พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 896 (เล่ม 78)

เนมิตติกตานิทเทส
อธิบาย การแสดงนิมิต
คำว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม อันประกอบพร้อมด้วย
การให้ปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ชนเหล่าอื่น. คำว่า นิมิตฺตกมฺมํ ได้แก่
ความเป็นผู้ฉลาดในการทำนิมิต. ในข้อนี้ มีเรื่องดังนี้
ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่ง ถือบิณฑบาตเป็นวัตรไปถึงประตูบ้านนาย
ช่างทองผู้อุปัฏฐาก ผู้อันช่างทองถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านต้องการอะไร
ดังนี้ เธอจึงนำมือออกจากภายในระหว่างจีวร แล้วได้แสดงอาการ คือการนำ
มีดไป. ช่างทอง ทราบลักษณะอาการนั้น แล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
นั่นมีดของกระผม ดังนี้ แล้วได้ถวายมีดไป. คำว่า โอภาโส ได้แก่ กล่าว
ถ้อยคำอันเกี่ยวด้วยปัจจัย. คำว่า โอภาสกมฺมํ อธิบายว่า ภิกษุเห็นบุคคล
ผู้เลี้ยงลูกโค จึงถามว่า ลูกโคเหล่านี้ เป็นลูกโคนม หรือเป็นลูกโคเปรียง
(ตักกโควัจฉา) เมื่อเด็กเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เป็นลูกโคนม ดังนี้
เธอก็จะพูดเป็นนัย อันยังมารดาบิดาของเด็กเลี้ยงโคนั้นให้ทราบ อันเป็นเหตุ
ให้เขาถวายนมเป็นต้น โดยนัยว่า ผิว่า พึงเป็นลูกโคนม แม้ภิกษุทั้งหลาย
ก็พึงได้น้ำนม ดังนี้. คำว่า สามนฺตชปฺปา ได้แก่ การกระซิบ คือพูด
ใกล้. ในข้อนี้ บัณฑิตพึงกล่าวถึงเรื่อง พระเถระผู้เรียนชาดก.
ได้ยินว่า พระเถระผู้เรียนชาดกรูปหนึ่ง เป็นผู้ใคร่จะฉันอาหาร เข้า
ไปสู่บ้านอุปัฏฐายิกา แล้วนั่งอยู่. อุปัฏฐายิกานั้น ไม่ประสงค์จะถวายอะไร
จึงกล่าวว่า ข้าวสารไม่มี ดังนี้ แล้วไปสู่บ้านของเพื่อนบ้าน เป็นราวกะว่า
ต้องการจะนำข้าวสารมา. ทีนั้นภิกษุก็เข้าไปภายในห้อง แลดูอยู่ เห็นอ้อยพิง

896
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 897 (เล่ม 78)

อยู่ที่มุมประตูหน้าต่าง เห็นน้ำอ้อยงบที่ภาชนะ เห็นปลาเค็มในกระจาด เห็น
ข้าวสารในหม้อใหญ่ เห็นจอกน้ำในหม้อน้ำ แล้วก็ออกมานั่ง.
หญิงแม่เรือนมาแล้วก็กล่าวว่า เราไม่ได้ข้าวสาร ดังนี้. พระเถระ
กล่าวว่า ดูก่อนอุบาสิกา วันนี้ ภิกษาเห็นจักไม่ถึงพร้อม แล้วกล่าวว่า อาตมา
ได้เห็นนิมิตก่อนนั่นแหละ. หญิงนั้นถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมิตเป็น
อย่างไร ดังนี้.
พระเถระกล่าวว่า อาตมาแลดูอยู่ด้วยคิดว่า เราจักประหารงูอันเห็น
แล้วนั้น ซึ่งเป็นราวกะว่าอ้อยที่วางไว้ที่มุมใกล้หน้าต่าง เห็นแผ่นหิน ราวกะ
ก้อนน้ำอ้อยงบที่วางไว้ในภาชนะ เห็นพังพานงูแผ่ออกแล้ว เพราะถูกขว้าง
ปาด้วยก้อนดิน เช่นกับการผ่าปลาใส่เกลือวางไว้ในกระจาด เห็นฟันของงูนั้นผู้
ไล่กัดก้อนดินนั้น เช่นกับข้าวสารในหม้อ ลำดับนั้น เห็นเขฬะอันเจือด้วย
พิษออกไปจากปากงูผู้โกรธแล้วนั้น เช่นกับจอกน้ำที่ในหม้อน้ำ ดังนี้.
หญิงแม่บ้านนั้น ถวายอ้อยแล้ว ด้วยคิดว่า เราไม่อาจเพื่อลวงสมณะโล้นได้
ดังนี้ แล้วหุงข้าวถวายพร้อมกับน้ำอ้อยงบในหม้อและปลา ดังนี้
บัณฑิตพึงทราบการพูดด้วยอาการอย่างนี้ว่า เป็นการพูดใกล้ ๆ ดังนี้.
คำว่า การพูดแวดล้อม หว่านล้อมโดยประการที่ตนจะได้ อย่างนั้นแล.
นิปเปสิกตานิทเทส
อธิบาย การพูดติเตียน
คำว่า การด่า ได้แก่ การด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ประการ. คำว่า
การข่ม ได้แก่การกล่าวเย้ยหยัน. คำว่า การนินทา ได้แก่ การพูดยกโทษขึ้น

897
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 898 (เล่ม 78)

โดยนัยว่า เขาไม่มีศรัทธา ไม่น่าเลื่อมใส. คำว่า การพูดตำหนิโทษ ได้แก่
การยกวาจาขึ้นว่า ท่านอย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้ ในที่นี้. การพูดตำหนิโทษ อัน
เป็นไปกับด้วยวัตถุ เป็นไปกับด้วยเหตุ โดยส่วนทั้งปวง เรียกว่า การพูด
เหยียดหยาม.
อีกอย่างหนึ่ง การพูดยกโทษขึ้นอย่างนี้ว่า โอ ท่านทานบดี ไม่ให้
อะไร ๆ ชื่อว่า ติเตียน. การพูดด้วยดีอย่างนี้ว่า ท่านทานบดีใหญ่ ดังนี้ เรียก
ว่า การพูดเหยียดหยาม. คำว่า การพูดเหยียดหยาม ได้แก่การพูดเยาะเย้ย
อย่างนี้ว่า ชีวิต (ความเป็นอยู่) ของท่านผู้นี้ กินพืชเป็นอาหารมิใช่หรือ
ดังนี้ ชื่อว่า การพูดเยาะเย้ย. ย่อมพูดให้ยิ่งกว่านี้ว่า ท่านทั้งหลายย่อมกล่าว
ว่าบุคคลนี้มิใช่ทายก เป็นต้น บุคคลใด ย่อมให้วาจาแก่บุคคลทั้งปวงตลอด
กาลเป็นนิจว่า ไม่มี ดังนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า พูดเยาะเย้ย หรือเหยียดหยามให้
เสียชื่อเสียง. การพูดว่า ทานบดีไม่ให้ หรือตำหนิให้เสียชื่อเสียง โดยอาการ
ทั้งปวง ชื่อว่า การพูดให้เสียชื่อเสียงอย่างแรง. การนำเรื่องไปติเตียนจาก
บ้านโน้นไปสู่บ้านนี้ จากชนบทโน้นไปสู่ชนบทนี้ ว่า บุคคลย่อมประสบ แม้
ความกลัวแต่การติเตียนของเรา อย่างนี้ชื่อว่า การนำเรื่องไปเที่ยวติเตียน
การพูดวาจาไพเราะต่อหน้า ในภายหลังพูดนินทา ชื่อว่า การพูดไพเราะต่อ
หน้านินทาลับหลัง. จริงอยู่ บุคคลผู้พูดอย่างนี้ เมื่อไม่อาจแลดูเฉพาะหน้า
ย่อมเป็นราวกะการเคี้ยวกินเนื้อในที่ลับหลัง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงเรียกบุคคลเช่นนี้ว่า พูดไพเราะต่อหน้าลับหลังนินทา ดังนี้. คำว่า
อยํ วุจฺจติ นิปฺเปสิกตา ได้แก่ บุคคลนี้ ย่อมไม่นำ คือย่อมไม่กล่าวคุณ
ของผู้อื่นอันมีอยู่ในภายในราวกะบุคคลบดคันธชาติ คือบดขยี้คุณของผู้อื่นให้
แหลกเป็นจุณ ย่อมเป็นราวกะการแสวงหาคันธชาตินั้น วาจาเช่นนี้ ย่อมเป็น

898
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 899 (เล่ม 78)

วาจาแสวงหาลาภ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า พูดติเตียน
(อุบายโกง) ดังนี้.
ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตานิทเทส
อธิบาย การแลกเปลี่ยนลาภด้วยลาภ
การแสวงหา (ด้วยอำนาจแห่งความอยาก) ชื่อว่า การมุ่งลาภสักการะ
และชื่อเสียง. คำว่า อิโต ลทฺธํ ได้แก่ลาภ สักการะ ชื่อเสียง อันตนได้
แล้วจากบ้านนี้. คำว่า อมุตฺรา ได้แก่ ในบ้านชื่อโน้น. คำว่า เอฏฺฐิ
ได้แก่ การปรารถนา. คำว่า คเวฏฐิ ได้แก่ การเสาะหา. คำว่า ปริเยฏฺฐิ
ได้แก่ การแสวงหาบ่อย ๆ. ก็ในเรื่องนี้ บัณฑิตพึงกล่าว เรื่องของภิกษุผู้ให้
ภิกษาอันตนได้แล้ว ๆ จำเดิมแต่ต้น แก่ทารกในตระกูล ในที่นั้น ๆ แล้วจึง
ได้น้ำนมและข้าวยาคูในที่สุด แล้วจึงไป. คำว่า เอสนา เป็นต้น เป็นคำ
ไวพจน์ของคำว่าความปรารถนาเป็นต้น เพราะฉะนั้นในที่นี้พึงทราบการประ-
กอบ อย่างนี้ว่า คำว่า เอฏฺฐิ ได้แก่ กิริยาที่หา. คำว่า คเวฏฺฐิ ได้แก่
กิริยาที่เที่ยวหา. คำว่า ปริเยฏฺฐิ ได้แก่ กิริยาที่เที่ยวแสวงหาดังนี้.
เสยยมานนิทเทส
อธิบาย ความสำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา
คำว่า ชาติยา (แปลว่า โดยชาติ) ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยชาติมีความ
เป็นกษัตริย์ เป็นต้น. คำว่า โคตฺเตน (โดยโคตร) ได้แก่ ด้วยโคตรอัน
สูงสุด มีโคตมโคตรเป็นต้น. คำว่า โกลปุตฺติเยน (โดยความเป็นผู้มีสกุล)
ได้แก่ ด้วยความเป็นตระกูลใหญ่ คำว่า วณฺณโปกฺขรตาย (โดยความเป็น

899
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 900 (เล่ม 78)

ผู้มีรูปงาม) ได้แก่ โดยความเป็นผู้มีสรีระอันถึงพร้อมด้วยวรรณะ จริงอยู่
สรีระ พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสเรียกว่า โปกขระ. อธิบายว่า เพราะ
ความที่บุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงามด้วยวรรณสมบัติ. คำว่า ธเนน เป็นต้น (คือ
โดยทรัพย์ โดยความเป็นใหญ่ โดยหน้าที่การงาน โดยศิลปะ โดยวิทย-
ฐานะ เป็นต้น) มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น. ในคำว่า มานํ ชปฺเปติ (ย่อมถือ
ตัว คือ ย่อมยังมานะให้เกิด) เหล่านั้น อธิบายว่า ในบรรดาวัตถุเหล่านั้น ย่อมให้
มานะเป็นไปว่าเราเลิศกว่าเขา คือย่อมกระทำด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้.
สทิสมานนิทเทส
อธิบาย ความสำคัญตนว่าเสมอเขา
ในคำว่า มานํ ชปฺเปติ นี้นั่นแหละ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมให้
มานะ (ความสำคัญตน) ว่า เราเป็นผู้เช่นเดียวกับเขา ด้วยวัตถุ (เหตุ) อย่างใด
อย่างหนึ่ง. ก็ในนิทเทสแห่งความสำคัญตนว่าเสมอเขานี้ มีเนื้อความแปลกกัน
โดยอรรถ แต่ในพระบาลีไม่มีการกระทำที่แตกต่างกัน.
หีนมานนิทเทส
อธิบาย ความสำคัญตนว่าเลวกว่าเขา
คำว่า โอมานํ ชปฺเปติ ได้แก่ ยังมานะให้เป็นไปในฝ่ายต่ำ. มานะ
อันลามก อันต่ำช้า ชื่อว่า โอมานะ. คำว่า โอมญฺญิตตฺตํ ได้แก่ การ
แสดงความเป็นไปแห่งอาการ. คำว่า หีฬนา ได้แก่ การดูหมิ่นตนเอง
(การรังเกียจตนเอง) โดยฐานะทั้งหลาย มีโดยชาติเป็นต้น. คำว่า โอหีฬนา
ได้แก่ การดูถูกอย่างยิ่งเกินเปรียบ. คำว่า โอหีฬตตฺตํได้แก่ เป็นการ

900
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 901 (เล่ม 78)

แสดงออกแห่งความเป็นไปของบุคคลนั้นนั่นแหละ. คำว่า อตฺตุญฺญา ได้
แก่ ความเข้าใจตนเองว่า ต่ำช้า (ดูถูกตนเอง). คำว่า อตฺตาวญฺญา ได้แก่
การเหยียดหยามตน. คำว่า อตฺตปริภโว ได้แก่ ความเย้ยหยันตน (การดู
แคลน) โดยสำคัญว่า พวกเราต่ำกว่าเขาโดยสมบัติ มีชาติเป็นต้น. มานะ ๓
เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งวัตถุ มีชาติเป็นต้น
มิได้อาศัยบุคคล ดังพรรณนามาฉะนี้.
ในมานะ ๓ เหล่านั้น มานะหนึ่ง ๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้
มีความสำคัญตนว่าดีกว่าเขา เสมอเขา ต่ำกว่าเขา แม้ทั้ง ๓. ใน
มานะเหล่านั้น มานะว่า เราเป็นผู้เลิศกว่าเขา เป็นมานะแท้จริง
ของบุคคลผู้เลิศกว่าเขา ส่วนมานะที่เหลือไม่ใช่. มานะว่า เราเสมอ
เขา เป็นมานะแท้จริงของบุคคลผู้เสมอกับผู้อื่นนั่นแหละ ที่เหลือ
ไม่ใช่. มานะว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา เป็นมานะของบุคคลผู้เลว
นั่นแหละ ที่เหลือไม่ใช่.
บรรดามานะเหล่านั้น ก็คำว่า กตโม เสยฺยสฺส เสยฺโยหมสฺมิ
(แปลว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นไฉน ?) เป็นต้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสมานะ ๙ อย่าง โดยอาศัยบุคคล. ในมานะเหล่านั้น มานะ
อย่างละ ๓ ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้หนึ่ง. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ทหติ (แปลว่า
ย่อมถือตัว) ได้แก่ ย่อมตั้งไว้. คำว่า ตํ นิสฺสาย ได้แก่ อาศัยการถือตัว
โดยความเป็นผู้เลิศกว่าเขานั้น.
ก็มานะในข้อว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ดังนี้
มานะนี้ย่อมเกิดแก่พระราชาทั้งหลาย และบรรพชิตทั้งหลาย. จริงอยู่ พระ-
ราชา ย่อมทำมานะนี้ว่า ใคร ๆ เสมอเรา ด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์

901
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 902 (เล่ม 78)

หรือด้วยพาหนะ มีอยู่หรือ ดังนี้. แม้บรรพชิต ก็ย่อมทำมานะนี้ว่า ใคร ๆ
เช่นกับเรา ด้วยศีล และธุดงค์เป็นต้นมีหรือ ดังนี้.
แม้มานะว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา ดังนี้ ก็ย่อม
เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นนั่นแหละ. จริงอยู่ พระราชา ย่อมทำมานะนี้ว่า อะไร ๆ
เป็นการกระทำที่ต่างกันของเรา กับด้วยพระราชาเหล่าอื่น โดยแว่นแคว้น
หรือโดยทรัพย์ หรือโดยพาหนะมีหรือ ดังนี้. แม้บรรพชิตก็ย่อมทำมานะนี้ว่า
อะไร ๆ เป็นการกระทำที่ต่างกันของเรากับด้วยภิกษุอื่น ด้วยคุณทั้งหลายมีศีล
และธุดงค์เป็นต้น หรือ ดังนี้.
แม้มานะในข้อว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าต่ำกว่าเขา ก็ย่อม
เกิดแก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ. จริงอยู่ แว่นแคว้น หรือทรัพย์ หรือพาหนะ
เป็นต้น ย่อมไม่สมบูรณ์แก่พระราชาใด พระราชานั้น ย่อมทำเหตุสักว่าอาศัย
ความสุขอันเป็นโวหารว่าผู้นั้นเป็นราชาของเรา ดังนี้ ให้เป็นมานะว่า เรา
ชื่อว่า เป็นราชาได้อย่างไร ดังนี้. แม้บรรพชิต ผู้มีลาภสักการะน้อย ย่อม
ทำมานะอันสักว่าถ้อยคำว่า เป็นพระธรรมกถึก เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระ
นั่นแหละ ให้เป็นมานะนี้ว่า เราชื่อว่าเป็นพระธรรมกถึก หรือเป็นพหูสูต
หรือเป็นมหาเถระอย่างไร เพราะลาภสักการะไม่มีแก่เรา ดังนี้.
มานะว่า ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นต้น ย่อม
เกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งหลาย มีอำมาตย์เป็นต้น . จริงอยู่ อำมาตย์ย่อมทำมานะ
ทั้งหลายเหล่านั้นว่า ราชบุรุษอื่น (อำมาตย์) เช่นกับเรา ด้วยแว่นแคว้น หรือ
โดยโภคะ ยานพาหนะเป็นต้น มีอยู่หรือ ดังนี้. หรือทำมานะว่า การกระทำ
อันแตกต่างกันของเรากับอำมาตย์เหล่าอื่น มีอยู่หรือ ดังนี้ หรือทำมานะว่า
สักว่า ชื่อว่า อำมาตย์นั่นแหละแม้สักว่ารสนิยมในการเคี้ยวกินอาหาร ย่อม
ไม่มีแก่เรา หรือว่า เราชื่อว่า เป็นอำมาตย์ได้อย่างไร ดังนี้.

902
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 903 (เล่ม 78)

มานะในคำว่า ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นต้น
ย่อมเกิดแก่ทาสทั้งหลาย. จริงอยู่ ทาสย่อมทำมานะทั้งหลายเหล่านี้ว่า เราเป็น
ทาสเพราะมารดาบิดา ชื่อว่าทาสอื่นเสมอเรา มีหรือ คนอื่นไม่สามารถเพื่อ
เป็นอยู่เพราะอาศัยท้องเป็นเหตุ จึงเป็นทาส ส่วนเราชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่า
เพราะมาตามประเพณี หรือว่าทำมานะว่า การทำที่แตกต่างกันของเรากับทาส
ผู้โน้น ผู้เป็นทาสมาตามประเพณี ผู้เป็นทาสบริสุทธิ์โดยส่วนสอง ดังนี้
หรือว่า ทำมานะว่า เราเข้าถึงความเป็นทาส ด้วยสามารถแห่งปากท้อง แต่
ตำแหน่งทาสของเราไม่มีตั้งแต่มารดาบิดา เราชื่อว่าเป็นทาสได้อย่างไร ดังนี้.
ก็ทาส ย่อมทำมานะ ฉันใด แม้คนเทขยะ และคนจัณฑาลเป็นต้น ก็ย่อม
ทำมานะทั้งหลายเหล่านี้ ฉันนั้นนั่นแหละ.
อนึ่ง มานะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ในข้อว่า ผู้เลิศกว่าเขา
สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นของบุคคลผู้เลิศกว่าเขาเท่านั้น มานะ ๒ นอก
นี้ ไม่ใช่. มานะว่า ผู้เสมอเขา มีความสำคัญตนว่าเสมอเขา ดังนี้ ก็เหมือน
กัน มานะ ๒ นอกนี้ไม่ใช่. มานะว่า ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา
ก็เกิดแก่บุคคลผู้เลวนั้นนั่นแหละ มานะ ๒ นอกนี้ไม่ใช่.
ในมานะเหล่านั้น มานะอันเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นธรรม
อันพระอรหัตมรรคพึงฆ่า มานะอันไม่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นธรรม
อันโสดาปัตติมรรคพึงฆ่า.
พระศาสดา ครั้นตรัสมานะทั้งหลาย อันเป็นไปกับด้วยวัตถุอย่างนี้
แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงมานะซึ่งเกิดขึ้นอันไม่มีวัตถุ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ตตฺถ
กตโม มาโน (แปลว่า บรรดาคำเหล่านั้น มานะ (ความถือตัว) เป็นไฉน ?)
เป็นต้น.

903
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 904 (เล่ม 78)

ในนิทเทสแห่งอติมานะ (ความดูหมิ่น) พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่
ทรงถือเอาบุคคลด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้เลิศเป็นต้น แต่ทรงชี้แจงด้วย
สามารถแห่งวัตถุมีชาติเป็นต้นนั่นแหละ. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อติมญฺญติ
(แปลว่า ย่อมดูหมิ่น) ได้แก่ ย่อมสำคัญตนเลยไปว่า ผู้อื่นเช่นกับเราโดยชาติ
เป็นต้น ย่อมไม่มี ดังนี้.
มานาติมานนิทเทส
อธิบาย ความถือตัว ความเย่อหยิ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า โย เอวรูโป อย่างนี้ เพื่อแสดงว่า
มานะอันเกิดขึ้นในเบื้องต้นว่า บุคคลใดเป็นผู้เช่นกับเรา แต่มาบัดนี้ เราเป็น
ผู้ประเสริฐกว่า ผู้นี้ต่ำกว่า ดังนี้ ชื่อว่า ความถือตัวและความเย่อหยิ่ง โดย
อาศัยมานะว่าผู้อื่นเช่นกับตนในกาลก่อนนั้น บุคคลนี้ ย่อมเป็นราวกะบุคคล
มีภาระหนักยิ่งกว่าภาระหนัก ดังนี้.
นิทเทสแห่งโอมานะ (มานะอันลามก) เช่นกับนิทเทสแห่งมานะ
อันเลว (หีนมานะ) นั่นแหละ. แต่เมื่อว่าโดยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ (สัตว์ผู้
พอแนะนำได้) ชื่อว่ามานะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้มีความสำคัญว่า
เราเป็นคนเลว ดังนี้ มานะนี้ ชื่อว่า โอมานะ. อีกอย่างหนึ่ง ในมานะนี้
บัณฑิตพึงทราบว่า มานะนี้ชื่อว่า โอมานะ ด้วยสามารถแห่งความเป็นไป
โดยกระทำตนให้ต่ำอย่างนี้ว่า ท่านมีชาติ แต่ชาติของท่านเหมือนชาติของกา
ท่านมีโคตร แต่โคตรของท่านเหมือนโคตรของคนจัณฑาล เสียงของท่านมี
อยู่ แต่เสียงของท่านเหมือนเสียงขอกา ดังนี้.

904
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 905 (เล่ม 78)

อธิมานนิทเทส
อธิบาย ความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ
คำว่า อปฺปตฺเต ปตฺตสญฺญิตา (แปลว่า ความสำคัญว่าถึงแล้วใน
ธรรมที่ตนยังไม่ถึง) ได้แก่ มีความสำคัญว่าถึงสัจจะ ๔ อันตนยังไม่บรรลุว่า
บรรลุแล้ว. คำว่า อกเต (แปลว่า ในกิจที่ยังไม่ได้ทำ) ได้แก่ มีความสำคัญ
ในกิจที่ตนพึงกระทำ อันมรรค ๔ ยังมิได้กระทำ. ว่า อนธิคเต (แปลว่า...
ในธรรมที่ตนยังไม่บรรลุ) ได้แก่ยังไม่บรรลุสัจธรรมทั้ง ๔. คำว่า อสจฺฉิกเต
(แปลว่า ในธรรมที่ตนยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง) ได้แก่ ธรรมอันอรหัตมรรค
ยังมิได้กระทำให้แจ้ง. คำว่า อยํ วุจฺจติ อธิมาโน ได้แก่ บุคคลนี้พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า ผู้มีความสำคัญว่าตนได้บรรลุธรรมวิเศษ.
ถามว่า ก็ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษนี้ ย่อมเกิดแก่ใคร
ย่อมไม่เกิดแก่ใคร.
ตอบว่า ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวก ก่อน. จริงอยู่ พระอริย-
สาวกนั้น มีโสมนัส (ความพอใจ) อันเกิดขึ้นดีแล้วในขณะแห่งการพิจารณา
มรรค ผล นิพพาน กิเลส ที่ท่านละแล้วและยังมิได้ละทีเดียว ไม่มีการสงสัย
ในการแทงตลอด (ในปฏิเวธ) ซึ่งเป็นอริยคุณ เพราะฉะนั้น ความสำคัญ
ตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ ย่อมไม่เกิดแก่พระโสดาบันเป็นต้น ด้วยอำนาจ
แห่งความสำคัญว่า เราเป็นพระสกทาคามี เป็นต้น.
ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ ย่อมไม่เกิดขึ้นแม้แก่
บุคคลผู้ทุศีล. จริงอยู่ บุคคลผู้ทุศีลนั้นไม่มีความปรารถนาในการ
บรรลุอริยคุณเลย. ความสำคัญตน ย่อมไม่เกิดขึ้นแม้แก่บุคคลผู้มี

905