พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 616 (เล่ม 78)

กรรม เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก หรือสัตว์ผู้เจริญเหล่านี้ ประกอบกายสุจริต ประกอบวจีสุจริต ประกอบ
มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นสัมมาทิฏฐิ ถือเอาสัมมาทิฏฐิ
กรรม สัตว์เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลก
สวรรค์ พระตถาคตมีทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงเลยจักษุของสามัญมนุษย์ ทรง
เห็นเหล่าสัตว์ผู้กำลังจุติและอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ
ทราม ไปสุคติ ไปทุคติ ทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการ
ฉะนี้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมา-
ทิฏฐิ ในความจุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความ
จุติและอุปบติแห่งสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคต.
[๘๔๘] ๑๐. ญาณรู้ความสิ้นอาสวะ ตามความเป็นจริงของ
พระตถาคต เป็นไฉน ?
พระตถาคตในโลกนี้ ทรงรู้ยิ่งด้วยพระองค์เอง ทรงทำให้แจ้ง ทรง
เข้าถึงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้น
ไป อยู่ ในทิฏฐธรรม.
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมา-
ทิฏฐิ ในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความ
สิ้นอาสวะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต ฉะนี้แล.
ญาณวิภังค์ จบบริบูรณ์

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 617 (เล่ม 78)

อรรถกถาญาณวิภังค์
อธิบายบทมาติกา
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งมาติกา (แม่บท) ไว้ในญาณวิภังค์
ในลำดับแห่งปฏิสัมภิทาวิภังค์นั้น ด้วยปริจเฉททั้ง ๑๐ ซึ่งมีแม่บทหมวด ๑ เป็น
ต้น มีแม่บทหมวด ๑๐ เป็นปริโยสานก่อน โดยนัยมีคำเป็นต้น ว่า เอกวเธน
ญาณวตฺถุ ดังนี้ (แปลว่าญาณวัตถุหมวดหนึ่ง) แล้วทำอธิบายโดยลำดับ
แห่งบททั้งหลายที่พระองค์ทรงตั้งไว้.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เอกวิเธน ได้แก่ โดยประการหนึ่ง
หรือโดยส่วนหนึ่ง. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ญาณวตฺถุ นี้ ชื่อว่า ญาณวัตถุ
เพราะอรรถว่า ญาณนั้นด้วย วัตถุนั้นด้วย มีอยู่แก่สมบัติทั้งหลายมีประการ
ต่าง ๆ. แม้คำว่า ชื่อว่า วัตถุแห่งญาณ เพราะอรรถว่า เป็นการปรากฏ
(โอกาสฏฺเฐน) ดังนี้ก็ชื่อว่า ญาณวัตถุ. แต่ในที่นี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า
ญาณวัตถุ เพราะอรรถอันมีนัยก่อนเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้นแหละ ในที่สุดแห่ง
การกำหนดญาณวัตถุหมวดหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ยาถาวกวตฺถุ-
วิภาวนา ปญฺญา เอวํ เอกวิเธน ญาณวตฺถุ ดังนี้ (แปลว่า ปัญญา
ที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริงดังกล่าวมานี้ ญาณวัตถุหมวด ๑
ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้).
คำว่า ปญฺจ วิญฺญาณา ได้แก่ วิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณ เป็น
ต้น. บัณฑิตพึงทราบคำทั้งหลาย มีคำว่า น เหตุ เป็นต้น (คำว่า น เหตุ

617
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 618 (เล่ม 78)

แปลว่า ไม่ชื่อว่าเหตุ) โดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาธัมมสังคหะในหนหลัง
นั่นแหละ. แต่เมื่อว่าโดยสังเขป (โดยย่อ) แล้ว คำใดที่จะพึงกล่าวในที่นี้ คำ
นั้น จักแจ่มแจ้งในวาระแห่งนิทเทส.
อนึ่ง ในแม่บทญาณวัตถุหมวดหนึ่งนี้ ฉันใด แม้ในบทแห่งทุก-
มาติกาเป็นต้น ก็ฉันนั้น คือว่าคำใดที่ข้าพเจ้าจะพึงกล่าว คำนั้น ก็จักแจ่มแจ้ง
ในนิทเทสวาระนั้นนั่นแหละ. ก็บัณฑิตพึงทราบคำอย่างนี้ ในแม่บทแห่งญาณ.
วิภังค์นี้ สักว่าเป็นเครื่องกำหนดซึ่งบทตั้ง. จริงอยู่ ในญาณวิภังค์นี้ พระผู้มี
ภาคเจ้าทรงตั้งมาติกา (แม่บท) แห่งธรรมหมวดที่หนึ่ง มี ๗๘ บท โดยแยก
ออกเป็น ๒ โดยย่อ คือ ด้วยสามารถแห่งธัมมสังคหมาติกา มีคำว่า (วิญญาณ
๕) เป็น นเหตุ เป็น อเหตุกะ เป็นต้นก่อน และด้วยสามารถแห่งธรรมมิใช่
แม่บท มีคำว่า (วิญญาณ ๕) เป็น อนิจจะ เป็น ชราภิภูตะเป็นต้น.
สำหรับ ทุกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๒ ด้วยทุกะ มี ๓๕ หมวด
ซึ่งสมควรแก่ธรรมหมวด ๒
ติกมาติกา ทรงตั้งไว้หมวดละ ๓ มี ๘๘ หมวด คือ
พาหิรติกะ ๔ หมวด มีคำว่า จินฺตามยา ปญฺญา เป็นต้น
อันสมควรแก่ธรรมหมวด ๓ มาติกาติกะ ๑๔ หมวด ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถ
แห่ง อนิยมิตปัญญา (ปัญญาอันไม่แน่นอน) มีคำว่า วิปากา ปญฺญา
เป็นต้น ด้วยบท ๑๓ บท ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่ง นิยมิตปัญญา (ปัญญา
อันแน่นอน) อันเป็นบทที่หนึ่งในวิตักกติกะด้วยบท ๗ บท ที่ตรัสไว้ด้วย
สามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่ ๒ ด้วยบท ๑๒ บท ที่ตรัสไว้
ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่ ๓ ด้วยบท ๑๓ บท ที่ตรัส
ไว้ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่หนึ่งในปีติติกะ ด้วยบท

618
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 619 (เล่ม 78)

๑๒ บท ที่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันแน่นอน อันเป็นบทที่ ๒ และที่
๓ ในปีติติกะนั้นแหละ.
ก็ จตุกกมาติกา ทรงตั้งไว้โดยหมวด ๔ มี ๒๑ บท มีคำว่า
กมฺมสฺสกตสญฺญาณํ เป็นต้น.
ปัญจกมาติกา ทรงตั้งไว้ หมวดละ ๕ มี ๒ หมวด.
ฉักกมาติกา ทรงตั้งไว้ หมวดละ ๖ มี ๑ หมวด.
สัตตกมาติกา ทรงตั้งไว้ หมวดละ ๗ มี ๑๑ หมวด ที่ตรัสไว้โดย
ย่ออย่างนี้ว่า "สตฺตสตฺตติ ญาณวตฺถุ" (แปลว่า ญาณวัตถุ ๗๗) ดังนี้.
อัฏฐมาติกา ทรงตั้งไว้ หมวดละ ๘ มี ๑ หมวด.
นวกมาติกา ทรงตั้งไว้ หมวดละ ๙ มี ๑ หมวด.
ทสกมาติกา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้หมวดละ ๑๐ มีเพียงหมวด
เดียวเท่านั้นซึ่งมีคำว่า "ทส ตถาคตสฺส ตถาคตพลานิ" ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ๑๐ เป็นคำกำหนดจำนวน.
คำว่า ตถาคตสฺส (แปลว่า ของพระตถาคต) ได้แก่ พระฤาษีทั้งหลาย
ในปางก่อน มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี เป็นต้น เสด็จมาแล้ว ฉัน
ใด พระตถาคตพระองค์นี้ ก็เสด็จมาแล้วฉันนั้น อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้น
เสด็จไปแล้วฉันใด พระตถาคตพระองค์นี้ ก็เสด็จไปแล้วฉันนั้น.
คำว่า ตถาคตพลานิ ได้แก่ กำลังของพระตถาคตนั้น มิได้ทั่ว
ไปแก่ชนเหล่าอื่น ๆ อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า กำลังทั้งหลายของพระพุทธเจ้า
ในปางก่อนผู้เสด็จมาแล้ว ด้วยอุปนิสสัยสมบัติ คือ บุญ ฉันใด แม้กำลังแห่ง
พระตถาคตพระองค์นี้ผู้เสด็จมาแล้ว ก็ฉันนั้น.

619
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 620 (เล่ม 78)

กำลังของพระตถาคต ในที่นี้ มี ๒ อย่าง คือ กำลังของกาย
อย่างหนึ่ง กำลังของญาณอย่างหนึ่ง.
ในกำลัง ๒ อย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบกำลังกายของพระตถาคตได้
โดยทำนองแห่งตระกูลของช้างทีเดียว.
ว่าด้วยกำลังกายของพระตถาคต
กาฬาวกญฺจ คงฺเคยฺย ปณฺฑรํ ตมฺพปิงฺคลํ
คนฺธํ มงฺคลเหมญฺจ อุโปสถํ ฉทฺทนฺติเม ทสาติ
อิมานิ หิ ทส หตฺถิกุลานิ.
แปลว่า สมจริง ดังโปราณาจารย์กล่าวไว้ว่า ตระกูลแห่ง
ช้างทั้งหลาย ๑๐ ตระกูลเหล่านี้ คือ
๑. ตระกูลแห่งช้าง ชื่อว่า กาฬาวกะ (กายสีดำ)
๒. " " " " คังเคยยะ (สีน้ำไหล)
๓. " " " " ปัณฑระ (สีขาวดังเขาไกรลาส)
๔. " " " " ตัมพะ (สีทองแดง)
๕. " " " " ปิงคละ (สีเหลืองอ่อน)
๖. " " " " คันธะ (สีไม้กฤษณามีกลิ่นตัวหอม)
๗. " " " " มังคละ (สีนิลอัญชันกิริยาท่าทางงด
งาม)
๘. " " " " เหมาะ (สีเหลือง)
๙. " " " " อุโบสถ (สีทองคำ)
๑๐. " " " " ฉัททันตะ (สีขาวบริสุทธิ์ดังสีเงินยวง
ปากและเท้าแดง)

620
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 621 (เล่ม 78)

บรรดาตระกูลแห่งช้างเหล่านั้น คำว่า ตระกูลแห่งช้างชื่อว่า
กาฬาวกะ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นตระกูลช้างธรรมดา (ปกติหตฺถิกุลํ).
พึงเทียบกำลัง ดังนี้
กำลังบุรุษ ๑๐ คน เท่ากับกำลังช้าง ตระกูล กาฬาวกะ ๑ เชือก
กำลังช้าง กาฬาวกะ ๑๐ เชือก " " คังเคยยะ ๑ "
" คังเคยยะ ๑๐ " " " ปัณฑระ ๑ "
" ปัณฑระ ๑๐ " " " ตัมพะ ๑ "
" ตัมพะ ๑๐ " " " ปิงคละ ๑ "
" ปิงคละ ๑๐ " " " คันธะ ๑ "
" คันธะ ๑๐ " " " มังคละ ๑ "
" มังคละ ๑๐ " " " เหมาะ ๑ "
" เหมาะ ๑๐ " " " อุโบสถ ๑ "
" อุโบสถ ๑๐ " " " ฉัททันตะ ๑ "
" ฉัททันตะ ๑๐ " เท่ากับกำลังของพระตถาคตพระองค์หนึ่ง
กำลังนี้นั่นแหละ ท่านเรียกว่า "กำลังของพระโพธิสัตว์พระนามว่า
นารายณ์*" ดังนี้บ้าง. กำลังของพระตถาคตนั้น เท่ากับกำลังของช้างตระกูล
กาฬาวกะหนึ่งพันโกฏิเชือก และเท่ากับกำลังของบุรุษ ๑๐ พันโกฏิคน.
นี้เฉพาะกำลังกายของพระตถาคตพุทธเจ้าก่อน
๑. ในปรมัตถทีปนี อุทานวรรณนา กล่าวว่า กำลังกายของช้างตระกูลฉัทททันต์ ๖๐ ตัว เท่ากับ
กำลังกายของพระโพธิสัตว์ในปัจฉิมภพ (พระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ๑๐ องค์
คือ พระศรีอาริยเมตไตรย พระราม พระเจ้าปัสเสนทิโกศล พระยามาราธิราช พระยาอสุรินท-
ราหู โสณพราหมณ์ โตไทยพราหมณ์ ช้างนาฬาคีรี ช้างปาลิไลยกะ)

621
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 622 (เล่ม 78)

ว่าด้วยกำลังแห่งญาณของพระตถาคต
ก็กำลัง คือ พระญาณของพระตถาคตนี้ ทสพลญาณอันมาแล้วใน
พระบาลีนี้ก่อนนั่นแหละ ก็พันแห่งพระญาณแม้อื่นอีกมิใช่น้อย คือ
ทสพลญาณ (ญาณอันเป็นกำลัง ๑๐) ในมหาสีหนาทสูตร
เวสารัชชญาณ ๔
อกัมปนญาณ (ญาณอันไม่หวั่นไหว) ในบริษัท ๘
ญาณอันกำหนดรู้ซึ่งกำเนิด ๔
ญาณอันกำหนดรู้คติ ๕
ญาณ ๗๓ อันมาแล้วในสังยุตตกะ
ญาณทั้งหลายมี ๗๗ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
นี้ ชื่อว่า ญาณพละ (กำลังคือพระญาณ). ญาณพละ เท่านั้น
ท่านประสงค์เอาในที่นี้. จริงอยู่ ญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า
กำลัง เพราะอรรถว่าเป็นภาวะอัน ไม่หวั่นไหว และเพราะอรรถว่าเป็นการ
อุปถัมภ์ค้ำชู.
คำว่า "เยหิ พเลหิ สมนฺนาคโต" (แปลว่า พระตถาคตประ-
กอบด้วยกำลังเหล่าใด) ได้แก่ พระตถาคตนั้น ทรงเข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้ว
ด้วยดี ด้วยกำลังแห่งพระญาณ ๑๐ เหล่าใด.
คำว่า อาสภณฺฐานํ ได้แก่ ฐานะอันประเสริฐ ฐานะอันสูงสุด.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อนผู้ยิ่งใหญ่มีอยู่ (พระตถาคต)
ทรงเข้าถึงฐานะเหมือนพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่งเปรียบเหมือนโค
อุสภะ (โคจ่าฝูง) ตัวที่เจริญที่สุดในจำนวนโค ๑๐๐ ตัว โควสภะตัวที่เจริญที่สุดใน
จำนวนโค ๑,๐๐๐ ตัว หรือว่า โคอุสภะตัวที่เจริญที่สุดในจำนวนโคลาน ๑๐๐ ตัว

622
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 623 (เล่ม 78)

หรือโควสภะตัวที่เจริญสุดในจำนวนโคลาน ๑,๐๐๐ ตัว โคนิสภะเป็นโคผู้อด
ทนต่ออันตรายทั้งปวง มีสีขาว น่ารัก นำภาระไปได้มาก ไม่หวั่นไหว แม้
ด้วยเสียงอสนีบาตตั้ง ๑๐๐ ครั้ง เป็นจ่าฝูงของโคทั้งหมด ในที่นี้ประสงค์เอา
โคอุสภะ (โคเผือก) นั้น. จริงอยู่ แม้คำว่าโคอุสภะเผือกนี้ ก็เป็นคำเปรียบ
เทียบซึ่งฐานะอันประเสริฐนั้น. ชื่อว่า อาสภะ ประเสริฐ เพราะอรรถว่า
คำนี้ เป็นชื่อของโคอุสภะนั้น. คำว่า ฐานะ ได้แก่ ฐานะอันไม่หวั่นไหว
ของโคอุสภะ ผู้ใช้เท้าทั้ง ๔ ยันแผ่นดิน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาสภะ สูงสุด
เพราะอรรถว่า ฐานะนี้ ราวกะว่าการดำรงอยู่ของโคผู้เป็นหัวหน้า. เหมือน
อย่างว่า โคอุสภะ คือ โคนิสภะ ประกอบด้วยกำลังของโคอุสภะ ใช้เท้าทั้ง ๔
ยันแผ่นดินไว้ ย่อมยืนมั่นคงไม่หวั่นไหว ฉันใด แม้พระตถาคตก็ฉันนั้น
ประกอบด้วยกำลังของพระตถาคต ๑๐ (ทสพลญาณ) ใช้พระบาท คือ เวสารัชช-
ญาณ ๔ (ญาณอันทำความแกล้วกล้า) ยันซึ่งแผ่นดิน คือ บริษัท ๘ ทรงเป็นผู้
ไม่หวั่นไหวด้วยปัจจามิตร อันมีประโยชน์ขัดกันไร ๆ ในโลกนี้ทั้งเทวโลก ชื่อว่า
ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันไม่หวั่นไหว. ก็เมื่อทรงดำรงอยู่อย่างนี้ จึงทรงปฏิญาณ
คือ ทรงเข้าถึงฐานะความเป็นผู้เลิศประเสริฐนั้นอยู่ ย่อมไม่กล่าวให้คลาดจาก
ความเป็นจริง และทรงยกฐานะอันเลิศประเสริฐนั้นไว้ในพระองค์. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ดังนี้ (แปลว่า
ทรงปฏิญาณฐานะอันเลิศประเสริฐ).
คำว่า ปริสาสุ ได้แก่ ในบริษัท ๘*.
คำว่า สีหนาทํ นทติ ได้แก่ ทรงบันลือ คือ ทรงเปล่งพระสุรเสียง
*. บริษัท ๘ คือ ขัตติยบริษัท, พราหมณบริษัท, คหบดีบริษัท, สมณบริษัท, จาตุ-
มหาราชิกาบริษัท, ดาวดึงสบริษัท, มารบริษัท, พรหมบริษัท (จากมหาปรินิพพานสูตร)

623
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 624 (เล่ม 78)

อันองอาจ (หมายความว่า ทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไม่เกรงภัย). อีกอย่าง
หนึ่ง ทรงเปล่งพระสุรเสียงเช่นกับสีหนาท (คือ เช่นกับการบันลือของสีหราช).
เนื้อความนี้ บัณฑิตพึงแสดงด้วยพระสูตรชื่อว่า สีหนาทสูตร. อีกอย่างหนึ่ง
สีหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก สีหะ เพราะอดทน และเพราะการฆ่า
ฉันใด พระตถาคตก็ฉันนั้น ทรงพระนามว่า สีหะ เพราะอดทนต่อโลกธรรม
ทั้งหลายได้ และเพราะการฆ่าซึ่งลัทธิอื่น ๆ. การแผดเสียง คือการบันลือ
ของสีหะอันกล่าวแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า สีหนาท. ในที่นี้
สีหะผู้ประกอบแล้วด้วยกำลังของสีหะ เป็นผู้แกล้วกล้าในที่ทั้งปวง เป็นผู้มี
ขนชูชันไปปราศแล้ว ย่อมบันลือสีหนาท ฉันใด แม้ สีหะ คือพระตถาคต
ก็ฉันนั้นประกอบแล้วด้วยกำลังของพระตถาคต เป็นผู้แกล้วกล้าในบริษัท ๘
ไม่เป็นผู้มีขนพองสยองเกล้า. ย่อนทรงบันลือซึ่งสีหนาท อันถึงพร้อมแล้วด้วย
ความงามของเทศนามีวิธีต่าง ๆ โดยนัยมีคำว่า อิติ รูปํ เป็นต้น. ด้วยเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ (แปลว่า ทรง
บันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย) ดังนี้.
คำว่า พฺรหฺมํ ในข้อว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ นี้ ได้แก่ ประ-
เสริฐ สูงสุดคือบริสุทธิ์แล้ว.
ก็แล ศัพท์ว่า จักกะ (จักกศัพท์) นี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่า สมบัติ
ในลักขณะ ในส่วนแห่งรถคือล้อ ในอิริยาบถ ในทาน ในรัตนะ ใน
ธรรม ในจักรอันคมกล้า เป็นต้น ในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบศัพท์ว่า ธรรม
จักร(ล้อรถคือพระธรรม) แล้วพึงยังคำว่า ธรรมจักรนั้นให้แจ่มแจ้ง โดยแยก
ออกเป็น (ดังนี้).

624
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 625 (เล่ม 78)

จักกะ ศัพท์นี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่าสมบัติ (การถึงพร้อม) อันมาแล้ว
ในคำว่าจตฺตารีมานิ ภิกฺขุเว จกฺกานิ เยหิ สมนฺนาคตานํ เทวมนุสฺสานํ
เป็นต้น (แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักร ๔๑ เหล่านี้ ย่อมเป็นไปแก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ประกอบพร้อมแล้ว . . . ย่อมถึงความไพบูลย์อันใหญ่ใน
โภคะ๒ ทั้งหลาย). จักกะ ศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ลักขณะ อันมาแล้ว
ในคำว่า เหฏฺฐา ปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ นี้ (แปลว่า จักรทั้งหลายเกิด
ขึ้นที่พื้นฝ่าพระบาททั้งสอง). จักกะ ศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่า ส่วนแห่ง
รถคือล้อ (ล้อรถ) อันมาในคำว่า จกฺกํว วหโต ปทํ นี้ (แปลว่า เพียง
ดังล้อหมุนไปตามอยู่ซึ่งรอยเท้าแห่งโคพลิพัท). จักกะ ศัพท์ ย่อมปรากฏใน
อิริยาบถ อันมาแล้วในคำว่า จตุจกฺกํ นวทฺวารํ นี้ (แปลว่า ยนต์ คือ สรีระ
อันมีล้อ ๔ มีทวาร ๙). จักกะ ศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ทาน อันมาแล้ว
ในคำว่า ขาท ภุญฺช มา จ ปมาโท จกฺกํ วตฺตสฺสุ นี้ (แปลว่า ท่านจงเคี้ยว
จงบริโภค ก็จงอย่าประมาท ยังจักร (จักรคือ ทาน) ให้เป็นไป. จักกะ ศัพท์
ย่อมปรากฏในอรรถว่า จักกรัตนะ (รัตนะ คือ จักร) อันมาแล้วในคำว่า
ทิพฺพจกฺกรตนํ ปาตุรโหสิ นี้ (แปลว่า รัตนะ คือ จักรอันเป็นทิพย์
ปรากฏแล้ว). จักกะ ศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ธรรมจักร (จักร คือ พระ-
ธรรม)อันมาแล้วในคำว่า มยา ปวตฺติตํ จกฺกํ นี้ (แปลว่า จักร คือ พระธรรม
อันเราให้เป็นไปแล้ว). จักกะ ศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่าจักรคมกล้า อันมา
แล้วในคำว่า อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส จกฺกํ ภมติ มตฺถเก นี้ (แปลว่า จักร
๑. จักร ๔ คือ. ปฏิรูปเทสวาสะ การอยู่ในประเทศอันสมควร ๒. สับปุริสูปัสสยะ
การคบสัตบุรุษ ๓. อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้โดยชอบ ๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้
ทำ
ความดีไว้ในปางก่อน. ธรรม ๔ นี้ ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ (อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
๒๑/๔๐)
๒. โภคะทั้งหลาย หมายถึงมนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ.

625