นาสิกย่อมกระทบในที่ใด. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ปริ ได้แก่ มีการกำหนดเป็น
อรรถ. คำว่า มุขํ มีการนำออกไปเป็นอรรถ. คำว่า สติ มีการตั้งมั่นเป็น
อรรถ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ปริมุขํ สตึ ดังนี้.
บัณฑิตพึงทราบในข้อนี้แม้โดยนัยที่กล่าวแล้วในปฏิสัมภิทา ฉะนั้น. ความ
สังเขป พึงทราบในที่นี้ว่า ภิกษุสมควรกำหนดกระทำสติ.
อภิชฌานิทเทสมีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
พึงทราบการพรรณนาโดยย่อในอภิชฌานิทเทส ดังนี้
ข้อว่า อภิชฺฌํ โลเก ปหาย (แปลว่า ละอภิชฌาในโลก) ได้แก่
โลก ชื่อว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เพราะอรรถว่า มีการเสื่อมและสลายไปเป็น
ธรรมดา. เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า ท่านละราคะ
ข่มกามฉันทะ ในอุปาทานขันธ์ ๕ แล้ว. คำว่า วิคตาภิชฺเฌน (แปลว่า
จิตที่ปราศจากอภิชฌา) ได้แก่ ชื่อว่า มีอภิชฌาไปปราศแล้ว เพราะละได้แล้ว
ด้วยวิกขัมภนประหาณ. อธิบายว่ามีอภิชฌาไปปราศแล้ว เช่นกับด้วยจักขุ-
วิญญาณ หามิได้. คำว่า อภิชฺฌาย จิตตํ ปริโสเธติ (แปลว่า ชำระจิต
ให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา) ได้แก่ ย่อมเปลื้องจิตจากอภิชฌา. อธิบายว่า อภิชฌา
นั้น ย่อมปล่อยซึ่งจิตนั้น ครั้นปล่อยแล้ว ย่อมไม่ถือเอาซึ่งจิตนั้นอีกโดย
ประการใด ภิกษุนั้น ย่อมกระทำโดยประการนั้น. ในนิทเทสบททั้งหลาย
พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เมื่อเสพ ชื่อว่า ย่อมชำระซึ่งจิตนั้น เมื่อเจริญ
ชื่อว่า ย่อมยังจิตให้หมดจด เมื่อกระทำให้มาก ชื่อว่า ย่อมยังจิตให้บริสุทธิ์
แม้ในคำว่า โมเจติ (แปลว่า ให้พ้น) เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. บัณฑิต
พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แหละ แม้แห่งคำทั้งหลาย มีคำว่า พยาปาท-
ปโทสํ ปหาย (แปลว่า ละพยาบาท และประทุษร้าย) เป็นต้น.