธิบายอันกว้างขวาง)
ผู้ประกอบด้วยความงามแห่งถ้อยคำอัน ไพเราะเป็นเลิศทั้งเปล่งออกไปได้คล่อง
ซึ่งเกิดแก่กรณสมบัติ เป็นนักพูดชั้นเยี่ยมโดยพูดได้ทั้งผูกและแก้ ผู้เป็นกวี-

1042
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1043 (เล่ม 78)

ใหญ่ ผู้เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระผู้อยู่ในมหาวิหาร ซึ่งเป็นประ-
ทีปแห่งเถรวงศ์๑ มีความรู้อันตั้งมั่นด้วยดีในอุตตริมนุษยธรรม อันประดับ
ด้วยคุณมีอภิญญา ๖ เป็นต้น แตกฉานในปฏิสัมภิทาแวดลอมแล้ว ผู้มีความ
รู้หมดจดไพบูลย์เป็นผู้กระทำปกรณ์นี้ไว้.
ขอปกรณ์ อันแสดงนัยแห่งปัญญา
วิสุทธินี้ จงตั้งอยู่ในโลก เพื่อกุลบุตรทั้งหลาย
ผู้แสวงหาธรรมเครื่องสลัดตนออกจากโลก
ตราบเท่าที่พระนามว่า พุทโธ ขององค์
พระโลกเชษฐ์มหาฤาษีเจ้า ผู้มีจิตบริสุทธิ์
ผู้คงที่ ยังเป็นไปในโลก เทอญ.
ขุนเขายังดำรงอยู่ตราบใด พระจันทร์ยังส่องแสงอยู่เพียงใด ขอ
พระสัทธรรมของพระโคดม ผู้ทรงมีพระยศใหญ่ จงดำรงอยู่เพียงนั้น
เทอญ.
จบบริบูรณ์
๑. ตั้งแต่ คำว่า ซึ่งเป็นประทีปแห่งเถรวงศ์...ฯลฯ...ปฏิสัมภิทาแตกฉาน เป็นคำขยายความ
แสดงคุณสมบัติของพระเถระผู้อยู่ในมหาวิหาร มิใช่ของผู้รจนาคัมภีร์นี้.

1043
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 1 (เล่ม 79)

พระอภิธรรมปิฎก
เล่มที่ ๓
ธาตุกถา และ ปุคคลปัญญัติ
ธาตุกถา๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มาติกา
๑. นยมาติกา ๑๔ นัย
๑] ๑. สงฺคโห อสงฺคโห ธรรมที่สงเคราะห์ได้
ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
๒. สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ได้
๓. สงฺคหิเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้
ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
๔. สงฺคหิเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้
ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ได้
๕. อสงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
๖. สมฺปโยโค วิปฺปโยโค ธรรมที่ประกอบได้
ธรรมที่ประกอบไม่ได้
บาลีเล่ม ๓๖.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 2 (เล่ม 79)

๗. สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบไม่ได้
ด้วยธรรมที่ประกอบได้
๘. วิปฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้
ด้วยธรรมที่ประกอบไม่ได้
๙. สมฺปยุตฺเตน สมฺปยตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้
ด้วยธรรมที่ประกอบได้
๑๐. วิปฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺต ธรรมที่ประกอบไม่ได้
ด้วยธรรมที่ประกอบไม่ได้
๑๑. สงฺตหิเตน สมฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้
วิปฺปยุตฺตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้
๑๒. สมฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้
อสงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
ด้วยธรรมที่ประกอบได้
๑๓. อสงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบได้
วิปฺปยุตฺตํ ธรรมที่ประกอบไม่ได้
ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
๑๔. วิปฺปยุตฺเตน สงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ได้
อสงฺคหิตํ ธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้
ด้วยธรรมที่ประกอบไม่ได้

2