พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 556 (เล่ม 78)

ส่วนคำว่า "กิริยโต จตูสุ" นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วย
สามารถแห่งพระอเสกขบุคคล. จริงอยู่ ธัมมปฏิสัมภิทา กระทำธรรม ๕ ประการ
ตามที่กล่าวแล้วในหนหลังในเวลาพิจารณาธรรม (คือเหตุ) แห่งธรรมเหล่านั้น
ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในกิริยาจิตอันสัมปยุตด้วยญาณ ๔. โดยทำนองเดียวกัน
นิรุตติปฏิสัมภิทา กระทำเสียงในเวลาพิจารณานิรุตติ ให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้น.
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา กระทำญาณในที่ทั้งปวง ในเวลาพิจารณาญาณ ให้เป็น
อารมณ์เกิดขึ้น.
แต่ข้อว่า "อตฺถปฏิสมฺภิทา เอเตสุ เจว อุปฺปชฺชติ" (แปลว่า
อัตถปฏิสัมภิทา ย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทเหล่านี้ด้วย ย่อมเกิดในมรรค ๔ และ
ผล ๔ ด้วย) นี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสด้วยสามารถแห่งพระเสกขะ และพระ
อเสกขะ.
จริงอย่างนั้น อัตถปฏิสัมภิทานี้ กระทำอรรถมีประเภทตามที่กล่าว
แล้วในหนหลังในเวลาพิจารณาอรรถของพระเสกขะทั้งหลายให้เป็นอารมณ์แล้ว
เกิดในกุศลจิตอันสัมปยุตด้วยญาณ ๔ ทั้งเกิดในมรรคในผล ในเวลาแห่ง
มรรคและผลด้วย. ก็ปฏิสัมภิทานี้กระทำอรรถมีประเภทดังกล่าวแล้วในหนหลัง
ในเวลาพิจารณาอรรถของพระอเสกขะให้เป็นอารมณ์ ย่อมเกิดขึ้นในกิริยาจิต
อันสัมปยุตด้วยญาณ ๔.
อนึ่ง ปฏิสัมภิทาเหล่านี้ เมื่อเกิดแก่พระเสกขะและพระอเสกขะ
ย่อมเกิดในภูมิเหล่านี้ (ภูมิ ๔) ในกาลแห่งผล คือในสามัญญผล อันตั้งอยู่
ในเบื้องบน อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงนัยนี้
ไว้ เพื่อแสดงถึงภูมิ ดังพรรณนามาฉะนี้.
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 557 (เล่ม 78)

วรรณนาปัญหาปุจฉะ
ในปัญหาปุจฉกะ บัณฑิตพึงทราบ ความที่ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นกุศล
เป็นต้น โดยทำนองแห่งพระบาลีนั้นแหละ. ก็แต่ ในอารัมมณติกะทั้งหลาย
นิรุตติปฏิสัมภิทา ชื่อว่า เป็นปริตตารัมมณะ เพราะทำเสียงเท่านั้นให้เป็น
อารมณ์.
อัตถปฏิสัมภิทา เป็นปริตตารัมมณะแก่ผู้พิจารณาซึ่งอรรถ กล่าว
คือ กามาวจรวิบากและกิริยา และสภาวะอันอาศัยกันเกิดขึ้นเพราะปัจจัย.
เมื่อพิจารณาอรรถแห่งรูปาวจรและอรูปาวจร มีประเภทตามที่กล่าวแล้วนั่น
แหละ เป็นมหัคคตารัมมณะ. เมื่อพิจารณาพระนิพพาน อันเป็นปรมัตถ์
และอรรถ คือโลกุตตรวิบาก ชื่อว่า เป็นอัปปมาณารัมมณะ.
ธัมมปฏิสัมภิทา เป็นปริตตารัมมณะ แก่ผู้พิจารณาซึ่งกามาวจรกุศล
อกุศล และธรรมอันเป็นปัจจัย. เมื่อพิจารณากุศลธรรมอันเป็นรูปาวจร
อรูปาวจร และธรรมอันเป็นปัจจัย เป็นมหัคคตารัมมณะ. เมื่อพิจารณาอยู่ซึ่ง
ธรรมอันเป็นโลกุตตรกุศล และธรรมอันเป็นปัจจัย เป็นอัปปมาณารัมมณะ.
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นปริตตารัมมณะ แก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งญาณ
ในกามาวจรกุศล วิบากและกิริยา. เมื่อพิจารณาอยู่ซึ่งญาณในกุศล วิบาก
และกิริยาอันเป็นรูปาวจร อรูปาวจร รู้อยู่ซึ่งอารมณ์ทั้งหลายของธรรมเหล่า
นั้น เป็นมหัคคตารัมมณะ. เมื่อพิจารณาอยู่ซึ่งญาณในกุศล และวิบาก อัน
เป็นโลกุตตระ เป็นอัปปมาณารัมมณะ.
อัตถปฏิสัมภิทา เป็นมัคคเหตุกะ ด้วยสามารถแห่งสหชาตเหตุ.
เป็นมัคคาธิปติ ด้วยการเจริญมรรค มีวิริยะเป็นหัวหน้า. ไม่พึงกล่าวว่า เป็น

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 558 (เล่ม 78)

มัคคาธิปติ ด้วยการเจริญมรรคอันมีฉันทะ จิตตะเป็นหัวหน้า. แม้ในกาลแห่ง
ผลก็ไม่พึงกล่าวนั่นแหละ.
ธัมมปฏิสัมภิทา เป็นมัคคารัมมณะ ในเวลาพิจารณามรรค. เมื่อ
พิจารณากระทำมรรคให้เป็นหัวหน้า (ครุํ) เป็นมัคคาธิปติ ด้วยสามารถแห่ง
อารัมมณาธิปติ.
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นมัคคารัมมณะ ในเวลาพิจารณาญาณใน
มรรค. เมื่อพิจารณากระทำมรรคให้เป็นหัวหน้า (ครุํ) เป็นมัคคาธิปติ. เป็น
นวัตตัพพารัมมณะในเวลาพิจารณาญาณที่เหลือ.
นิรุตติปฏิสัมภิทา ชื่อว่า เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ เพราะทำเสียง
อันเป็นปัจจุบันนั่นแหละให้เป็นอารมณ์.
อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอตีตารัมมณะ แก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งอรรถแห่ง
วิบาก อรรถแห่งกิริยา และอรรถอันอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันเป็นอดีต. เป็น
อนาคตารัมมณะแก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งอรรถเหล่านั้นในอนาคต. เมื่อพิจารณา
อรรถอันเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ. เมื่อพิจารณาปรมัตถ์ คือ
พระนิพพาน เป็น นวัตตัพพารัมมณะ.
ธัมมปฏิสัมภิทา เป็นอตีตารัมมณะ แก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งกุศล อกุศล
และปัจจัยธรรม อันเป็นอดีต. เมื่อพิจารณาธรรมเหล่านั้นในอนาคต เป็น
อนาคตารัมมณะ. เมื่อพิจารณาในปัจจุปบันอยู่ เป็นปัจจุปันนารัมมณะ.
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นอตีตารัมมณะแก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งกุศลญาณ
วิปากญาณ กิริยาญาณ อันเป็นอดีต. เมื่อพิจารณาในอนาคต เป็นอนาคตา
รัมมณะ. เมือพิจารณาในปัจจุบัน เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ.
นิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นพหิทธารัมมณะ เพราะมีเสียงเป็นอารมณ์.
ในปฏิสัมภิทา ๓ นอกนี้ คือ

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 559 (เล่ม 78)

อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอัชฌัตตารัมมณะ แก่ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งอรรถ
แห่งวิบาก อรรถแห่งกิริยา และซึ่งอรรถอันอาศัยกันเกิดขึ้นเพราะปัจจัย. เมื่อ
พิจารณาในภายนอก เป็นพหิทธารัมมณะ. เมื่อพิจารณาทั้งในภายในทั้งใน
ภายนอก เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ. เมื่อพิจารณาปรมัตถ์คือพระนิพพาน
เป็นพหิทธารัมมณะเท่านั้น.
ธัมมปฏิสัมภิทา เป็นอัชฌัตตารัมมณะในเวลาพิจารณาธรรมอันเป็น
ปัจจัยของกุศล และอกุศลในภายใน. เป็นพหิทธารัมมณะในเวลาพิจารณาธรรม
อันเป็นปัจจัยของกุศล อกุศลในภายนอก. เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะในเวลา
พิจารณาธรรมอันเป็นปัจจัยของกุศลและอกุศลทั้งในภายในทั้งในภายนอก.
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นอัชฌัตตารัมมณะในเวลาพิจารณาญาณอัน
เป็นกุศลวิบาก กิริยาในภายใน. เป็นพหิทธารัมมณะในเวลาพิจารณาญาณใน
กุศล วิบาก กิริยาในภายนอก. เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ในเวลาพิจารณา
ญาณในกุศล วิบาก กิริยาทั้งในภายในทั้งในภายนอก ดังนี้.
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ จบ
ในปัญหาปุจฉกะ แม้นี้ ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นโลกีย์ อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นโลกุตตระ. จริงอยู่ ในปฏิสัมภิทาวิภังค์นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสนัย
แม้ทั้ง ๓ (คือ นัยแห่งสุตตันตะ อภิธรรม ปัญหาปุจฉกะ) ไว้เป็นปริจเฉทเดียว
กัน เพราะความที่ปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านั้น เป็นมิสสกะ คือ เป็นโลกิยะและ
โลกุตตระ. ในนัยแม้ทั้ง ๓ ทั้งหมดนี้ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นโลกีย์ อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นโลกุตตระ. แม้ปฏิสัมภิทาวิภังค์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงนำออก
จำแนกแสดงแล้ว ๓ ปริวัฏ ดังพรรณนามาฉะนี้.
อรรถกถาปฏิสัมภิทาวิภังคนิทเทส จบ

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 560 (เล่ม 78)

๑๖. ญาณวิภังค์
มาติกา
เอกกมาติกา
[๗๙๕] ญาณวัตถุหมวดละ ๑ คือ วิญญาณ ๕๑ เป็นนเหตุ เป็น
อเหตุกะ เป็นเหตุวิปปยุต เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นอรูป เป็นโลกิยะ
เป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนิยะ เป็นคันถนิยะ เป็นโอฆนิยะ เป็นโยคนิยะ
เป็นนีวรณิยะ เป็นปรามัฏฐะ เป็นอุปาทานิยะ เป็นสังกิเลสิกะ เป็นอัพยากตะ
เป็นสารัมมณะ เป็นอเจตสิกะ เป็นวิบาก เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอสังกิ-
ลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นนสวิตักกสวิจาระ นอวิตักกวิจารมัตตะ เป็นอวิตักกาวิจาระ
เป็นนปีติสหคตะ เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสเนน-
นภาวนายปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี เป็นเนวเสกขานาเสกขะ
เป็นปริตตะ เป็นกามาวจร เป็นนรูปาวจร เป็นนอรูปาวจร เป็นปริยาปันนะ
เป็นโนอปริยาปันนะ เป็นอนิยตะ เป็นอนิยยานิกะ เกิดขึ้นแล้ว พึงรู้ได้ด้วย
มโนวิญญาณ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำ.
วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีวัตถุเกิด
ก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก มีวัตถุยัง
ไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ย่อมไม่
เสวยอารมณ์ของกันและกัน ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่นึก ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะ
ไม่ทำไว้ในใจ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ จะเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังก็
หาไม่ ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับของกันและกัน.
๑. จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 561 (เล่ม 78)

วิญญาณ ๕ ไม่มีความคิดนึก บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไร ๆ
ด้วยวิญญาณ ๕.
วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง.
บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไร ๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕.
บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕.
บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ต่อจากลำดับแห่ง
วิญญาณ ๕.
บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรมไม่ประกอบวจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕
ย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับแห่ง
วิญญาณ ๕.
บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕.
ย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่ง
วิญญาณ ๕.
บุคคลย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕.
ย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิด ด้วยวิญญาณ ๕.
ย่อมไม่จุติ ไม่เกิด แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕.
บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕.
ย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕.
ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริงดังที่กล่าวมานี้.
ญาณวัตถุหมวดละ ๑ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 562 (เล่ม 78)

ทุกมาติกา
[๗๙๖] ญาณวัตถุหมวดละ ๒ คือ โลกิยปัญญา โลกุตตรปัญญา,
เกนจิวิญเญยยปัญญา เกนจินวิญเญยยปัญญา สาสวปัญญา อนาสวปัญญา, อาสว-
วิปปยุตตสาสวปัญญา อาสววิปยุตตอนาสวปัญญา, สัญโญชนิยปัญญา อสัญโญ-
ชนิยปัญญา, สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา, สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญ-
ชนิยปัญญา, คันถนิยปัญญา อคันถนิยปัญญา, คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา, คัน-
ถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา, โอฆนิยปัญญา อโนฆนิยปัญญา, โอฆวิปปยุตตโอฆ-
นิยปัญญา โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา, โยคนิยปัญญา อโยคนิยปัญญา. โยค-
วิปปยุตตโยคนิยปัญญา โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา, นีวรณิยปัญญา อนีวร-
ณิยปัญญา, นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา,
ปรามัฏฐปัญญา อปรามัฏฐปัญญา,ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญาปรามาสวิปป-
ยุตตอปรามัฏฐปปัญญา, อุปาทินนปัญญา อนุปาทินนปัญญา, อุปาทานิยปัญญา
อนุปาทานิยปัญญา, อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา อุปาทานวิปปยุตตอนุ-
ปาทานิยปัญญา, สังกิเลสิกปัญญา, อสังกิเลสิกปัญญา กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิก-
ปัญญา กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา, สวิตักกปัญญา อวิตักปัญญา, สวิจาร-
ปัญญา อวิจารปัญญา, สัปปีติกปัญญา อัปปีติกปัญญา, ปีติสหคตปัญญา นปีติ-
สหคตปัญญา, สุขสหคตปัญญา นสุขสหคตปัญญา, อุเปกขาสหคตปัญญา นอุ-
เปกขาสหคตปัญญา, กามาวจรปัญญา นกามาวจรปัญญา, รูปาวจรปัญญา
นรูปาวจรปัญญา, อรูปาวจรปัญญา นอรูปาวจรปัญญา, ปริยาปันนปัญญา อปริ-
ยาปันนปัญญา, นิยยานิกปัญญา อนิยยานิกปัญญา, นิยตปัญญา อนิยตปัญญา,
สอุตตรปัญญา อนุตตรปัญญา, อัตถชาปิกปัญญา ชาปิตัตถปัญญา.
ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้.

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 563 (เล่ม 78)

ติกมาติกา
[๗๙๗] ฌาณวัตถุหมวดละ ๓ คือ จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา
ภาวนามยปัญญา, ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา ภาวนามยปัญญา, อธิสีลปัญญา
อธิจิตตปัญญา อธิปัญญาปัญญา, อายโกศล อปายโกศล อุปายโกศล.
วิปากปัญญา วิปากธัมมธรรมปัญญา เนววิปากนวิปากธัมมธรรมปัญญา,
อุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนานุปาทานิย-
ปัญญา สวิตักกสวิจารปัญญา อวิตักกวิจารมัตตปัญญา อวิตักกาวิจารปัญญา
ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา อุเปกขาสหคตปัญญา, อาจยคามินีปัญญา
อปจยคามินีปัญญา เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา, เสกขปัญญา อเสกขปัญญา
เนวเสกขานาเสกขปัญญา, ปริตตปัญญา มหัคคตปัญญา อัปปมาณปัญญา,
ปริตตคารัมมณปัญญา มหัคคตารัมมณปัญญา อัปปมาณารัมมณปัญญา, มัคคา-
รัมมณปัญญา มัคคเหตุกปัญญา มัคคาธิปตินีปัญญา, อุปปันนปัญญา อนุป-
ปันนปัญญา อุปปาทินีปัญญา, อตีตปัญญา อนาคตปัญญา ปัจจุปปันนปัญญา,
อดีตารัมมณปัญญา อนาคตารัมมณปัญญา ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา, อัชฌัตต-
ปัญญา พหิทธาปัญญา อัชฌัตตพหิทธาปัญญา, อัชฌัตตารัมณปัญญา
พหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็น
เนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทิน-
นุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็น
อุเปกขาสหคตะก็มี.

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 564 (เล่ม 78)

สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี
เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนว-
เสกขานาเสกขะก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะ
ก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี
เป็นมัคคาธิปตินีก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็น
อุปปาทินีก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบัน
ก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะ
ก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็น
อัชฌัตตพหิทธาก็มี.
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธา-
รัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี.
อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี
เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี.
อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปา-
ทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี.

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 565 (เล่ม 78)

อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี
เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี.
อวิตักกวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสก-
ขานาเสกขะก็มี.
อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปันนะก็มี เป็น
อุปปาทินีก็มี.
อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบัน
ก็มี.
อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็น
อัชฌัตตพหิทธาก็มี.
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็น
เนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี.
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุ-
ปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี.
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็น
อุเปกขาสหคตะก็มี.
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี
เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี.
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนว-
เสกขานาเสกขะก็มี.
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะ
ก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี.

565