พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 656 (เล่ม 78)

ในข้อนี้ เปรียบเหมือนบุคคลเรียกว่า อธิฉัตรและอธิธัชซึ่งมีปริมาณ
มาก เพราะอาศัยฉัตร (ร่ม) หรือธัช (ธง) ซึ่งมีปริมาณน้อย ฉันใด แม้ข้อนี้
ก็ฉันนั้น ชื่อว่า ปาฏิโมกขสังวรศีลอันเป็นอธิศีลก็เพราะอาศัยศีล ๕
และศีล ๑๐ อันเป็นเบื้องต้น
สมาบัติ ๘ อันเป็นบาทให้วิปัสสนาเกิดขึ้น ชื่อว่า อธิจิต
เพราะอาศัยสมาบัติ ๘ อันเป็นไปในวัฏฏะ.
และพึงทราบว่า วิปัสสนาปัญญา และปัญญาในมรรคในผล
ชื่อว่า อธิปัญญา ดังนี้ ก็เพราะอาศัย กัมมัสสกตาปัญญา ดังนี้.
อธิบาย อายโกศล เป็นต้น
ในนิทเทสแห่งอายโกศลเป็นต้น คำว่า อาโย ได้แก่ ความเจริญ
อายะคือ ความเจริญนั้น มี ๒ อย่าง คือ อนัตถหานิ (การละความพินาศ
คือ อกุศลธรรม) และ อัตถุปปัตติ (การยังประโยชน์คือ กุศลธรรมให้
เกิดขึ้น). คำว่า อปาโย ได้แก่ ความไม่เจริญ. ความไม่เจริญแม้นั้น ก็มี
๒ คือ อัตถหานิ (การละสิ่งเป็นประโยชน์ คือกุศลธรรม) และ อนัตถุปปัตติ
(การยังสิ่งทีไม่เป็นประโยชน์คือ อกุศลธรรม ให้เกิดขึ้น) ย่อมมี เหตุใด
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อิเม ธมฺเม มนสิกโรโต
เป็นต้น.
คำว่า อิทํ วุจฺจติ อธิบายว่า ปัญญาอันใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกชื่อว่า อายโกศล ก็เพราะเป็นไปในการละ คือไม่ให้อกุศลธรรม
เหล่านี้เกิดขึ้น และเพราะการดำรงอยู่ในการเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย.
ก็แล ปัญญานี้ใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า นี้ชื่อว่า อปายโกศล ดังนี้

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 657 (เล่ม 78)

ปัญญานั้น เมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ในการยังไม่เกิดขึ้นและการดับไปแห่งกุศลธรรม
ทั้งหลาย ย่อมรู้ในการเกิดขึ้นและความตั้งอยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนี้.
ถามว่า ความเป็นคนฉลาดในอายะ คือ ความเจริญนั้น จงยกไว้
ก่อน ความเป็นคนฉลาดในอปายะ คือ ความไม่เจริญ ชื่อว่าปัญญานั้น เกิด
ขึ้นได้อย่างไร.
ตอบว่า พราะว่า เมื่อบุคคลพิจารณาด้วยปัญญาของตนอย่างนี้ ย่อม
รู้ชัดว่า กุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น กุศลธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป และย่อมรู้ชัดว่า อกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น
ย่อมเกิดขึ้น อกุศลกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญ ดังนี้ บุคคลนั้น ครั้น
ทราบอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ให้เพื่อการเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด
ขึ้น ย่อมละอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว และย่อมยังกุศลธรรมที่ยังไม่
เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมยังกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ถึงความบริบูรณ์ ด้วยการ
เจริญปัญญา. แม้ความเป็นผู้ฉลาดในอปายะด้วยอาการอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบ
ว่าเป็นปัญญา ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ในคำว่า สพฺพาปิ ตตฺรุปายา ปญฺญา อุปายโกสลฺลํ นี้ (แปลว่า
ปัญญาแม้ทั้งหมดที่เป็นอุบายแก้ไขในกิจรีบด่วน หรือภัยที่เกิดขึ้นแล้วนั้น
ชื่อว่า อุปายโกศล) บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งการรู้ถึงเหตุในการเกิด
ขึ้นแห่งฐานะ เพื่อแก้ไขในกิจการที่รีบด่วน หรือภัยที่เกิดขึ้นนั่นแหละ. คำ
ที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
ญาณวัตถุหมวด ๓ จบ

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 658 (เล่ม 78)

อรรถกถาจตุกกนิทเทส
อธิบาย ญาณวัตถุหมวด ๔
ในคำว่า อตฺถิ ทินฺนํ เป็นต้น (แปลว่า ทานที่ให้แล้วมีผล) บัณฑิต
พึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ว่า ผลมีอยู่เพราะทานอันตนไห้แล้วเป็น
ปัจจัย ดังนี้.
คำว่า อิทํ วุจฺจติ (แปลว่า นี้เรียกว่า กัมมัสสกตาญาณ) อธิบายว่า
ญาณใดย่อมรู้ว่า นี้เป็นกรรมของตน นี้มิใช่ของตน ดังนี้ ญาณนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกชื่อว่า กัมมัสสกตาญาณ.
ในบรรดากรรมทั้งสอง (คือ ทั้งของตนและมิใช่นั้น)
กรรม คือ กายทุจจริต ๓ วจีทุจจริต ๔ มโนทุจจริต ๓
เหล่านี้ ไม่ชื่อว่า เป็นกรรมของตน.
สุจริตกรรมแม้ทั้ง ๑๐ อย่างในทวารทั้ง ๓ ชื่อว่าเป็นกรรม
ของตน.
อกุศลแม้ทั้งหมดจะเป็นของตน หรือของบุคคลอื่นก็ตาม
ไม่ชื่อว่า เป็นกรรมของตน.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะทำลายซึ่งประโยชน์ และเพราะการเกิดขึ้นแห่งความ
เสื่อม.
กุศลแม้ทั้งหมดจะเป็นของตนเอง หรือของผู้อื่นก็ตาม ชื่อว่า เป็น
กรรมของตน.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 659 (เล่ม 78)

ตอบว่า เพราะการทำลายสิ่งซึ่งมิใช่ประโยชน์ และเพราะให้ประ-
โยชน์เกิดขึ้น.
ครั้นเมื่อกุศลสามารถเพื่ออันยังประโยชน์ (ความเจริญ) ให้เกิดขึ้น
อย่างนี้ การกำหนดจำนวนบุคคลผู้ตั้งอยู่ในกัมมัสสกตาญาณนั้นว่า
กัมมัสสกตาญาณนี้ คือ ผู้ให้ทานมากแล้วยังศีลให้บริบูรณ์
สมาทานอุโบสถ แล้วเสวยความสุขด้วยความสุข เสวยสมบัติด้วย
สมบัติ แล้วบรรลุพระนิพพาน นับประมาณมิได้.
เหมือนอย่างว่า บุรุษมีทรัพย์ยังบุคคลให้ยกวัตถุทั้งหลายมีเนยใส
น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น และเกลือ เมล็ดงา ข้าวสาร เป็นต้น ใส่เกวียน
๕ เล่ม ดำเนินไปสู่ทางกันดาร (ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ) ครั้นเมื่อความต้องการ
ด้วยกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เขาย่อมไม่คิด คือ ไม่สะดุ้ง ย่อมดำเนิน
ไปจนถึงที่อันเกษมนั้น เพราะความที่อุปกรณ์ทั้งปวงเป็นของอันเขาครอบครอง
แล้ว ฉันใด บุคคลผู้ตั้งอยู่ในกัมมัสสกตาญาณแม้นี้ ให้ทานเป็นอันมากฯลฯ
ย่อมดำเนินไปจนถึงพระนิพพาน จะนับจะประมาณหาได้ไม่.
คำว่า ฐเปตฺวา สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ (แปลว่า ยกเว้นสัจจานุ-
โลมิกญาณ) อธิบายว่า ยกเว้นวิปัสสนาญาณซึ่งมีชื่อว่า สัจจานุโลมิก-
ญาณ เพราะการคล้อยตามมัคคสัจจะ และปรมัตถสัจจะแล้ว กุศล
ปัญญาที่เหลือเป็นไปกับด้วยอาสวะ ชื่อว่า กัมมัสสกตาญาณทั้งนั้น.
อธิบาย มัคคสมังคิญาณ
ในคำว่า มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ (แปลว่า มัคค-
สมังคิญาณ คือ ความรู้แม้ในทุกข์นี้) ได้แก่ มัคคสัจจะหนึ่งเท่านั้น ที่พระ-

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 660 (เล่ม 78)

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาในฐานะ ๔ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดสัจจะหนึ่ง
ในสัจจะ ๔.
อธิบาย ธัมมญาณ เป็นต้น
คำว่า ธมฺเม ญาณํ (แปลว่า ธัมมญาณ) นี้ ปัญญาในมรรค
ชื่อว่า ธัมมญาณ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดสัจจะหนึ่งในสัจจะ ๔ จง
ยกไว้ก่อน ปัญญาในผล ชื่อว่าธัมมญาณได้อย่างไร ปัญญาในผลชื่อว่าธัมม-
ญาณได้ด้วยสามารถแห่งนิโรธสัจจะ.
จริงอยู่ ปัญญาแม้ทั้งสองนั้น (คือในมรรคในผล) พึงทราบ
ว่า ชื่อว่า ธัมมญาณ เพราะความที่ญาณนั้นเป็นไปในธรรมคือ
อริยสัจ ๔ อันเป็นปัจจัยอื่นอีก ซึ่งยังอรรถให้แจ่มแจ้งโดยกิจ และ
โดยอารมณ์.
ในคำว่า โส อิมินา ธมฺเมน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า
ธรรมโดยโวหารกล่าวว่าเป็นโคจร เพราะความที่มัคคญาณทั้งหลายเป็นธัมม-
โคจร. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ อธิบาย
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ซึ่งธรรมนี้ และทรงอธิบายว่า มัคคญาณ
อันรู้ซึ่งสัจธรรม ๔ แล้วดำรงอยู่.
คำว่า ทิฏฺเฐน (แปลว่า ทรงเห็นแล้ว) อธิบายว่า ทรงเห็น คือ
ทรงเห็นธรรมแล้วดำรงอยู่.
คำว่า ปตฺเตน (แปลว่า ทรงบรรลุแล้ว) คือ ทรงบรรลุซึ่งธรรม
เพราะความที่พระองค์ทรงบรรลุอริยสัจ ๔ แล้วดำรงอยู่.
คำว่า วิทิเตน (แปลว่า ทรงรู้แจ้งแล้ว) ได้แก่ สัจจะ ๔ เป็น
ธรรมอันพระองค์รู้แจ้งแล้ว จึงกระทำให้ปรากฏ ด้วยมัคคญาณ. เพราะฉะนั้น

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 661 (เล่ม 78)

อริยสัจ ๔ นั้น จึงชื่อว่า เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้แจ้งแล้ว ด้วย
เหตุนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันทรงรู้แจ้งแล้ว.
คำว่า ปริโยคาฬฺหา (แปลว่า ทรงหยั่งถึงแล้ว ) ได้แก่ ทรงหยั่ง
ลงสู่สัจธรรมทั้ง ๔ แล้วดำรงอยู่.
คำว่า นยํ เนติ (แปลว่า ส่งนัยไป) ได้แก่ ทรงน้อมไป ทรง
นำไป ชื่อว่า ทรงส่งนัยไปในอดีตและอนาคต. อนึ่ง ในที่นี้เป็นกิจ (หน้าที่)
ของปัจจเวกขณญาณ หาใช่เป็นกิจของมัคคญาณไม่. ก็นัย คือ มัคคญาณ
อันพระศาสดากระทำแล้วให้เป็นเช่นกับการน้อมไปในอดีตและอนาคต. เพราะ
เหตุไร เพราะความที่เป็นปัจจเวกขณะนั้น มีมรรคเป็นเหตุ. จริงอยู่ ปัจจเวก-
ขณะนั้น ย่อมมีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีมรรคอันเจริญแล้ว. เพราะฉะนั้น
พระศาสดา จึงทรงทำนัย คือ มัคคญาณนั้นให้เป็นเช่นกับการน้อมไป. อีก
นัยหนึ่ง พึงทราบอธิบายในข้อนี้ อย่างนี้ว่า
มัคคญาณนี้ใด อันมีสัจจะ ๔ เป็นโคจร อันทรงรู้แล้วมีอยู่
เพราะญาณนี้นั้นเป็นเหตุ พระองค์จึงทรงน้อมไปซึ่งนัยกล่าวคือ
ปัจจเวกขณญาณในอดีตและอนาคต.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงน้อมไปซึ่งนัยด้วยญาณนั้น โดย
ประการใด เพื่อแสดงซึ่งอาการนั้น จึงตรัสคำว่า เย หิ เกจิ อตีตมทฺธานํ
เป็นอาทิ. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อพฺภญฺญึสุ (แปลว่า ได้รู้แล้ว) ได้แก่
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แทงตลอดแล้วในความรู้ทั้งหลาย. คำว่า อิมํเยว
(แปลว่า นี้เอง) ได้แก่ สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้รู้ทุกข์ใดในอดีต
จักไม่รู้แจ้งทุกข์นี้นั้นแหละหามิได้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอธิบายไว้
เช่นนี้ ก็เพราะอรรถเป็นอย่างเดียวกัน. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแม้

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 662 (เล่ม 78)

ในอดีตว่า เว้นตัณหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายรู้แล้วซึ่งขันธ์อันเป็นไปในภูมิ ๓
นั่นแหละ เป็นทุกขสัจจะ รู้แล้วซึ่งสมุทัย คือ ตัณหานั่นแหละ รู้แล้วซึ่งนิโรธ
สัจจะ คือ พระนิพพานนั่นแหละ รู้แล้วซึ่งมัคคสัจจะ คือ อริยมรรคนั่นแหละ
แม้ในอนาคตก็จักแทงตลอดอย่างนี้เทียว แม้ในปัจจุบันก็จักแทงตลอดอย่างนี้
แหละ. ชื่อว่านัยทั้งหลายอื่นก็ตรัสไว้แล้วด้วยอรรถคล้ายกันทั้งนั้นแล.
คำว่า อิทํ วุจฺจติ อนฺวเย ญาณํ (แปลว่า นี้เรียกว่า อันวยญาณ)
นี้ ย่อมตรัสว่า นี้เป็นญาณเครื่องนำไป นี้เป็นญาณเครื่องน้อมไป นี้ญาณ
เป็นเหตุ.
คำว่า ปริจฺเฉทญาณํ ได้แก่ ญาณเป็นเครื่องกำหนดจิต. คำว่า
ปรสตฺตานํ แปลว่า ของสัตว์อื่น) ได้แก่สัตว์ที่เหลือเว้นตนเอง. คำว่า
ปรสตฺตานํ นี้เป็นไวพจน์ของคำว่า สัตว์ที่เหลือ. คำว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ
ปชานาติ (แปลว่า กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่นด้วยจิต) อธิบายว่า กำหนด
จิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยจิตของตน แล้วรู้ได้โดยประการต่าง ๆ ด้วย
สามารถแห่งจิตมีจิตมีราคะเป็นต้น. คำใดที่พึงกล่าวในบรรดาคำว่า จิตมีราคะ
เป็นต้น คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในสติปัฏฐานวิภังค์ในหนหลังแล้ว แล.
ก็นัยพิเศษ ในปริจจญาณนี้ แม้โลกุตตรจิตก็ย่อมได้ในคำว่าอนุตฺตรํ
วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ (แปลว่า จิตเป็นอนุตตระ หรือ จิตหลุดพ้น)
นี้. จริงอยู่จิตของผู้อื่น แม้ปัญญายังไม่เข้าไปเห็น ก็ชื่อว่าเป็นวิสัยของญาณ
นั่นแหละ.
คำว่า อวเสสา ปญฺญา (แปลว่า ปัญญาที่เหลือ) ได้แก่ เว้นปัญญา
๓ อย่าง มีธัมมญาณเป็นต้น (คือเว้น ธัมมญาณ อันวยญาณ และปริจจญาณ)
ที่เหลือแม้ทั้งหมด ชื่อว่า ญาณ เพราะฉะนั้น ญาณนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 663 (เล่ม 78)

ตรัสเรียกว่า สัมมติญาณ. อนึ่งพึงทราบวจนัตถะว่า ชื่อว่า สัมมติญาณ
เพราะอรรถว่าความรู้ในสมมติ.
คำว่า กามาวจรกุสเล ปญฺญา (แปลว่า ปัญญาในกามาวจรกุศล)
อธิบายว่า ปัญญานี้ย่อมสั่งสมซึ่งจิตจุติและปฏิสนธิในวัฏฏะโดยส่วนเดียวเท่านั้น
เพราะฉะนั้นปัญญานั้น จึงชื่อว่า อาจยโนอาจยปัญญา เพราะสั่งสมอันหา
ความสิ้นสุดมิได้. แต่ปัญญาในโลกุตตรมรรค ไม่สั่งสมซึ่งจุติและ
ปฏิสนธิ ฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่าอปจยโนอาจยปัญญา. ปัญญาในรูปาวจร
ย่อมสั่งสมจุติปฏิสนธิ ย่อมทำลายซึ่งกิเลสทั้งหลาย และธรรมทั้งหลายอันมี
กิเลสเป็นมูลด้วย ด้วยสามารถแห่งการข่มไว้. ปัญญาที่เหลือย่อมสั่งสมจุติและ
ปฏิสนธิก็ไม่ใช่ ไม่สั่งสมก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า เนวาจยโน-
อปจยปัญญา ดังนี้.
คำว่า น จ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ (แปลว่า แต่ไม่ได้แทงตลอด
อภิญญา) นี้ ตรัสหมายเอาปัญญาในปฐมฌาน. จริงอยู่ ปัญญานั้น ย่อมเป็นไป
พร้อมเพื่อความเบื่อหน่ายต่อกิเลส เพราะความที่ปฐมฌานนั้นเป็นธรรมอันพระ
โยคาวจรพึงบรรลุด้วยความสงัดจากกาม ก็บุคคลผู้มีราคะไปปราศแล้วในกาม
ทั้งหลาย ย่อมมีด้วยปัญญาในปฐมฌานนั้น. อนึ่ง บุคคลผู้ปราศจากความยินดี
เพราะปฐมฌานนั้น ย่อมไม่ชื่อว่า แทงตลอดซึ่งอภิญญาทั้ง ๕๑ เพราะมิได้
บรรลุฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา และชื่อว่าไม่แทงตลอดสัจจะทั้งหลาย เพราะ
ความที่ปฐมฌานนั้นมีนิมิตเป็นอารมณ์ ด้วยอาการอย่างนี้ ปัญญานั้น จึงชื่อว่า
ย่อมมีเพื่อความเบื่อหน่ายต่อกิเลสอย่างเดียว ย่อมไม่มีเพื่อการแทงตลอดสัจจะ
ทั้งหลาย.
๑. อภิญญาทั้ง ๕ คือ ๑. อิทธิวิธญาณ ๒.ทิพโสตธาตุญาณ ๓. เจโตปริยญาณ
๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๕. จตูปปาตญาณ.

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 664 (เล่ม 78)

คำว่า เสฺวว (แปลว่า บุคคลนั้น...นั่นแล) ได้แก่ บุคคลผู้บรรลุ
ปฐมฌานแล้วดำรงอยู่. คำว่า กาเมสุ วีตราโค สมาโน (แปลว่า ผู้ปราศ-
จากความยินดีในกามทั้งหลาย) ได้แก่ ผู้มีราคะไปปราศแล้วด้วยอำนาจกาม
ทั้งหลายอันตนข่มไว้แล้วอย่างนั้นนั่นแหละ. คำว่า อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌติ
(แปลว่า แทงตลอดอภิญญา) นี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสหมายเอาปัญญาใน
จตุตถฌาน จริงอยู่ ปัญญาในจตุตถฌาน ย่อมแทงตลอดอภิญญา ๕ เพราะ
เป็นบาทแห่งอภิญญาบ้าง ย่อมแทงตลอดอย่างนั้นแหละเพราะบรรลุความเป็น
อภิญญาบ้าง ฉะนั้น ปัญญานั้น ย่อมมีเพื่อการแทงตลอด แต่ไม่มีเพื่อความ
เบื่อหน่าย ก็เพราะความที่ปัญญาในปฐมฌานเท่านั้นเป็นธรรมเพื่อความเบื่อ-
หน่ายแม้ในกิเลสทั้งหลาย.
ถามว่า ปัญญาในทุติยฌานและตติยฌานนี้ใด ปัญญานี้นั้น ย่อม
เสพส่วนไหน (หมายความว่าปัญญาในฌานทั้งสองนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้
ตรัสไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะสงเคราะห์ในฌานที่ ๑ หรือ ที่ ๔)
ตอบว่า ปัญญาในทุติยฌานและตติยฌาน ย่อมเสพ (คือ จัดเข้าใน
ประเภทปฐมฌาน) ด้วยอำนาจแห่งโสมนัสก็ได้ และย่อมเสพจตุตถฌานด้วย
อำนาจแห่งความไม่มีวิตกก็ได้ ปัญญาในทุติยฌานและตติยฌานนั้น บัณฑิต
พึงทำอธิบายให้เป็นปัญญาเพราะอาศัยปฐมฌาน หรือว่า อาศัยจตุตถฌาน
ด้วยอาการอย่างนี้.
คำว่า นิพฺพิทาย เจว ปฏิเวธาย จ (แปลว่า เพราะความเบื่อ-
หน่ายและเพราะการแทงตลอด) ได้แก่ มัคคปัญญา ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย
เพราะความเบื่อหน่าย ในวัฏฏะแม้ทั้งหมด และด้วยการแทงตลอด เพราะ
การแทงตลอดซึ่งอภิญญา ๖.

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 665 (เล่ม 78)

อธิบาย หานคามินีปัญญา เป็นต้น
ในคำว่า ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภึ (แปลว่า พระโยคาวจรผู้ได้
ปฐมฌาน) เป็นต้น อธิบายว่า บุคคลนี้ใดได้ปฐมฌานซึ่งมีคุณอันน้อยมีอยู่
สัญญามนสิการเป็นธรรมสหรคตด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมปรากฏ ย่อม
ท้วง ย่อมรบกวนพระโยคาวจรให้เสื่อมจากฌานนั้น เพราะฉะนั้นปัญญาใน
ปฐมฌานนั้น จึงเสื่อม เสื่อมรอบด้วยสามารถแห่งสัญญามนสิการอันเข้าไป
เพ่งกามของบุคคลนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเรียกปัญญานั้น
ว่า หานภาคินี ดังนี้
คำว่า ตทนุธมฺมตา (แปลว่า สมควรแก่ธรรมนั้น) ได้แก่ เป็น
สภาพสมควรแก่ปัญญานั้น. คำว่า สติ สนฺติฏฺฐติ (แปลว่า สติ...ย่อมตั้งมั่น)
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอามิจฉาสติ มิได้หมายเอาสัมมาสติ. จริงอยู่
สภาพอนุรูปแห่งปฐมฌานอันไม่น่ายินดี ก็ยินดีอยู่ เพราะเห็นปฐมฌานโดย
เป็นธรรมประณีตแล้ว ความใคร่ (ตัณหา) ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ปัญญา
ในปฐมฌานนั้น ของบุคคลนั้น ย่อมไม่เสื่อม และก็ย่อมไม่เจริญด้วยอำนาจ
แห่งความใคร่ (นิกันติ) ย่อมเป็นปัญญาอันมีส่วนแห่งการดำรงอยู่ ด้วยเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกปัญญานั้นว่า  ิติภาคินี ดังนี้.
คำว่า อวิตกฺกสหคตา (แปลว่า สหรคตด้วยฌานอันไม่มีวิตก)
ได้แก่ ชื่อว่า สหรคตด้วยฌานอันไม่มีวิตก เพราะมนสิการทุติยฌานอันไม่มี
วิตก ด้วยสามารถแห่งอารมณ์อันสงบประณีต. คำว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่
ย่อมรบกวน ย่อมเตือนซึ่งพระโยคาวจรผู้ออกจากปฐมฌานอันคล่องแคล่วนั้น
เพื่อต้องการบรรลุทุติยฌาน. อธิบายว่า ปัญญาในปฐมฌานนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า วิเสสภาคินี เพราะความเป็นฐานะ คือ การเกิดขึ้น

665