พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 886 (เล่ม 78)

ชื่อว่า ความประพฤติขัดขืน. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ชื่อว่า สภาพ
ที่ไม่เอื้อเฟื้อ กิริยาที่ไม่เอื้อเฟื้อก็เหมือนกัน. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่คารวะ
ชื่อว่า ความไม่เคารพ. ความเป็นผู้ไม่ทำตามคำของผู้เจริญ (หัวหน้า) ชื่อว่า
ความไม่เชื่อฟัง. คำว่า อยํ วุจฺจติ ความว่า บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียก ชื่อว่า ผู้มีความประพฤติไม่สมควร อธิบายว่า ความเป็นผู้มีชีวิตอันไม่
เหมาะสมดังนี้. บุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีชีวิตอยู่อันไม่สมควรใด คือ
ย่อมไม่ปฏิบัติเหลียวแลเลี้ยงดูมารดาหรือบิดาผู้ป่วยไข้ ย่อมทำการทะเลาะกับ
บิดามารดาเพราะทรัพย์สมบัติ ย่อมทะเลาะกับพีชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว
เพราะเหตุแห่งทรัพย์ของมารดาบิดา ย่อมกล่าววาจาหมดยางอาย (หน้าด้าน)
ย่อมไม่ทำวัตรและวัตรอาศัยต่ออาจารย์ ต่ออุปัชฌาย์ ไม่อุปัฏฐากภิกษุผู้อาพาธ
ย่อมถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะในสถานที่เป็นที่เคารพแห่งพระเจดีย์ของพระผู้มี
พระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้า ย่อมถ่มเขฬะบ้าง สั่งน้ำมูกบ้าง ย่อมกั้นร่ม
ย่อมเดินใส่รองเท้าเข้าไป ย่อมไม่ละอายในพระสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมไม่
เคารพยำเกรงในสงฆ์ ย่อมไม่ยังหิริโอตตัปปะให้ตั้งขึ้นในที่อันควรเคารพใน
บุคคลทั้งหลายมีมารดาและบิดาเป็นต้น. การทำอย่างนี้แม้ทั้งปวงในวัตถุ
ทั้งหลายและในบุคคลมีมารดาเป็นต้น ของผู้ประพฤติอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่า
ความประพฤติไม่สมควร.
อรตินิทเทส
อธิบาย ความไม่ยินดี
คำว่า ปนฺเตสุ แปลว่า ในเสนาสนะอันสงัด อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่
เสนาสนะอันสงัดอันอยู่ในที่ไกล. คำว่า อธิกุสเลสุ ได้แก่ สมถะและ

886
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 887 (เล่ม 78)

วิปัสสนา. คำว่า อรติ เป็นคำปฏิเสธความยินดี. อาการแห่งความไม่ยินดี
ชื่อว่า กิริยาที่ไม่ยินดี. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่า สภาพที่ไม่
ยินดียิ่ง. อาการแห่งความไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่า กิริยาที่ไม่ยินดียิ่ง. อาการแห่ง
บุคคลผู้กระวนกระวาย ชื่อว่า ความกระวนกระวายใจ. คำว่า ปริตสฺสิตา ได้
แก่ ความเป็นผู้สะดุ้งด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้กระวนกระวายใจ.
ตันทีนิทเทส
อธิบาย ความโงกง่วง
ความเกียจคร้านชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ตันที (คือความง่วง หรือความ
ประมาท). อาการแห่งความเป็นผู้โงกง่วง ชื่อว่า กิริยาที่โงกง่วง. คำว่า
ตนฺทิมนกตา ได้แก่ความเป็นผู้มีจิตอันความเกียจคร้านครอบงำแล้ว . ความ
เป็นแห่งบุคคลผู้เกียจคร้าน ชื่อว่า สภาพที่จิตโงกง่วง. อาการแห่งบุคคลผู้
เกียจคร้าน ชื่อว่า กิริยาแห่งความโงกง่วง. ความเป็นแห่งบุคคลผู้เกียจคร้าน
ทางกายด้วยสามารถแห่งกิเลส พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยบทเหล่านี้แม้
ทั้งหมด ดังนี้.
วิชัมภิตานิทเทส
อธิบาย ความบิดกาย
ความให้กายไหวเอี้ยวไป ชื่อว่า ความบิดกาย. ความบิดกายบ่อยๆ
(ในท่าต่าง ๆ) เรียกว่าความเหยียดกาย. คำว่า อานมนา (แปลว่า ความ
โน้มกาย) ได้แก่ ความโน้มกายไปข้างหน้า. คำว่า วินมนา (แปลว่า ความ
โน้มกายไปข้างหลัง) ได้แก่ความเอนกายไปข้างหลัง. คำว่า สนฺนมนา ได้แก่

887
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 888 (เล่ม 78)

ความโน้มกายไปรอบๆ. ในคำว่า ความน้อมกายให้ตรง นี้ เหมือนอย่างว่า
ช่างหูกผู้ขยัน จับถือซึ่งอะไร ๆ นั่นแหละแต่เส้นด้าย แล้วก็ตั้งกายให้ตรง
ฉันใด การยกกายขึ้นเบื้องบน ก็ฉันนั้น. คำว่า พยาธิยกํ (แปลว่า ความ
ไม่สบายกาย) ได้แก่ ความที่บุคคลนั้นมีพยาธิเกิดขึ้นแล้ว. ความบิดกายนั่น
แหละด้วยสามารถแห่งกิเลส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยบทเหล่านี้แม้ทั้ง
หมดด้วยประการฉะนี้.
ภัตตสัมมทนิทเทส
อธิบายความเมาอาหาร
คำว่า ภุตฺตาวิสฺส ได้แก่ ของผู้บริโภคอาหาร. ความไม่สบายเนื่อง
จากกินอาหาร ชื่อว่า ความอึดอัดเพราะอาหาร. จริงอยู่ บุคคลย่อมเป็นราวกะ
ว่าถึงความซบเซาเพราะอาหารมีกำลัง (มาก). ความเป็นแห่งผู้ลำบากเพราะ
อาหาร ชื่อว่า ความเป็นผู้กระวนกระวายเพราะอาหาร. ความกระวนกระวาย
เพราะอาหาร ชื่อว่า ความเร่าร้อนเพราะอาหาร. จริงอยู่ ในสมัยนี้ บุคคลนั้น
ย่อมเป็นผู้ชื่อว่ามีอินทรีย์อันอาหารขจัดแล้ว โดยให้ความเร่าร้อนเกิดขึ้น คือ
ย่อมทำให้ร่างกายทรุดโทรม. คำว่า กายทุฏฺฐุลฺลํ (แปลว่า ความเป็นผู้หนัก
เนื้อหนักตัวเพราะอาหาร) ได้แก่ ความเป็นผู้มีร่างกายอันไม่ควรแก่การงาน
(คือ ไม่คล่องแคล่ว) เพราะอาศัยอาหาร.
นิทเทสแห่งความเป็นผู้ย่อหย่อนแห่งจิต มีเนื้อความดังกล่าวไว้ใน
อรรถกถาแห่งธัมมสังคหะในหนหลังนั่นแหละ. และพึงทราบอาการแห่งความ
ป่วยไข้ด้วยสามารถแห่งกิเลส ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้แล้วด้วยบทเหล่า
นี้แม้ทั้งหมด ดังนี้.

888
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 889 (เล่ม 78)

กุหนานิทเทส
อธิบาย ความหลอกลวง
คำว่า ลาภสกฺการสิโลกสนฺนิสฺสิตสฺส (แปลว่า สภาพที่หลอก
ลวงของภิกษุผู้มุ่งลาภสักการะและชื่อเสียง) อธิบายว่า ภิกษุผู้หลอกลวงนั้น
ต้องการลาภ สักการะ และสรรเสริญ จึงปรารถนาเช่นนั้น . คำว่า ปาปิจฺฉสฺส
(แปลว่า ผู้ปรารถนาลามก) ได้แก่ ภิกษุผู้ใคร่แสดงความดีอันตนไม่มีอยู่.
คำว่า อิจฺฉาปกตสฺส (แปลว่า ถูกความอยากครอบงำแล้ว) อธิบายว่า ภิกษุ
นั้นถูกความอยากอันมิใช่ธรรมดาทำให้เดือดร้อนแล้ว.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบ กุหนวัตถุ (เรื่องความหลอกลวง) ๓
อย่าง อันมาในมหานิทเทส ด้วยสามารถแห่งภิกษุผู้หลอกลวงโดยมุ่งเสพปัจจัย
๑ ความหลอกลวงด้วยการพูดเลียบเคียง ๑ และความหลอกลวงด้วยการอาศัย
ซึ่งอิริยาบถ ๑ เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงความหลอกลวงแม้ทั้ง ๓ นั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาเตน วา (แปลว่า ด้วยการ
ซ่องเสพปัจจัย) เป็นต้น ดังนี้.
ในข้อนั้น พึงทราบเรื่องความหลอกลวง (กุหนวัตถุ) กล่าวด้วยการ
ซ่องเสพปัจจัยทำอุบายเป็นเหตุให้ทายกน้อมปัจจัยมาแม้ตั้งเล่มเกวียน จำเดิมแต่
การปฏิเสธ เพราะอาศัยความปรารถนาลามกของภิกษุผู้อันความอยากครอบงำ
ผู้อันทายกนิมนต์ด้วยจีวรเป็นต้นเมื่อทายกนั้นน้อมถวายจีวรเป็นต้น อันประ-
ณีต ด้วยวิธีต่าง ๆ ว่า โอ พระผู้เป็นเจ้า มีความปรารถนาน้อย ย่อมไม่
ต้องการเพื่อจะรับอะไร ๆ ก็ถ้าท่านพึงรับอะไร ๆ แม้สักเล็กน้อย นั่นเป็นการ
ที่พวกเราได้ดีแล้วหนอ ดังนี้ เพราะเธอรู้ว่าคหบดีเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธาตั้ง
มั่นดีแล้วในตน จึงกระทำให้แจ้งเพื่อประสงค์จะอนุเคราะห์คหบดีนั้น ดังนี้.

889
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 890 (เล่ม 78)

สมจริง ดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในมหานิทเทส ว่า
เรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัย เป็นไฉน.
พวกคหบดีในโลกนี้ ย่อมนิมนต์ภิกษุด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลาน
ปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุนั้น มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำ
มีความต้องการด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
อาศัยความเป็นผู้อยากได้มาก เธอย่อมบอกคืนจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ย่อมพูดอย่างนี้ว่า ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยจีวร
มีค่ามาก สมณะควรเที่ยวเลือกเก็บผ้าเก่าจากป่าช้า จากกองหยากเยื่อหรือจาก
ตลาด แล้วทำสังฆาฏิใช้ ข้อนั้นเป็นการสมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วย
บิณฑบาตอันมีค่ามาก สมณะควรสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยก้อนข้าวที่ได้มาด้วย
ปลีแข้ง โดยความประพฤติแสวงหา ข้อนั้นเป็นการสมควร เป็นประโยชน์
อะไรแก่สมณะด้วยเสนาสนะมีค่ามาก สมณะควรอยู่ที่โคนต้นไม้ อยู่ที่ป่าช้า
หรืออยู่ในที่แจ้ง ข้อนั้นเป็นการสมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยคิลาน-
ปัจจัยเภสัชบริขารมีค่ามาก สมณะพึงทำยาด้วยน้ำมูตรเน่าหรือชิ้นลูกสมอ ข้อ
นั้นเป็นการสมควร เธออาศัยความเป็นผู้อยากได้มากนั้น จึงทรงจีวรที่เศร้า
หมอง ฉันบิณฑบาตที่เศร้าหมอง ซ่องเสพเสนาสนะที่เศร้าหมอง และฉัน
คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่เศร้าหมอง.
พวกคหบดีเห็นภิกษุนั้นแล้ว ย่อมทราบอย่างนี้ว่า สมณะนี้มีความ
ปรารถนาน้อย เป็นผู้สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร
มีวาทะกำจัดกิเลส ก็ยิ่งนิมนต์เธอด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลาน
ปัจจัยเภสัชบริขาร เธอก็กล่าวอย่างนี้ว่า เพราะประจวบด้วยเหตุ ๓ ประการ
กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมประสพบุญมาก คือเพราะประจวบด้วยศรัทธา กุลบุตร

890
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 891 (เล่ม 78)

ผู้มีศรัทธาก็ประสพบุญมาก เพราะประจวบด้วยไทยธรรม กุลบุตรผู้มีศรัทธา
ย่อมประสพบุญมาก็เพราะประจวบด้วยพระทักขิไณยบุคคล กุลบุตรผู้มีศรัทธา
ย่อมประสพบุญมาก พวกท่านมีศรัทธานี้อยู่ มีไทยธรรมนี้อยู่ ทั้งอาตมาก็เป็น
ปฏิคาหก ถ้าอาตมาจักไม่รับ พวกท่านก็จักเสื่อมจากบุญไป อาตมาไม่มีความ
ต้องการด้วยปัจจัยนี้ แต่อาตมาจะรับด้วยความอนุเคราะห์พวกท่าน จำเดิมแต่
นั้น เธอก็รับจีวรมาก รับเสนาสนะมาก รับคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมาก
ความทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง
ความเป็นผู้หลอกลวงเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการ
ซ่องเสพปัจจัย.
ก็บุคคล ผู้มีความปรารถนาลามกมากนั่นแหละ แม้มีอยู่ บัณฑิตพึง
ทราบว่าเป็นเรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยการพูดเลียบเคียงอันเป็นอุบาย
โดยทำนองนั้น ๆ ด้วยวาจาอันแสดงถึงการบรรลุอุตตริมนุสสธรรม เหมือน
อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า
เรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยการพูดเลียบเคียง เป็นไฉน
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำ
มีความประสงค์ให้เขายกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบายอย่างนี้
จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือ พูดว่า สมณะใด ทรงจีวรอย่างนี้ สมณะนั้น
มีศักดิ์มาก สมณะใดทรงบาตรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดทรง
ภาชนะโลหะ ทรงธัมมกรก ทรงผ้าสำหรับกรองน้ำ ถือลูกกุญแจ สวมรองเท้า
ใช้ประคดเอว ใช้สายโยคบาตรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก พูดว่า สมณะใด
มีอุปัชฌายะอย่างนี้ มีอาจารย์อย่างนี้ มีพวกร่วมอุปัชฌายะอย่างนี้ มีพวกร่วม
อาจารย์อย่างนี้ มีมิตรอย่างนี้ มีพวกอย่างนี้ มีพวกที่คบกันมาอย่างนี้ สมณะ

891
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 892 (เล่ม 78)

นั้นมีศักดิ์มาก พูดว่าสมณะใดอยู่ในวิหารเช่นนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะ
ใดอยู่ในเรือมีหลังคาแถบเดียวอย่างนี้ อยู่ในปราสาทอย่างนี้ อยู่ในเรือนมี
หลังคาโล้นอย่างนี้ อยู่ในถ้ำอย่างนี้ อยู่ในที่หลีกเร้นอย่างนี้ อยู่ในกุฎีอย่างนี้
อยู่ในเรือนยอดอย่างนี้ อยู่ในป้อมอย่างนี้ อยู่ในโรงกลมอย่างนี้ อยู่ในเรือน
ที่พักอย่างนี้ อยู่ในศาลาที่ประชุมอย่างนี้ อยู่ในมณฑปอย่างนี้ อยู่ที่โคน
ต้นไม้อย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้วางหน้าเฉยเมย ทำหน้าสยิ้ว หลอกลวง
ปลิ้นปล้อนตลบแตลง อันผู้อื่นสรรเสริญด้วยความที่ตนวางหน้าว่า สมณะนี้
ได้วิหารสมาบัติ อันมีอยู่เห็นปานนี้ ภิกษุนั้นย่อมกล่าวถ้อยคำเช่นนั้น อัน
ปฏิสังยุตด้วยโลกุตรธรรมและนิพพานอันลึกลับ สุขุม ละเอียด ปิดบัง ความ
ทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความ
เป็นผู้หลอกลวงเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความหลอกลวงอันกล่าวด้วยการ
พูดเลียบเคียง ดังนี้.
ก็เมื่อภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกนั่นแหละ มีอยู่ บัณฑิตพึง
ทราบ เรื่องหลอกลวง อาศัยอิริยาบถอันเป็นอุบาย ด้วยอิริยาบถอันตน
กระทำเพื่อประสงค์ให้ผู้อื่นสรรเสริญตน เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ตรัสไว้ว่า
เรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยอิริยาบถ เป็นไฉน. ภิกษุบาง
รูปในธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำ มีความ
ประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบายอย่างนี้ จึง
สำรวมการยืน สำรวมการนั่ง ลำรวมการนอน ย่อมตั้งสติเดิน ตั้งสติยืน ตั้ง
สตินั่ง ตั้งสตินอน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิเดิน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิยืน ทำ

892
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 893 (เล่ม 78)

เหมือนภิกษุมีสมาธินั่ง ทำเหมือนภิกษุมีสมาธินอน และทำเหมือนภิกษุที่เจริญ
อาปาถกฌาน (เหมือนผู้เจริญฌานอันประกอบด้วยมรรควิถี) การตั้งใจ การ
ดำรงอิริยาบถ ความทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง
กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวงเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความ
หลอกลวง กล่าวคือด้วยอิริยาบถ ดังนี้.
ในคำเหล่านั้น คำว่า การซ่องเสพปัจจัย ในคำว่า ปจฺจยปฏิเสวน-
สงฺขาเตน ได้แก่ด้วยการซ่องเสพปัจจัยอันกล่าวอย่างนี้. คำว่า สามนฺตชปฺ -
ปิเตน ได้แก่ ด้วยการพูดในที่ใกล้. คำว่า อิริยาปถสฺส ได้แก่ อิริยาบถ
ทั้ง ๔. คำว่า อฏฺฐปนา ได้แก่ การเริ่มยกอิริยาบถ หรือการตั้งอิริยาบถ
ด้วยความเอาใจใส่ (ตั้งใจ). คำว่า ฐปนา ได้แก่ อาการที่ตั้งอิริยาบถ. คำว่า
สณฺฐาปนา ได้แก่ การตระเตรียมอิริยาบถ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบาย
คำนี้ไว้ว่า การทำให้ผู้อื่นเลื่อมใส. คำว่า ภากุฏิกา ได้แก่ การสยิ้วหน้า
ด้วยสามารถแห่งการแสดงความเป็นใหญ่ หรือความเป็นผู้เคยดำรงอยู่ก่อน คำ
นี้ ตรัสอธิบายว่า เป็นผู้แสดงความไม่พอใจ ดังนี้. ที่ชื่อว่า สยิ้วหน้าเพราะว่า
การสยิ้วหน้าของผู้นั้นมีอยู่เป็นปกติ. ความเป็นแห่งบุคคลผู้สยิ้วหน้า ชื่อว่า
สภาพที่สยิ้วหน้า. คำพูดอันเป็นอุบายให้เขาเชื่อ ชื่อว่า ความหลอกลวง.
วิถีทางของผู้หลอกลวง ชื่อว่า อุบายเป็นเครื่องหลอกลวง. ความเป็นแห่ง
บุคคลผู้หลอกลวง ชื่อว่า สภาพที่หลอกลวง ดังนี้.
ลปนานิทเทส
อธิบาย การพูดประจบ
การพูด ตั้งแต่ต้น อย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายมา
เพื่อประโยชน์อะไร หรือเพื่อนิมนต์ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า ท่านมาด้วยความ

893
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 894 (เล่ม 78)

ประสงค์อย่างนี้ไซร้ อาตมาจักจัดภิกษุให้ไปภายหลัง ดังนี้ เพราะเห็นพวก
มนุษย์มาสู่วิหารนี้ ชื่อว่า การพูดทักทาย.
อีกอย่างหนึ่ง การพูดแนะนำตนเอง ว่า อาตมา ชื่อว่า ติสสะ พระ-
ราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา มหาอำมาตย์ของพระราชาโน้น ๆ ก็เลื่อมใส ดังนี้
เพราะการแนะนำตนอย่างนี้ ก็ชื่อว่า การพูดทักทาย. เมื่อบุคคลผู้ถามมีอยู่
การพูดโต้ตอบ มีประการตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ชื่อว่า การพูดสนทนา.
การพูดด้วยดี เพราะให้โอกาสแก่ผู้หวาดกลัว ในเพราะการพูดไม่คล่องของ
คหบดีทั้งหลาย ชื่อว่า การพูดปลอบโยน การพูดยกตนให้สูง อย่างนี้ว่า
เราเป็นกุฎุมพีใหญ่ เป็นทานบดีใหญ่ ดังนี้ ชื่อว่า การพูดยกย่อง. การพูด
โดยการกระทำให้สูงโดยส่วนทั้งปวง ชื่อว่า การพูดเยินยอ. การพูดทำให้
ชอบใจว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในครั้งก่อน ท่านย่อมถวายทานในกาลเช่นนี้
บัดนี้ ท่านไม่ถวายทานหรือ. เขาตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมยังไม่ได้
โอกาส เป็นต้น โดยทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ชื่อว่า การพูดอ้อมค้อม. อธิบายว่า
ได้แก่ การพูดเกลี่ยกล่อม.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นบุคคลถืออ้อยมา จึงถามว่า ดูก่อนอุบาสก
อ้อยนี้ท่านได้มาจากไหน. เขาตอบว่า จากไร่อ้อยขอรับ ภิกษุถามว่า อ้อย
ในไร่นั้น มีรสหวานไหม. อุบาสกกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเคี้ยวกิน
แล้วพึงทราบ. ภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสก ถ้าว่าอาตมาพูดว่า ขอท่านทั้ง
หลายจงถวายอ้อยแก่ภิกษุ ดังนี้ ย่อมไม่ควร การพูดชมเชยของภิกษุผู้ประจบ
เห็นปานนี้ อันใด การพูดอ้อมค้อมก็อันนั้น. การพูดอ้อมค้อมบ่อย ๆ โดย
ส่วนทั้งปวง ชื่อว่า การพูดประจบ. คำว่า การพูดชมเชย ได้แก่วาจาเป็น

894
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 895 (เล่ม 78)

เครื่องยังจิตให้หวั่นไหว ซึ่งยกขึ้นอย่างนี้ว่า ตระกูลนี้ ย่อมรู้จักเราดีทีเดียว
ถ้าเขาจะถวายไทยธรรมไซร้ก็จักถวายแก่เราเท่านั้น ดังนี้ชื่อว่า การสรรเสริญ
คือ การยกย่อง. ในข้อนั้นพึงกล่าวถึงเรื่องอุปัฏฐากผู้บำรุงภิกษุ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุ ๒ รูป เข้าไปสู่บ้านหนึ่ง นั่งที่โรงภัตตาหาร เห็น
กุมาริกาคนหนึ่ง จึงเรียกมา ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง จึงถามภิกษุรูปหนึ่งว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กุมาริกานี้เป็นลูกใคร. ภิกษุนั้น จึงยกย่องสรรเสริญ ด้วย
คำว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เป็นลูกสาวอุปัฏฐากผู้บำรุงของกระผม มารดาของ
หญิงนี้ เมื่อกระผมไปบ้านแล้ว เมื่อจะถวายเนยใส ย่อมถวายทั้งหม้อทีเดียว
แม้กุมาริกานี้ ก็ย่อมถวายเนยใสทั้งหม้อเหมือนมารดานั่นแหละ ดังนี้.
การพูดสรรเสริญซ้ำ ๆ ชื่อว่า การพูดสรรเสริญบ่อย. คำว่า อนุปฺ-
ปิยภาณิตา ได้แก่ การกล่าววาจาอันเป็นที่รักบ่อยๆไม่สนใจคำอันเหมาะสม
แก่สัจจะ หรือเหมาะสมกับธรรมเลย. คำว่า ปาตุกมฺยตา ได้แก่ ความประ-
พฤติตั้งตนไว้ต่ำให้เป็นไป. คำว่า มุคฺคสูปยตา ได้แก่ วาจาเช่นกับแกง
ถั่วเขียว. เหมือนอย่างว่า ครั้นเมื่อถั่วเขียวทั้งหลายอันบุคคลต้มอยู่ ถั่วเขียว
อะไร ๆ บางอย่างย่อมไม่สุก ถั่วเขียวที่เหลือย่อมสุกฉันใด คำพูดสัจจะไรๆ มี
อยู่ คำพูดอันเหลวไหล ก็มีอยู่ในถ้อยคำของบุคคลนั้นนั่นแหละ บุคคลนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า ผู้มีวาจาเช่นแกงถั่วเขียว ดังนี้. ความ
เป็นแห่งบุคคลผู้มีวาจาทีเล่นทีจริงเช่นแกงถั่วเขียวนั้น ชื่อว่า สภาพวาจาเช่น
แกงถั่วเขียว. ความเป็นแห่งบุคคลผู้รับเลี้ยงดูเด็ก ชื่อว่า สภาพความเป็นผู้
เลี้ยงดูเด็ก จริงอยู่ บุคคลใดย่อมเลี้ยงดูทารกในตระกูล ด้วยสะเอว หรือ
ด้วยบ่า เหมือนแม่นม อธิบายว่า ย่อมเลี้ยงดูเด็กในตระกูลโดยให้ทรงอยู่.
การงานของผู้เลี้ยงดูเด็กนั้น ชื่อว่า การรับเลี้ยงเด็ก. ความเป็นแห่งบุคคลผู้
เลี้ยงดูเด็ก ชื่อว่า สภาพการรับเลี้ยงเด็ก ดังนี้.

895