พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 966 (เล่ม 78)

โคเป็นต้น เราชื่อว่า เป็นเช่นชาติศูทร ด้วยความเป็นผู้แสวงหาอาหาร เรา
ชื่อว่าเป็นผู้ครองเรือน ด้วยลักษณะของคฤหัสถ์ ดังนี้ คำว่า เอวํ อิตฺถสฺมีติ
โหติ (แปลว่า ตัณหาว่า เราเป็นอย่างนั้น) อธิบายว่า ตัณหา ย่อมยังวิธี
การแห่งกษัตริย์เป็นต้นในชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น ให้เกิดขึ้นในตนอย่าง
นี้แล้ว จึงพอใจวิธีการโดยประการอย่างนี้ว่า เป็นเรา ดังนี้. ในคำว่า ยถา
โส ขตฺติโย เป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า ชนนั้นเป็นกษัตริย์
ด้วยเสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก ฉันใด แม้เราก็เป็นกษัตริย์ ฉันนั้น.
ในนัยที่ ๒ พึงทราบความโดยนัยนี้ว่า บุคคลนั้นเป็นกษัตริย์ โดยเสนา
อำมาตย์เป็นต้นอภิเษก ฉันใด แต่เราหาเป็นกษัตริย์เช่นนั้นไม่ คือว่า เป็น
คนเลวกว่าคนนั้น หรือว่าประเสริฐกว่า ดังนี้. แม้ในนิทเทสแห่งคำว่า ภวิสฺสํ
เป็นต้นก็นัยนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจำแนกตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภาย
ในอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงจำแนกตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก.
จึงตรัสคำว่า ตตฺถ กตมานิ เป็นอาทิ. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า พาหิรสฺส
อุปาทาย ได้เเก่ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก. จริงอยู่ แม้คำว่า พาหิรสฺส
อุปาทาย นี้ ก็เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. คำว่า อิมินา
ได้แก่ ด้วยรูปนี้ ฯลฯ หรือว่า ด้วยวิญญาณนี้. ก็คำที่เหลือ บัณฑิตพึง
ทราบเนื้อความ โดยนัยที่กล่าวแล้วในอุทเทสวาระก่อนนั่นแหละ. ในนิทเทส-
วาระ คำว่า อวการึ กริตฺวา ได้แก่ ทำการแยกเบญจขันธ์. ในคำทั้งหลาย
มีคำว่า อิมินา อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความ
อย่างนี้ว่า บุคคลถือเอาเบญจขันธ์ อย่างนี้ว่า อิมินา รูเปน วา ฯลฯ
วิญฺญาเณน วา ดังนี้ โดยเอกเทส ย่อมได้ฉันทะว่า เรามีด้วยรูปนี้ เป็นต้น.

966
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 967 (เล่ม 78)

ในคำทั้งหลายมีคำว่า อิมินา ขตฺติโยสฺมิ เป็นต้น พึงทราบเนื้อ
ความโดยนัยก่อนนั่นแหละ. อย่างนี้ว่า เราเป็นกษัตริย์ด้วยฉัตร หรือว่าด้วย
พระขรรค์ หรือว่าด้วยเสนาอำมาตย์อภิเษก ดังนี้. จริงอยู่ บทว่า อิมินา
เป็นสักว่าบทเท่านั้น คือเป็นคำวิเศษ ในข้อนี้. บทที่ท่านกล่าวว่า อิมินา
ดังนี้นั่นแหละ แม้ในคำว่า ยถา โส ขตฺติโย เป็นต้น ก็เป็นบทวิเศษ.
เพราะฉะนั้น บัณฑิตครั้นประกอบทอย่างนี้ว่า เป็นกษัตริย์ด้วยสามารถแห่ง
รูปนั้น ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น หรือว่า เป็นกษัตริย์ด้วยพระขรรค์ หรือว่า
ด้วยฉัตร หรือว่าด้วยเสนาอำมาตย์อภิเษกนี้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น ดังนี้ พึง
ทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้. คำว่า อิมินา นิจฺโจสฺมิ (แปลว่า
เราเที่ยงด้วยรูปนี้) อธิบายว่า ครั้นทำการแยกเบญจขันธ์แล้วก็ถือเอาธรรม
อย่างหนึ่งในรูปเป็นต้นนั่นแหละว่าเป็นเรา แล้วย่อมสำคัญว่า เราเที่ยง เรา
ยั่งยืนด้วยพระขรรค์นี้ หรือว่าด้วยฉัตร ดังนี้. แม้ในคำว่า อุจเฉททิฏฐิ ก็
นัยนี้. คำที่เหลือในบททั้งปวง พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
คำว่า อิติ เอวรูปานิ อตีตินิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริตใน
อดีต ของแต่ละบุคคล มี ๓๖. คำว่า อนาคตานิ ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหา
วิจริต ในอนาคต ของแต่ละบุคคลนั่นแหละ มี ๓๖. คำว่า ปจฺจุปฺปนฺนานิ
ฉตฺตึส ได้แก่ ตัณหาวิจริตในปัจจุบัน ๓๖ ของบุคคลคนหนึ่ง ๆ หรือว่า
มากคนด้วยสามารถแห่งตัณหาตามที่ได้. ก็บัณฑิตพึงทราบตัณหาวิจริตของ
สัตว์ทั้งปวงในอดีตโดยส่วนเดียวเท่านั้นมี ๓๖ ในอนาคต ๓๖ ในปัจจุบัน ๓๖
ดังนี้. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายชนิดที่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ มิใช่เช่นเดียวกัน
มีมากนายหาที่สุดมิได้. อนึ่ง ในข้อว่า อฏฺสตํ ตณฺหาวิจริตํ โหติ นี้

967
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 968 (เล่ม 78)

บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้ อย่างนี้ว่า ตัณหาวิจริต กล่าวคือ ตัณหา
๑๐๘ ดังนี้นั่นแหละ. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
ตัณหาวิจริตนิทเทส จบ
ในทิฏฐิคตนิทเทส
คำว่า พฺรหฺมชาเล เวยฺยากรเณ ได้แก่ พระสูตรที่หนึ่งแห่ง
คัมภีร์ทีฆนิกาย อันเป็นคำไวยากรณ์ ชื่อว่า พรหมชาละ. คำว่า วุตฺตานิ
ภควตา ได้แก่ ภาษิตที่พระศาสดา ตรัสโดยพระองค์เอง. ในคำว่า จตฺตาโร
สสฺสตวาทา เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบประเภท และเนื้อความแห่งทิฏฐิ
โดยนัยที่กล่าวในพรหมชาลสูตร มีคำว่า เต จ โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา
กิมาคมฺม กิมารพฺภ สสฺสตวาทา สสฺสตํ อตฺตานญฺจ โลกญฺจ ปญฺญ-
เปนฺติ จตูหิ วตฺถูหิ เป็นต้น นั่นแหละ (แปลว่า ก็สมณพราหมณ์ ผู้
เจริญ ซึ่งมีวาทะว่าเที่ยงเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงบัญญัติว่า
อัตตา และโลกเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ) ดังนี้.
วรรณนาขุททกวัตถุวิภังค์ในอรรถกถาวิภังค์ ชื่อสัมโมหวิโนทนี จบ

968
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 969 (เล่ม 78)

๑๘. ธัมมหทยวิภังค์
สัพพสังคาหิกวาระ
[๑๐๗๓] ขันธ์มีเท่าไร ? อายตนะมีเท่าไร ? ธาตุมีเท่าไร ?
สัจจะมีเท่าไร ? อินทรีย์มีเท่าไร ? เหตุมีเท่าไร ? อาหารมีเท่าไร ?
ผัสสะมีเท่าไร ? เวทนามีเท่าไร ? สัญญามีเท่าไร ? เจตนามีเท่าไร ?
จิตมีเท่าไร ?
[๑๐๗๔] ขันธ์มี ๕ อายตนะมี ๑๒ ธาตุมี ๑๘ สัจจะมี ๔ อินทรีย์มี
๒๒ เหตุมี ๙ อาหารมี ๔ ผัสสะมี ๗ เวทนามี ๗ สัญญามี ๗ เจตนามี ๗
จิตมี ๗.
[๑๐๗๕] ในธรรมเหล่านั้น ขันธ์ ๕ เป็นไฉน ?
คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
เหล่านี้เรียกว่า ขันธ์ ๕.
[๑๐๗๖] อายตนะ ๑๒ เป็นไฉน ?
คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ
คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ
ธัมมายตนะ.
เหล่านี้เรียกว่า อายตนะ ๑๒.
[๑๐๗๗] ธาตุ ๑๘ เป็นไฉน ?
คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสต-
วิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ

969
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 970 (เล่ม 78)

ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ
ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ.
เหล่านี้เรียกว่า ธาตุ ๑๘.
[๑๐๗๘] สัจจะ ๔ เป็นไฉน ?
คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ มัคคสัจจะ นิโรธสัจจะ
เหล่านั้นเรียกว่า สัจจะ ๔.
[๑๐๗๙] อินทรีย์ ๒๒ เป็นไฉน ?
คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์
มนินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์
โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์๑ อัญญินทรีย์
อัญญาตาวินทรีย์.
เหล่านั้นเรียกว่า อินทรีย์ ๒๒.
[๑๐๘๐] เหตุ ๙ เป็นไฉน ?
คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓
ในเหตุ ๙ เหล่านั้น กุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน ?
คือ กุศลเหตุ คือ อโลภะ กุศลเหตุ คือ อโทสะ กุศลเหตุ คือ อโมหะ
เหล่านี้เรียกว่า กุศลเหตุ ๓.
อกุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน ?
คือ อกุศลเหตุ คือ โลภะ อกุศลเหตุ คือ โทสะ อกุศลเหตุ คือ โมหะ
เหล่านี้ เรียกว่า อกุศลเหตุ ๓.
อัพยากตเหตุ ๓ เป็นไฉน ?
๑. ม. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์

970
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 971 (เล่ม 78)

คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย
หรือในกิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลาย.
เหล่านั้นเรียกว่า อัพยากตเหตุ.
[๑๐๘๑] อาหาร ๔ เป็นไฉน ?
คือ กพฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร
เหล่านี้เรียกว่า อาหาร ๔.
[๑๐๘๒] ผัสสะ ๗ เป็นไฉน ?
คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส
มโนธาตุสัมผัส มโนวิญญาณธาตุสัมผัส.
เหล่านี้เรียกว่า ผัสสะ ๗
[๑๐๘๓] เวทนา ๗ เป็นไฉน ?
คือ เวทนาเกิดแต่จักขุสัมผัส เวทนาเกิดแต่โสตสัมผัส เวทนาเกิด
แต่ฆานสัมผัส เวทนาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส เวทนาเกิดแต่กายสัมผัส เวทนา
เกิดแต่มโนธาตุสัมผัส เวทนาเกิดแต่มโนวิญญาณธาตุสัมผัส.
เหล่านี้เรียกว่า เวทนา ๗.
[๑๐๘๔] สัญญา ๗ เป็นไฉน ?
คือ สัญญาเกิดแต่จักขุสัมผัส สัญญาเกิดแต่โสตสัมผัส สัญญาเกิด
แต่ฆานสัมผัส สัญญาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส สัญญาเกิดแต่กายสัมผัส สัญญาเกิด
แต่มโนธาตุสัมผัส สัญญาเกิดแต่มโนวิญญาณธาตุสัมผัส.
เหล่านี้เรียกว่า สัญญา ๗.

971
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 972 (เล่ม 78)

[๑๐๘๕] เจตนา ๗ เป็นไฉน ?
คือ เจตนาเกิดแต่จักขุสัมผัส เจตนาเกิดแต่โสตสัมผัส เจตนาเกิด
แต่ฆานสัมผัส เจตนาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส เจตนาเกิดแต่กายสัมผัส เจตนาเกิด
แต่มโนธาตุสัมผัส เจตนาเกิดแต่มโนวิญญาณธาตุสัมผัส
เหล่านี้เรียกว่า เจตนา ๗.
[๑๐๘๖] จิต ๗ เป็นไฉน ?
คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาน ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ.
เหล่านี้เรียกว่า จิต ๗.
อุปปัตตานุปปัตติวาระ
กามธาตุ
[๑๐๘๗] ในกามธาตุมีขันธ์เท่าไร ฯลฯ มีจิตเท่าไร ?
ในกามธาตุ มีขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สัจจะ ๓ อินทรีย์ ๒๒
เหตุ ๙ อาหาร ๔ ผัสสะ ๗ เวทนา ๗ สัญญา ๗ เจตนา ๗ จิต ๗
บรรดาธรรมเหล่านั้น ขันธ์ ๕ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้เรียกว่า ขันธ์ ๕ ใน
กามธาตุ.
อายตนะ ๑๒ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขายตนะ รูปายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ธัมมายตนะ เหล่านี้
เรียกว่า อายตนะ ๑๒ ในกามธาตุ.
ธาตุ ๑๘ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?

972
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 973 (เล่ม 78)

คือ จักขุธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณ-
ธาตุ เหล่านี้เรียกว่า ธาตุ ๑๘ ในกามธาตุ.
สัจจะ ๓ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ มัคคสัจจะ เหล่านี้เรียกว่า สัจจะ ๓
ในกามธาตุ.
อินทรีย์ ๒๒ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขุนทรีย์ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ เหล่านี้เรียกว่า อินทรีย์
๒๒ ในกามธาตุ.
เหตุ ๙ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ เหล่านี้เรียกว่า เหตุ
๙ ในกามธาตุ.
อาหาร ๔ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ กพฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร
เหล่านี้เรียกว่า อาหาร ๔ ในกามธาตุ.
ผัสสะ ๗ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขุสัมผัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เหล่านี้เรียกว่า ผัสสะ
๗ ในกามธาตุ.
เวทนา ๗ สัญญา ๗ เจตนา ๗ จิต ๗ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่า
จิต ๗ ในกามธาตุ.

973
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 974 (เล่ม 78)

รูปธาตุ
[๑๐๘๘] ในรูปธาตุ มีขันธ์เท่าไร ฯลฯ มีจิตเท่าไร
ในรูปธาตุ มีขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ ธาตุ ๙ สัจจะ ๓ อินทรีย์ ๑๔ เหตุ
๘ อาหาร ๓ ผัสสะ ๔ เวทนา ๔ สัญญา ๔ เจตนา ๔ จิต ๔.
ขันธ์ ๕ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้เรียกว่า ขันธ์ ๕ ในรูป
ธาตุ.
อายตนะ ๖ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ มนายตนะ
ธัมมายตนะ เหล่านี้เรียกว่า อายตนะ ๖ ในรูปธาตุ.
ธาตุ ๙ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสต-
วิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่า ธาตุ ๙
ในรูปธาตุ.
สัจจะ ๓ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ มัคคสัจจะ เหล่านี้เรียกว่า สัจจะ ๓
ในรูปธาตุ.
อินทรีย์ ๑๔ ในรูปธาตุ เป็นไฉน?
คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์
อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ เหล่านี้เรียกว่า
อินทรีย์ ๑๔ ในรูปธาตุ.

974
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 975 (เล่ม 78)

เหตุ ๘ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๒ อัพยากตเหตุ ๓.
บรรดาเหตุ ๘ ในรูปธาตุนั้น กุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน ?
คือ กุศลเหตุคืออโลภะ กุศลเหตุคืออโทสะ กุศลเหตุคืออโมหะ
เหล่านี้เรียกว่า กุศลเหตุ ๓.
อกุศลเหตุ ๒ เป็นไฉน ?
คือ อกุศลเหตุคือโลภะ อกุศลเหตุคือโมหะ เหล่านี้เรียกว่า อกุศล-
เหตุ ๒.
อัพยากตเหตุ ๓ เป็นไฉน ?
คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย หรือ
ในกิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า อัพยากตเหตุ ๓.
เหล่านี้เรียกว่า เหตุ ๘ ในรูปธาตุ.
อาหาร ๓ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เหล่านี้เรียกว่า
อาหาร ๓ ในรูปธาตุ.
ผัสสะ ๔ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส มโนธาตุสัมผัส มโนวิญญาณธาตุสัมผัส
เหล่านี้เรียกว่า ผัสสะ ๔ ในรูปธาตุ.
เวทนา ๔ สัญญา ๔ เจตนา ๔ จิต ๔ ในรูปธาตุ เป็นไฉน ?
คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้
เรียกว่า จิต ๔ ในรูปธาตุ.

975