พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 536 (เล่ม 78)

อรูปาวจรฌาน อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก
เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึง
บรรลุจตุตถฌานอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ฯลฯอยู่ในสมัยใด
ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ
ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา บัญญัติแห่งธรรม
เหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า
นิรุตติปฏิสัมภิทา บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณ
เหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
[๗๘๘] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ปฏิสัมภิทา ๓ ย่อมเกิดในจิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยญาณฝ่ายกามาวจร-
กุศล ๔ ดวง ในจิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยญาณฝ่ายกิริยา ๔ ดวง อัตถปฏิ-
สัมภิทา ย่อมเกิดในจิตตุปบาทเหล่านั้นด้วย ย่อมเกิดในมรรค ๔ ผล ๔ ด้วย.
อภิธรรมภาชนีย์ จบ

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 537 (เล่ม 78)

ปัญหาปุจฉกะ
[๗๘๙] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ติกมาติกาปุจฉา - ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาปฏิสัมภิทา ๔ ข้อไหนเป็นกุศล ข้อไหนเป็นอกุศล ข้อไหนเป็น
อัพยากตะ ฯลฯ ข้อไหนเป็นสรณะ ข้อไหนเป็นอรณะ ?
ติกมาติกาวิสัชนา
[๗๙๐] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากตะก็มี.
เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม
ก็มี, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปาก-
นวิปากธัมมธรรมก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอนุปา-
ทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอสัง-
กิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะก็มี.

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 538 (เล่ม 78)

ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิตักกสวิจาระ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิตักกสวิจาระ
ก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะ
ก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะ เป็นเนวทัสส-
เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ.
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอาจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี, อัตถ-
ปฏิสัมภิทา เป็นอาจยคามีก็มี เป็นอปจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นเนวเสกขานาเสกขะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นเสกขะก็มี เป็น
อเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นปริตตะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นปริตตะก็มี เป็น
อัปปมาณะก็มี.
นิรุตติปฏิสัมภิทาเป็นปริตตารัมมณะ ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นปริตตารัมมณะ
ก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นมัชฌิมะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นมัชฌิมะก็มี เป็น
ปณีตะก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสัมมัตตนิยตะก็มี เป็น
อนิยตะก็มี.
นิรุตติปฏิสัมภิทา กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็น
มัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติ, อัตถปฏิสัมภิทา ไม่เป็นมัคคารัมมณะ เป็น
มัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะก็มี แม้
เป็นมัคคาธิปติก็มี, ปฏิสัมภิทา ๒ เป็นมัคคารัมมณะ แต่ไม่เป็นมัคคเหตุกะ
เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 539 (เล่ม 78)

ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
เป็นอุปปาที, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็น
อุปปาทีก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี.
นิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ, ปฏิสัมภิทา ๒ เป็นอตีตา-
รัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี, อัตถปฏิสัมภิ-
ทา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุป-
ปันนารัมมณะก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธา
ก็มี.
นิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นพหิทธารัมมณะ, ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอัชฌัตตา-
รัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี.
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ.
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑,๒. เหตุโคจฉกวิสัชนาและจูฬันตรทุกวิสัชนา
[๗๙๑] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นเหตุ เป็นสเหตุกะ เป็นเหตุสัมปยุต
เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นเหตุเหตุสัมปยุต กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ
แม้เป็นนเหตุกะ. ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นอนิทัสสนะ
เป็นอัปปฏิฆะ เป็นอรูป, ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นโลกิยะ อัตถปฏิสัมภิทา เป็น
โลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจิ-
นวิญเญยยะ.

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 540 (เล่ม 78)

๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
[๗๙๒] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนอาสวะ, ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสาสวะ,
อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสาสวะก็มี เป็นอนาสวะก็มี, ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอาสววิปปยุต,
ปฏิสัมภิทา ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ แต่เป็นสาสวโนอาสวะ,
อัตถปฏิสัมภิทา กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ แต่เป็นสาสวโนอาสวะก็มี,
กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี, ปฏิสัมภิทา ๔ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
อาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอาสว-
วิปปยุตตสาสวะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มี เป็นอาสว-
วิปปยุตตอนาสวะก็มี.
๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐, ๑๑, ๑๒. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
[๗๙๓] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔
เป็นโนคันถะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔
เป็นโนโยคะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนนีวรณะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็น
โนปรามาสะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสารัมมณะ เป็นโนจิตตะ เป็นเจตสิกะ
เป็นจิตตสัมปยุต เป็นจิตตสังสัฏฐะ เป็นจิตตสมุฏฐานะ เป็นจิตตสหภู เป็น
จิตตานุปริวัตติ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู เป็น
จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ เป็นพาหิระ เป็นโนอุปาทา เป็นอนุปาทินนะ
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนอุปาทานะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ
๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
[๗๙๔] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพะ เป็นนภาวนายปหา-
ตัพพะ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ เป็นนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ, ปฏิ-
สัมภิทา ๓ เป็นสวิตักกะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิตักกะก็มี เป็นอวิตักกะก็มี,

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 541 (เล่ม 78)

ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิจาระ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิจาระก็มี เป็นอวิจาระก็มี,
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นน-
ปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็
มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี, ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นกามาวจร อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นกามาวจรก็มี เป็นนกามาวจรก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนรูปาวจร เป็นน-
อรูปาวจร ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นปริยาปันนะ, อัตถปฏิสัมภิทา เป็นปริยาปันนะ
ก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มี, ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยยานิกะ, อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นนิยยานิกะก็มี เป็นอนิยยานิกะก็มี, ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ อัตถปฏิสัมภิ-
ทา เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี, ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสอุตตระ, อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นสอุตตระก็มี เป็นอนุตตระก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอรณะ ฉะนี้แล.
ปัญหาปุจฉกะ จบ
ปฏิสัมภิทาวิภังค์ จบบริบูรณ์
อรรถกถาปฏิสัมภิทาวิภังค์
วรรณนาสุตตันตภาชนีย์
บัดนี้ พึงทราบปฏิสัมภิทาวิภังค์ในลำดับแห่งสิกขาบทวิภังค์นั้นต่อไป
คำว่า ๔ เป็นคำกำหนดจำนวน.
คำว่า ปฏิสมฺภิทา ได้แก่ ปัญญาอันแตกฉาน. อธิบายว่า ก็เพราะ
ข้างหน้านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อตฺเถ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา เป็น
ต้น แปลว่า ญาณ (ปัญญา) ในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ฉะนั้น
บัณฑิตพึงทราบว่า มิใช่เป็นการแตกฉานของใครๆ เลย นอกจากเป็นการแตก

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 542 (เล่ม 78)

ฉานของญาณ (ปัญญา) เท่านั้น ด้วยประการฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงสงเคราะห์
เนื้อความนี้ว่า การแตกฉานของญาณ ๔ นี้ลงในบทว่า ปฏิสัมภิทา ๔
ดังนี้ ปฏิสัมภิทาในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา อธิบายว่า ญาณ (ปัญญา)
อันถึงความรู้แตกฉานในอรรถ เพื่อสามารถทำการวิเคราะห์ (แยกแยะ) อรรถ
ชนิดต่าง ๆ ให้แจ่มแจ้งด้วยการพิจารณา. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้. จริงอยู่
ญาณอันถึงความรู้แตกฉานในธรรม เพื่อสามารถกระทำการวิเคราะห์ธรรมชาติ
ต่าง ๆ ให้แจ่มแจ้งด้วยการพิจารณา ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา. ญาณอันถึง
ความรู้แตกฉานในการกล่าวซึ่งนิรุตติธรรม เพื่อสามารถกระทำวิเคราะห์นิรุตติ
(คือภาษาชนิดต่างๆ) ให้แจ่มแจ้งด้วยการพิจารณา ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา.
ญาณอันถึงความรู้แตกฉานในปฏิภาณ (คือไหวพริบในการโต้ตอบได้ฉับพลัน
ทันที) เพื่อสามารถกระทำการวิเคราะห์ปฏิภาณชนิดต่าง ๆ ให้แจ่มแจ้งด้วยการ
พิจารณา ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกแสดงปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
ตามที่ทรงตั้งไว้ จึงตรัสคำว่า อตฺเถ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา เป็นอาทิ
(แปลว่า ความรู้แตกฉานในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา).
อธิบายคำว่า อัตถะ
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อตฺถ เมื่อว่าโดยสังเขป ได้แก่ ผลของ
เหตุ (ผลอันเกิดแต่เหตุ). จริงอยู่ ผลของเหตุนั้น พึงเป็นของสงบ (คือ
ปราศจากกิเลส) พึงถึงพึงบรรลุได้ด้วยสามารถแห่งเหตุ ฉะนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า จึงตรัสเรียกว่า อัตถะ. เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว บัณฑิตพึงทราบว่า
ได้แก่ธรรม ๕ เหล่านั้น คือ

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 543 (เล่ม 78)

๑. สภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งอันอาศัยกันเกิดขึ้นเพราะปัจจัย
๒. พระนิพพาน
๓. อรรถแห่งภาษิต
๔. วิบาก
๕. กิริยา
เมื่อพิจารณาอรรถนั้นอยู่ ญาณอันถึงความรู้แตกฉานในอรรถนั้น ๆ
ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา.
อธิบายคำว่า ธัมมะ
คำว่า ธมฺม เมื่อว่าโดยสังเขปแล้ว ได้แก่ ปัจจัย. จริงอยู่ เพราะ
ปัจจัยนั้นย่อมจัดแจง ย่อมให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไปด้วย ให้ถึงด้วย ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกว่า ธัมมะ แต่เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว บัณฑิต
พึงทราบว่าได้แก่ธรรม ๕ เหล่านี้ คือ
๑. เหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันยังผลให้เกิดขึ้น
๒. อริยมรรค
๓. ภาษิต (วาจาที่กล่าวแล้ว)
๔. กุศล
๕. อกุศล
เมื่อพิจารณาธรรมนั้นอยู่ ญาณอันถึงความรู้แตกฉานในธรรมนั้น
ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา.

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 544 (เล่ม 78)

อธิบายคำว่า ธัมมนิรุตติ (ภาษาของสภาวะ)
พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า ญาณในการกล่าวซึ่งธัมมนิรุตติ ดังนี้.
สภาวนิรุตติ (ภาษาอันเป็นสภาวะ) อันใด ย่อมเป็นไปในอรรถด้วย
ในธรรมด้วย เมื่อพิจารณากระทำศัพท์ (เสียง) อันเป็นสภาวนิรุตตินั้นใน
เพราะการกล่าวอันนั้นอยู่ ญาณอันถึงความรู้แตกฉานในคำพูดอันเป็นสภาว-
นิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา. นิรุตติปฏิสัมภิทานี้เกิดขึ้นด้วยอาการ
อย่างนี้ ชื่อว่า มีเสียงเป็นอารมณ์ หาชื่อว่ามีบัญญัติเป็นอารมณ์ไม่.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะฟังเสียงแล้วย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ นี้ไม่ใช่.
จริงอยู่ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น เมื่อมีผู้กล่าวว่า ผสฺโส ดังนี้ ย่อมทราบว่า
นี้เป็นสภาวนิรุตติ หรือว่าเมื่อผู้อื่นกล่าวว่า ผสฺสา หรือ ผสฺสํ ดังนี้ ก็ย่อมรู้
ว่า นี้ไม่ใช่สภาวนิรุตติ ดังนี้. แม้ใน เวทนา เป็นต้น ก็นัยนี้นั่นแหละ.
ถามว่า ก็ผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น ย่อมรู้ หรือย่อมไม่รู้ซึ่งเสียงแห่ง
พยัญชนะที่เป็นนาม อาขยาตและอุปสรรคอื่น ๆ
ตอบว่า ในกาลใดฟังเสียงเฉพาะหน้า ย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ
นี้ไม่ใช่ ในกาลนั้นจักรู้ได้แม้ซึ่งคำนั้นแต่ต้น ดังนี้. แต่ว่า ข้อนี้มีผู้คัดค้านว่า
นี้ไม่ใช่กจของปฏิสัมภิทา ดังนี้แล้วได้ยกเอาเรื่องพระเถระมากล่าวว่า
ได้ยินว่า พระเถระชื่อว่า ติสสทัตตะ ถือเอาสลากอันเป็นวิการแห่ง
ทองที่โพธิมณฑลแล้วปวารณา (คือ หมายความว่าเปิดโอกาส หรืออนุญาต
ให้ภิกษุขอฟังภาษาต่าง ๆ ตามที่ต้องการ) แก่ภิกษุทั้งหลายด้วยคำว่า ใน
บรรดาภาษา ๑๘ อย่าง ข้าพเจ้าจักกล่าวด้วยภาษาไหน ดังนี้ ก็คำ
ปวารณานั้น พระเถระท่านตั้งอยู่ในการศึกษาจึงได้ปวารณา มิใช่ตั้งอยู่ใน-

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 545 (เล่ม 78)

ปฏิสัมภิทาแล้วกล่าวปวารณา. ด้วยว่า พระเถระนั้น ท่านให้บุคคลบอกแล้ว ๆ
ท่านก็เรียนเอาภาษานั้น ๆ เพราะความที่ท่านมีปัญญามาก ถัดจากนั้นมาท่าน
จึงปวารณาอย่างนี้ เพราะตั้งอยู่แล้วในการศึกษาเล่าเรียน.
ภาษามคธเป็นภาษาทั่วไปของสัตว์โลก
ก็แลครั้นท่านกล่าวแล้ว จึงกล่าวคำในที่นี้ต่อไปอีกว่า ธรรมดาว่า
สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมเรียนกาษา ดังนี้ จริงอยู่ มารดาและบิดาให้ลูกน้อย
นอนที่เตียงหรือที่ตั้งในเวลาที่ลูกยังเป็นทารก แล้วพูดซึ่งกิจนั้น ๆ เด็กทั้งหลาย
ย่อมกำหนดภาษาของมารดาหรือของบิดาว่า คำนี้ผู้นี้กล่าวแล้ว คำนี้ผู้นี้
กล่าวแล้ว เมื่อกาลผ่านไป ๆ พวกเด็กย่อมรู้ภาษาแม้ทั้งหมด. มารดาเป็น
ชาวทมิฬ บิดาเป็นชาวอันธกะ เด็กที่เกิดแต่ชนทั้งสองนั้น ถ้าเขาฟังถ้อยคำ
ของมารดาก่อน เขาจักพูดภาษาทมิฬก่อน ถ้าฟังถ้อยคำของบิดาก่อน เขาจัก
พูดภาษาชาวอันธกะก่อน. แต่เมื่อไม่ได้ฟังถ้อยคำของชนแม้ทั้งสอง ก็จักกล่าว
(พูด) ภาษาของชนชาวมคธ. ทารกแม้ใดเกิดในป่าใหญ่ไม่มีบ้าน คนอื่น
ชื่อว่ากล่าวอยู่ไม่มีในป่าใหญ่นั้น ทารกแม้นั้น เมื่อจะยังวาจาให้ตั้งขึ้นตาม
ธรรมดาของตน ก็จักกล่าวภาษาของชนชาวมคธนั่นแหละ.
ภาษาของชนชาวมคธเท่านั้นหนาแน่นแล้ว (มากมาย) ในที่ทั้งปวง
คือ
๑. ในนิรยะ (นรก)
๒. ในกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉาน
๓. ในปิตติวิสัย (กำเนิดเปรต)
๔. ในมนุษย์โลก
๕. ในเทวโลก

545