พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 916 (เล่ม 78)

หญ้าและใบไม้ทั้งหลาย. การปกปิดโดยส่วนทั้งปวง ชื่อว่า ความปิดบัง
ชื่อว่า ความไม่เปิดเผย เพราะย่อมไม่ทำให้แจ้ง. ชื่อว่า ความปิดบังมิดชิด
เพราะไม่แสดงไห้ปรากฏ. การปกปิดด้วยดี ชื่อว่า ความปกปิดมิดชิด ชื่อว่า
การกระทำที่ชั่ว เพราะทำบาปแม้อีกด้วยสามารถแห่งการซ่อนเร้นอันตนทำแล้ว.
คำว่า อยํ วุจฺจติ ความว่า ลักษณะนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า
มายา อันมีการซ่อนปิดไว้อันตนทำแล้วเป็นลักษณะ. บุคคล ประกอบด้วย
ลักษณะนี้ใด ย่อมเป็นราวกะถ่านเพลิง อันปิดไว้ด้วยขี้เถ้า ย่อมเป็นราวกะ
ตอไม้อันน้ำปกปิดไว้ ย่อมเป็นราวกะว่าศัสตราอันบุคคลพันไว้ด้วยเศษผ้า.
สาเถยยนิทเทส
อธิบาย สาเถยยะ ความโอ้อวด
การไม่กล่าวโดยชอบ เพราะแสดงคุณอันตนไม่มีอยู่ ชื่อว่า เป็นผู้
โอ้อวด. ความโอ้อวดโดยส่วนทั้งปวง ชื่อว่า เป็นผู้โอ้อวดมาก. คำว่า
ยํ ตตฺถ ได้แก่ ความโอ้อวดอันใด ในบุคคลนั้น. ความคดโกง คือ
การแสดงคุณอันไม่มีอยู่ ชื่อว่า การโอ้อวด. อาการแห่งความโอ้อวด ชื่อว่า
ความเป็นแห่งบุคคลผู้โอ้อวด. คำว่า กกฺขรตา ได้แก่ ความเป็นแห่งความ
กระด้าง มีความไม่อดทนต่อสิ่งอันไม่เป็นภัยราวกะความหยาบกระด้างของก้าน
ปทุม. แม้คำว่า สภาพที่กระด้าง ก็เป็นไวพจน์ของความโอ้อวดนั้นนั่นแหละ
ความคดโกงอันมั่นคง ราวกะเสาเขื่อน อันบุคคลขุดหลุมฝังตั้งไว้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยบททั้งสอง คือ การพูดเป็นเหลี่ยมเป็นคู สภาพที่พูด
เป็นเหลี่ยมเป็นคู. คำว่า อิทํ วุจฺจติ ความว่า ความโอ้อวด มีการประกาศ
คุณอันไม่มีอยู่ของตนเป็นลักษณะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า สาเถยยะ

916
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 917 (เล่ม 78)

ความโอ้อวด. ความโอ้อวดนั้น อันใคร ๆ ไม่อาจเพื่อรู้ซึ่งการกล่าวลวงของผู้
ประกอบด้วยอาการใด อาการนั้นย่อมเป็นเช่นกับสุกรยักษ์ ที่กล่าวไว้ดังนี้ว่า
ยักษ์นั้น ย่อมแปลงเพศเป็นสุกรอยู่
ข้างซ้าย เป็นแพะอยู่ข้างขวา เป็นโคแก่มี
เขายาว เป็นละมั่งส่งเสียงร้อง ดังนี้.
นิทเทสแห่งอวิชชาเป็นต้น มีเนื้อความดังที่กล่าวไว้แล้วนั่นแหละ.
อนาชชวนิทเทส
อธิบาย อนาชชวะ ความไม่ซื่อตรง
อาการแห่งความเป็นผู้คดโกง ชื่อว่า อนาชชวะ คือ ความไม่ซื่อ
ตรง. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่ซื่อตรง ชื่อว่า สภาพไม่ซื่อตรง. ความคด
โค้งแห่งดวงจันทร์ ชื่อว่า ชิมฺหตา คือ ความไม่ตรง. คำว่า วงฺกตา
ได้แก่ ความคดดังโคมูตร (เยี่ยวโค). คำว่า กุฏิลตา (แปลว่า ความโค้ง)
ได้แก่ ความโค้งดังปลายงอนของไถ. ความคดแห่งกายวาจาและจิตนั่นแหละ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยบทแม้ทั้งปวงเหล่านี้.
อมัททวนิทเทส
อธิบาย อมัททวะ ความไม่อ่อนโยน
ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่อ่อนโยน ชื่อว่า อมุทุตา. อาการแห่งความ
ไม่อ่อนโยน ชื่อว่า อมัททวตา. ความเป็นแห่งบุคคลผู้กระด้าง ชื่อว่า
กักขฬิยะ. ความเป็นแห่งบุคคลผู้หยาบคาย ชื่อว่า ผารุสิยะ. ความเป็น
แห่งจิตอันแข็งกระด้าง เพราะความไม่ประพฤติอ่อนน้อม ชื่อว่า อุชุจิตฺตตา.

917
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 918 (เล่ม 78)

ศัพท์ว่า อมุทุตา ท่านแสดงเนื้อความแห่งผู้ไม่อ่อนน้อมนั้นให้วิเศษขึ้นอีก.
คำว่า อุชุจิตฺตตา ความเป็นผู้มีจิตถือรั้น ไม่ใช่ความเป็นจิตซื่อตรง. นิท-
เทสแห่งอขันติ ความไม่อดทนเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตรงกันข้าม
กับนิทเทสแห่งขันติความอดทนเป็นต้น.
สัญโญชนนิทเทส
อธิบาย สัญโญชน์ กิเลสเครื่องผูกไว้
กามภพ ชื่อว่า (สัญโญชน์) ภายใน. รูปภพและอรูปภพ
ชื่อว่า (สัญโญชน์) ภายนอก. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมอาศัย
อยู่ในกามภพสิ้นกาลเล็กน้อย คืออาศัยอยู่สิ้นกาลอันเป็นส่วนที่ ๔
(๑/๔) แห่งกัปเท่านั้น ในส่วนแห่งกัปทั้งสามที่เหลือนอกนี้ กามภพ
ย่อมว่างเปล่า.
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมอาศัยอยู่ในรูปภพและอรูปภพตลอดกาลเป็นอัน
มาก แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพราะจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น
มีมากในกามภพ ส่วนในรูปภพและอรูปภพมีน้อย ก็จุติและปฏิสนธิในที่
ใดมีมาก ความอาลัยก็ดี ความปรารถนาก็ดี ความอยากก็ดี ย่อมมีมาก
ในที่นั้น จุติและปฏิสนธิในที่ใดมีน้อย ในภพนั้นก็มีกิเลสเครื่องผูกน้อย
เพราะฉะนั้น กามภพจึงชื่อว่า เป็นอัชฌัตตะภายใน ส่วนรูปภพและอรูป-
ภพ ชื่อว่า เป็นพหิทธาภายนอก. เครื่องผูกในกามภพ กล่าวคือภายใน
ชื่อว่า สัญโญชน์ภายใน เครื่องผูกในรูปภพและอรูปภพกล่าวคือภายนอก
ชื่อว่า สัญโญชน์ภายนอก.

918
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 919 (เล่ม 78)

บรรดาสัญโญชน์เหล่านั้น ทั้งภายในและภายนอก มีอย่างละ ๕ ด้วย
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า สัญโญชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำมี ๕
สัญโญชน์อันเป็นส่วนเบื้องบนมี ๕ ดังนี้.
ในข้อนั้น พึงทราบวจนัตถะ ดังนี้
กามธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ชื่อว่า โอรํ (แปลว่า เบื้องต่ำ)
สัญโญชน์ใด ย่อมเสพซึ่งธรรมเบื้องต่ำนั้น โดยอาศัยความเกิดขึ้นและความ
สำเร็จในกามธาตุนั้น เพราะเหตุนั้น สัญโญชน์นั้น จึงชื่อว่า โอรัมภาคิยะ
อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ. รูปธาตุและอรูปธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ชื่อว่า
อุทฺธํ (แปลว่า เบื้องบน) สัญโญชน์ใด ย่อมเสพซึ่งธรรมเบื้องบนนั้น
โดยความเกิดขึ้นและความสำเร็จในรูปธาตุและอรูปธาตุนั้น เพราะเหตุนั้น
สัญโญชน์นั้น จึงชื่อว่า อุทธัมภาคิยะ อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน.
ทุกนิทเทส จบ
อรรถกถาติกนิทเทส
อธิบาย มาติกาหมวด ๓
ความปรากฏแห่งวัฏฏมูล ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยอกุศล
มูล ๓. วิตกในธรรมทั้งหลาย มีอกุศลวิตก เป็นต้น พึงทราบว่า ตรัสไว้
ด้วยสามารถแห่งการตรึก. สัญญา พึงทราบว่า ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่ง
สัญชานนะความจำได้. พึงทราบว่า ชื่อว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า เป็นสภาวะ.

919
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 920 (เล่ม 78)

ทุจจริตนิทเทส
อธิบาย ทุจจริต
ทุจริต นัยที่หนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจำแนกไว้ด้วยสามารถ
แห่งกรรมบถ. นัยที่สอง ทรงจำแนกไว้ด้วยสามารถแห่งกรรมอันสงเคราะห์
ในอกุศลทั้งหมด. นัยที่สาม ทรงจำแนกไว้ด้วยสามารถแห่งเจตนาอันเกิดขึ้น
แล้ว.
ในนิทเทสแห่งอาสวะ โดยปริยายแห่งสุตตันตะ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสอาสวะ ๓ เท่านั้น.
เอสนานิทเทส
อธิบาย เอสนา การแสวงหา
ในเอสนานิทเทสนั้น ว่าโดยสังเขป ความยินดีด้วยการแสวงหากาม
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้โดยนัยว่า บรรดาเอสนา ๓ นั้น กาเมสนา
เป็นไฉน เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่า กาเมสนา. ความยินดีโดยการแสวงหา
ภพ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้โดยนัยว่า ความพอใจในภพ ๓ อันใด
เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่า ภเวสนา. ความเห็นผิดที่แสวงหาพรหมจรรย์อัน
เห็นชอบตามอัชฌาสัยแห่งทิฏฐิ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า โลก
เที่ยง เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่า พรหมจริเยสนา. ก็เพราะราคะและทิฏฐิ
มิได้ชื่อว่าเอสนาอย่างเดียวเท่านั้น แม้กรรมอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับราคะ
และทิฏฐินั้น ก็ชื่อว่า เอสนา การแสวงหานั่นแหละ ฉะนั้น เพื่อแสดงซึ่งเอสนา
การแสวงหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงจำแนกนัยที่ ๒ ไว้. บรรดา
คำเหล่านั้น คำว่า ตเทกฏฺฐํ (แปลว่า ตั้งอยู่ในฐานเดียวกัน) พึงทราบว่า

920
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 921 (เล่ม 78)

เป็นธรรมที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกัน กับธรรมที่สัมปยุตด้วยราคะและทิฏฐินั้น
คือ ธรรมที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับกามราคะ ย่อมเป็นไปแก่สัตว์ผู้ท่องเที่ยว
ไปในกามภพทั้งหลายเท่านั้น ส่วนธรรมที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับภวราคะ
ย่อมเป็นไปแก่มหาพรหมทั้งหลาย. ในกาลเมื่อพระโยคาวจรออกแล้วจากสมาบัติ
ยินดีซึ่งองค์ฌานจงกรมอยู่ อกุศลกายกรรมย่อมเกิด. ในกาลเมื่อยินดีเพราะ
เปล่งวาจาว่า โอ ! สุขจริง, โอ ! สุขจริง ดังนี้ อกุศลวจีกรรมย่อมเกิด. ใน
กาลเมื่อยินดีด้วยใจเท่านั้น เพราะยังไม่ทำองค์แห่งกายและองค์วาจาให้ไหวไป
อกุศลมโนกรรมย่อมเกิด. อกุศลธรรมเหล่านั้น ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ไปตามทิฏฐิ
แม้ทั้งหมดด้วยอำนาจอันตัคคาหิกทิฏฐิเท่านั้น เพราะอำนาจการเดินจงกรม
เป็นต้น.
วิธานิทเทส
อธิบาย วิธา๑ คือ การถือตัว
การดำรงอยู่แห่งอาการ ในคำว่า ชนทั้งหลาย ย่อมกล่าวยกย่องตนว่า
มีศีลชนิดไร มีปัญญาชนิดไร เป็นต้น ชื่อว่า วิธา. การดำรงอยู่แห่งอาการ
ในคำว่า ญาณวัตถุมีอย่างเดียว (คือไม่แปลกกัน) เป็นต้น ชื่อว่า โกฏฐาส.
การดำรงอยู่แห่งอาการ ในคำว่า บุคคล ย่อมไม่กำหนด ในวิธา คือการถือ
ตัวทั้งหลาย เป็นต้น ชื่อว่า มานะ. แม้ในที่นี้ มานะนั่นแหละ ชื่อว่า วิธา.
จริงอยู่ มานะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า วิธา เพราะการจัดแจง
ปรับแต่ง ด้วยสามารถแห่งการถือตนว่าเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง
๑. คำว่า วิธา หมายถึงกิเลสมีประการมาก คือ มานะ หรือ อหังการ หรือยึดถือ
เป็นส่วน ๆ เรียกว่าโกฏฐาส

921
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 922 (เล่ม 78)

ชื่อว่า วิธา เพราะอรรถว่า การดำรงไว้ซึ่งการถือตัว. เพราะฉะนั้นคำว่า
เสยฺโย อหํ นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า วิธา เพราะดำรงไว้ซึ่งมานะอันมี
ประการมากอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างนี้ ว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เป็นต้น.
แม้ในสองบทที่เหลือ ก็นัยนี้.
ภยนิทเทส
อธิบาย ภัย คือ ความกลัว
คำว่า ชาตึ ปฏิจฺจ ภยํ ได้แก่ ภัยที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยความเกิด
(ชาติ) เป็นปัจจัย. คำว่า ภยานกํ (แปลว่า ภัยอันน่ากลัว) นี้เป็นนิทเทสแห่ง
อาการ. คำว่า ฉมฺภิตตฺตํ (แปลว่า ความสะดุ้งแห่งจิต) ได้แก่ ความหวั่นไหว
แห่งตน เพราะอำนาจแห่งภัย. คำว่า โลมหํโส (แปลว่า ความชูชันแห่งขน)
ได้แก่ ความที่ขนทั้งหลายเป็นของชูชันขึ้นไปเบื้องบน. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นทรงแสดงความกลัวโดยกิจด้วยบททั้งสองนี้แล้ว ก็ทรงแสดงความกลัวโดย
สภาวะ คือ ความสะดุ้งหวาดเสียวแห่งจิตอีก.
ตมนิทเทส
อธิบาย ตมะ คือ อวิชชา
อวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ ด้วยความมีวิจิกิจฉาเป็น
สีสะ. จริงอยู่เพราะพระบาลีว่า ความมืดมน ความหลงลืม โอฆะ คือ
อวิชชา เป็นภัยใหญ่ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น อวิชชา จึงชื่อว่า ตมะ.
ตมะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า มีวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย)
เป็นสีสะ เป็นการแสดงโดยง่ายด้วยอำนาจแห่งกาลอันยาวนานทั้ง ๓ (คือ อดีต-

922
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 923 (เล่ม 78)

อัทธานะ อนาคตอัทธานะ ปัจจุปันนอัทธานะ). ในกาลเหล่านั้น เมื่อบุคคล
สงสัยว่า ในอดีตกาล เราได้เป็นกษัตริย์หรือหนอ หรือว่าเป็นพราหมณ์ เป็น
แพศย์ เป็นศูทร เป็นคนดำ เป็นคนขาว เป็นคนเตี้ย คนสูง ดังนี้ ชื่อว่า
ย่อมสงสัยปรารภอดีตอัทธานะ (อดีตกาลอันยาวนาน). เมื่อสงสัยอยู่ว่า ใน
อนาคตกาล เราจักเป็นกษัตริย์หรือหนอ หรือว่า จักเป็นพราหมณ์ เป็น
แพศย์ เป็นศูทร ฯสฯ เป็นคนสูง ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมสงสัยปรารภอนาคตอัทธานะ
(อนาคตกาลอันยาวนาน) เมื่อสงสัยอยู่ว่า ในบัดนี้ (ปัจจุบัน) เราเป็นกษัตริย์
หรือหนอ หรือว่าเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร หรือสงสัยว่า เรามีรูป
เป็นอย่างไร หรือว่ามีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอย่างไร ดังนี้
ชื่อว่า ย่อมสงสัยปรารภปัจจุปันนอัทธานะ (ปัจจุบันกาลอันยาวนาน).
ในตมนิทเทสนั้น บุคคลผู้เป็นกษัตริย์ ฯลฯ หรือว่า ผู้เป็นคูทร
ชื่อว่า ไม่รู้ซึ่งความที่แห่งตนเป็นกษัตริย์ ฯลฯ หรือว่า ไม่รู้ซึ่งความที่แห่ง
ตนเป็นศูทร ย่อมไม่มีแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ผู้ถือลัทธิว่า ชีวะมีอยู่โดยประ-
การทั้งปวง ฟังการแบ่งชั้นวรรณะแห่งชีวะของกษัตริย์เป็นต้น เมื่อเคลือบแคลง
สงสัย ชื่อว่า ย่อมสงสัยอย่างนี้ว่า ชีวะในภายในของเราทั้งหลาย เป็นอย่างไร
หนอ เป็นสีเขียวหรือหนอ หรือว่าสีเหลือง หรือว่าสีแดง หรือว่าสีขาว หรือ
เป็น ๔ ส่วน หรือเป็น ๖ ส่วน เป็น ๘ ส่วน อย่างไรหนอ ดังนี้.
คำว่า ติตฺถายตนานิ ได้แก่ อายตนะ คือ คำสั่งสอนอันเป็นลัทธิ
ต่าง ๆ. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ อายตนะ คือ คำสั่งสอนของเดียรถีย์ทั้งหลาย.
ในอายตนะเหล่านั้น ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ติตถะ คือท่าเป็นที่ข้าม. ทิฏฐิ
เหล่านั้น ย่อมควร ย่อมชอบใจแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นชื่อว่า เป็นเดียรถีย์.
อรรถแห่งอายตนะท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ. ก็เพราะอายตนะเหล่า

923
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 924 (เล่ม 78)

นั้น คติแห่งทิฏฐิแม้ทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในฐานะทั้ง ๓๑ เหล่านี้
เท่านั้น แม้เมื่อประชุม ก็ย่อมประชุมประมวลมาในฐานะเหล่านี้นั่นแหละ
ด้วยว่า อายตนะ คือคำสอนของเดียรถีย์เหล่านั้นเท่านั้น เป็นมูลเหตุในความ
เป็นทางดำเนินไปแห่งทิฏฐิ ฉะนั้น ติตถะอันเป็นเหตุเหล่านั้นจึง ชื่อว่า อายตนะ
และเพราะอรรถมีคำว่า ทิฏฐิเหล่านั้น เป็นสภาวะเกิดขึ้นเองด้วย จึงชื่อว่า
ติตถายนะ. ด้วยอรรถนั้นนั่นแหละ แม้คำว่า อายตนะของเดียรถีย์ทั้งหลาย
ดังนี้ ก็ชื่อว่า ติตถายตนะ. คำว่า ปุริสปุคฺคโล ได้แก่ สัตว์. อนึ่งแม้ใครๆ
เรียกว่า บุรุษก็ดี บุคคลก็ดี ย่อมกล่าวได้ว่า เป็นสัตว์นั่นแหละโดยแท้.
กถานี้ ชื่อว่า สมมติกถา. บุคคลใด ย่อมรู้สมมติกถานี้ได้โดยประการใด
พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสคำนั้นโดยประการนั้น. คำว่า ปฏิสํเวเทติ
(แปลว่า ย่อมเสวยเวทนา) ได้แก่ ย่อมรู้สิ่งอันเกิดขึ้นในสันดานของตน ทั้ง
ย่อมกระทำ หรือย่อมเสวยเวทนาที่ตนรู้แล้วนั้น. คำว่า ปุพฺเพ กตเหตุ
(แปลว่า เพราะทำเหตุไว้ในปางก่อน) ได้แก่ เพราะเหตุอันตนกระทำแล้วใน
กาลก่อน อธิบายว่า เขาย่อมเสวยเวทนาด้วยกัมมปัจจัยอันตนทำแล้วในกาล
ก่อนนั้น.
นิคัณฐสมัย
ลัทธิแห่งนิครนถ์ หรือชีเปลือย
ก็พวกนิครนถ์เหล่านั้น มีปกติกล่าวอย่างนี้ คือกล่าวปฏิเสธการเสวย
กรรม และการเสวยกิริยา แต่ย่อมรับรองการเสวยวิบาก (ผลของกรรม) อย่าง
๑. คำว่า ฐานะทั้ง ๓ คือ ๑. วาทะว่า เพราะได้ทำเหตุไว้ในปางก่อน
๒. วาทะว่า เพราะเหตุคือมีผู้เป็นใหญ่สร้างให้
๓. วาทะว่า โดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย

924
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 925 (เล่ม 78)

เดียวเท่านั้น. ทั้งในบรรดาอาพาธ ๘๑ อย่าง มีอาพาธอันเกิดแต่น้ำดีเป็นสมุฏ-
ฐานเป็นต้น เขาปฏิเสธอาพาธ ๗ อย่าง ย่อมรับรองอาพาธที่ ๘ เท่านั้น. ใน
กรรม ๓๒ มีทิฏฐธัมมเวทนียกรรม เป็นต้น ปฏิเสธกรรม ๒ อย่าง ย่อมรับรอง
อปราปรเวทนียกรรมอย่างเดียวเท่านั้น. ในเจตนา ๔ อย่าง กล่าวคือ กุศล อกุศล
วิบาก และกิริยา ย่อมรับรองเฉพาะเจตนาอันเป็นวิบากเท่านั้น.
คำว่า อิสฺสรนิมฺมานเหตุ ได้แก่ ชื่อว่า มีพระผู้เป็นใหญ่สร้าง
ให้เป็นเหตุ อธิบายว่า ผู้เป็นใหญ่ คือ พระพรหม หรือปชาบดี นิมิตสิ่ง
นั้น ๆ ขึ้น จึงเสวยได้.
พราหมณสมัย
ลัทธิแห่งพราหมณ์
จริงอยู่ ลัทธิของพราหมณ์นี้ เป็นการประกอบฐานะทั้ง ๓ เหล่านั้นว่า
ดังนี้
เวทนา ๓ เหล่านี้ อันใคร ๆ ชื่อว่า ไม่อาจเพื่อเสวยเวทนาได้ เพราะ
เหตุอันตนเองกระทำไว้แล้ว หรือเพราะเหตุอันบุคคลอื่นทำให้ในปัจจุบัน
หรือว่า เพราะเหตุอันตนทำไว้แล้วในปางก่อน หรือว่า เพราะไม่มีเหตุ ไม่มี
๑. อาพาธ ๘ อย่าง คือ ๑. ปิตฺติสมุฏฺฐานา เกิดจากน้ำดีเป็นสมุฏฐาน
๒. วาตสมุฏฺฐานา เกิดจากลมเป็นสมุฏฐาน
๓. เสมฺหสมุฏฺฐานา เกิดจากเสมหะเป็นสมุฏฐาน
๔. สนฺนิปาติกา เกิดจากใช้สันนิบาตเป็นสมุฏฐาน
๕. อุตุปริณามชา เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของอุตุเป็นสมุฏฐาน
๖. วิสมปริหารชา เกิดจากการบริหารร่างกายไม่เหมาะสมเป็น
สมุฏฐาน
๗. โอปกฺกมิกา เกิดจากการทำความเพียรแก่กล้าเป็นสมุฏฐาน
๘. กมฺมวิปากชา เกิดจากผลชองกรรมเป็นสมุฏฐาน
๒. กรรม ๓ คือ ทิฏฐธัมมเวทนียะ อปปัชชเวทนียะ และอปราปรเวทนียกรรม.

925