พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 806 (เล่ม 78)

[๙๖๒] คันถะ ๔ เป็นไฉน ?
อภิชฌากายคันถะ พยาปาทกายคันถะ สีลัพพตปรามาสกายคันถะ
อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ.
บรรดาคันถะ ๔ นั้น อภิชฌากายคันถะ เป็นไฉน ?
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความเพ่งเล็งก็จะเอาทรัพย์
สมบัติของผู้อื่น อกุศลมูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า อภิชฌากายคันถะ.
พยาปาทกายคันถะ เป็นไฉน ?
ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้ว
ฯลฯ ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า
พยาปาทกายคันถะ.
สีลัพพตปรามาสกายคันถะ เป็นไฉน ?
สมณพราหมณ์ภายนอกศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ ย่อม
มีได้ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ
ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพต-
ปรมาสกายคันถะ.
อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ เป็นไฉน ?
ความเห็นว่าโลกเที่ยง นี้แหละจริง อย่างอื่นไม่จริง ความเห็นว่า
โลกไม่เที่ยง นี้แหละจริง อย่างอื่นไม่จริง ฯลฯ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้า
แต่ตายแล้วจะเกิดอีกก็หามิได้ จะไม่เกิดอีกก็หามิได้ นี้แหละจริง อย่างอื่น
ไม่จริง ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด
มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ยกเว้นสีลัพพต-
ปรามาสกายคันถะ มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกาย-
คันถะ.

806
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 807 (เล่ม 78)

เหล่านี้เรียกว่า คันถะ ๔.
[๙๖๓] โอฆะ ๔ ฯลฯ โยคะ ๔ ฯลฯ อุปาทาน ๔ เป็นไฉน ?
กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน.
บรรดาอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทาน เป็นไฉน ?
ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม อันใด นี้เรียกว่า
กามุปาทาน.
ทิฏฐุปาทาน เป็นไฉน ?
ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การบูชาพระรัตนตรัยไม่มี
ผล ฯลฯ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นแจ้งประจักษ์ซึ่ง
โลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก ทิฏฐิ
ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
นี้เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน. ยกเว้นสีลัพพตุปาทานและอัตตวาทุปาทาน มิจฉา-
ทิฏฐิแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน.
สีลัพพตุปาทาน เป็นไฉน ?
สมณพราหมณ์ภายนอกศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อม
มีได้ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ
ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพ-
ตุปาทาน.
อัตตวาทุปาทาน เป็นไฉน ?
ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาด
ในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่
ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรม

807
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 808 (เล่ม 78)

ของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตน
ในรูป ย่อมเห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็น
สังขารเป็นตน ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็น
วิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การ
ถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน
เหล่านี้เรียกว่า อุปาทาน ๔.
[๙๖๔] ตัณหุปาทา ๔ เป็นไฉน ?
ตัณหาเมื่อจะเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะจีวรเป็นเหตุบ้าง ตัณหา
เมื่อจะเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะบิณฑบาตเป็นเหตุบ้าง ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่
ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะเสนาสนะเป็นเหตุบ้าง ตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุ ย่อม
เกิดเพราะปัจจัยดังกล่าวมานี้อันประณีตและประณีตยิ่งเป็นเหตุบ้าง
เหล่านี้เรียกว่า ตัณหุปาทา ๔.
[๙๖๕] อคติคมนะ ๔ เป็นไฉน ?
บุคคลย่อมลำเอียงเพราะรักใคร่กัน ย่อมลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน ย่อม
ลำเอียงเพราะเขลา ย่อมลำเอียงเพราะกลัว ความลำเอียง การถึงความลำเอียง
การลำเอียงเพราะรักใคร่กัน การลำเอียงเพราะเป็นพวกพ้องกัน ความหันเห
ไปเหมือนน้ำไหล อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้
เหล่านี้เรียกว่า อคติคมนะ ๔.
[๙๖๖] วิปริเยสะ ๔ เป็นไฉน ?
ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความ
เข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจ
สัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่

808
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 809 (เล่ม 78)

เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจ
จิต ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่าเป็นอัตตาตัว
ตน ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจสัญญา ความเข้าใจผิดด้วยอำนาจจิต ความ
เข้าใจผิดด้วยอำนาจทิฏฐิในสิ่งที่ไม่งามว่างาม
เหล่านี้เรียกว่า วิปริเยสะ ๔.
[๙๖๗] อนริยโวหาร ๔ เป็นไฉน ?
เมื่อไม่เห็น พูดว่าเห็น เมื่อไม่ได้ยิน พูดว่าได้ยิน เมื่อไม่รู้ พูด
ว่ารู้ เมื่อไม่รู้แจ้ง พูดว่ารู้แจ้ง
เหล่านี้เรียกว่า อนริยโวหาร ๔.
[๙๖๘] อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ?
เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน เมื่อรู้ พูดว่า
ไม่รู้ เมื่อรู้แจ้ง พูดว่าไม่รู้แจ้ง
เหล่านี้เรียกว่า อนริยโวหาร ๔.
[๙๖๙] ทุจริต ๔ เป็นไฉน ?
ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท
เหล่านี้เรียกว่า ทุจริต ๔.
[๙๗๐] ทุจริต ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ?
มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ
เหล่านี้ เรียกว่า ทุจริต ๔.
[๙๗๑] ภัย ๔ เป็นไฉน ?
ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย
เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔.

809
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 810 (เล่ม 78)

[๙๗๒] ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ?
ราชภัย โจรภัย อุทกภัย อัคคีภัย
เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔.
[๙๗๓] ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ?
ภัยเกิดแต่คลื่น ภัยเกิดแต่จรเข้ ภัยเกิดแต่วังวน ภัยเกิดแต่ปลาร้าย
เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔.
[๙๗๔] ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ?
ภัยเกิดแต่การค่อนขอดตัวเอง ภัยเกิดแต่การค่อนขอดผู้อื่น ภัยเกิด
แต่อาชญา ภัยเกิดแต่อบาย
เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔.
[๙๗๕] ทิฏฐิ ๔ เป็นไฉน
ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยแน่แท้มั่นคงว่า สุขทุกข์ตนทำเอง ทิฏฐิเกิดขึ้นโดย
แน่แท้มั่นคงว่า สุขทุกข์คนอื่นกระทำให้ ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยแน่แท้มั่นคงว่า สุข
ทุกข์ตนทำเองด้วย คนอื่นทำให้ด้วย ทิฏฐิเกิดขึ้นโดยแน่แท้มั่นคงว่า สุขทุกข์
ตนไม่ได้ทำเองด้วย คนอื่นไม่ได้ทำให้ด้วย แต่เกิดขึ้นเองโดยเฉพาะ
เหล่านี้เรียกว่า ทิฏฐิ ๔.
ปัญจกนิทเทส
[๙๗๖] ในปัญจกมาติกาเหล่านั้น โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ เป็น
ไฉน ?
โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ คือ
๑. สักกายทิฏฐิ
๒. วิจิกิจฉา

810
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 811 (เล่ม 78)

๓. สีลัพพตปรามาส
๔. กามฉันทะ
๕. พยาบาท
เหล่านี้เรียกว่า โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕.
[๙๗๗] อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ เป็นไฉน ?
อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ คือ
๑. รูปราคะ
๒. อรูปราคะ
๓. มานะ
๔. อุทธัจจะ
๕. อวิชชา
เหล่านี้เรียกว่า อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕.
[๙๗๘] มัจฉริยะ ๕ เป็นไฉน ?
มัจฉริยะ ๕ คือ
๑. อาวาสมิจฉริยะ ความตระหนี่ที่อยู่.
๒. กุลมัจฉริยะ ความตระหนี่ตระกูล
๓. ลาภมัจฉริยะ ความตระหนี่ลาภ
๔. วัณณมัจฉริยะ ความตระหนี่วรรณะ
๕. ธัมมมัจฉริยะ ความตระหนี่ธรรม
เหล่านี้เรียกว่า มัจฉริยะ ๕.

811
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 812 (เล่ม 78)

[๙๗๙] สังคะ ๕ เป็นไฉน ?
สังคะ ๕ คือ
๑. ราคสังคะ เครื่องข้องคือราคะ
๒. โทสสังคะ เครื่องข้องคือโทสะ
๓. โมหสังคะ เครื่องข้องคือโมหะ
๔. มานสังคะ เครื่องข้องคือมานะ
๕. ทิฏฐิสังคะ เครื่องข้องคือทิฏฐิ
เหล่านี้เรียกว่า สังคะ ๕.
[๙๘๐] สัลละ ๕ เป็นไฉน ?
สัลละ ๕ คือ
๑. ราคสัลละ ลูกศรคือราคะ
๒. โทสสัลละ ลูกศรคือโทสะ
๓. โมหสัลละ ลูกศรคือโมหะ
๔. มานสัลละ ลูกศรคือมานะ
๕. ทิฏฐิสัลละ ลูกศรคือทิฏฐิ
เหล่านี้เรียกว่า สัลละ ๕.
[๙๘๑] เจโตขีละ ๕ เป็นไฉน ?
เจโตขีละ ๕ คือ
๑. บุคคลย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสใน
พระพุทธเจ้า
๒. ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม
๓. ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์

812
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 813 (เล่ม 78)

๔. ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา
๕. เป็นผู้มีจิตขุ่นเคือง ไม่ชอบใจ มีจิตกระทบกระทั่ง กระด้าง
กระเดื่องในเพื่อนพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย
เหล่านี้เรียกว่า เจโตขีละ ๕.
[๙๘๒] เจโตวินิพันธะ ๕ เป็นไฉน ?
เจโตวินิพันธะ ๕ คือ
๑. บุคคลเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความ
พอใจ ยังไม่ปราศจากความรักใคร่ ยังไม่ปราศจากความกระหาย ยังไม่ปราศ-
จากความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความอยากในกาม
๒. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ
ยังไม่ปราศจากความรักใคร่ ยังไม่ปราศจากความกระหาย ยังไม่ปราศจาก
ความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความอยากในกาย
๓. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ
ยังไม่ปราศจากความรักใคร่ ยังไม่ปราศจากความกระหาย ยังไม่ปราศจาก
ความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความอยากในรูป
๔. บริโภคอาหารเต็มท้องตามความต้องการแล้ว หาความสุขในการ
นอน หาความสุขในการพลิกไปมา หาความสุขในการหลับอยู่
๕. ปรารถนาเป็นเทวดาตนใดตนหนึ่ง แล้วประพฤติพรหมจรรย์
ด้วยผูกใจว่า เราจักเป็นเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ หรือเทวดาผู้มีศักดิ์น้อยตนใดตน
หนึ่งด้วยศีลนี้ หรือด้วยตบะนี้ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้
เหล่านี้เรียกว่า เจโตวินิพันธะ ๕.

813
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 814 (เล่ม 78)

[๙๘๓] นิวรณ์ ๕ เป็นไฉน ?
นิวรณ์ ๕ คือ
๑. กามฉันทนิวรณ์ ธรรมอันห้ามกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น คือ
กามฉันทะ
๒. พยาปาทนิวรณ์ ธรรมอันห้ามกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น คือ
พยาบาท
๓. ถีนมิทธนิวรณ์ ธรรมอันห้ามกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น คือ
ถีนมิทธะ
๔. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ธรรมอันห้ามกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น
คืออุทธัจจกุกกุจจะ
๕. วิจิกิจฉานิวรณ์ ธรรมอันห้ามกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น คือ
วิจิกิจฉา
เหล่านี้เรียกว่า นิวรณ์ ๕.
[๙๘๔] อนันตริยกรรม ๕ เป็นไฉน ?
อนันตริยกรรม ๕ คือ
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิต
ให้ห้อขึ้น
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน
เหล่านั้นเรียกว่า อนันตริยกรรม ๕.

814
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 815 (เล่ม 78)

[๙๘๕] ทิฏฐิ ๕ เป็นไฉน ?
ทิฏฐิ ๕ คือ
๑. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันดังนี้ว่า อัตตามีสัญญา
เบื้องหน้าแต่ตายไม่แปรผัน
๒. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันดังนี้ว่า อัตตาไม่มี
สัญญา เบื้องหน้าแต่ตายไม่แปรผัน
๓. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวยืนยันดังนี้ว่า อัตตามีสัญญา
ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เบื้องหน้าแต่ตายไม่แปรผัน
๔. ก็หรือว่า สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติความขาด
สูญ ความพินาศ ความไม่มี ของสัตว์ซึ่งปรากฏมีอยู่
๕. ก็หรือว่า สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันทิฏฐธัมม-
นิพพาน
เหล่านี้เรียกว่า ทิฏฐิ ๕.
[๙๘๖] เวร ๕ เป็นไฉน ?
เวร ๕ คือ
๑. ปาณาติบาต ฆ่าสัตว์
๒. อทินนาทาน ลักทรัพย์
๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม
๔. มุสาวาท พูดเท็จ
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน ดื่มน้ำเมาคือสุราและ
เมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เหล่านี้เรียกว่า เวร ๕.

815