พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 956 (เล่ม 78)

แห่งอาบัติ ย่อมไม่รู้จักการตำหนิ. อธิบายว่า แม้ท่านเองก็ไม่รู้จักอาบัติ
ท่านจึงสำคัญคำอะไร ๆ อันบุคคลพึงกล่าวอย่างนี้ ดังนั้น โทษนั้นย่อมครอบงำ
ท่าน. คำว่า ปจฺจาโรเปติ ความว่า ย่อมกล่าวยกอาบัติขึ้นว่า ท่านนั่นแหละ
ต้องอาบัติ เป็นต้น. คำว่า ปฏิกโรหิ ได้แก่ ย่อมแสดงว่า ท่านจงแสดง
เทสนาคามินี (คือการแสดงอาบัติตั้งแต่ถุลลัจจัย จนถึงอาบัติต่ำสุด) จงออก
จากวุฏฐานคามินี (คือ ออกจากอาบัติสังฆาทิเสส) เมื่อตั้งมั่นอยู่ในความ
บริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้น จึงควรทักท้วงผู้อื่น ดังนี้. คำว่า อญฺเญนญฺญํ
ปฏิจรติ ได้แก่ ย่อมกลบเกลื่อนซึ่งเหตุอย่างอื่นด้วยเหตุอื่น หรือว่า กลบ-
เกลื่อนซึ่งถ้อยคำด้วยถ้อยคำ. คำว่า อาปตฺตึ อาปนฺโนสิ ได้แก่ ย่อม
กล่าวว่า ใครพูดว่าเราต้องอาบัติ เราต้องอาบัติอะไร ต้องอาบัติอย่างไร
ต้องอาบัติที่ไหน ย่อมพูดอะไร ๆ อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสงฆ์กล่าวว่า อาบัติอะไร ๆ เห็นปานนี้ ท่านเห็น
หรือ ดังนี้ ภิกษุนั้น ย่อมไม่พึง ย่อมไม่น้อมโสตเข้าไป. คำว่า พหิทฺธา
กถํ อปนาเมติ ได้แก่ ถูกสงฆ์ถามว่า ท่านต้องอาบัติชื่อนี้หรือ. ภิกษุผู้ถูก
ถามนั้น ก็จะพูดเป็นอย่างอื่นว่า กระผมจะไปเมืองปาฏลีบุตร. เมื่อสงฆ์ถาม
อีกว่า พวกเราย่อมไม่ถามการไปเมืองปาฏลีบุตรของเธอ ดังนี้. ภิกษุนั้นก็จะ
พูดต่อไปว่า เราไปสู่เมืองราชคฤห์. สงฆ์กล่าวว่า ท่านจะไปเมืองราชคฤห์
หรือไปบ้านพราหมณ์ก็ตาม เธอก็ต้องอาบัติ ดังนี้. บรรดาคำพูดนอกเรื่อง
เหล่านั้น เมื่อภิกษุกล่าวคำว่า เนื้อสุกรอันเราได้แล้ว เป็นต้น ชื่อว่า ย่อม
พูดสับสน. คำว่า โกปํ ได้แก่ ความเป็นผู้โกรธแล้ว. คำว่า โทสํ ได้แก่
เป็นผู้ประทุษร้ายแล้ว. คำแม้ทั้งสองนี้ ก็เป็นชื่อของความโกรธนั่นแหละ.
คำว่า อปฺปจฺจยํ ได้แก่ กิริยาที่ไม่สันโดษ. คำนี้เป็นชื่อของโทมนัส. คำว่า

956
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 957 (เล่ม 78)

ปาตุกโรติ ได้แก่ ย่อมแสดง ย่อมประกาศ. คำว่า พาหาวิกฺเขปกํ ภณติ
ได้แก่ แกว่งแขนพูดถ้อยคำอันไม่มียางอาย. คำว่า วิเหเสติ ได้แก่ ย่อม
เบียดเบียน ย่อมเสียดสี. คำว่า อนาทยิตฺวา ได้แก่ ไม่ถือเอาด้วยความ
เคารพยำเกรง คือ ดูหมิ่น และไม่เอื้อเฟื้อ. คำว่า อติพาฬฺหํ ได้แก่
แน่วแน่ยิ่งเกินประมาณ. คำว่า มยิ พฺยาวฏา ได้แก่ ถึงการขวนขวายใน
เรา. คำว่า หีนายาวตฺติตฺวา อธิบายว่า ลาเพศมาเป็นคฤหัสถ์ เพื่อต้อง
การเป็นคนเลว. ค่าว่า อตฺตมนา โหถ ได้แก่ ย่อมกล่าวโดยประสงค์ว่า
ท่านทั้งหลาย จงมีจิตยินดี จงได้สิ่งอันเราพึงได้ จงอยู่ในที่อันเราพึงอยู่ จง
อยู่อย่างผาสุกอันเราทำแล้วเพื่อท่านทั้งหลาย ดังนี้.
วาทะอันเป็นไปในคำว่า อัตตาไม่มีสัญญา ชื่อว่า อสัญญีวาทะ.
อสัญญีวาทะนั้น มีอยู่แก่บุคคลเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้น จึง
ชื่อว่า อสัญญีวาทะ. ความเห็นผิดว่า อัตตามีรูป ในคำว่า รูปี อตฺตา
เป็นต้น ความว่า ทิฏฐิว่า อัตตามีรูป ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ได้ฌาน เพราะยึด
ถือกสิณรูปว่าเป็นอัตตา. ส่วนความเห็นผิดของผู้ไม่ได้ฌานย่อมมีด้วยสักว่าการ
ตรึกเท่านั้น เหมือนความเห็นผิดของอาชีวกทั้งหลาย. ก็แล ความเห็นผิดว่า
อัตตาไม่มีรูป ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ได้ฌานเท่านั้น เพราะถือเอานิมิตในอรูปสมาบัติ
ว่าเป็นอัตตา. ความเห็นผิดของผู้ไม่ได้ฌาน ย่อมมีเพียงความตรึกอย่างเดียว
เหมือนความเห็นผิดของพวกนิครนถ์. ก็ในที่นี้ บัณฑิตพึงสอบสวนถึงเหตุให้
แน่นอนในความเป็นแห่งอัตตาอันไม่มีสัญญาทีเดียว. เพราะว่า บุคคลผู้มีความ
เห็นผิด ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ย่อมเป็นราวกะคนบ้า. คำว่าอัตตาทั้งที่มีรูป
และไม่มีรูป ได้แก่ ความเห็นผิดที่ท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ยึด
ถือเอารูปฌานและอรูปฌานปะปนกัน. ทิฏฐินี้ ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ได้รูปาวจร
และอรูปาวจรสมาบัติบ้าง แก่ผู้ตรึกเอาเองบ้าง.

957
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 958 (เล่ม 78)

ก็คำว่า อัตตามีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ เป็นทิฏฐิของผู้ชอบ
ตรึกโดยส่วนเดียวเท่านั้น. คำว่า อนฺตวา (แปลว่า อัตตามีที่สุด) ได้แก่
ทิฏฐิของบุคคลผู้ถือปริตตกสิณ (กสิณมีอารมณ์เล็กน้อย) โดยความเป็นอัตตา.
คำว่า อนนฺตวา ได้แก่ ทิฏฐิของผู้ถือกสิณมีอารมณ์ไม่มีประมาณ. คำว่า
อนฺตวา จ อนนฺตวา จ (แปลว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดและหาที่สุดมิได้) ได้แก่
ทิฏฐิอันเกิดขึ้น เพราะถือเอากสิณในเบื้องบนและเบื้องต่ำที่มีที่สุด และถือ
เอากสิณในเบื้องขวางที่ไม่มีที่สุดว่าเป็นอัตตา. คำว่า เนวนฺตวา นานนฺตวา
(แปลว่า อัตตามีที่สุดก็มิใช่ หาที่สุดมิได้ก็มิใช่) ได้แก่ทิฏฐิของพวกชอบคิด
เท่านั้น. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
อัฏฐกนิทเทส จบ
อรรถกถานวกนิทเทส
อธิบาย มาติกาหมวด ๙
คำว่า อาฆาตวัตถุ ๙ นี้ เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย. ธรรม
ทั้งหลายที่ชื่อว่า ปุริสมละ เพราะเป็นมลทินต่อบุรุษ. คำว่า นววิธา ได้แก่
มลทิน ๙ อย่าง หรือว่า ๙ ประเภท.
ตัณหามูลธรรม
คำว่า ตณฺหํ ปฏิจฺจ ได้แก่ เพราะอาศัยตัณหา คำว่า ปริเยสนา
ได้แก่ การแสวงหาอารมณ์มีรูปเป็นต้น. จริงอยู่ เมื่อตัณหายังมีอยู่ อารมณ์
มีรูปเป็นต้นนั้นก็มีอยู่. คำว่า ลาโภ ได้แก่ การได้อารมณ์มีรูปเป็นต้น.
จริงอยู่ เมื่อการแสวงหายังมีอยู่ อารมณ์มีรูปเป็นต้น ก็มีอยู่.

958
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 959 (เล่ม 78)

ก็วินิจฉัยมี ๔ ด้วยอำนาจแห่ง ญาณ ตัณหา ทิฏฐิ และวิตก.
ในคำเหล่านั้น ปัญญาใดที่พึงรู้การวินิจฉัย (การตัดสินใจ) ได้โดย
ง่าย ครั้นรู้การวินิจฉัยดีแล้ว ก็ประกอบความสุขเนือง ๆ ในภายใน นี้ชื่อว่า
ญาณวินิจฉัย. วินิจฉัย ๒ คือ ตัณหาวินิจฉัย ทิฏฐิวินิจฉัย อันมาแล้วใน
พระบาลีนั้น ตัณหาวิจริต ๑๐๘ ชื่อว่า ตัณหาวินิจฉัย. ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า
ทิฏฐิวินิจฉัย. ก็ความตรึกนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า
วินิจฉัยในวิภังค์นี้ มาในพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนจอมเทพ ฉันทะ (ความพอใจ)
แล เป็นเหตุแห่งความตรึก ดังนี้.
จริงอยู่ บุคคลใดได้ลาภแล้ว ย่อมวินิจฉัยซึ่งสิ่งนั้น ๆ ว่า สิ่งนี้เป็น
ของชอบใจ สิ่งนี้ไม่ชอบใจ หรือว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดีด้วยความตรึกนั่นแหละ
คือ โดยตรึกว่า สิ่งของมีประมาณเท่านี้ จักมีแก่เรา เพื่อความเจริญแห่ง
รูปารมณ์ สิ่งของมีประมาณเท่านี้ จักมีแก่เรา เพื่อความเจริญแห่งสัททารมณ์
เป็นต้น สิ่งของมีประมาณเท่านี้สมควรแก่เรา สิ่งของมีประมาณเท่านี้สมควร
แก่ผู้อื่น เราจักบริโภคมีประมาณเท่านี้ จักเก็บไว้มีประมาณเท่านี้ ดังนี้
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เพราะอาศัยการได้ จึงเกิดการ
วินิจฉัย ดังนี้.
คำว่า ฉนฺทราโค ได้แก่ ราคะ คือ ความยินดี อันมีกำลังทราม
ด้วย อันมีกำลังมากด้วย ย่อมเกิดในวัตถุอันตรึกด้วยอกุศลวิตก อย่างนี้. ก็
คำว่า ฉนฺโท ในวิภังค์นี้ เป็นชื่อของราคะมีกำลังทราม. คำว่า อชฺโฌสานํ
ได้แก่ ความยึดถืออันมีกำลังว่า เป็นเรา เป็นของของเรา ดังนี้. คำว่า
ปริคฺคโห แปลว่า ความหวงแหน ได้แก่ การทำความหวงแหนด้วยอำนาจ
แห่งตัณหาและทิฏฐิ. คำว่า มจฺฉริยํ ความตระหนี่ ได้แก่ ความไม่อดทน

959
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 960 (เล่ม 78)

เพื่อให้เป็นของสาธารณะแต่ชนเหล่าอื่น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ อาจารย์ใน
ปางก่อน จึงกล่าวความหมายแห่งตัณหาและทิฏฐินั้นไว้อย่างนี้ว่า ความอัศจรรย์
นี้จงมีแก่เราเท่านั้น จงอย่ามีแก่บุคคลอื่น เป็นต้น เพราะความเป็นไปแห่ง
ตัณหาและทิฏฐินั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกธรรมนี้ว่า ความตระหนี่
ดังนี้. คำว่า อารกฺโข แปลว่า การรักษา ได้แก่ การรักษาด้วยดี ด้วย
อำนาจแห่งการคุ้มครองป้องกันสิ่งของนั้น ๆ โดยการปิดประตูและเก็บไว้ใน
หีบเป็นต้น. คำว่า อธิกโร ได้แก่ อธิกรณ์ คือเรื่องที่เกิดขึ้น. คำว่า
อธิกรณ์นี้ เป็นชื่อของเหตุ.๑ คำว่า อารกฺขาธิกรณํ นี้ เป็นศัพท์นปุงสก-
ลิงค์ ในความมี ความเป็น อธิบายว่า เป็นเหตุแห่งการรักษา.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตัณหามูลกธรรม ๙ เพื่อห้ามอกุศลธรรม
อื่น ๆ ในเพราะการเบียดเบียนสัตว์มีการจับท่อนไม้เป็นต้น. การจับถือท่อน-
ไม้ ท่านเรียกว่า ทัณฑาทานะ. การจับถือศาสตรามีคมข้างเดียว เป็นต้น
ชื่อว่า สัตถาทานะ. การทะเลาะด้วยกายก็ตาม การทะเลาะด้วยวาจาก็ตาม
ชื่อว่า การทะเลาะ. ความพิโรธ การโต้เถียงเกิดขึ้นก่อน การวิวาทเกิดขึ้น
ทีหลัง. คำว่า ตุวํ ตุวํ๒ เป็นถ้อยคำที่ไม่เคารพ ท่านแก้ศัพท์นี้ว่าเป็น
ตฺวํ ตฺวํ ดังนี้.
การสั่นสะเทือน การหวั่นไหว ชื่อว่า อิญชิตะ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสมานะนั่นแหละไว้ในคำว่า อสฺมิ (แปลว่า เป็นเรา) ไว้ด้วยบททั้งปวง
ซึ่งมีคำว่า อิญฺชิตเมตํ เป็นต้น. จริงอยู่ มานะ แม้เป็นไปแล้วในคำว่า
เป็นเรา ดังนี้ ก็ชื่อว่า อิญชิตะนั่นแหละ. เนวสัญญีนาสัญญี๓ อันเป็นไป
๑. เหตุ ได้แก่ การทะเลาะ การแก่งแย่ง การพูดขึ้นมึงกู เป็นต้น
๒. หมายถึงการพูดเร็ว ๆ ว่า ท่าน ๆ
๓. เราจักเป็นสัตว์ มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

960
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 961 (เล่ม 78)

ในคำว่า นี้เป็นเรา ก็ดี หรือเราจักเป็นไปก็ดี ก็ชื่อว่า อิญชิตะ. มานะ
นั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้แม้ด้วยหมวดเก้าที่เหลือ.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสว่า ชื่อว่า มานะ เพราะความหวั่น-
ไหว. ชื่อว่า ความหวั่นไหวเพราะความสำคัญตน. ชื่อว่า ความสำคัญตน
เพราะความดิ้นรน. ชื่อว่า ความดิ้นรน เพราะเป็นธรรมยังสัตว์ให้เนิ่นช้า.
ธรรมที่ยังสัตว์ให้เนิ่นช้า ชื่อว่า สังขตะ เพราะการปรุงแต่ง ด้วยเหตุนั้น ๆ
ดังนี้. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
นวกนิทเทส จบ
อรรถกถาทสกนิทเทส
อธิบาย มาติกาหมวด ๑๐
กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ กิเลส ๑๐ นั่นแหละ. ก็ในนิทเทสนี้ กิเลสวัตถุนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องนี้กับด้วยอาฆาตอันเกิดขึ้นในอฐานะ. ซึ่งเป็นดัง
กระทบตอไม้และหนามเป็นต้น อันบุคคลไม่พึงให้กำเริบ ด้วยสามารถแห่ง
บททั้งหลายมีคำว่า อนตฺถํ เม อจริ เป็นต้น แปลว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อม
เสียแก่เรา. คำว่า มิจฺฉาญาณํ ในมิจฉัตตะ ๑๐ ได้แก่ โมหะอันเกิดขึ้น
โดยกิริยาที่พิจารณาว่า บรรดาการทำบาปทั้งหลาย เราขจัดได้แล้ว ขจัดดี
แล้ว ด้วยสามารถแห่งความคิดโดยอุบาย. คำว่า มิจฺฉาวิมุตฺติ ได้แก่
ธรรมที่เป็นชื่อของวิมุตติ ของบุคคลผู้ยังไม่หลุดพ้นอยู่นั่นแหละ. บทที่เหลือ
ในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
ทสกนิทเทส จบ

961
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 962 (เล่ม 78)

อรรถกถาตัณหาวิจริตนิทเทส
อธิบาย ตัณหาวิจริต
คำว่า ตณฺหาวิจริตานิ ได้แก่ ความปรากฏแห่งตัณหา ความเป็น
ไปทั่วแห่งตัณหา. คำว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย แปลว่า อาศัยเบญจขันธ์
ภายใน. ก็คำว่า อชฺฌตฺติกสฺส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยา-
วิภัตติ. คำว่า อสฺมีติ โหติ แปลว่า ตัณหาว่า เรามี ดังนี้ ก็มี ได้แก่
คำว่า เรามี ดังนี้ก็มี เพราะอาศัยขันธปัญจกะภายใน นี้ใด แล้วถือเอาการ
ประชุมแห่งปัญจขันธ์นั้น ด้วยสามารถแห่งตัณหา มานะ ทิฏฐิ. อธิบายว่า
ครั้นเมื่อการประชุมแห่งปัญจขันธ์นั้น ยังมีอยู่ การยึดถือว่าเรามีอยู่ จึงมี.
ในคำว่า อิตฺถสฺมีติ โหติ แปลว่า เราเป็นโดยประการนี้ ดังนี้ ก็มีเป็นต้น
พึงทราบว่า เมื่อการยึดถือเอา โดยการประชุมกันว่า เรามีอยู่อย่างนี้ มีอยู่
การยึดถือ ๒ อย่าง ย่อมมี คือ ความยึดถือเอา โดยการไม่เปรียบเทียบ
(อนุปนิธาย) และการถือเอาโดยการเปรียบเทียบ (อุปนิธาย) ฯ ใน ๒ อย่าง
นั้น คำว่า อนุปนิธาย ได้แก่การไม่อาศัยอาการอย่างอื่นว่า เรามีอยู่โดย
ประการนี้ เพราะทำภาวะของตนเท่านั้นให้เป็นอารมณ์. อธิบายว่า การยึดถือ
เอา ด้วยสามารถแห่งตัณหา มานะ ทิฏฐิ อย่างนี้ ว่า บรรดาชนทั้งหลายมี
กษัตริย์เป็นต้น เราเป็นอย่างนี้ ดังนี้ เรียกว่า การยึดถือเอาโดยอนุปนิธายะ
ก่อน.
ส่วนการยึดถือเอา โดยอุปนิธายะ มี ๒ อย่าง คือ โดยความเปรียบ
เทียบเสมอกับตน และไม่เสมอกับตน. เพื่อแสดงการยึดถือนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า จึงตรัสว่า เอวสฺมิ และว่า อญฺญถสฺมิ ด้วย. บรรดาคำเหล่านั้น

962
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 963 (เล่ม 78)

คำว่า เอวสฺมิ นี้ เป็นการยึดถือโดยเปรียบเทียบเสมอกับตน. อธิบายว่า
กษัตริย์นี้ฉันใด พราหมณ์นี้ฉันใด แม้ตัวเราก็ฉันนั้น ดังนี้. คำว่า
อญฺญถสฺมิ นี้ เป็นการยึดถือเปรียบเทียบโดยความไม่เสมอกับตน อธิบายว่า
กษัตริย์นี้ ฉันใด พราหมณ์นี้ ฉันใด เราเป็นอย่างอื่น คือเลวกว่า หรือว่า
ยิ่งกว่าชนเหล่านั้น ดังนี้. ตัณหาวิจริต ๔ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
ด้วยสามารถแห่งปัจจุบันก่อนนั่นแหละ. ส่วนตัณหาวิจริต ๔ เหล่านี้มีซึ่งจัก
เกิดเป็นต้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนาคต. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่ง
ตัณหาเหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ ดังที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแหละ.
คำว่า อสฺมิ ได้แก่ เราเที่ยง. คำว่า สาตสฺมิ ได้แก่ เราไม่เที่ยง.
อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีว่า อสสฺมิ สตสฺมิ ดังนี้ก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
อตฺถิ เป็นอสธาตุ. คำว่า อตฺถิ นี้เป็นชื่อของคำว่าเที่ยง. คำว่า สีทติ
เป็นสตธาตุ. คำว่า สีทติ นี้ เป็นชื่อของคำว่า ไม่เที่ยง. เพราะเหตุนั้น
บัณฑิตพึงทราบบททั้ง ๒ เหล่านี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่ง
สัสสตะและอุจเฉทะ. บททั้ง ๔ ข้างหน้าแต่นี้ มีคำว่า สิยํ๑ เป็นต้น พึง
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งความสงสัยและความกังวล
ใจ. บทเหล่านั้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยที่กล่าวไว้ในหนวด ๔ แรกนั้น
แหละ. ก็บททั้ง ๔๒ มีคำว่า อปาหํ สิยํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
ไว้ด้วยสามารถแห่งอาการปรารถนา อย่างนี้ว่า ชื่อว่า เราพึงมีโดยประการ
นั้น ๆ บ้าง. บททั้ง ๔ เหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ แรก
นั่นแหละ.
๑. เราพึงเป็น เราพึงเป็นโดยประการนี้ เราพึงเป็นอย่างนั้น เราพึงเป็นโดยประการอื่น
๒. เราพึงเป็นบ้าง เราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง เราพึงเป็นประการอื่นบ้าง

963
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 964 (เล่ม 78)

ในบทเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบอย่างนี้.
เทฺว ทิฏฐิสีสา จตฺตาโร สุทฺธสีสา สีสมูลกา
ตโย ตโยติ เอตาน อฏฺฐารส วิภาวเย.
แปลว่า
บัณฑิตพึงชี้แจงตัณหาวิจริตธรรม
๑๘ เหล่านี้ คือ ๒ บท ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ
(มีทิฏฐิเป็นประธาน) ๔ บทเป็นสุทธสีสะ
บทละสาม รวม ๑๒ บท เป็นสีสมูลกะ ดังนี้.
จริงอยู่ ในบทเหล่านั้น สองบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วย
สามารถแห่ง สัสสตะ และอุจเฉทะ ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ. สี่บทเหล่านี้ คือ
อสฺมิ (แปลว่า ตัณหาว่าเราเป็น) ภวิสฺสํ (ตัณหาว่าเราจักเป็น) สิยํ (ตัณหา
ว่าเราพึงเป็น) อปาหํ สิยํ (ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง) ชื่อว่า สุทธสีสะ
เท่านั้น. สิบสองบท คืออย่างละ ๓ มีคำว่า อิตฺถสฺมิ เป็นต้น (ตัณหาว่า
เราเป็นโดยประการนี้) ชื่อว่า สีสมูลกะ เพราะฉะนั้นพึงทราบ ตัณหาวิจริต
ธรรมเหล่านั้น อย่างนี้ว่า สองบท ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ สี่บท ชื่อว่า สุทธสีสะ
สิบสองบท ชื่อว่า สีสมูลกะ ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงจำแนกแสดงธรรมเหล่านั้น (ตัณ-
หาวิจริต) โดยลำดับเทียว จึงเริ่มคำว่า กถญฺจ อสฺมีติ โหติ เป็นอาทิ
(แปลว่า ก็ตัณหาว่า เรามี คือ อย่างไร). บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กิญฺจิ-
ธมฺมํ อนวการึ กริตฺวา (แปลว่า ไม่ทำการแยกธรรมอันใดอันหนึ่ง)
อธิบายว่า ไม่ทำการแยกธรรมอะไร ๆ แม้สักอย่างหนึ่ง คือไม่ถือเอาแต่ละ
อย่างในบรรดาธรรมทั้งหลายมีรูป เวทนาเป็นต้น โดยถือเอารวมกันนั่นแหละ.

964
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 965 (เล่ม 78)

คำว่า อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ (แปลว่า ย่อมได้ฉันทะ คือ ความพอใจ
ว่า เรามี ดังนี้) อธิบายว่า ถือเอาเบญจขันธ์รวมกันทั้งหมด แล้วย่อมได้ตัณหา
ว่าเราดังนี้. แม้ในคำว่า มานะ ทิฏฐิ ก็นัยนี้. ในธรรมเหล่านั้น (คือ ตัณหา
มานะ ทิฏฐิ) นิทเทสนี้ เป็นตัณหาวิจริตนิทเทส แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น
มานะ ทิฏฐิก็ไม่เว้นจากตัณหา. เพราะฉะนั้น ในตัณหาวิจริตนิทเทสนี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสมานะและทิฏฐิไว้ ด้วยสามารถแห่งอรรถอย่างเดียวกัน
กับตัณหาวิจริตนั้น. อีกอย่างหนึ่งแม้ธรรมทั้งสาม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
ซึ่งเป็นธรรมทำสัตว์ให้เนิ่นช้านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยกขึ้นแสดงโดย
ตัณหาสีสะ (คือ มีตัณหาเป็นประธาน). ส่วนมานะทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงถือเอา เพื่ออธิบายตัณหานั้นโดยสมควรแก่ธรรมที่ยกขึ้นแสดงเท่านั้น. อีก
อย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรมเครื่องเนิ่นช้า คือ ตัณหา
จึงตรัสไว้อย่างนี้ เพื่อแสดงแม้ธรรมเครื่องเนิ่นช้าที่เหลือ (คือมานะทิฏฐิ)
กับตัณหานั้นนั่นแหละ. คำว่า ตสฺมึ สติ อิมานิ ปปญฺจิตานิ (แปลว่า
เมื่อธรรมทั้ง ๓ มีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านั้น) อธิบายว่า ครั้นเมื่อ
ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ๓ อย่าง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้โดยนัยว่า ตสฺมึ
อสฺมีติ ฉนฺทํ ปฏิลภติ เป็นต้น มีอยู่ ธรรมเหล่านี้ มีคำว่า อิตฺถสฺมีติ วา
(แปลว่า เราเป็นโดยประการนั้น) เป็นต้น ย่อมเป็นธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า
แล้ว ดังนี้.
ในคำทั้งหลายมีคำว่า ขตฺติโยสฺมิ (แปลว่า ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์
เป็นต้น) บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า เราชื่อว่า เป็นกษัตริย์ ด้วย
เสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก (แต่งตั้ง) เราชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ด้วยความเป็น
ปุโรหิต โดยการเรียนมนต์เป็นต้น เราชื่อว่าเป็นแพศย์ ด้วยการรักษานาและ

965