ย่อมทรงทราบว่า แม้บรรดาผู้ที่จะเกิดในมนุษย์ทั้งหลาย ผู้
นี้จักเกิดในขัตติยตระกูล ผู้นี้จักเกิดในตระกูลพราหมณ์ ...ในตระกูล
พ่อค้า (แพศย์)... ในตระกูลศูทร.
ย่อมทรงทราบว่า บรรดามนุษย์ทั้งหลาย ผู้นี้จักเกิดเป็น
พระราชา ผู้นี้จักเกิดเป็นผู้รับใช้พระราชาซึ่งมีตำแหน่งที่ ๒ หรือ ๓
ดังนี้.
ย่อมทรงทราบว่า บรรดากรรมเหล่านั้น กรรมนี้จักไม่อาจ
เพื่อคร่ามาซึ่งปฏิสนธิ (ให้กำเนิด) กรรมนี้มีกำลังทราม จักให้ผล
ผูกพัน เพราะปฏิสนธิอันกรรมอื่นให้แล้ว ดังนี้.
อนึ่ง เมื่อบุคคลเหล่านั้น เริ่มตั้งวิปัสสนาอยู่นั่นแหละ และมีวิปัสสนา
อันปรารภแล้วโดยกิริยาอาการอันใด
พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงทราบว่า ผู้นี้จักบรรลุพระ-
อรหัต ผู้นี้จักไม่อาจเพื่อบรรลุพระอรหัต ผู้นี้จักเป็นพระอนาคามี
เท่านั้น ผู้นี้จักเป็นพระสกทาคามีเท่านั้น ผู้นี้จักเป็นพระโสดาบัน
เท่านั้น แต่บุคคลนี้จักไม่อาจเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผล ผู้นี้จัก
ตั้งอยู่ในวิปัสสนาอันมีเพียงลักษณะเป็นอารมณ์ ผู้นี้จักตั้งอยู่ใน
ปัจจยปริคคหญาณ (ญาณที่กำหนดรู้ซึ่งปัจจัยเท่านั้น ) ผู้นี้จักตั้งอยู่
ในนามรูปปริตตญาณ (ญาณที่กำหนดรู้นามและรูป) เท่านั้น ผู้นี้
จักตั้งอยู่ในอรูปปริคคหญาณเท่านั้น ผู้นี้จักตั้งอยู่ในรูปปริคคหญาณ
เท่านั้น ผู้นี้จักกำหนดได้เพียงมหาภูตะเท่านั้น ผู้นี้ไม่อาจเพื่อกำหนด
อะไร ๆ ได้เลย ดังนี้.
แม้เมื่อพระโยคาวจรทั้งหลาย กระทำกสิณบริกรรมอยู่ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ย่อมทรงทราบว่า ก็กสิณบริกรรมของผู้นี้ จักเป็นไป