คำว่า ตีณิ ฌานานิ น วตฺตพฺพา บัณฑิตพึงทราบว่า ไม่พึงกล่าว
ว่า ฌาน ๓ เป็นปริตตารัมมณะ เป็นต้น เพราะไม่ปรารภธรรมแม้สักอย่าง
หนึ่งในอดีตเป็นต้นให้เป็นไป.
คำว่า จตุตฺถํ ฌานํ ได้แก่ เมื่อว่าโดยกุศล จตุตถฌานอันเป็น
บาทแห่งฌานทั้งหมด ในจตุตถฌาน ๑๓ เป็นนวัตตัพพารัมมณะเท่านั้น.
จตุตถฌานอันเป็นอิทธิวิธะ เป็นอตีตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้น
มีจิตในสมาบัติเป็นอารมณ์ในการน้อมจิตไปตามอำนาจกาย เป็นอนาคตารัมม-
ณะ ในกาลอธิษฐาน (ของพระเถระ) ว่า ในอนาคตกาลขอดอกไม้เหล่านั้น
จงอย่าเหี่ยวแห้งไป ประทีปทั้งหลายจงอย่าดับไป กองแห่งอัคคีหนึ่ง จงตั้งขึ้น
บรรพตจงตั้งขึ้นด้วยดี ดังนี้. เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้น
มีกายเป็นอารมณ์ ในกาลน้อมกายไปด้วยอำนาจแห่งจิต (คือ ให้กายไปพร้อม
กับจิต).
จตุตถฌานอันเป็นทิพพโสตญาณ ชื่อว่า เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ
เพราะความที่ภิกษุนั้นมีเสียงเป็นอารมณ์.
จตุตถฌานอันเป็นเจโตปริยญาณ เป็นอตีตารัมมณะ ในกาลที่รู้จิต
ที่เกิดขึ้นแล้วดับไปภายใน ๗ วัน ที่เป็นอดีตกาล เป็นอนาคตารัมมณะ ใน
กาลรู้จิตที่จะเกิดขึ้นภายใน ๗ วัน ในอนาคตกาล จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกาศเจโตปริยญาณนั่นแหละ ด้วยพระสูตรนี้ว่า พระองค์ จักทายใจ
แม้มากมาย โดยกำหนดถึงมโนสังขารของบุคคลผู้เจริญผู้นี้ เขาตั้งไว้แล้วโดย
ประการใด ในระหว่างแห่งจิตดวงนี้ เราจักตรึกไปถึงวิตกชื่อนี้โดยประการนั้น
จิตนั้น ก็ย่อมมีอย่างนั้นนั่นแหละ หามีอย่างอื่นไม่. เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ
ในกาลปรารภปัจจุบันเป็นไปด้วยสามารถแห่งอัทธานปัจจุบัน (ปัจจุปันกาลอัน