ภาชนียบท (การจำแนกบท)
ก็คำทั้งปวง เป็นต้นว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ ในบทภาชนีย์นี้
มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยเช่นเดียวกับคำที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. อนึ่ง
เพราะการงดเว้นอย่างเดียวเท่านั้น เป็นสิกขาบทก็หาไม่ แม้เจตนา ก็ชื่อว่า
เป็นสิกขาบทเหมือนกัน ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงแสดงนัยที่สอง เพื่อ
แสดงถึงเจตนาอันเป็นสิกขาบทนั้น. ก็ธรรมทั้งสอง (วิรัติ เจตนา) เหล่านั้น
เป็นสิกขาบทเท่านั้นก็หาไม่ แม้ธรรมอื่นอีก ๕๐ อันสัมปยุตด้วยเจตนา ก็เป็น
สิกขาบทด้วย เพราะเป็นส่วนแห่งธรรมอันกุลบุตรพึงศึกษา ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงแม้นัยที่ ๓ ต่อไป. ในที่นี้ สิกขาบทมี ๒
อย่าง คือ ปริยายสิกขาบท (สิกขาบทโดยอ้อม) นิปปริยายสิกขาบท (สิกขาบท
โดยตรง).
ในสองอย่างนั้น วิรตี (การงดเว้น ) เป็นสิกขาบทโดยตรง จริงอยู่
วิรตี นั้นมาในพระบาลีว่า ปาณาติปาตา เวรมณี ดังนี้ มิใช่เจตนา. ด้วยว่า
บุคคลเมื่องดเว้น ย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตนั้น ๆ ด้วยวิรตีนั้นนั่นแหละ มิใช่
ด้วยเจตนา. แต่ท่านก็นำเจตนามาแสดงไว้. โดยทำนองเดียวกันกับที่ พระผู้-
มีพระภาคเจ้าทรงนำสัมปยุตตธรรมของเจตนาที่เหลือมาแสดงไว้อีก. จริงอยู่ใน
กาลก้าวล่วงเจตนาอันเป็นบาป ชื่อว่า ความเป็นผู้ทุศีล. ฉะนั้น แม้ในเวลาแห่ง
วิรัติพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัส เจตนา นั้น ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้มีศีล
ดี. ธรรมทั้งหลาย ๕๐ มีผัสสะเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงถือเอาแล้ว
เพราะเป็นธรรมที่สัมปยุตด้วยเวรมณี ดังนี้.
บัดนี้ เพื่อความกระตุ้นญาณในสิกขาบททั้งหลายเหล่านี้ บัณฑิต
พึงทราบวินิจฉัย ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย มีปาณาติบาตเป็นต้นเหล่านี้ โดย