พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1026 (เล่ม 78)

เหตุ ๙ เป็นอรูปธรรม.
กวฬิงการาหาร เป็นรูปธรรม.
อาหาร ๓ เป็นอรูปธรรม.
ผัสสะ ๗ เป็นอรูปธรรม.
เวทนา ๗ สัญญา ๗ เจตนา ๗ จิต ๗ เป็นอรูปธรรม.
โลกิยทุกวาระ
[๑๑๑๘] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นโลกิยธรรม ขันธ์ไหน
เป็นโลกุตตรธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหน เป็นโลกิยธรรม
จิตไหน เป็นโลกุตตรธรรม ?
รูปขันธ์ เป็นโลกิยธรรม.
ขันธ์ ๔ เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี
อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยธรรม.
อายตนะ ๒ เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี
ธาตุ ๑๖ เป็นโลกิยธรรม.
ธาตุ ๒ เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี.
สัจจะ ๒ เป็นโลกิยธรรม.
สัจจะ ๒ เป็นโลกุตตรธรรม.
อินทรีย์ ๑๐ เป็นโลกิยธรรม.
อินทรีย์ ๓ เป็นโลกุตตรธรรม.
อินทรีย์ ๙ เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี.
อกุศลเหตุ ๓ เป็นโลกิยธรรม.

1026
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1027 (เล่ม 78)

เหตุ ๖ เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี.
กพฬิงการาหาร เป็นโลกิยธรรม.
อาหาร ๓ เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี.
ผัสสะ ๖ เป็นโลกิยธรรม.
มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี.
เวทนา ๖ สัญญา ๖ เจตนา ๖ จิต ๖ เป็นโลกิยธรรม.
มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยธรรมก็มี เป็นโลกุตตรธรรมก็มี.
หัวข้อธรรมที่แสดงมาคือ อภิญญา อารัมมณะ ๒ ทิฏฐะ กุศล
เวทนา วิปาก อุปาทินนะ วิตก รูป โลกิยะ ฉะนี้แล.
ธัมมหทยวิภังค์ จบบริบูรณ์
วิภังคปกรณ์จบ
อรรถกถาธัมมหทยวิภังค์
บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบการกำหนด พระบาลีใน ธัมมหทยวิภังค์ อัน
เป็นอันดับต่อจาก ขุททกวัตถุวิภังค์ ดังต่อไปอย่างนี้ก่อน.
ก็ในวาระนี้ ชื่อว่า สัพพสังคาหิกวาระ คือ วาระว่าด้วยการ
รวบรวมธรรมทั้งปวงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งหมวดธรรม
ทั้งหลาย ๑๒ หมวด เริ่มตั้งแต่ขันธ์เป็นต้นไป.
วาระที่ ๒ ชื่อว่า อุปปัตตานุปปัตติทัสสนวาระ คือ วาระว่าด้วย
การแสดงความเกิดขึ้นและความไม่เกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ
ในกามธาตุเป็นต้น.

1027
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1028 (เล่ม 78)

วาระที่ ๓ ชื่อว่า ปริยาปันนาปริยาปันนทัสสนวาระ คือ วาระ
ว่าด้วยการแสดงธรรมที่นับเนื่องกันและไม่นับเนื่องกัน ในกามธาตุเหล่านั้น
นั่นแหละ.
วาระที่ ๔ ชื่อว่า วิชชมานาวิชชมานธัมมทัสสนวาระ คือ
วาระว่าด้วยการแสดงธรรมอันมีและไม่มีอยู่ ในขณะแห่งความเกิดขึ้นในภูมิ
ทั้ง ๓.
วาระที่ ๕ ชื่อว่า ทัสสนวาระ คือ วาระว่าด้วยการแสดงธรรม
เหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งความเป็นไปในระหว่างภูมิ.
วาระที่ ๖ ชื่อว่า อุปาทกัมมอายุปปมาณทัสสนวาระ คือ วาระ
ว่าด้วยการแสดงประมาณแห่งอายุที่เกิดขึ้นเพราะกรรม ในคติทั้งหลาย.
วาระที่ ๗ ชื่อว่า อภิญเญยยาทิวาระ คือ วาระว่าด้วยธรรมที่พึง
รู้ยิ่งเป็นต้น.
วาระที่ ๘ ชื่อว่า สารัมมณานารัมมณาทิวาระ คือ วาระว่าด้วย
สารัมมณธรรม และอนารัมมณธรรมเป็นต้น.
วาระที่ ๙ ชื่อว่า ทัสสนวาระ เพราะสงเคราะห์ธรรมมีขันธ์เป็น
ต้นเหล่านั้นด้วยสามารถเเห่ง ทิฏฐะ และสุตะ เป็นต้น.
วาระที่ ๑๐ ชื่อว่า ทัสสนวาระ เพราะสงเคราะห์ธรรมเหล่านั้น
ด้วยสามารถแห่งติกมาติกามีกุศลติกะเป็นต้น.
อธิบายสัพพสังคาหิกวาระที่ ๑
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระที่หนึ่ง ชื่อว่า สัพพสังคาหิกวาระ
ก่อน โดยพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดไว้ด้วยวาระทั้ง ๑๐ อย่างนี้
คือ เมื่อตรัสมิได้ตรัสว่า ขันธ์หนึ่ง ฯลฯ หรือว่าขันธ์ ๔ หรือว่าขันธ์ ๖

1028
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1029 (เล่ม 78)

(ขันธ์๖ พวกเดียรถีย์บัญญัติขึ้น) แต่ตรัสถามว่า ขันธ์ทั้งหลาย มีเท่าไรในความ
เป็นไปในระหว่างแห่งภูมิจำเดิมตั้งแต่อเวจีมหานรกจนถึง ภวัคคภูมิ คนอื่น
ชื่อว่า สามารถเพื่อจะกล่าวว่าขันธ์ ๕ ดังนี้ มิได้มี เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงกำลังแห่ง
พระญาณของพระองค์ จึงตรัสคำวิสัชนาอันสมควรแก่คำถามว่า ปญฺจกฺขนฺธา
ดังนี้ ก็บัณฑิตย่อมเรียกคำวิสัชนาตามคำถามในพระกำลังแห่งญาณนี้ว่า ชื่อว่า
สัพพัญญพยากรณ์ ดังนี้. ในคำทั้งหลาย แม้มีคำว่า อายตนะ ๑๒
เป็นต้นก็นัยนี้. บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งธรรมทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น
โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธ์วิภังค์เป็นต้น.
อธิบายอุปปัตตานุปปัตติทัสสนวาระที่ ๒
ในวาระที่ ๒ ธรรมเหล่าใด ย่อมเกิดแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้วใน
กามธาตุในกามภพ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสงเคราะห์ธรรมทั้งหลายอันนับ
เนื่องกัน และไม่นับเนื่องกันในกามธาตุเหล่านั้นแล้ว ตรัสคำว่า กามธาตุยา
ปญฺจกฺขนฺธา เป็นต้น. แม้ในรูปธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ. ก็เพราะอายตนะ
ทั้งหลายมีคันธายตนะเป็นต้น ย่อมไม่ทำกิจแห่งอายตนะเป็นต้น เพราะความไม่
มีฆานายตนะเป็นต้น ของพรหมทั้งหลายผู้นับเนื่องในรูปธาตุ ฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้า จึงตรัสคำว่า รูปธาตุยา ฉ อายตนานิ นว ธาตุโย ดังนี้
เป็นต้น. อนึ่ง ขึ้นชื่อว่า ธาตุที่ไม่นับเนื่องด้วยสามารถแห่งโอกาส หรือว่า
ด้วยสามารถแห่งความเกิดขึ้นแห่งสัตว์ ย่อมไม่มี เหตุใดเพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงไม่ตรัสคำว่า อปริยาปนฺนธาตุยา ดังนี้ เพื่อแสดงซึ่ง
ธาตุใด ๆ อันไม่นับเนื่องแล้วนั้น ๆ นั่นแหละ จึงตรัสว่า อปริยาปนฺเน
กติ ขนฺธา เป็นต้น (แปลว่า ขันธ์ไหน ไม่นับเนื่อง).

1029
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1030 (เล่ม 78)

อธิบายปริยาปันนาปริยาปันนทัสสนวาระที่ ๓
ในวาระที่ ๓ คำว่า กามธาตุปริยาปนฺนา อธิบายว่า ชื่อว่า
ปริยาปันนา เพราะอรรถว่า การเสพซึ่งกามธาตุ อาศัยกามธาตุ อยู่ภายใน
กามธาตุนั้น หยั่งลงสู่กามธาตุนั้น จึงถึงซึ่งการนับว่า เป็นกามธาตุนั่นแหละ.
แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้. คำว่า ปริยาปนฺนา ได้แก่ เป็นคำกำหนด
ธรรมเหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งภพ และด้วยสามารถแห่งโอกาส หรือว่าด้วย
สามารถแห่งการเกิดขึ้นแห่งสัตว์. คำว่า อปริยาปนฺนา ได้แก่ เป็นคำไม่
กำหนด เหมือนอย่างนั้น.
อธิบายวิชชมานาวิชชมานธัมมทัสสนวาระที่ ๔
ในวาระที่ ๔ คำว่า เอกาทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๑
เว้นสัททายตนะ. จริงอยู่ สัททายตนะนั้น ย่อมไม่บังเกิดขึ้นในขณะปฏิสนธิ
แน่แท้. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้. ในที่นี้พระผู้มี
พระภาคเจ้า มิได้ตรัสคติแห่งเทพและอสูร ในหมวดทั้ง ๗ ในวาระนี้ แต่ตรัส
คติแห่งคัพภเสยยกะทั้งหลายไว้โดยไม่แปลกกัน. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า
คัพภเสยยกะทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นที่ใด ๆ อายตนะของเทพและอสูรทั้งหลาย
เหล่านั้นย่อมเกิดในที่นั้น ๆ. ธาตุทั้งหลาย ก็อย่างนั้น. คำที่เหลือในที่นี้
มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๕
คำใด ที่จะพึงกล่าวในวาระที่ ๕ คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวแล้วใน
อรรถกถาแห่งธัมมสังคหะนั่นแหละ.

1030
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1031 (เล่ม 78)

อธิบายอุปาทกัมมอายุปปมาณทัสสนวาระที่ ๖
ในวาระที่ ๖ ชื่อว่า เทพ (เทวดา) เพราะย่อมบันเทิง ด้วยเบญจ-
กามคุณมีประการต่าง ๆ อันวิเศษด้วยฤทธิ์. คำว่า สมฺมติเทวา ได้แก่ เทพ
โดยสมมติของชาวโลก อย่างนี้ คือ พระราชา พระเทวี. คำว่า อุปฺปตฺติเทวา
ได้แก่เป็นเทพโดยอุปบัติ เพราะความบังเกิดขึ้นในเทวโลก. คำว่า วิสุทฺธิเทวา
ได้แก่ เป็นเทพโดยความหมดจดจากกิเลสทั้งปวง ควรแก่การบูชาของเทพ
ทั้งหมด. คำว่า ราชาโน ได้แก่ กษัตริย์ผู้มุรธาภิเษกแล้ว. คำว่า เทวิโย
ได้แก่เป็นมเหสีของพระราชาเหล่านั้น. คำว่า กุมารา ได้แก่ พระกุมารที่
เกิดขึ้นในพระครรภ์ของพระเทวี ของพระราชาผู้อภิเษกแล้ว.
คำว่า อุโปสถกมฺมํ กริตฺวา ได้แก่ เข้าจำอุโบสถอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ในวัน ๑๔ ค่ำ เป็นต้น.
บัดนี้ เพราะบุญกรรมมีการให้ทานเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น ย่อม
เป็นปัจจัยแก่ความเป็นมนุษย์มีรูปงาม. คือว่า บุญกรรมอันตนกระทำแล้วน้อย
ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นมนุษย์มีรูปงาม ผิว่าบุญกรรมอันตนกระทำมากยิ่ง
ก็ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น มีประการต่าง ๆ อัน
เป็นส่วนนานัปการในเพราะบุญกรรมอันยิ่ง เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงความต่างกันแห่งความบังเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่ง
บุญกรรมนั้น จึงตรัสคำว่า อปฺเปกจฺเจ คหปติมหาสาลานํ (แปลว่า
บางคนเข้าถึงความเป็นคหบดีมหาศาล) เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า
มหนฺโต สาโร เอเตสํ พึงทราบวินิจฉัยว่า สาระ (ความมั่งคั่ง) อันใหญ่
ของบุคคลเหล่านั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้น จึงชื่อว่ามหาสาระ (ผู้
มั่งคั่ง). ก็คำว่า มหาสาระ นี้ ท่านเปลี่ยน ร อักษรให้เป็น ล อักษรจึงเป็น

1031
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1032 (เล่ม 78)

มหาสาละ. อีกอย่างหนึ่ง คหบดีทั้งหลายนั่นแหละเป็นผู้มหาศาล หรือว่า
ความมหาศาลทั้งหลาย มีอยู่ในคหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น คหบดีเหล่านั้น
จึงชื่อว่า คหบดีมหาศาล. แม้ในคำที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
คหบดีมหาศาล
ในบุคคลเหล่านั้น ในบ้านของบุคคลเหล่าใด มีทรัพย์ต้นทุนเก็บไว้
อย่างต่ำสุด ๔๐ โกฏิ และย่อมใช้จ่ายกหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารประจำวันละ
๕ อัมพณะ ผู้นี้ ชื่อว่า คหบดีมหาศาล.
พราหมณ์มหาศาล
ก็ในบ้านของบุคคลใด มีทรัพย์ต้นทุนอย่างต่ำสุด ๘๐ โกฏิ และย่อม
ใช้กหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารวันละ ๑๐ อัมพณะ บุคคลนี้ ชื่อว่า พราหมณ์
มหาศาล.
กษัตริย์มหาศาล
ในพระราชมณเฑียรของพระราชาองค์ใด มีพระราชทรัพย์คงพระคลัง
อย่างต่ำสุด ๑๐๐ โกฏิ และย่อมใช้กหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารวันละ ๒๐
อัมพณะ พระราชานี้ชื่อว่า กษัตริย์มหาศาล.
คำว่า สหพฺยตํ ได้แก่ ความเป็นผู้อยู่ร่วมกัน (เป็นสหายกัน).
อธิบายว่า เกิดเสมอกัน.

1032
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1033 (เล่ม 78)

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า จาตุมหาราชิกานํ เป็นต้น เทวดาทั้งหลาย
ชื่อว่า จาตุมมหาราชิกา ย่อมมี ณ ท่ามกลางแห่งภูเขา ชื่อ สิเนรุ. ในเทวดา
เหล่านั้นบางพวกดำรงอยู่ที่ภูเขา บางพวกดำรงอยู่ที่อากาศ. ลำดับแห่งเทวดา
เหล่านั้นถึงภูเขาจักรวาล. เทวดาเหล่านั้น คือ ชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ ชื่อว่า
มโนปโทสิกะ ชื่อว่าสีตวลาหก ชื่อว่าอุณหวลาหก ชื่อว่าจันทิมเทวบุตร ชื่อ
ว่าสุริยเทวบุตร แม้ทั้งปวงดำรงอยู่ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาเท่านั้น.
ชนทั้งหลาย ๓๓ คน บังเกิดแล้วในเทวโลกนั้น เพราะเหตุนั้น
เทวโลกนั้น จึงชื่อว่า ดาวดึงส์ (แปลว่า เทวโลกเป็นที่อยู่ของเทวดา ๓๓ ตน).
ก็เทวดาแม้เหล่านั้นดำรงอยู่ที่ภูเขาก็มี ดำรงอยู่ที่อากาศก็มี. อันดับแห่งเทวดา
เหล่านั้น ก็ถึงภูเขาจักรวาล. อันดับของเทวดายามาเป็นต้น ก็เหมือนกัน จริง
อยู่ แม้ในเทวโลกเดียว อันดับของเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าไม่ถึงภูเขาจักรวาล
ย่อมไม่มี.
ในเทวดาเหล่านั้น เทวดาเหล่าใด ยังชีวิตให้ดำเนินไป ยังชีวิตให้
เป็นไปทั่ว ยังชีวิตให้ถึงพร้อมซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์ เพราะเหตุนั้น เทวดา
เหล่านั้น จึงชื่อว่า ยามา.
เทวดาเหล่าใดเป็นผู้ยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่า
นั้น จึงชื่อว่า ดุสิต.
เทวดาเหล่าใดเนรมิตแล้ว ๆ ย่อมยินดีในการบริโภคกาม (กามโภค)
ตามชอบใจในเวลาที่ปรารถนาเพื่อยินดีอันยิ่ง โดยความเป็นอารมณ์อันตกแต่ง
ตามปกติ เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้น จึงชื่อว่า นิมมานรดี.
เทวดาเหล่าใด ทราบซึ่งอาจาระแห่งจิตแล้วยังอำนาจให้เป็นไปอยู่ใน
โภคะทั้งหลายอันผู้อื่นเนรมิตให้แล้ว เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้น จึง
ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตดี.

1033
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1034 (เล่ม 78)

อธิบายอายุของมนุษย์และเทวดา
คำว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย อธิบายว่า อายุของเหล่ามนุษย์นั้น ไม่ถึง
๒๐๐ ปี คือว่ามีอายุร้อยปี เกิน ๒๐ ปี หรือว่า ๓๐, ๔๐, ๕๐, ปี หรือว่า ๖๐ ปี
เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อปฺปํ (อายุน้อย) ดังนี้ เพราะ
ไม่ถึง ๒๐๐ ปี.
พึงทราบ วินิจฉัยในพรหมปาริสัชชา เป็นต้น พรหมทั้งหลาย
เป็นผู้แวดล้อมคือ เพราะเป็นบริวารผู้บำเรอมหาพรหม. เหตุนั้น ชื่อว่า
พรหมปาริสัชชา. ชื่อว่า พรหมปุโรหิตา เพราะตั้งอยู่ในความเป็นปุโรหิต
(อาจารย์) ของพรหมเหล่านั้น. ชื่อว่า มหาพรหมา เพราะเป็นพรหมใหญ่
โดยความเป็นผู้มีวรรณะงามและความเป็นผู้มีอายุยืน. ชนแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้
ย่อมอยู่ในปฐมฌานภูมิอันเป็นพื้นเดียวกัน. ก็แต่ว่าอายุแห่งพรหมเหล่านั้น
ต่างกัน.
พรหมที่ชื่อว่า ปริตตาภา เพราะมีรัศมีน้อย. ชื่อว่า อัปปมาณาภา
เพราะมีรัศมีหาประมาณมิได้. ที่ชื่อว่า อาภัสสรา เพราะรัศมีจากสรีระของ
พรหมเหล่านั้นเป็นราวกะเปลวไฟจากประทีบมีด้ามซ่านไป ซ่านออกไปสู่ที่
ต่าง ๆ ราวกะถึงการเจาะทะลุไป. ชนทั้ง ๓ แม้เหล่านี้ ย่อมอยู่ระดับเดียวกัน
ในทุติยฌานภูมิ. ก็แต่ว่าการกำหนดอายุของพรหมเหล่านั้นต่างกัน.
พรหมที่ชื่อว่า ปริตตสุภา เพระความงามของพรหมเหล่านั้นน้อย.
ชื่อว่า อัปปมาณสุภา เพราะความงามของพรหมเหล่านั้นไม่มีประมาณ. ชื่อ
ว่า สุภกิณหา เพราะพรหมเหล่านั้น มีความงามเดียรดาษกว้างขวาง มีรัศมี
แห่งสรีระงดงาม มีสีแห่งกายเป็นอันเดียวกัน มีสิริดุจแท่งทองคำรุ่งเรืองสุกใส
ตั้งอยู่ในหีบทองคำฉะนั้น. ชนเหล่านี้แม้ทั้ง ๓ ย่อมอยู่ในตติยฌานภูมิอันเป็น
ระดับเดียวกัน. แต่ว่า การกำหนดอายุของพรหมเหล่านั้นต่างกัน.

1034
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1035 (เล่ม 78)

ว่า อารมฺมณนานตฺตตา (แปลว่า เพราะอารมณ์ที่ต่างกัน) ได้
แก่ความเป็นผู้มีอารมณ์ต่างกัน. ในคำว่า มนสิการนานตฺตตา เป็นต้น
(แปลว่า เพราะมนสิการที่ต่างกัน) ก็นัยนี้. บัณฑิตพึงทราบในการต่างกัน
แห่งอารมณ์นั้นดังนี้ คือ ปฐวีกสิณ ย่อมเป็นอารมณ์ของบุคคลคนหนึ่ง ฯลฯ
โอทาตกสิณเป็นอารมณ์ของบุคคลคนหนึ่ง ดังนี้ ชื่อว่า อารัมมณนานัตตะ ซึ่ง
แปลว่า มีอารมณ์ต่างกัน. คำว่าบุคคลหนึ่งมีฉันทะในปฐวีกสิณ ฯลฯ บุคคล
หนึ่งมีฉันทะในโอทาตกสิณ นี้ ชื่อว่า ความเป็นผู้มีฉันทะต่างกัน คำว่า
บุคคลผู้หนึ่ง ย่อมกระทำการปรารถนาในปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมกระทำ
ความปรารถนาในโอทาตกสิณ นี้ ชื่อว่า ความเป็นผู้มีปณิธิต่างกัน. คำว่า
ผู้หนึ่งย่อมน้อมใจไปด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมน้อมใจไปใน
โอทาตกสิณ นี้ ชื่อว่า ความเป็นผู้มีความน้อมใจเชื่อต่างกัน. คำว่า บุคคลผู้
หนึ่งย่อมยังจิตให้มุ่งไปด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่ง ย่อมให้จิคมุ่งไป
ด้วยสามารถแห่งโอทาตกสิณ นี้ ชื่อว่า ความเป็นผู้มีอภินีหารต่างกัน. คำว่า
บุคคลผู้หนึ่งมีปัญญาสามารถกำหนดปถวีกสิณ ฯลฯ คนหนึ่งมีปัญญาสามารถ
กำหนดโอทาตกสิณ นี้ ชื่อว่า ความเป็นผู้มีปัญญาต่างกัน.
ในอธิการนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอารมณ์และมนสิการไว้โดย
ส่วนเบื้องต้น. ฉันทะ ปณิธิ ความน้อมใจเชื่อ และอภินีหาร ย่อมเป็นไปใน
อัปปนาบ้าง ในอุปจาระบ้าง. ส่วนปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น
มิสสกะ คือ เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ.
คำว่า อสญฺญสตฺตานํ ได้แก่ สัตว์ที่เว้นจากสัญญา. จริงอยู่ สมณะ
พราหมณ์บางพวกบวชในลัทธิต่าง ๆ เห็นโทษในจิตว่า เพราะอาศัยจิต ชื่อว่า
ความยินดี ความยินร้าย และความหลงใหล จึงมี ดังนี้ แล้วจึงยัง สัญญา-

1035