พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 436 (เล่ม 78)

คำว่า ตีณิ ฌานานิ น วตฺตพฺพา บัณฑิตพึงทราบว่า ไม่พึงกล่าว
ว่า ฌาน ๓ เป็นปริตตารัมมณะ เป็นต้น เพราะไม่ปรารภธรรมแม้สักอย่าง
หนึ่งในอดีตเป็นต้นให้เป็นไป.
คำว่า จตุตฺถํ ฌานํ ได้แก่ เมื่อว่าโดยกุศล จตุตถฌานอันเป็น
บาทแห่งฌานทั้งหมด ในจตุตถฌาน ๑๓ เป็นนวัตตัพพารัมมณะเท่านั้น.
จตุตถฌานอันเป็นอิทธิวิธะ เป็นอตีตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้น
มีจิตในสมาบัติเป็นอารมณ์ในการน้อมจิตไปตามอำนาจกาย เป็นอนาคตารัมม-
ณะ ในกาลอธิษฐาน (ของพระเถระ) ว่า ในอนาคตกาลขอดอกไม้เหล่านั้น
จงอย่าเหี่ยวแห้งไป ประทีปทั้งหลายจงอย่าดับไป กองแห่งอัคคีหนึ่ง จงตั้งขึ้น
บรรพตจงตั้งขึ้นด้วยดี ดังนี้. เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้น
มีกายเป็นอารมณ์ ในกาลน้อมกายไปด้วยอำนาจแห่งจิต (คือ ให้กายไปพร้อม
กับจิต).
จตุตถฌานอันเป็นทิพพโสตญาณ ชื่อว่า เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ
เพราะความที่ภิกษุนั้นมีเสียงเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นเจโตปริยญาณ เป็นอตีตารัมมณะ ในกาลที่รู้จิต
ที่เกิดขึ้นแล้วดับไปภายใน ๗ วัน ที่เป็นอดีตกาล เป็นอนาคตารัมมณะ ใน
กาลรู้จิตที่จะเกิดขึ้นภายใน ๗ วัน ในอนาคตกาล จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกาศเจโตปริยญาณนั่นแหละ ด้วยพระสูตรนี้ว่า พระองค์ จักทายใจ
แม้มากมาย โดยกำหนดถึงมโนสังขารของบุคคลผู้เจริญผู้นี้ เขาตั้งไว้แล้วโดย
ประการใด ในระหว่างแห่งจิตดวงนี้ เราจักตรึกไปถึงวิตกชื่อนี้โดยประการนั้น
จิตนั้น ก็ย่อมมีอย่างนั้นนั่นแหละ หามีอย่างอื่นไม่. เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ
ในกาลปรารภปัจจุบันเป็นไปด้วยสามารถแห่งอัทธานปัจจุบัน (ปัจจุปันกาลอัน

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 437 (เล่ม 78)

ยืดยาว) และสันตติปัจจุบัน คือปัจจุบันอันสืบต่อกันไป. ในข้อนี้พึงทราบ
เรื่องพิศดาร โดยนัยที่กล่าวแล้วในการพรรณนาอรรถกถากัณฑ์ในหนหลังนั่น
แหละ.
จตุตถฌานอันเป็นปุพเพนิวาสญาณ เป็นอตีตารัมมณะ ในกาล
ตามระลึกถึงอดีตขันธ์ เป็นนวัตตัพพารัมมณะ ในกาลตามระลึกถึงชื่อและ
โคตร.
จตุตถฌานอันเป็นทิพพจักขุ ชื่อว่า เป็นปัจจุปันนารัมมณะ เพราะ
ความที่ภิกษุนั้น มีสีเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นยถากัมมูปคตญาณ ย่อมกระทำอดีตกรรมเท่านั้น
ให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น จตุตถฌานนั้น จึงชื่อว่า เป็นอตีตารัมมณะ.
จตุตถฌานอันเป็นอนาคตังสญาณ เป็นอนาคตารัมมณะ ในกาล
ตามระลึกถึงขันธ์ อันเป็นอนาคต เป็นนวัตตัพพารัมมณะ ในกาลตามระลึก
ถึงชื่อและโคตร.
อากาสานัญจายตนะ และอากิญจัญญายตนจตุตถฌาน เป็น
นวัตตัพพารัมมณะ.
วิญญาณัญจายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนจตุตถฌาน
เป็นอตีตารัมมณะ.
โลกุตตรจตุตถฌาน เป็นนวัตตัพพารัมมณะ แล.
แม้ว่าโดยกิริยา ในจตุตถฌาน ๑๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ข้อว่า ตีณิ ฌานานิ พหิทฺธารมฺมณา ได้แก่ ชื่อว่า เป็นพหิทธา-
รัมมณะ เพราะปรารภนิมิตอันเป็นภายนอกให้ปรากฏอยู่ภายในเป็นไป. แม้
ในข้อว่า จตุตฺถํ ฌานํ นี้ เมื่อว่าโดยกุศลแล้ว ได้จตุตถฌาน ๑๓ ดังนี้ คือ

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 438 (เล่ม 78)

จตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งฌานทั้งปวง เป็นพหิทธารัมมณะ.
จตุตถฌาน อันเป็นอิทธิวิธะ ชื่อว่า เป็นอัชฌัตตารัมมณะ เพราะ
ความที่แห่งภิกษุนั้น มีกายและจิตของตนนั่นแหละเป็นอารมณ์ ในกาลน้อม
จิตไปด้วยอำนาจของกายบ้าง ในกาลน้อมกายไปด้วยอำนาจของจิตบ้าง เป็น
พหิทธารัมมณะ ในกาลเป็นไปโดยนัยว่า ภิกษุนั้น ย่อมแสดงแม้ซึ่งรูปช้าง
ในภายนอก ดังนี้เป็นต้น.
จตุตถฌานอันเป็นทิพพโสตญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะ ในกาลที่
ภิกษุนั้น มีเสียงอันมีในท้องของตนเป็นอารมณ์ เป็นพหิทธารัมมณะ ในกาล
ที่ภิกษุนั้น มีเสียงของผู้อื่นเป็นอารมณ์ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ ด้วย
สามารถแห่งรูปทั้งของตนและของผู้อื่นเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นเจโตปริยญาณ เป็นพหิทธารัมมณะอย่างเดียว.
จตุตถฌานอันเป็นปุพเพนิวาสญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะ ในกาล
ตามระลึกถึงขันธ์ของตน เป็นพหิทธารัมมณะในกาลตามระลึกถึงขันธ์ทั้งหลาย
ของบุคคลอื่น และในกาลตามระลึกถึงชื่อและโคตร.
จตุตถฌานอันเป็นทิพพจักขุญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะในกาลที่มี
รูปของตนเป็นอารมณ์ เป็นพหิทธารัมมณะในกาลที่มีรูปของบุคคลอื่นเป็น
อารมณ์ เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ แม้ด้วยสามารถแห่งกาลที่มีรูปของตน
และของผู้อื่นเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นยถากัมมูปคตญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะในกาล
รู้กรรมของตน เป็นพหิทธารัมมณะในกาลรู้กรรมของผู้อื่น เป็นอัชฌัตต-
พหิทธารัมมณะ ด้วยสามารถแห่งกาลรู้กรรมของตนและของผู้อื่น.

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 439 (เล่ม 78)

จตุตถฌานอันเป็นอนาคตังสญาณ เป็นอัชฌัตตารัมมณะในกาลรู้
ธรรมอันเกิดขึ้นในอนาคตของตน เป็นพหิทธารัมณะในกาลตามระลึกถึงขันธ์
ของผู้อื่นและในกาลตามระลึกถึงชื่อและโคตร เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะ
ด้วยอำนาจแห่งกาลตามระลึกทั้งสองนั้น.
อากาสานัญจายตนจตุตถฌาน เป็นพหิทธารัมมณะ.
อากิญจัญญายตนจตุตถฌาน เป็นนวัตตัพพารัมมณะ.
วิญญาณัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนจตุตถฌาน เป็นอัช-
ฌัตตารัมมณะ.
โลกุตตรจตุตถฌาน เป็นพหิทธารัมมณะ.
แม้ว่าโดยกิริยา ในฌานทั้ง ๑๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน แล.
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ จบ
อนึ่ง ในฌานวิภังค์นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสฌานทั้งหลายเป็น
มิสสกะ คือเป็นโลกิยะ และเป็นโลกุตตระ สลับกันไป ในการพรรณนา
สุตตันตภาชนีย์บ้าง ในการพรรณนาอภิธรรมภาชนีย์บ้าง ในปัญหาปุจฉกะบ้าง
จริงอยู่ นัยทั้ง ๓ เหล่านั้น ชื่อว่า เอกปริจเฉทนั่นแหละ เพราะนัยทั้ง
๓ เหล่านั้นเป็นธรรมอันเจือกันในภูมิทั้ง ๓. แม้ฌานวิภังค์นี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าก็ทรงนำออกจำแนกแสดงแล้ว ๓ ปริวัฏ ดังพรรณนามาฉะนี้.
อรรถกถาฌานวิภังคนิทเทส จบ

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 440 (เล่ม 78)

๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
[๗๔๑] อัปปมัญญา ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ แผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็
อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น. ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ
ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หา
ประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มี
จิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่.
๒. แผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็
อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็
เช่นเดียวกันนี้ แผ่กรุณาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มี
เวร ไม่มีพยาบาท. ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุก
หมู่เหล่า อยู่.
๓. แผ่มุทิตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็
อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็
เช่นเดียวกันนี้ แผ่มุทิตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มี
เวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุก
หมู่เหล่า อยู่.
๔. แผ่อุเบกขาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓
ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 441 (เล่ม 78)

เช่นเดียวกันนี้ แผ่อุเบกขาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มี
เวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุก
หมู่เหล่า อยู่.
เมตตาอัปปมัญญานิทเทส
[๗๔๒] ก็ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร ?
ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่ง
ผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจแล้ว พึงรักใคร่ ฉะนั้น.
[๗๔๓] ในบทเหล่านั้น เมตตา เป็นไฉน ?
การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตา-
เจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า เมตตา.
จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์
วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต.
จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุ
นั้น จึงเรียกว่า เมตตาจิต.
คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศ
เหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง หรือ
ทิศต่าง ๆ.
บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป.
บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่
เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อยู่.

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 442 (เล่ม 78)

คำว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒
ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น ทิศ
เบื้องต่ำก็ฉันนั้น ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น ทิศต่าง ๆ ก็ฉันนั้น.
คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่
เหล่า มีอธิบายว่า คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุก
หมู่เหล่า นั้นเป็นคำกล่าวกำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ หาส่วน
เหลือมิได้.
คำว่า เมตตาจิต มีอธิบายว่า ในบทเหล่านั้น เมตตา เป็นไฉน ?
การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตา-
เจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า เมตตา.
จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียก
ว่า จิต.
จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุ
นั้น จึงเรียกว่า เมตตาจิต.
บทว่า ไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นกว้างขวาง จิต
ใดกว้างขวาง จิตนั้นหาประมาณมิได้ จิตใดหาประมาณมิได้ จิตนั้นไม่มีเวร
จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีพยาบาท.
บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป.
บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น
จึงเรียกว่า อยู่.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 443 (เล่ม 78)

กรุณาอัปปมัญญานิทเทส
[๗๔๔] ก็ภิกษุแผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร ?
ภิกษุแผ่กรุณาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่ง
ผู้ตกทุกข์ได้ยากแล้ว พึงสงสาร ฉะนั้น.
[๗๔๕] ในบทเหล่านั้น กรุณา เป็นไฉน ?
การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสารในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโต-
วิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า กรุณา.
จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า
จิต.
จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยกรุณานี้ ด้วยเหตุ
นั้น จึงเรียกว่า กรุณาจิต.
คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศ
เหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ หรือทิศเบื้องขวาง
หรือทิศต่าง ๆ.
บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป.
บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษา
อยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า
อยู่.
คำว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒
ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น ทิศ
เบื้องต่ำก็ฉันนั้น ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น ทิศต่าง ๆ ก็ฉันนั้น.

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 444 (เล่ม 78)

คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่
เหล่า มีอธิบายว่า คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุก
หมู่เหล่า นั้นเป็นคำกล่าวกำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด ไม่มีส่วนเหลือ หาส่วน
เหลือมิได้.
คำว่า กรุณาจิต มีอธิบายว่า ในบทเหล่านั้น กรุณา เป็นไฉน ?
การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสารในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโต-
วิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า กรุณา.
จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า
จิต.
จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยกรุณานี้ ด้วยเหตุ
นั้นจึงเรียกว่า กรุณาจิต.
บทว่า ไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นกว้างขวาง
จิตใดกว้างขวาง จิตนั้น หาประมาณมิได้ จิตใดหาประมาณมิได้ จิตนั้นไม่มี
เวร จิตใดไม่มีเวร จิตนั้น ไม่มีพยาบาท.
บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป.
บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น
จึงเรียกว่า อยู่.
มุทิตาอัปปมัญญานิทเทส
[๗๔๖] ก็ภิกษุแผ่มุทิตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร ?
ภิกษุแผ่มุทิตาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่ง
ผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจแล้ว พึงพลอยยินดี ฉะนั้น.

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 445 (เล่ม 78)

[๗๔๗] ในบทเหล่านั้น มุทิตา เป็นไฉน ?
การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดีในสัตว์ทั้งหลาย
มุทิตาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา.
จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า
จิต.
จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยมุทิตานี้ ด้วยเหตุ
นั้นจึงเรียกว่า มุทตาจิต.
คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศ
เหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ หรือทิศเบื้องขวาง
หรือทิศต่าง ๆ.
บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป.
บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น
จึงเรียกว่า อยู่.
คำว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒
ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น ทิศ
เบื้องต่ำก็ฉันนั้น ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น ทิศต่าง ๆ ก็ฉันนั้น.
คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่
เหล่า มีอธิบายว่า คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุก
หมู่เหล่านั้น เป็นคำกล่าวกำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด ไม่มีส่วนเหลือ หาส่วน
เหลือมิได้.

445