พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 426 (เล่ม 78)

นาสิกย่อมกระทบในที่ใด. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ปริ ได้แก่ มีการกำหนดเป็น
อรรถ. คำว่า มุขํ มีการนำออกไปเป็นอรรถ. คำว่า สติ มีการตั้งมั่นเป็น
อรรถ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ปริมุขํ สตึ ดังนี้.
บัณฑิตพึงทราบในข้อนี้แม้โดยนัยที่กล่าวแล้วในปฏิสัมภิทา ฉะนั้น. ความ
สังเขป พึงทราบในที่นี้ว่า ภิกษุสมควรกำหนดกระทำสติ.
อภิชฌานิทเทสมีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
พึงทราบการพรรณนาโดยย่อในอภิชฌานิทเทส ดังนี้
ข้อว่า อภิชฺฌํ โลเก ปหาย (แปลว่า ละอภิชฌาในโลก) ได้แก่
โลก ชื่อว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เพราะอรรถว่า มีการเสื่อมและสลายไปเป็น
ธรรมดา. เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า ท่านละราคะ
ข่มกามฉันทะ ในอุปาทานขันธ์ ๕ แล้ว. คำว่า วิคตาภิชฺเฌน (แปลว่า
จิตที่ปราศจากอภิชฌา) ได้แก่ ชื่อว่า มีอภิชฌาไปปราศแล้ว เพราะละได้แล้ว
ด้วยวิกขัมภนประหาณ. อธิบายว่ามีอภิชฌาไปปราศแล้ว เช่นกับด้วยจักขุ-
วิญญาณ หามิได้. คำว่า อภิชฺฌาย จิตตํ ปริโสเธติ (แปลว่า ชำระจิต
ให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา) ได้แก่ ย่อมเปลื้องจิตจากอภิชฌา. อธิบายว่า อภิชฌา
นั้น ย่อมปล่อยซึ่งจิตนั้น ครั้นปล่อยแล้ว ย่อมไม่ถือเอาซึ่งจิตนั้นอีกโดย
ประการใด ภิกษุนั้น ย่อมกระทำโดยประการนั้น. ในนิทเทสบททั้งหลาย
พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เมื่อเสพ ชื่อว่า ย่อมชำระซึ่งจิตนั้น เมื่อเจริญ
ชื่อว่า ย่อมยังจิตให้หมดจด เมื่อกระทำให้มาก ชื่อว่า ย่อมยังจิตให้บริสุทธิ์
แม้ในคำว่า โมเจติ (แปลว่า ให้พ้น) เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. บัณฑิต
พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แหละ แม้แห่งคำทั้งหลาย มีคำว่า พยาปาท-
ปโทสํ ปหาย (แปลว่า ละพยาบาท และประทุษร้าย) เป็นต้น.

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 427 (เล่ม 78)

จิต ย่อมพยาบาท ย่อมละปกติภาวะ ด้วยธรรมชาตินี้ เช่นกับขนม
กุมมาสบูดเป็นต้น เหตุนั้นธรรมชาตินี้ จึงชื่อว่า พยาปาทะ.
จิตใด ย่อมทำลาย หรือย่อมทำให้เสียหาย หรือย่อมพินาศไป เพราะ
ถึงการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น จิตนั้นจึงชื่อว่า ปโทสะ (คือประทุษร้าย).
คำทั้งสองนี้ เป็นชื่อของความโกรธโดยแท้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงตรัสว่า โย พยาปาโท โส ปโทโส โย ปโทโส โส
พยาปาโท (แปลว่า ความพยาบาทอันนั้น ชื่อว่า ความประทุษร้าย ความ
ประทุษร้ายอันนั้น ชื่อว่า ความพยาบาท) ดังนี้ ก็เพราะศัพท์นี้ ท่านยกขึ้น
แสดงแล้ว ด้วยสามารถแห่งการสงเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง ฉะนั้น พระองค์
จึงไม่ตรัสว่า สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี แต่ตรัสว่า อพฺยาปนฺนจิตฺโต
เพียงเท่านี้.
ความป่วยแห่งจิต ชื่อว่า ถีนะ. ความป่วยแห่งเจตสิก ชื่อว่า มิทธะ.
ถีนะด้วย มิทธะด้วย เรียกว่า ถีนมิทธะ.
สองบทว่า สนฺตา โหนฺติ (แปลว่า สงบ) ได้แก่ ธรรมทั้งสอง
คือถีนมิทธะเหล่านั้น ชื่อว่า สงบลงแล้ว เพราะความสงบลงด้วยนิโรธ. ในที่นี้
ท่านทำการแยกถ้อยคำไว้ โดยหมายเอาถีนมิทธะนี้.
คำว่า อาโลกสญฺญี (แปลว่า มีอาโลกสัญญา) ได้แก่ ผู้ประกอบ
ด้วยสัญญาอันบริสุทธิ์ ซึ่งมีนิวรณ์ไปปราศแล้ เพื่อสามารถอันจำอาโลกะ
อันตนเห็นแล้วในเวลาราตรีบ้าง ในเวลากลางวันบ้าง.
คำว่า สโต สมฺปชาโน (แปลว่า มีสติสัมปชัญญะ) ได้แก่ ผู้
ประกอบด้วยสติ และญาณ. ก็คำว่า จตฺตตฺตา (แปลว่า เพราะความที่ถีน-

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 428 (เล่ม 78)

มิทธะ... อันภิกษุนั้นสละแล้ว) เป็นต้น ในนิทเทสบทแห่งอาโลกสัญญา ซึ่ง
ปราศจากถีนมิทธะนั้น เป็นไวพจน์ของกันและกันทั้งนั้น
ในคำว่า จตฺตตฺตา ได้แก่ เป็นเหตุของผู้สละแล้ว . แม้ในบทที่
เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง ในคำว่า จตฺตตฺตา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสด้วยสามารถแห่งการสละโดยภาวะของตน. คำว่า วนฺตตฺตา (แปลว่า
คายแล้ว) นี้ ตรัสด้วยสามารถแห่งการแสดงโดยความเป็นผู้ไม่ยึดถือ. คำว่า
มุตฺตตฺตา (แปลว่า ปล่อยแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งการหลุดพ้นจากการ
สืบต่อ. คำว่า ปหีนตฺตา (แปลว่า ละแล้ว ) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งความ
เป็นผู้ไม่มีที่เป็นที่ตั้งในที่ไหน ๆ ของผู้หลุดพ้นแล้ว. คำว่า ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา
(แปลว่า สละคืนแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งการแสดงถึงภิกษุผู้สละซึ่งเคย
ยึดถือมาในก่อน. คือ ชื่อว่า ความเป็นผู้สละคืนแล้ว เพราะหลุดพ้น หรือ
เพราะครอบงำด้วยสามารถแห่งภาวนา. คำว่า ปหีนปฏินิสฺสฏฐตฺตา (แปลว่า
ละแล้วสละคืนแล้ว) ได้แก่ การสละด้วยอำนาจแห่งการข่ม คือย่อมไม่ให้
การสืบต่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ ฉันใด ชื่อว่า ปฏินิสฺสตฺตา ก็ฉันนั้น. คำว่า
อาโลกา โหติ (แปลว่า สว่าง) ได้แก่ มีรัศมีดี. ชื่อว่า วิวฏา (เปิดเผย)
เพราะอรรถว่าไม่มีเครื่องกั้น. ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะอรรถว่าไม่มีอุปกิเลส.
ชื่อว่า ผ่องแผ้ว เพราะอรรถว่า ปภัสสร.
อาการอันไม่สงบ ชื่อว่า อุทธัจจะ ในบทว่า อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ นี้.
ความประพฤติผิดในเพราะวัตถุ ชื่อว่า กุกกุจจะ เพราะความเป็นผู้ไม่ชี้ขาด
หรือตัดสินในอารมณ์. แม้ใน คำว่า สนฺตา โหนฺติ นี้ บัณฑิตพึงทราบ
ความต่างกันแห่งวาทะโดยนัยก่อนนั่นแหละ.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 429 (เล่ม 78)

คำว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ (แปลว่า เป็นผู้ข้ามได้แล้วซึ่งวิจิกิจฉา) ได้
แก่ ข้ามแล้ว ก้าวล่วงแล้วซึ่งวิจิกิจฉา ดำรงอยู่. คำว่า ติณฺโณ แม้ใน
นิทเทสแห่งคำว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ตรัสด้วย
สามารถแห่งการแสดงถึงความไม่จมลงในวิจิกิจฉา. คำ ว่า อุตฺติณฺโณ (แปล
ว่า ข้ามพ้นแล้ว ) นี้ ตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งการแสดงถึงการก้าวล่วงวิจิกิจฉา
นั้น. คำว่า นิตฺติณฺโณ (แปลว่า ข้ามออกแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่ง
ภาวนา คือด้วยสามารถแห่งการแสดงความที่วิจิกิจฉานั้น อันตนข้ามแล้ว
เพราะครอบงำอุปัททวะทั้งหลายได้แล้ว. คำว่า ปารคโต (แปลว่า ถึงซึ่งฝั่ง)
ได้แก่ ถึงฝั่งวิจิกิจฉา คือความไม่มีวิจิกิจฉา. คำว่า ปารมนุปฺปตฺโต ได้แก่
ถึงฝั่งนั้นนั่นแหละ ด้วยการประกอบความเพียรภาวนาเนือง ๆ. คือ ย่อมแสดง
ซึ่งความปฏิบัติมีผล อย่างนี้แก่ภิกษุ. คำว่า อกถํกถี (แปลว่า ไม่มีความสงสัย
อันเป็นไปทั่วแล้วอย่างนี้ว่า นี้อย่างไร นี้เป็นอย่างไร. คำว่า กุสเลสุ
ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษทั้งหลาย. คำว่า น กงฺขติ ได้แก่ ไม่
ยังความสงสัยให้เกิดขึ้นว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นกุศล หรือหนอ. คำว่า น
วิจิกิจฺฉติ (แปลว่า ไม่เคลือบแคลง) ได้แก่ ไม่ยาก ไม่ลำบาก เพื่อวินิจฉัย
ธรรมเหล่านั้น โดยสภาวะ. คำว่า อกถํกถี โหติ (แปลว่า ไม่สงสัย) ได้แก่
เป็นผู้เว้นจากความสงสัยว่า กุศลธรรมเหล่านี้ เป็นอย่างไรหนอ. คำว่า นิกฺ-
กถํกโถ วิคตกถํกโถ (แปลว่า หมดความสงสัย) เป็นไวพจน์ของคำว่า เป็น
ผู้ไม่มีความสงสัย นั่นแหละ. อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบวจนัตถะในพระบาลีนั้น
ดังต่อไปนี้.
ภิกษุใด ออกไปแล้วจากความสงสัย เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้น จึง
ชื่อว่า มีความสงสัยออกแล้ว (คือ ไม่มีความสงสัย).
ความสงสัย ของภิกษุนั้นปราศไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้น จึง
ชื่อว่า มีความสงสัยไปปราศแล้ว (คือ ปราศจากความสงสัย).

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 430 (เล่ม 78)

คำว่า อุปกิเลเส ได้แก่ อุปกิเลส. จริงอยู่ อุปกิเลสเหล่านั้นเข้า
ถึงจิตแล้ว จักยังจิตนั้นให้เศร้าหมอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
อุปกิเลเส ดังนี้.
คำว่า ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ (แปลว่า ทำปัญญาให้ทราม) ได้แก่
เพราะนิวรณ์ ๕ เหล่านั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันเกิดขึ้นแห่งปัญญา
อันเป็นโลกิยะและปัญญาอันเป็นโลกุตตระซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ทั้งเข้าไปตัดซึ่งสมาบัติ
๘ อภิญญา ๕ อันเกิดขึ้นแล้วให้ตกไป ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัส
ว่า อุปกิเลสเหล่านี้ ทำปัญญาให้ทราม ดังนี้. แม้คำว่า อนุปฺปนฺนา
เจว ปญฺญา น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนนา จ ปญฺญา นิรุชฺฌติ นี้ (แปลว่า
ปัญญาอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น และปัญญาอันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป)
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสหมายเอาเนื้อความที่กล่าวแล้วนี้เหมือนกัน. คำทั้ง
ปวงที่เหลือในที่นี้ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น เพราะมีอรรถดังเช่นที่ข้าพเจ้าประกาศ
แล้วในหนหลัง ในที่นั้น ๆ แล.
คำใดที่ข้าพเจ้าพึงกล่าวในนิทเทสทั้งหลาย แม้มีคำ วิวิจฺเจว กาเมหิ
(แปลว่า สงัดจากกามทั้งหลาย) เป็นต้น คำนั้น ข้าพเจ้าก็กล่าวแล้วในรูปาวจร
นิทเทสในจิตตุปปาทกัณฑ์ในหนหลัง และในที่นั้น ๆ ในนิทเทสนี้. จริงอยู่
แม้ในนิทเทสแห่งทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานทั้งหลายนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ในหนหลังว่า ฌานประกอบด้วยองค์ ๓ ฌานประกอบด้วยองค์ ๒
ฉันใด ในนิทเทสนี้ มิได้ตรัสฉันนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันอย่างนี้ว่า
ฌานนั้น ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดงแล้ว โดยนัยมีคำว่า สัมปสาทะ
(แปลว่า ความผ่องใส) ปีติ สุข และเอกัคคตาแห่งจิต ชื่อว่า ฌาน เพราะถือ
เอาองค์ ๓ กับสัมปสาทะ เป็นต้น โดยปริยายแห่งพระบาลีว่า อชฺฌตฺตํ
สมฺปสาทํ (แปลว่า ความผ่องใสเป็นไปในภายใน) เป็นต้น.

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 431 (เล่ม 78)

ก็ในบทนิทเทสว่า ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ คำทั้งหมดมี คำว่า
อาจิกฺขนฺติ เทเสนฺติ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกันโดยแท้. แม้เมื่อ
เป็นเช่นนั้นมีอยู่ บัณฑิตก็พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ย่อมตรัสบอกด้วยสามารถแห่งอุทเทส (คือ หัวข้อที่ยกขึ้นแสดง) มีคำว่า
อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี (แปลว่า มีจิตเป็นอุเบกขา อยู่เป็นสุข) เป็น
ต้น ย่อมทรงแสดงด้วยสามารถแห่งนิทเทส (คือ ยกขึ้นชี้แจง) ย่อมทรงบัญญัติ
ด้วยสามารถแห่งปฏินิทเทส (คือแสดงอย่างกว้างขวาง) ชื่อว่า ย่อมแต่งตั้ง
เพราะตั้งอรรถไว้โดยประการนั้น ๆ เมื่อแสดงเหตุแห่งอรรถนั้น ๆ ชื่อว่า ย่อม
เปิดเผย เมื่อแสดงซึ่งการจำแนกบทพยัญชนะ ชื่อว่า ย่อมทรงจำแนก เมื่อ
นำมาซึ่งความที่บทแห่งพยัญชนะอันยังไม่เปิดเผย และความที่บทพยัญชนะ
นั้นมีอรรถอันลึกออกแล้ว ยังบทอันเป็นที่พึ่งแก่ญาณแห่งโสตะทั้งหลายให้เกิด
ขึ้นอยู่ ชื่อว่า ย่อมกระทำให้ชัด เมื่อกำจัดความมืดในการไม่รู้ของโสตะ
ทั้งหลายด้วยอาการเหล่านี้แม้ทั้งหมด ชื่อว่า ย่อมทรงประกาศ บัณฑิตพึงทราบ
เนื้อความอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในนิทเทสแห่ง สมติกกมะ (แปลว่า เพราะการก้าวล่วง) ชื่อว่า
ก้าวล่วงแล้ว เพราะความเป็นผู้ออกแล้วจากธรรมนั้น ๆ (หมายถึง องค์ฌาน
นั้น) ในที่นั้น ๆ ชื่อว่า ข้ามแล้ว เพราะบรรลุภูมิในเบื้องบน ชื่อว่า ข้ามพ้น
แล้ว เพราะความเป็นผู้ไม่เสื่อมจากฌานนั้น บัณฑิตพึงทราบความนี้ ดัง
พรรณนามาฉะนี้.
วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ จบ

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432 (เล่ม 78)

วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์
แบบแผนในอภิธรรมภาชนีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้
โดยนัยอันมาแล้วจิตตุปปาทกัณฑ์ ในหนหลังนั่นแหละ. ฉะนั้น ในอภิธรรม
ภาชนีย์นี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งฌานทั้งหลาย แม้ทั้งหมดที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ด้วยสามารถแห่งธรรมอันเป็นกุศล วิบาก และ
กิริยา โดยนัยที่กล่าวไว้ในจิตตุปปาทกัณฑ์นั่นแหละ เนื้อความทั้งหมด แม้
อันต่างด้วยเนื้อความมีสุทธิกนวกะเป็นต้น ก็เช่นเดียวกับนัยที่กล่าวแล้วใน
จิตตุปปาทกัณฑ์เหมือนกัน แล.
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
ในปัญหาปุจฉกะ บัณฑิตพึงทราบความที่ฌานทั้งหลายเป็น
กุศลเป็นต้น โดยทำนองแห่งพระบาลีนั่นแหละ ก็แต่ในอารัมมณติกะ (คือ
หมวด ๓ แห่งอารมณ์) ฌานเหล่านั้น พึงทราบว่า ไม่พึงกล่าวโดยความเป็น
อารมณ์มีปริตตารมณ์เป็นต้น เพราะความที่ฌานทั้ง ๓ มีนิมิตเป็นอารมณ์.
ส่วนในปัญหาปุจฉกะนี้ ฌานเหล่านั้นเป็นโลกุตตระ เป็นอัปปมาณารัมมณะ
พึงมีในเวลาแห่งมรรค หรือในเวลาแห่งผล. ในข้อว่า จตุตฺถํ ฌานํ สิยา
ปริตฺตารมฺมณํ นี้ (แปลว่า ฌานที่ ๔ พึงเป็นปริตตารมณ์)
ว่าโดยกุศลแล้ว จตุตถฌาน มี ๑๓ ประเภท คือ
จตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งฌานทั้งปวง ๑
จตุตถฌาน อันเป็นอิทธิวิธิ ๑

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 433 (เล่ม 78)

จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพโสตญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็น เจโตปริยญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็น ยถากัมมูปคตญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็น อนาคตังสญาณ ๑
จตุตถฌาน อันเป็น อากาสานัญจายตนฌาน เป็นต้น อีก ๔
และ จตุตถฌานอันเป็นโลกุตตระ ๑
ในฌานเหล่านั้น จตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งฌานทั้งปวง เป็น
นวัตตัพพารัมมณะอย่างเดียว (คือ มีอารมณ์ที่ไม่พึงกล่าว).
เมื่อภิกษุน้อมกายไปสู่ฌานที่ ๔ เพื่อทำอิทธิวิธะ ด้วยอำนาจแห่งจิต
(คือ ให้กายไปพร้อมกับจิต) ชื่อว่า เป็นปริตตารัมมณะ. เพราะความที่ภิกษุ
นั้น มีกายเป็นอารมณ์ ในขณะที่ทำปาฏิหาริย์ด้วยการอันไม่ปรากฏอยู่ (คือเมื่อ
กายไปพร้อมกับจิต กายก็จะไม่ปรากฏ เรียกว่า อทิสสมานกาย).
เมื่อภิกษุน้อมจิตไปด้วยอำนาจแห่งกาย (คือ ให้จิตไปพร้อมกับกาย
ย่อมปรากฏเห็นได้) กระทำปาฏิหาริย์ด้วยกายอันปรากฏอยู่ ไปสู่พรหมโลก ชื่อว่า
เป็นมหัคคตารัมมณะ เพราะความที่ภิกษุนั้น มีจิตในสมาบัติเป็นอารมณ์.
ฌานที่ ๔ อัน ให้สำเร็จทิพพโสตญาณ ชื่อว่า ปริตตารัมมณะ
เพราะความที่ภิกษุนั้นมีเสียงเป็นอารมณ์.
ฌานที่ ๔ อันให้สำเร็จเจโตปริยญาณ เป็นปริตตารัมมณะ ใน
ขณะที่รู้จิตอันเป็นกามาวจร เป็นมหัคคตารัมมณะ ในเวลารู้จิตอันเป็นรูปาวจร
และอรูปาวจร เป็นอัปปมาณารัมมณะในเวลารู้จิตอันเป็นโลกุตตระ. ก็ปุถุชน

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 434 (เล่ม 78)

ผู้ได้เจโตปริยญาณ ย่อมรู้จิตของปุถุชนทั้งหลายเท่านั้น ย่อมไม่รู้จิตของ
พระอริยะทั้งหลาย พระโสดาบัน ย่อมรู้จิตของพระโสดาบัน และปุถุชนทั้งหลาย
พระสกทาคามี ย่อมรู้จิตของพระสกทาคามี และบุคคลผู้มีภูมิต่ำกว่า พระขีณาสพ
ย่อมรู้จิตของชนแม้ทั้งหมด.
ฌานที่ ๔ อันเป็นปุพเพนิวาสญาณ เป็นปริตตารัมมณะในขณะที่
ระลึกถึงขันธ์อันเป็นกามาวจร เป็นมหัคคตารัมมณะในขณะที่ตามระลึกถึงขันธ์
อันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร เป็นอัปปมาณารัมมณะในเวลาตามระลึกว่า ใน
อดีตกาล พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระขีณาสพทั้งหลาย เจริญมรรค
แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งผล ดังนี้ เป็นนวัตตัพพารัมมณะในเวลาที่ตามระลึกถึง
ชื่อและโคตร.
ฌานที่ ๔ อันเป็นทิพพจักขุญาณ ชื่อว่า เป็นปริตตารัมมณะ เพราะ
ความที่ภิกษุนั้นมี สี เป็นอารมณ์.
ฌานที่ ๔ อันเป็นยถากัมมูปคตญาณ เป็นปริตตารัมมณะในขณะ
ระลึกถึงกรรมอันเป็นกามาวจร เป็นมหัคคตารัมมณะในขณะระลึกถึงกรรมอัน
เป็นรูปาวจร และอรูปาวจร.
ฌานที่ ๔ อันเป็นอนาคตังสญาณ เป็นปริตตารัมมณะในกาล
กำหนดรู้ถึงการเกิดขึ้นแห่งกามธาตุในอนาคตกาล เป็นมหัคคตารัมมณะในเวลา
ที่รู้การเกิดขึ้นในรูปภพและอรูปภพ เป็นอัปปมาณารัมมณะ ในการรู้ว่า ใน
อนาคตกาล พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระขีณาสพทั้งหลาย จักเจริญ
มรรค จักสำเร็จผล ดังนี้ เป็นนวัตตัพพารัมมณะในเวลาที่ระลึกถึงชื่อและ
โคตร.
ฌานที่ ๔ อันเป็นอากาสานัญจายตนะ และอากิญจัญญายตนะ
เป็น นวัตตัพพารัมมณะ.

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 435 (เล่ม 78)

ฌานที่ ๔ อันเป็นวิญญานัญจายตนะ และเนวสัญญานาสัญญา-
ยตนะ เป็นมหัคคตารัมมณะ.
โลกุตตรจตุตถฌาน เป็นอัปปมาณารัมมณะ.
แม้ว่าโดยกิริยา แบบแผนอันเป็นอารมณ์ ดังกล่าวนี้นั่นแหล่ะ ย่อม
เป็นไปในฌาน ๑๒ เหล่านั้น.
คำว่า ตีณิ ฌานานิ น มคฺคารมฺมณา ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณ
หรือเจโตปริยญาณเป็นต้น พึงทำมรรคให้เป็นอารมณ์ได้. ฌานทั้ง ๓ ไม่เป็น
มัคคารัมมณะ เพราะไม่เป็นไปอย่างนั้น. แต่พึงเป็นมัคคเหตุกะ ด้วยสามารถ
แห่งสหชาตเหตุ. เป็นมัคคาธิปติ ด้วยการเจริญมรรค อันมีวิริยะเป็นหัวหน้า
หรือมีวีมังสาเป็นหัวหน้า แต่ไม่พึงกล่าวว่า เป็นมัคคาธิปติ ในกาลที่มีฉันทะ
จิตตะเป็นหัวหน้า และในกาลแห่งผล.
แม้ในคำว่า จตุตฺถชฺฌานํ นี้ ว่าโดยกุศล ในจตุตถฌาน ๑๓ ไม่
พึงกล่าวว่า ฌานที่ ๔ อันเป็นสัพพัตถปาทกะ อิทธิวิธะ ทิพพโสตะ ทิพพจักขุ-
ญาณ ยถากัมมูปคตญาณ และฌานที่ ๔ อันเป็นอรูป ๔ อย่าง ว่าเป็นมัคคา-
รัมมณะเป็นต้น. ส่วนฌานที่ ๔ อันเป็นเจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสญาณ
อนาคตังสญาณ เป็นมัคคารัมมณะ. แต่ไม่พึงกล่าวว่า เป็นมัคคเหตุกะ หรือ
มัคคาธิปติ. โลกุตตรจตุตถฌาน ไม่เป็นมัคคารัมมณะ. แต่ในกาลเเห่งมัค
เป็นมัคคเหตุกะ ด้วยสามารถแห่งสหชาตเหตุ. เป็นมัคคาธิปติ ในกาลเจริญ
มรรคอันมีวิริยะและวีมังสาเป็นหัวหน้า ไม่พึงกล่าวว่าเป็นมัคคาธิปติ ในกาล
เจริญมรรค อันมี ฉันทะ จิตตะเป็นหัวหน้า และในกาลแห่งผล.
แม้เมื่อว่าโดยกิริยาแล้ว ในฌาน ๑๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

435