พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 856 (เล่ม 78)

[๑๐๖๘] ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้บ้าง คืออย่างไร ?
คือ ตัณหาว่า เราพึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญาณนี้บ้าง
หรือพึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็นแพศย์ด้วย
รูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นศูทรด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณ
นี้บ้าง เราพึงเป็นคฤหัสถ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็น
บรรพชิตด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงเป็นเทวดาด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงเป็นมนุษย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง
เราพึงมีรูปด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงไม่มีรูปด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้บ้าง เราพึงมีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือ
พึงไม่มีสัญญาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือพึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มี
สัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง อย่างนี้ชื่อว่า ตัณหาว่า
เราพึงเป็นโดยประการนี้ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้.
[๑๐๖๙] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือ
วิญญาณนี้บ้าง คืออย่างไร ?
คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์
เราก็พึงเป็นกษัตริย์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน หรือเขาเป็น
พราหมณ์ เราก็พึงเป็นพราหมณ์ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน
ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราก็พึงมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มี
สัญญาก็ไม่ใช่ ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างเหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า
ตัณหาว่า เราพึงเป็นอย่างนั้นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง.
[๗๐๗๐] ก็ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ
หรือวิญญาณนี้บ้าง คืออย่างไร ?

856
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 857 (เล่ม 78)

คือ ตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขาเป็นกษัตริย์
เราไม่พึงเป็นกษัตริย์เหมือนเขา ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้าง หรือเขา
เป็นพราหมณ์เราไม่พึงเป็นพราหมณ์เหมือนเขาด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้
บ้าง ฯลฯ หรือเขามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เราไม่พึงมีสัญญาก็ไม่
ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เหมือนเขา ด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญญาณนี้บ้างอย่างนี้
ชื่อว่า ตัณหาว่า เราพึงเป็นโดยประการอื่นด้วยรูป ฯลฯ หรือวิญาณ
นี้บ้าง.
เหล่านี้ชื่อว่า ตัณหาวิจริต ๑๘ อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก.
[๑๐๗๑] ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายใน ๑๘ เหล่านี้ ตัณหา-
วิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก ๑๘ เหล่านี้ ประมวลเข้าด้วยกันเป็นตัณหา-
วิจริต ๓๖.
ตัณหาวิจริตดังกล่าวนี้เป็นอดีตกาล ๓๖ เป็นอนาคตกาล ๓๖ เป็น
ปัจจุบันกาล ๓๖ ประมวลเข้ากันเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘.
[๑๐๗๒] ในมาติกานั้น ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ในพรหมชาลสูตร เป็นไฉน ?
คือ สัสสตวาทะ ๔ เอกัจจสัสสติกวาทะ ๔ อันตานันติกวาทะ ๔
อมราวิกเขปิกวาทะ ๔ อธิจจสมุปปันนิกวาทะ ๒ สัญญีวาทะ ๑๖ อสัญญีวาทะ
๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ อุจเฉทวาทะ ๗ ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ ทิฏฐิ
๖๒ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร ด้วยประการฉะนี้.
ขุททกวัตถุวิภังค์ จบ

857
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 858 (เล่ม 78)

อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์
การกำหนดบทมาติกา
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งปฐมมาติกาแม้ในขุททกวัตถุวิภังค์
อันเป็นลำดับแห่งญาณวิภังค์นั้น แล้วทรงทำคำอธิบาย โดยลำดับแห่งบทที่
พระองค์ทรงตั้งไว้.
กำหนดแม่บท (มาติกา]) ในขุททกวิภังค์
ธรรมหมวดที่หนึ่ง (เอกกมาติกา) พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งไว้
๗๓ บท มีคำว่า ความมัวเมาในชาติ เป็นต้นก่อน ต่อจากนั้น ทรงตั้ง
ธรรมหมวดสอง (ทุกมาติกา) ๑๘ บท มีคำว่า ความโกรธ และความ
ผูกโกรธ เป็นต้น. ทรงตั้งธรรมหมวดสาม (ติกมาติกา) ๓๕ บท มีคำว่า
อกุศลมูล ๓ เป็นต้น. ทรงตั้งธรรมหมวดสี่ (จตุกกมาติกา) ๑๔ บท มี
อาสวะ ๔ เป็นต้น. ทรงตั้งธรรมหมวดห้า (ปัญจกมาติกา) ๑๕ บท มีคำว่า
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นต้น. ทรงตั้งธรรมหมวดหก (ฉักกมาติกา) ๑๔
บท มีคำว่า วิวาทมูล ๖ เป็นต้น . ทรงตั้งธรรมหมวดเจ็ด (สัตตกมาติกา)
๗ บท มีอนุสัย ๗ เป็นต้น ทรงตั้งธรรมหมวดแปด (อัฏฐกมาติกา) ๘ บท
มีกิเลสวัตถุ ๘ เป็นต้น. ทรงตั้งธรรมหมวดเก้า (นวกมาติกา) ๙ บท มี
อาฆาตวัตถุ ๙ เป็นต้น. ทรงตั้งธรรมหมวดสิบ (ทสกมาติกา) ๗ บท มี
กิเลสวัตถุ ๑๐ เป็นต้น. และพึงทราบว่า ทรงตั้งตัณหาวิจริต ๑๘ มีคำว่า
ตัณหาวิจริต* อาศัยอายตนะภายใน ๑๘ และอาศัยอายตนะภายนอก ๑๘
ประมวลเข้าด้วยกันเป็น ๓๖ เป็นต้น (ตัณหา ๓๖ * กาล ๓ = ๑๐๘) ดังนี้.
นี้เป็นการกำหนดบทมาติกา ก่อน.
* ในบาลีนิทเทส กล่าวว่า ตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘...

858
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 859 (เล่ม 78)

อรรถกถาเอกกนิทเทส
อธิบายมาติกาหมวดหนึ่ง
บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบนิทเทสวาระ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภ
ไว้ในบทมาติกาที่ทรงตั้งไว้ในเอกกมาติกาเหล่านั้น โดยนัยว่า กตโม ชาติ-
มโท (แปลว่า ความมัวเมาในชาติ เป็นไฉน ?) เป็นต้น.
ว่าด้วยความมัวเมาในชาติ เป็นต้น
คำว่า ชาตึ ปฏิจฺจ ได้แก่ เพราะอาศัยชาติ. ก็ในเอกกมาติกานี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ชื่อว่า การอาศัยมีอยู่ เพราะฉะนั้น พึงทราบ
เนื้อความในมาติกานี้ว่า ได้แก่ เมื่อชาติมีอยู่ ดังนี้. แม้ในคำว่า เพราะ
อาศัยโคตร เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ ชื่อว่า มัวเมา ด้วยสามารถแห่งความ
มัวเมา. อาการแห่งความมัวเมา คือกิริยาที่มัวเมา. ความเป็นแห่งกิริยาที่
มัวเมา คือ สภาพที่มัวเมา. คำว่า ความถือตัว (มานะ) กิริยาที่ถือตัว
(มญฺญนา) เป็นต้น มีเนื้อความดังที่กล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งธัมมสังคหะใน
หนหลัง. ค่าว่า อยํ วุจฺจติ (แปลว่า บุคคลนี้เรียกว่า) ได้แก่ บุคคลนี้
นั่นแหละ เมื่อชาติมีอยู่ อาศัยชาตินั้นแล้วมีมานะ (มีความถือตัว) อันถึงซึ่ง
กิริยาอันมัวเมา อันเกิดขึ้นแล้วนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า มีความ
มัวเมาในชาติ ดังนี้. บรรดาวรรณะ แม้ทั้ง ๔ เหล่า มีกษัตริย์เป็นต้น
(กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร) ชื่อว่า ความมัวเมานี้นั่นแหละ ย่อม
เกิดขึ้น. จริงอยู่ กษัตริย์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ ย่อมทำมานะ (ความถือตัว) ว่า
บุคคลอื่นเช่นเราย่อมไม่มี กษัตริย์ที่เหลือ (เว้นเรา) ตั้งขึ้นมาในภายหลัง
ส่วนเราเป็นกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ ดังนี้. แม้พราหมณ์เป็นต้น ก็นัยนี้.

859
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 860 (เล่ม 78)

แม้ในนิทเทสแห่งความมัวเมาในโคตรเป็นต้น ก็พึงทราบเนื้อความ
โดยนัยนี้เช่นกัน. เพราะว่าแม้กษัตริย์ ก็ทำมานะ (ถือตัว) ว่า เราเป็นกษัตริย์
โกณฑัญญโคตร เป็นกษัตริย์อาทิจจโคตร ดังนี้. แม้พราหมณ์ ก็ทำมานะว่า
เราเป็นพราหมณ์กัสสปโคตร เราเป็นพราหมณ์ภารทวาชโคตร ดังนี้. แม้
แพศย์ แม้ศูทร ก็อาศัยตระกูลวงศ์ของตน แล้วทำมานะ. ชนทั้งหลายผู้เป็น
หัวหน้าคณะแม้ทั้ง ๑๘ คณะ ก็ย่อมทำมานะว่า หัวหน้าหมู่โน้นแตกแยกกัน
เราไม่แตกแยกกัน ดังนี้เป็นต้น.
ว่าด้วยความมัวเมาในความไม่มีโรค เป็นต้น
ในบรรดาความมัวเมาทั้งหลาย มีความมัวเมาในความไม่มีโรคเป็นต้น
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความที่มัวเมาว่า เราไม่มีโรค ชนทั้งหลายที่
เหลือ (เว้นเรา) มีโรคมาก ขึ้นชื่อว่า พยาธิแม้เพียงจะผ่านผิวของเราก็ไม่มี
ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในความไม่มีโรค.
ว่าด้วยความมัวเมาโดยความเป็นหนุ่มสาว
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เรายังเป็นหนุ่มสาว
อัตภาพของสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) เป็นเช่นกับต้นไม้ตั้งอยู่ริมเงื้อมผา
ส่วนเราตั้งอยู่ในปฐมวัย ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว.
ว่าด้วยความมัวเมาในชีวิต
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เราเป็นอยู่นาน เราจะ
เป็นอยู่นาน เราจักเป็นอยู่นาน เราเป็นสุข เราจะเป็นสุข เราจักเป็นสุข
ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในชีวิต.

860
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 861 (เล่ม 78)

ว่าด้วยความมัวเมาในลาภ
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เรามีลาภมากสัตว์ทั้งหลาย
ที่เหลือ (นอกจากเรา) มีลาภน้อย ก็ลาภทั้งหลายของเราประมาณไม่ได้ ดังนี้
ชื่อว่า ความมัวเมาในลาภ.
ว่าด้วยความมัวเมาในสักการะ
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมได้ปัจจัย
ใด ๆ เราเท่านั้นที่ได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นอันประณีตที่เขากระทำดีแล้ว ดังนี้
ชื่อว่า ความมัวเมาในสักการะ.
ว่าด้วยความมัวเมาในความทำความเคารพ
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า ชนทั้งหลายเดินตามไป
ข้างหลังของภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่ไหว้ภิกษุนั้น ด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นสมณะ
ดังนี้บ้าง แต่พวกเขาเหล่านั้นเห็นเราแล้วย่อมไหว้ทีเดียว กระทำความเคารพเรา
เสมือนว่าเป็นฉัตรที่ปักติดอยู่เราในหิน ย่อมกระทำความสำคัญเราว่าเป็นผู้เข้า
ไปหาได้ยากราวกะกองไฟฉะนั้น ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในความทำ
ความเคารพ.
ว่าด้วยความมัวเมาในความเป็นหัวหน้า
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมตัดสินได้ด้วยปากของเราเท่านั้น แม้เมื่อไปภิกขาจาร ก็ทำเราเท่านั้น
ให้ไปข้างหน้า แล้วจึงห้อมล้อมตามไป ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาใน
ความเป็นหัวหน้า.

861
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 862 (เล่ม 78)

ว่าด้วยความมัวเมาในบริวาร
มานะที่เกิดขึ้นแก่ผู้ครองเรือนผู้มีบริวารมากก่อน ด้วยอำนาจความมัว
เมาว่า "บุรุษร้อยหนึ่งบ้าง บุรุษพันหนึ่งบ้าง ย่อมแวดล้อมเรา" ดังนี้ ส่วน
ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ครองเรือน (คือสมณะ) ด้วยอำนาจความมัวเมาว่า "สมณะ
ร้อยหนึ่งบ้าง สมณะพันหนึ่งบ้าง ย่อมแวดล้อมเรา สมณะที่เหลือมีบริวาร-
น้อย เรามีบริวารมากด้วย มีบริวารดีด้วย" ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาใน
บริวาร.
ว่าด้วยความมัวเมาในโภคสมบัติ
ก็โภคสมบัติ ท่านถือเอาด้วย ลาภะ ศัพท์ นั่นแหละแม้ก็จริง ถึงอย่าง
นั้น ท่านก็ถือเอากองแห่งโภคะอันตั้งไว้ในที่นี้อีก เพราะฉะนั้น มานะที่เกิด
ขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (นอกจากเรา) แล้ว ย่อม
ไม่ได้แม้แต่การใช้สอยเพื่อตน ส่วนเรามีทรัพย์เก็บไว้นับไม่ได้ ดังนี้ ชื่อว่า
ความมัวเมาในโภคสมบัติ.
ว่าด้วยความมัวเมาในวรรณะ
คำว่า วณฺณํ ปฏิจฺจ ได้แก่อาศัยวรรณะคือ ผิวพรรณแห่งสรีระบ้าง
วรรณะคือ คุณความดีบ้าง มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้ง
หลายที่เหลือ (เว้นเรา) มีผิวพรรณไม่ดี มีรูปไม่งาม ส่วนเรามีรูปงามน่าเลื่อม
ใสสัตว์ทั้งหลายที่เหลือไม่มีคุณงามความดี ไม่เป็นที่สรรเสริญ ส่วนเรามีกิตติ
ศัพท์ที่ฟุ้งปรากฏไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ เราเป็น
พระเถระผู้เป็นพหูสูต แม้เพราะเหตุนี้เราเป็นผู้มีศีล แม้เพราะเหตุนี้เราเป็นผู้
ประกอบด้วยองค์คุณแห่งธุดงค์ ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ความมัวเมาในวรรณะ

862
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 863 (เล่ม 78)

ว่าด้วยความมัวเมาในการศึกษา
มานะ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือมี
การศึกษาน้อย แต่เรามีการศึกษามาก ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในการ
ศึกษา.
ว่าด้วยความมัวเมาในปฏิภาณ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ
(เว้นเรา) ไม่มีปฏิภาณ ส่วนเรามีปฏิภาณมากจนนับไม่ได้ ดังนี้ ชื่อว่า
ความมัวเมาในปฏิภาณ.
ว่าด้วยความมัวเมาในรัตตัญญู
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เราเป็นผู้รู้ราตรีนาน เรา
ย่อมรู้วงศ์ของพระพุทธเจ้าพระองค์โน้น ย่อมรู้วงศ์แห่งพระราชาพระองค์
โน้น รู้วงศ์แห่งชนบทโน้น รู้วงศ์แห่งบ้านโน้น ย่อมรู้ซึ่งการกำหนดทั้งกลาง
คืนและกลางวัน ย่อมรู้ซึ่งการประกอบฤกษ์และการทำนาย ดังนี้ ชื่อว่า ความ
มัวเมาในรัตตัญญู.
ว่าด้วยความมัวเมาในการถือบิณฑบาตเป็นวัตร
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า ภิกษุทั้งหลายถือบิณฑบาต
เป็นวัตรเพียงเล็กน้อย แต่เราถือบิณฑบาตเป็นวัตรตั้งแต่บวช ดังนี้ ชื่อว่า
ความมัวเมาในการถือบิณฑบาตเป็นวัตร.

863
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 864 (เล่ม 78)

ว่าด้วยความมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือเป็นผู้
ถูกดูหมิ่นดูแคลน เราไม่มีใครดูหมิ่นดูแคลน ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมา
ในความไม่มีใครดูหมิ่น.
ว่าด้วยความมัวเมาในอิริยาบถ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า อิริยาบถของสัตว์ทั้งหลาย
ไม่น่าเลื่อมใส ส่วนของเราน่าเลื่อมใส ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาใน
อิริยาบถ.
ว่าด้วยความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจควานมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือเช่น
กับนกกาปีกหักบินไม่ได้ ส่วนเรามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก หรือว่าเราจะ
ทำสิ่งใด ๆ ก็ย่อมสำเร็จ ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์.
ว่าด้วยความมัวเมาในยศ
ยศ ท่านถือเอาด้วย ปริวาระ ศัพท์นั่นแหละ แต่ในที่นี้ท่านถือเอา
ความเป็นผู้มัวเมาในอุปัฏฐาก ความมัวเมานั้น บัณฑิตพึงแสดงด้วยบุคคลผู้
ครองเรือนบ้าง ผู้ไม่ครองเรือนบ้าง ก็บรรดาประชุมชน ๑๘ พวก ผู้ครอง-
เรือนพวกหนึ่งก็มีหัวหน้าคนหนึ่ง มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า
เราจักแต่งตั้งคนผู้บำรุงเรา เราจักเที่ยวไป แม้ผู้ไม่ครองเรือน (สมณะ)
เป็นหัวหน้าคณะมีอยู่ ก็มีความสำคัญตนด้วยสามารถแห่งความเมามัวว่า เรา
เป็นหัวหน้า ภิกษุทั้งหลายเป็นไปในโอวาทของเรา เป็นต้น ชื่อว่า ความ
มัวเมาในยศ.

864
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 865 (เล่ม 78)

ว่าด้วยความมัวเมาในศีล
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้น
เรา) เป็นผู้ทุศีล ส่วนเราเป็นผู้มีศีล ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในศีล.
ว่าด้วยความมัวเมาในฌาน
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้น
เรา) ไม่มีเอกัคคตาจิต (สมาธิ) ในกาลแม้สักว่าเพียงการดื่มน้ำของไก่
ส่วนเราได้อุปจารสมาธิหรืออัปปนาฌาน ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในฌาน.
ว่าด้วยความมัวเมาในศีลปะ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (นอก
จากเรา). ไม่มีศิลปะ แต่เรามีศิลปะ ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาใน
ศิลปะ.
ว่าด้วยความมัวเมาในความมีทรวดทรงสูง
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้น
เรา) มีทรวดทรงเตี้ย แต่เรามีทรวดทรงสูง ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมา
ในความมีทรวดทรงสูง.
ว่าด้วยความมัวเมาในความมีทรวดทรงสันทัด
มานะที่อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ
(เว้นเรา) มีทรวดทรงเตี้ยไป สูงไป แต่เรามีทรวดทรงเรียบร้อยพอดีดุจต้น
นิโครธ ดังนี้ ชื่อว่า ความมัวเมาในความมีทรวดทรงสันทัด.

865