พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 946 (เล่ม 78)

ย่อมเกิดขึ้น โดยนัยที่กล่าวไว้ว่า ยมฺปิ เม อโหสิ ตมฺปิ เม นตฺถิ แม้
เราได้มีสิ่งใดแล้ว แม้เราก็กลับไม่มีสิ่งนั้นดังนี้. บรรดาคำเหล่านั้น ความ
เศร้าโศก มีการเผาผลาญภายในเป็นลักษณะ. ความร่ำไห้ มีการบ่นเพ้ออาศัย
ซึ่งความโกรธนั้นเป็นลักษณะ. ทุกข์มีการบีบคั้นกายเป็นลักษณะ โทมนัสมี
การพิฆาตใจเป็นลักษณะ. ความคับแค้นใจมีความเศร้าใจเป็นลักษณะ. คำว่า
วิตกฺกิตํ ได้แก่ วิตกอันเป็นไปด้วยสามารถแห่งการยกขึ้น. คำว่า วิจาริตํ
ได้แก่ วิจารอันเป็นไปด้วยสามารถแห่งการประคอง. คำว่า เอเตน เอตํ
ได้แก่ ปฐมฌานนี้ ย่อมปรากฏราวกะเป็นหนามอันใหญ่ ด้วยวิตกและด้วย
วิจารนี้. คำว่า ปีติคตํ ได้แก่ ปีตินั่นแหละ. คำว่า เจตโส อุพฺพิลาวิตํ
(แปลว่า ความลำพองใจ) ได้แก่ การทำจิตให้เบิกบาน คำว่า เจตโส
อาโภโต ได้แก่ ออกจากฌานแล้ว ก็มนสิการให้จิตหวนระลึกถึงความสุข.
บ่อย ๆ. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นและ.
ปัญจกนิทเทส จบ
อรรถกถาฉักกนิทเทส
อธิบายมาติกาหมวด ๖
บุคคลผู้โกรธแล้ว ย่อมถึงการทะเลาะ การวิวาท การโต้เถียงกัน
ด้วยอำนาจแห่งความโกรธ หรือว่า บุคคลผู้ยึดถือแต่ความเห็นของตน ก็
ย่อมถึงการทะเลาะ การวิวาท การโต้เถียงกันเพราะความยึดถือแต่ความเห็น
ของตน เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า วิวาทมูล
มีความโกรธ เป็นต้น.

946
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 947 (เล่ม 78)

ฉันทราคนิทเทส
อธิบาย ฉันทราคะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้โดยย่อว่า ธรรมทั้งหลายอาศัยเรือน ชื่อว่า
ฉันทราคะ เพราะอาศัยเรือน คือ กาม ดังนี้ แล้ว เพื่อจะทรงแสดงธรรม
นั้น โดยประเภทอีก จึงตรัสว่า มนาปิเยสุ รูเปสุ เป็นต้น. บรรดาคำ
เหล่านั้น คำว่า มนาปิเยสุ ได้แก่ ความชอบใจ อันยังใจให้เจริญ.
วิโรธวัตถุ คือ ความพิโรธ (ความอาฆาต).
คำว่า อคารโว ในอคารวะทั้งหลาย ได้แก่ เว้นจากความเคารพ.
คำว่า อปฺปติสฺโส ได้แก่ ผู้ไม่เชื่อฟัง ไม่ประพฤติตามถ้อยคำ. ก็ข้อนี้
ครั้นเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุใด ย่อมไม่ไปสู่ที่บำรุงในกาลทั้ง
๓ เมื่อพระศาสดาไม่สวมรองพระบาทจงกรมอยู่ ภิกษุใดสวมรองเท้าจงกรมอยู่
เมื่อพระศาสดาจงกรมอยู่ในที่ต่ำ ภิกษุใดย่อมจงกรมในที่จงกรมสูง เมื่อพระ-
ศาสดาประทับอยู่ในที่ต่ำ ภิกษุใดย่อมอยู่ในที่สูง ภิกษุใด ย่อมห่มคลุมไหล่
ทั้งสอง ย่อมกั้นร่ม ย่อมสวมรองเท้า ย่อมอาบน้ำ ย่อมถ่ายอุจจาระปัสสาวะ
ในที่อันเห็นพระศาสดา ก็หรือว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ภิกษุใด
ย่อมไม่ไปเพื่อจะไหว้พระเจดีย์ ย่อมทำการงานทั้งปวง อันกล่าวแล้ว ในที่
อันมองเห็นพระเจดีย์ ภิกษุนี้ ชื่อว่า ไม่เคารพในพระศาสดา.
ก็ภิกษุใด ไปฟังธรรมที่สงฆ์ประกาศแล้ว โดยไม่เคารพ. ย่อมไม่
ฟังโดยเคารพ ย่อมนั่งสนทนากัน. ย่อมเรียนโดยไม่เคารพ. ย่อมกล่าวสอน
โดยไม่เคารพ ภิกษุนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ไม่เคารพในพระธรรม.
ก็ภิกษุใด ไม่ได้รับการเชื้อเชิญจากภิกษุเถระให้แสดงธรรม ย่อม
แสดงธรรม ย่อมแก้ปัญหา ย่อมเดิน ยืน นั่ง กระทบกระทั่งภิกษุผู้แก่กว่า
หรือว่านั่งเอาผ้ารัดเข่า เอามือรัดเข่า ย่อมห่มคลุมไหล่ทั้งสองในท่ามกลางสงฆ์

947
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 948 (เล่ม 78)

ย่อมกั้นร่มและสวมรองเท้า ภิกษุนี้ ชื่อว่า ไม่เคารพในสงฆ์ จริงอยู่
ภิกษุแม้กระทำความไม่เคารพในเรื่องที่กล่าวแล้วเพียงอย่างเดียวในสงฆ์ก็ชื่อว่า
ไม่เคารพในสงฆ์เหมือนกัน.
ก็ภิกษุใดยังไม่กระทำสิกขา ๓ ให้บริบูรณ์ ภิกษุนั้น ชื่อว่า ไม่
เคารพในสิกขา.
เมื่อภิกษุใดไม่เจริญลักษณะแห่งความไม่ประมาทเนือง ๆ ภิกษุนั้น
ชื่อว่า ไม่เคารพในความไม่ประมาท. เมื่อไม่กระทำปฏิสันถาร ๒ อย่าง๑
ชื่อว่า ไม่เคารพในปฏิสันถาร.
คำว่า ปริหานิยา ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันกระทำซึ่งความ
เสื่อม. คำว่า กมฺมารามตา ได้แก่ เป็นผู้ประกอบแล้ว ขวนขวายแล้วด้วย
ความยินดียิ่งในนวกรรม (การก่อสร้าง) หรือว่า ในการงานทั้งหลาย มีการ
ใคร่ครวญคิดถึงจีวรเป็นต้น. คำว่า ภสฺสารามตา ได้แก่ ประกอบแล้ว
ขวนขวายแล้วในการสนทนาด้วยสามารถแห่งคำอันเป็นดิรัจฉานกถา. คำว่า
นิทฺทารามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในการหลับนอน คำว่า
สงฺคณิการามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในการคลุกคลีด้วยหมู่.
คำว่า สํสคฺคารามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในการอยู่ร่วมกัน
๕ อย่าง คือในการอยู่ร่วมกันด้วยการฟัง อยู่ร่วมกันด้วยการดู อยู่ร่วมกัน
ด้วยการสนทนา อยู่ร่วมกันด้วยการบริโภค อยู่ร่วมกันด้วยกาย. คำว่า ปปญฺ-
จารามตา ได้แก่ ประกอบแล้วขวนขวายแล้วในธรรมอันยังสัตว์ให้เนิ่นช้า
คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โสมนัสสุปวิจาร เป็นต้น. ธรรมทั้งหลาย
ชื่อว่า โสมนัสสุปวิจาร เพราะอรรถว่าย่อมครุ่นคิดถึงซึ่งการเกิดขึ้นร่วมกับ
๑. ปฏิสันถาร ๒ คือ อามิสปฏิสันถาร ธัมมปฏิสันถาร

948
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 949 (เล่ม 78)

โสมนัส. คำว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ได้แก่ เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ. คำว่า
โสมนสฺสฏฺฐานิยํ ได้แก่ เป็นเหตุแห่งโสมนัส ด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ในคำว่า อุปวิจรติ นั้น ได้แก่ ย่อมครุ่นคิดถึง โดยความเป็นไปแห่งวิจาร.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในหมวด ๖ แม้ทั้ง ๓ คือ โสมนัสสุปวิจาร โทม-
นัสสุปวิจาร และอุเปกขูปวิจาร โดยนัยนี้ว่า วิตกฺโก ปน ตํสมํปยุตฺโต
วา ดังนี้ (แปลว่า วิตกเป็นธรรมสัมปยุตกับด้วยวิจารนั้น)
คำว่า เคหสิตานิ ได้แก่ อิงอาศัยกามคุณ. คำว่า โสมนสฺสานิ
ได้แก่ ความสุขทางใจ. คำว่า โทมนสฺสานิ ได้แก่ ความทุกข์ทางใจ.
คำว่า อุเปกฺขา ได้แก่ อุเขกขาเวทนาอันสัมปยุตด้วยอัญญาณ (คือ โมหะ).
แม้คำว่า อญฺญาณุเปกฺขา ดังนี้ ก็เป็นชื่อของอุเบกขาอันสัมปยุตด้วยอัญญาณ
นั่นแหละ.
ทิฏฐิ ๖
วา ศัพท์ในบททั้งปวง ในคำว่า อตฺถิ เม อตฺตาติ วา นี้ เป็น
นิบาตกำหนดเนื้อความ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอธิบายว่า ควานเห็นผิด
ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ก็ดี. ก็สัสสตทิฏฐิ ย่อมถือเอาซึ่งความที่ตนมีอยู่ในกาล
ทั้งปวง ในคำว่า อตฺถิ เม อตฺตา นี้. คำว่า สจฺจโต เถตโต ได้แก่
โดยแท้จริง โดยมั่นคง. คำว่า อิทํ สจฺจํ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอธิบาย
ว่า โดยความเป็นสิ่งมั่นคงด้วยดี. คำว่า นตฺถิ เม อตฺตา (แปลว่า อัตตา
ของเราไม่มี) อธิบายว่า ทิฏฐินี้ ชื่อว่า อุจเฉททิฏฐิ เพราะถือเอาความไม่มี
แห่งสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ในที่นั้น ๆ.

949
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 950 (เล่ม 78)

อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐินี้ ชื่อว่า สัสสตทิฏฐิ พราะถือเอาอัตตาในกาล
ทั้ง ๓ แม้เกิดก่อนว่า มีอยู่. อุจเฉททิฏฐิ ถือเอาอัตตาอันเป็นปัจจุบันเท่านั้น
ว่า มีอยู่. คือว่า ชื่อว่า อุจเฉททิฏฐิ เพราะการถือว่า อัตตาในอดีตและ
อนาคต แม้เกิดภายหลังว่า ไม่มีอยู่ ดังนี้ ราวกะทิฏฐิของบุคคลผู้มีความ
เห็นว่า ของบูชายัญ อันเป็นเถ้าธุลี. สัสสตทิฏฐิของบุคคลผู้มีความเห็นว่า
อัตตาเกิดขึ้นลอย ๆ เทียว จึงยึดถือว่า อัตตาในอดีตเท่านั้นไม่มี ดังนี้. คำว่า
อตฺตนา วา อตฺตานํ สญฺชานามิ (แปลว่า ย่อมรู้จักอัตตาด้วยอัตตา
ดังนี้ ก็ดี) อธิบายว่า ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า เราชื่อว่า ย่อมรู้จักอัตตา
นี้ด้วยอัตตานี้ เพราะถือว่า อัตตาในขันธ์ โดยมีสัญญาขันธ์เป็นสีสะแล้วรู้
ขันธ์ที่เหลือด้วยสัญญา ดังนี้. คำว่า อตฺตนา วา อนตฺตานํ (แปลว่า
รู้จักอนัตตาด้วยอัตตา) อธิบายว่า ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า เพราะรู้อัตตา
เหล่านั้น โดยการถือเอาสัญญาขันธ์นั่นแหละว่าเป็นอัตตา แล้วก็ถือเอาขันธ์ ๔
ที่เหลือว่าเป็นอนัตตา. คำว่า อนตฺตนา วา อตฺตานํ (แปลว่า รู้จัก
อัตตาด้วยอนัตตา) ได้แก่ ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า เพราะถือเอา สัญญาขันธ์
ว่าเป็นอนัตตา แล้วถือขันธ์ ๔ นอกนี้ว่าเป็นอัตตา เพราะรู้อัตตาเหล่านั้นด้วย
สัญญา. การยึดถืออัตตาแม้ทั้งปวงเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ ดังกล่าวมา
แล้วนั่นแหละ. ก็คำว่า วโท เวเทยฺโย (แปลว่า ผู้กล่าวผู้เสวย) นี้ เป็นคำ
กล่าวทำสัสสตทิฏฐิแสะอุจเฉททิฏฐิให้มั่นคงทีเดียว. พึงทราบวินิจฉัยในคำ
เหล่านั้น ดังนี้ ที่ชื่อว่า ผู้กล่าว (วโท) เพราะย่อมกล่าว อธิบายว่า ผู้กระทำ
วจีกรรม. ชื่อว่า เวเทยฺโย เพราะอันบุคคลพึงเสวย อธิบายว่า อัตตาย่อม
รู้จึงชื่อว่าย่อมเสวย. บัดนี้ อัตตานั้น ย่อมรู้ซึ่งธรรมใด เพื่อแสดงธรรมนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตตฺร ตตฺร ได้แก่ ในโยนิ ในคติ ในฐิติ ใน

950
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 951 (เล่ม 78)

นิวาส และนิกายทั้งหลาย หรือว่าในอารมณ์ทั้งหลายนั้น ๆ. คำว่า ทีฆรตฺตํ
ได้แก่ สิ้นกาลนาน. คำว่า ปจฺจนุโภติ ได้แก่ ย่อมเสวย. คำว่า น โส
ชาโต นาโหสิ ได้แก่ อัตตานั่นชื่อว่า ไม่เกิด เพราะการไม่เกิดเป็นธรรมดา
อธิบายว่า อัตตานั้นมีอยู่ในกาลทุกเมื่อทีเดียว. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละจึงว่า
อัตตา ไม่ได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีแม้ในอนาคต เพราะว่า อัตตาใดเกิด
ขึ้นแล้ว อัตตานั้นได้มีแล้ว แต่อัตตาใดจักเกิด อัตตานั้นก็จักมี ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า น โส ชาโต นาโหสิ อธิบายว่า อัตตานั้น
ไม่เกิด ไม่ได้มีแล้ว แม้ในอดีต แม้ในอนาคต ก็จะไม่เกิดจักไม่มี เพราะ
ความที่อัตตานั้นมีอยู่ในกาลทุกเมื่อ. คำว่า นิจฺโจ ได้แก่ เว้นจากการเกิด
และการดับ คำว่า ธุโว (ยั่งยืน) ได้แก่ เป็นสภาพมั่นคง เป็นสิ่งมีสาระ.
คำว่า สสฺสโต ได้แก่ ประกอบด้วยกาลทั้งปวง. คำว่า อวิปริณามธฺมโม
(ไม่แปรผัน) ได้แก่ ธรรมที่ไม่ละความเป็นปกติของตน คือ ย่อมไม่ถึงซึ่ง
ความเป็นไปโดยประการอื่น เหมือนกิ้งก่า ไม่ละอยู่ซึ่งความเป็นปกติของตน
ฉะนั้น. ชื่อว่าทิฏฐิ อันเป็นไปกับอาสวะทั้งปวงนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส
แล้วด้วยประการฉะนี้ คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
ฉักกนิทเทส จบ

951
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 952 (เล่ม 78)

อรรถกถาสัตตกนิทเทส
อธิบายมาติกาหมวด ๗
สภาวธรรมเหล่าใด ชื่อว่า ย่อมนอนเนื่อง เพราะอรรถว่าเป็นสภาพ
ที่มีกำลังและเพราะอรรถว่าเป็นสภาพที่ยังละไม่ได้ เพราะเหตุนั้น สภาวธรรม
เหล่านั้น จึงชื่อว่า อนุสัย คือกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน.๑
สภาวธรรมเหล่าใด ย่อมประกอบสัตว์ไว้ ย่อมให้สัตว์สืบต่ออยู่ใน
วัฏฏะ เพราะเหตุนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า สัญโญชน์ คือกิเลส
เครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ.
สภาวธรรมเหล่าใด ย่อมเกิดกลุ้มรุมจิต โดยกระทำให้กำเริบ เพราะ
เหตุนั้นสภาวธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า ปริยุฏฐาน คือ กิเลสที่ประทุษร้าย
จิต. ปริยุฏฐาน คือ กามราคะ ชื่อว่า กามราคปริยุฏฐาน. แม้ในคำที่
เหลือก็นัยนี้แหละ.
ธรรมทั้งหลายอันมิใช่ของสัตบุรุษ หรือว่า ธรรมทั้งหลายอันไม่สงบ
เพราะอรรถว่าเป็นธรรมลามก เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า อสัท-
ธรรม.
จริตทั้งหลาย อันโทษทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ประทุษร้ายแล้ว เพราะ
เหตุนั้นจริตเหล่านั้น จึงชื่อว่า ทุจจริต. ธรรมเหล่าใด ย่อมสำคัญว่าตนมีอยู่
โดยอาการนั้น ๆ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่ามานะ.
๑. องค์ธรรมของอนุสัยกิเลส สัญโญชน์ และปริยุฏฐาน อย่างเดียวกัน คือ กามราคะ
ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ภวราคะ อวิชชา ส่วนที่ต่างกันนั้น คือ อนุสัย จัดเป็นกิเลส
อย่างละเอียดได้ปัจจัยแล้วจึงเกิดขึ้น สัญโญชน์และปริยุฏฐาน จัดเป็นกิเลสอย่างกลาง เพราะ
เกิดสัมปยุตกับจิต กิเลสทั้งหมดล่วงมโนทวารไปสู่กายทวาร วจีทวาร เรียกว่า กิเลสอย่าง
หยาบ.

952
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 953 (เล่ม 78)

ทิฏฐินิทเทส
คำว่า รูปี ได้แก่ มีรูป. คำว่า จาตุมหาภูติโก ความว่า สำเร็จ
ด้วยมหาภูตรูป ๔. คำว่า มาตาปิตูนํ เอตํ ได้แก่รูปอันเป็นของมารดาและ
บิดา. ถามว่ารูปอะไร ตอบว่า รูปคือ น้ำสุกกะและโลหิต (น้ำสุกกะอันเป็นของ
บิดาและโลหิตของมารดา) ชื่อว่ามาตาเปตติกสัมภวะ เพราะเกิดขึ้นแต่น้ำ
สมภพของมารดาและบิดา. สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวซึ่งความ
เป็นแห่งมนุษย์ด้วยรูปกายอันเป็นประธานนั้นว่านี้เป็นอัตตา. ในวาระที่ ๒ สมณ-
พราหมณ์บางคนปฏิเสธรูปกายอันเกิดแต่มารดาบิดานั้น แต่ย่อมกล่าวรับรอง
ซึ่งความเป็นอัตตาอันเป็นทิพย์. คำว่า ทิพฺโพ ได้แก่ อัตตาที่บังเกิดขึ้นใน
เทวโลก. คำว่า กามาวจโร ได้แก่ อัตตาอันนับเนื่องด้วยสวรรค์ ๖ ชั้น. คำว่า
กพฬิงฺการํ ภกฺขยติ ได้แก่ มีก้อนข้าวเป็นอาหาร. คำว่า มโนมโย
ได้แก่ อัตตาที่เกิดขึ้นแล้วด้วยใจซึ่งเกิดแต่ฌาน. คำว่า สพฺพงฺคปจฺจงฺคี
ได้แก่ ประกอบด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง. คำว่า อหีนินฺทฺริโย ได้แก่
มีอินทรีย์บริบูรณ์ไม่บกพร่อง. รูปเหล่าใด มีอยู่ในพรหมโลก พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ตรัสซึ่งรูปนั้น ด้วยสามารถแห่งรูปของพรหมด้วย และด้วยสามารถแห่ง
สัณฐานแห่งรูปนอกจากนี้ด้วย. คำว่า อากาสานญฺจายตนูปโค ได้แก่
เป็นผู้เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งอากาสานัญจายตนะ. ในคำทั้งหลายแม้นอกนี้ ก็
นัยนี้แหละ. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
สัตตกนิทเทส จบ
๑. บาลีว่า ภกฺโข.

953
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 954 (เล่ม 78)

อรรถกถาอัฏฐกนิทเทส
อธิบายมาติกาหมวด ๘
กิเลสวัตถุ๑ คือ กิเลสทั้งหลายนั่นแหละ. คำว่า กุสตวตฺถูนิ ได้แก่
วัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน คือความขี้เกียจ อธิบายว่าเป็นเหตุแห่งความ
เกียจคร้าน. คำว่า กมฺมํ กตฺตพฺพํ โหติ (แปลว่า เราจักต้องทำการงาน)
ได้แก่ การงานที่ต้องทำมีการพิจารณาปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น. คำว่า น วิริยํ
อารภติ (แปลว่า ไม่ปรารภความเพียร) ได้แก่ ไม่ปรารภความเพียร แม้ทั้ง
๒ อย่าง. คำว่า อุปฺปตฺสฺส ได้แก่เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง มีฌาน วิปัสสนา
มรรคและ ผล. คำว่า อนธิคตสฺส ได้แก่ เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ
อันนั้นนั่นแหละ. คำว่า อสจฺฉิกตสฺส ได้แก่ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งฌาน
วิปัสสนา มรรคและผลนั้นนั่นแหละที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง. คำว่า อิทํ ปฐมํ
อธิบายว่า การจมลงอย่างนี้ว่า เชิญท่านเถิด เราจะนอน ดังนี้ นี้เป็นกุสีต-
วัตถุข้อที่หนึ่ง. พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
ก็ในคำว่า มาสาจิตํ มญฺเญ (แปลว่า เป็นเหมือนถั่วหมัก) ได้แก่
ถั่ว อันบุคคลให้เปียกชุ่มแล้วด้วยน้ำ ชื่อว่า ถั่วหมัก. อธิบายว่า ถั่วหมัก
เปียกชุ่มแล้วย่อมเป็นของหนัก ฉันใด กายของผู้เกียจคร้านนั้นย่อมหนัก ฉัน
นั้น.
คำว่า คิลานา วุฏฺฐิโต โหติ ได้แก่ ภิกษุเพิ่งจะหายป่วย.
๑. กิเลสวัตถุ ๘ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ

954
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 955 (เล่ม 78)

จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อฏฺฐสุ โลกธมฺเมสุ ดังนี้ ที่ชื่อว่า
โลกธรรม เพราะเป็นธรรมของชาวโลก. สัตว์โลกทั้งหลาย ชื่อว่า พ้นจาก
โลกธรรมเหล่านี้ย่อมไม่มีเลย โลกธรรมเหล่านี้ ย่อมมีแม้แก่พระพุทธเจ้าทั้ง
หลายเทียว เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกว่า โลกธรรม ดังนี้.
บทว่า ปฏิฆาโต ได้แก่อาการคือ การกระทบจิต. คำว่า ลาเภ สาราโค
(แปลว่า ความยินดีในลาภ) ได้แก่ ความยินดี อันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง
โสมนัสอันอิงอาศัยเรือนอย่างนี้ว่า เราย่อมได้ลาภ ดังนี้ ความยินดีนั้นจึง
ชื่อว่า กระทบจิต. คำว่า อลาเภน ปฏิวิโรโธ (แปลว่า ความยินร้ายใน
ความเสื่อมลาภ) ได้แก่ ความยินร้ายอันเกิดขึ้นแล้วด้วยสามารถแห่งโทมนัส
ว่า เราย่อมไม่ได้ลาภ ดังนี้ ความยินดียินร้ายแม้นั้น ย่อมกระทบจิต เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกว่า ปฏิฆาตะ. แม้ในคำว่า ความ
ยินดีในยศเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้น อย่างนี้ว่า
เรามีบริวารมาก เรามีบริวารน้อย เราได้รับความสรรเสริญ เราได้รับการ
นินทา เราถึงสุข เราถึงทุกข์ ดังนี้. คำว่า อนริยโวหารา ได้แก่ โวหาร
(คำพูด) ของบุคคลผู้มิใช่พระอริยะ.
โทษทั้งหลายของบุรุษ ชื่อว่า ปุริสโทส. คำว่า น สรามิ ได้แก่
ย่อมแก้ตัว ย่อมให้คนหลุดพ้น โดยความเป็นผู้ไม่มีสติอย่างนี้ว่า เราระลึก
ไม่ได้ กำหนดไม่ได้ซึ่งฐานะแห่งกรรมนอันเราทำแล้ว. คำว่า โจทกํเยว
ปฏิปฺผรติ ได้แก่ เป็นผู้ขัดเเย้งกันแผ่ไป คือย่อมตั้งอยู่ด้วยความเป็น ผู้โต้-
เถียงกัน. คำว่า กินฺนุ โข ตุยฺหํ ความว่า ประโยชน์อะไรหนอ ด้วยการ
กล่าวของท่านผู้โง่เขลา ไม่ฉลาด คือ ย่อมแสดงว่า ท่านย่อมไม่รู้เรื่องวัตถุ

955