พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 416 (เล่ม 78)

คำว่า สุตฺเต ได้แก่ ในการนอน. (คำว่า สุตฺเต ซึ่งแปลว่าใน
การหลับนี้ ในที่นี้ท่านอธิบายว่า ได้แก่ในการนอน ท่านใช้คำว่า สยเน).
ในการเดินเป็นต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบการทำสัมปชัญญะ ด้วยนัยที่
กล่าวไว้ในการก้าวไปข้างหน้า เป็นต้น.
อีกนัยหนึ่ง พึงทราบในการเดินเป็นต้นต่อไป ดังนี้.
ความย่อว่า ภิกษุ ๒ รูป รูปหนึ่ง เมื่อเธอเดินไป ก็คิดอย่างอื่น
ตรึกอยู่อย่างอื่น ไปอยู่ โดยทำนองเดียวกัน เมื่อยืนก็ดี เมื่อนั่งก็ดี เมื่อนอน
ก็ดี ก็คิดอย่างอื่น ตรึกถึงอย่างอื่น ย่อมยืนอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่อย่างนั้น.
ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่ง ไม่สละกรรมฐานเลย ทั้งเดิน ทั้งยืน ทั้งนั่ง ทั้งนอน.
แต่อาจารย์บางพวก อธิบายว่า กรรมฐานยังมิได้ปรากฏด้วยการจงกรมมี
ประมาณเพียงเท่านี้.
จริงอยู่ ภิกษุใดก้าวลงสู่ที่จงกรม ก้าวไปจนถึงที่สุดแห่งการจงกรม
ก็กำหนดกรรมฐาน ว่า
รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลาย อันเป็นไปในที่สุดแห่งการจงกรมทาง
ด้านทิศตะวันออก ย่อมดับไปก่อน ๆ ที่จะถึงที่อันเป็นที่สุดแห่งการจงกรมทิศ
ตะวันตกทีเดียว. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลาย แม้เป็นไปในที่สุดแห่งการ
จงกรมด้านทิศตะวันตก ก็ย่อมดับไปก่อน ๆ ที่จะถึงที่สุดแห่งที่เป็นที่จงกรม
ทางด้านทิศตะวันออกนั่นแหละ. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลาย อันเป็นไป
ในท่ามกลางอันเป็นไปในท่ามกลางที่อันเป็นที่จงกรม ก็ย่อมดับไปก่อน ไม่ทัน
ถึงที่สุดทั้งสอง (ทั้งข้างหน้าข้างหลัง) ย่อมดับไปในท่ามกลางที่อันเป็นที่จงกรม
นั่นแหละ. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลาย อันเป็นไปในการก้าว ย่อมดับไป
ในการก้าวนั่นแหละ ไม่ทันถึงการยืน. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลาย อัน

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 417 (เล่ม 78)

เป็นไปในการยืนเล่า ก็ดับไปในการยืนนั่นแหละไม่ทันถึงการนั่ง ฯลฯ ย่อม
ดับไปในการนั่งนั่นแหละ ไม่ทันถึงการนอน ดังนี้ เมื่อเธอกำหนดอยู่ กำหนด
อยู่ อย่างนี้นั่นแหละ จิตย่อมหยั่งลงสู่ภวังค์. เมื่อให้กรรมฐานตั้งขึ้นแล้ว
ก็ถือเอากรรมฐานนั้นแหละให้ตั้งอยู่ต่อไป.
ภิกษุนี้ ชื่อว่า ผู้มีปกติทำสัมปชัญญะในข้อว่า ในการเดิน เป็นต้น.
ส่วนกรรมฐานในการหลับ มิได้แจ่มแจ้งอย่างนี้ กรรมฐานอันมิแจ่ม
แจ้ง ภิกษุไม่ควรกระทำ. เพราะฉะนั้น ภิกษุใด ย่อมสามารถเพียงใด ก็
กำหนดก้าวไปเพียงนั้น กำหนดยืนอยู่แล้ว นั่งแล้วเพียงนั้น เมื่อนอน กำหนด
อย่างนี้ แล้วจึงนอน คือ
กายก็ไม่มีเจตนา เตียงก็ไม่มีเจตนา กายย่อมไม่รู้ว่า เรานอนบนเตียง.
แม้เตียงเล่า ก็ย่อมไม่รู้ว่า กายอันเรานอนแล้ว ดังนี้ เมื่อกำหนดอย่างนี้ว่า
กายไม่มีเจตนา นอนแล้วบนเตียงอันไม่มีเจตนา ดังนี้ กำหนดอยู่บ่อย ๆ จิต
ย่อมหยั่งลงสู่ภวังค์. เมื่อตื่นก็ถือเอากรรมฐานนั่นแหละ ย่อมตื่นอยู่. ภิกษุนี้
ชื่อว่า มีปกติทำสัมปชัญญะในการนอน (ในการหลับ) ดังนี้.
คำว่า ชาคริเต แปลว่า ในการตื่น. ในข้อนี้ เมื่อภวังคจิต (ใน
การหลับ) ยังเป็นไปอยู่ ชื่อว่าการตื่นย่อมไม่มี ภิกษุกำหนดว่า เมื่อจิตควร
แก่การทำงานเป็นไปอยู่ ชื่อว่า การตื่นย่อมมี ดังนี้ ชื่อว่า มีปกติทำสัมปชัญญะ
ในการตื่น. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุแบ่งกลางคืนและกลางวันออกเป็น ๖ ส่วน แม้
เอาใจใส่อยู่ ๕ ส่วน ก็ชื่อว่า มีปกติทำสัมปชัญญะในการตื่น.
คำว่า ภาสิเต แปลว่า ในการพูด. ในข้อนี้ เมื่ออุปาทายรูป คือ
สัททายตนะ ไม่มีอยู่ ชื่อว่า การพูดยังไม่มี ภิกษุกำหนด สัททายตนะ

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 418 (เล่ม 78)

ซึ่งเป็นไปอยู่ ชื่อว่า มีปกติทำสัมปชัญญะในการพูด. ภิกษุแสดงธรรม โดย
วิมุตตายตนสีสะอยู่ก็ดี กล่าวกถาอันอาศัยเรื่อง กถาวัตถุ ๑๐ อย่าง เพื่อละ
ติรัจฉานกถา ๓๒ อย่างก็ดี ชื่อว่า มีปกติทำสัมปชัญญะในการพูด.
คำว่า ตุณฺหีภาเว ได้แก่ การนิ่ง การไม่พูด. ในข้อนี้ เมื่ออุปาทายรูป
คือสัททายตนะยังเป็นไปอยู่ ชื่อว่า ความเป็นผู้นิ่งก็มิได้มี. ภิกษุไม่กำหนด
ความเป็นไปแห่งสัททายตนะนั้น ชื่อว่า มีปกติทำสัมปชัญญะในความเป็นผู้นิ่ง
ในบรรดาอารมณ์กรรมฐาน ๓๘ ประการนั้น (เว้นอากาศและอาโลกกสิณ)
ภิกษุถือเอากรรมฐานตามความพอใจ นั่งอยู่ก็ดี เข้าทุติยฌานก็ดี ชื่อว่า เป็น
ผู้มีปกติทำสัมปชัญญะในความเป็นผู้นิ่ง.
อนึ่ง ในนิทเทสแห่งฌานวิภังค์นี้ อิริยาบถหนึ่ง มาแล้วในฐานทั้งสอง
(ท่านแสดงไว้ ๒ อย่าง) คือ
ในข้อว่า อภิกฺกนฺเต (การก้าวไปข้างหน้า) ปฏิกฺกนฺเต (การ
ถอยกลับมาข้างหลัง) ที่กล่าวไว้ก่อนนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวหมาย
เอา ภิกษุผู้เดินทางไปสู่บ้านเพื่อภิกขาจาร และทั้งการเดินกลับมา ด้วยสามารถ
แห่งการเดินทางไกล. ส่วนในข้อว่า คเต (ในการเดิน)  ิเต (ในการยืน)
นิสินฺเน (ในการนั่ง) พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอิริยาบถ ๔
คือ ในการก้าวเท้าไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวิหาร.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กตมา สติ (แปลว่า สติเป็นไฉน) เป็น
ต้น มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงแสดงประโยชน์อะไร ด้วย
คำว่า โส วิวิตฺตํ (เเปลว่า ภิกษุนั้นอาศัยเสนาสนะอันสงัด).

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 419 (เล่ม 78)

ตอบว่า ย่อมทรงแสดงเสนาสนะอันเป็นสัปปายะ อันเป็นวิถีแห่งการ
ประกอบความเพียร อันเป็นที่เข้าไปนั่งของภิกษุนั้น.
จริงอยู่ คุณทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ของภิกษุใดมีอยู่ในภายใน ภิกษุ
นั้นสมควรอยู่ป่า. แต่ถ้าคุณเหล่านั้น ไม่มีแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นก็ไม่ควรอยู่ป่า.
แต่ถ้าคุณเหล่านั้น ไม่มีแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นก็ไม่ควรอยู่ป่า. เพราะว่าการอยู่
ป่าของภิกษุเห็นปานนี้ ย่อมเป็นเช่นกับการอยู่ในดงของสัตว์ร้ายทั้งหลาย มี
ลิงดำ หมี เสือดาว และเสือเหลือง เป็นต้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะความที่ภิกษุนั้น เข้าไปอาศัยอยู่ตามความปรารถนา
ด้วยว่า ประโยชน์ไร ๆ อันมีการอยู่ป่าเป็นเหตุของภิกษุนั้นไม่มี เธอ
ย่อมประทุษร้ายการอยู่ป่าด้วย และประทุษร้ายป่าทั้งหลายด้วย ทั้งย่อมยังความ
ไม่เลื่อมใสให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา. ส่วนภิกษุใด มีคุณมีประมาณเท่านี้
ในภายใน ภิกษุนั้นสมควรอยู่ป่า. เพราะว่าภิกษุนั้น อาศัยการอยู่ป่า เริ่มตั้ง
วิปัสสนาแล้วถือเอาพระอรหัต ย่อมปรินิพพาน ชื่อว่า ย่อมทำป่าทั้งสิ้นให้
งาม ย่อมทำศีรษะแห่งป่าทั้งหลายให้สะอาด ย่อมทำคำสั่งสอนของพระชินเจ้า
ทั้งสิ้น ให้แผ่ออกไป. เพราะฉะนั้น พระศาสดา เมื่อทรงแสดงเสนาสนะอันเป็น
สัปปายะ อันเป็นวิถีแห่งความเพียรอันเป็นที่เข้าไปนั่งของภิกษุเห็นปานนี้ จึง
ตรัสคำเป็นต้นว่า โส วิวิตฺตํ เสนาสนํ ภชติ ดังนี้ (แปลว่า ภิกษุนั้น
อาศัยเสนาสนะอันสงัด).
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ เป็นเสนาสนะว่างเปล่า
มีเสียงน้อยคือมีเสียงกึกก้องน้อย ก็เพื่อแสดงเนื้อความนั้นนั่นแหละ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ตญฺจ อนากิณฺณํ เป็นอาทิ. บรรดาคำเหล่านั้น

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 420 (เล่ม 78)

คำว่า อนากิณฺณํ ได้แก่ ไม่เกลื่อนกล่นแล้ว คือไม่ถูกเบียดเบียน. ในที่นี้
การอาศัยภูเขา อาศัยป่า อาศัยแม่น้ำโดยรอบประมาณคาวุตหนึ่งก็ดี กึ่งโยชน์
ก็ดีแห่งเสนาสนะใด ทั้งใคร ๆ ไม่สามารถเพื่อเข้าไปในเวลาอันไม่สมควร
เสนาสนะนี้ ชื่อว่า ไม่เกลื่อนกล่นแล้วแม้ในที่ใกล้. เสนาสนะใดห่างไกลมี
ประมาณกึ่งโยชน์ หรือประมาณหนึ่งโยชน์ เสนาสนะนี้ ชื่อว่า ไม่เกลื่อน
กล่นแล้วในที่ไกล. .
ภิกษุย่อมนอนและย่อมนั่ง ในที่นี้ เพราะเหตุนั้น ที่นี้ จึงชื่อว่า
เสนาสนะของภิกษุ. เพื่อแสดงประเภทแห่งเสนาสนะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสคำว่า มญฺโจ (เตียง) ปีฐํ (ตั่ง) เป็นอาทิ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า มญฺโจ ได้แก่ เตียง ๔ ชนิด คือ
๑. เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา
๒. เตียงมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียวกับขา
๓. เตียงมีขาเหมือนก้ามปู
๔. เตียงมีขาจดแม่แคร่ซึ่งถอดออกได้
ตั่งก็เหมืนกัน. คำว่า ภิสี ได้แก่ ที่นอน ๕ ชนิด คือ
๑. ที่นอนทำด้วยขนสัตว์
๒. ที่นอนทำด้วยท่อนผ้า
๓. ที่นอนทำด้วยเปลือกไม้
๔. ที่นอนทำด้วยใบไม้
๕. ที่นอนทำด้วยหญ้า
หมอนหนุนศีรษะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เสนาสนะ คือ หมอน.
หมอนนั้น ว่าโดยส่วนกว้างมีประมาณหนึ่งคืบสี่นิ้ว สมควร. โดยส่วนยาว

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 421 (เล่ม 78)

ประมาณสมควรแก่ความกว้างของเตียง. คำว่า วิหาโร (แปลว่า เสนาสนะ
คือ วิหาร) ได้แก่ เสนาสนะที่ท่านแสดงไว้ คือเสนาสนะที่เป็นที่พักในเวลา
กลางวันและที่พักในเวลากลางคืน อันเป็นสถานที่รอบ ๆ บริเวณ. คำว่า
อฑฺฒโยโค (แปลว่า เสนาสนะ คือ เพิง) ได้แก่ เรือนมีรูปโค้งดังครุฑ.
คำว่า ปาสาโท (แปลว่า เสนาสนะ คือ ปราสาท) ได้แก่ ปราสาทยาว ที่เขา
ทำเป็น ๒ ยอด (หรือ ๒ ช่อฟ้า). คำว่า อฏฺโฏ (เสนาสนะ คือ ป้อม) ได้
แก่ ที่พักอยู่พิเศษ มี ๔-๕ ชั้น มีฝาหนาที่เขาก่อด้วยอิฐ เพื่อป้องกันศัตรูมี
พระราชาผู้เป็นปรปักษ์กันเป็นต้น. คำว่า มาโฬ (เสนาสนะ คือ โรง) ได้
แก่ โรงมีรูปกลม เช่นกับโรงฉันอาหาร. ในอรรถกถาพระวินัย ท่านกล่าวว่า
เป็นปราสาทสี่เหลี่ยม สงเคราะห์เข้าในปราสาทมียอดเดียว คำว่า เลนํ
(เสนาสนะ คือ ที่เร้น) ได้แก่ เสนาสนะที่เขาขุดภูเขากระทำ หรือเสนาสนะ
ที่ทำกระท่อมในที่บางส่วนแห่งเงื้อมเขา. คำว่า คูหา (เสนาสนะ คือ ถ้ำ) ได้
แก่ในรอยแยกแห่งแผ่นดิน หรือในที่ใด สมควรตามประทีปไว้ทั้งกลางคืนและ
กลางวัน ในที่นั้น ชื่อว่า ถ้ำแห่งภูเขา หรือถ้ำแห่งแผ่นดิน. คำว่า รุกฺขมูลํ
(เสนาสนะคือโคนไม้) ได้แก่ ภายใต้ต้นไม้ ที่เขาล้อมรั้ว. คำว่า เวฬุคุมฺโพ
(เสนาสนะคือพุ่มไม้) ได้แก่ กอไม้ไผ่. ก็หรือว่า เตียงเป็นต้นที่ตั้งไว้โดยหวัง
ว่าภิกษุจะมา หรือในที่ใดพวกภิกษุย่อมประชุมกัน หรือที่ใดเป็นที่ควรประชุม
ของภิกษุเหล่านั้น ที่ทั้งหมดนั้น ก็จัดเป็นเสนาสนะ.
คำว่า ภชติ ได้แก่ เข้าถึงอยู่. ในข้อว่า สมฺภชติ นั้น ได้แก่ เป็น
ผู้ไม่เดือดร้อนด้วยอำนาจแห่งความยินดียิ่ง จึงชื่อว่า เข้าถึงอยู่ด้วยดี. บทว่า
เสวติ ได้แก่ ย่อมเสพด้วยสามารถแห่งการอยู่อาศัย. บทว่า นิเสวติ ได้แก่

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 422 (เล่ม 78)

ไม่เป็นผู้เดือนร้อน เข้าอาศัยอยู่แล้ว ชื่อว่า เสพอยู่. บทว่า สํเสวติ ได้แก่
เมื่อยังเสนาสนวัตรให้ถึงพร้อม ชื่อว่า เสพอยู่โดยชอบ.
บัดนี้ เพื่อแสดงประเภทแห่งบทว่า วิวิตฺตํ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงเริ่มคำว่า อรญฺญรุกฺขมูเล เป็นอาทิ.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อรญฺญํ ดังต่อไปนี้.
ว่าโดยปริยายแห่งพระวินัยก่อน คำว่า ป่า ท่านหมายเอาสถานที่เว้น
จากบ้านและอุปจาระแห่งบ้าน ที่เหลือ เรียกว่า ป่า. โดยปริยายแห่งพระสูตร
คำว่า ป่า ได้แก่ ป่าที่ภิกษุอาศัยอยู่ คือ เป็นเสนาสนะ. อันอยู่ห่างจากบ้าน
ประมาณ ๕๐๐ ธนู ชื่อว่า ป่า. ก็พระวินัย และพระสูตรแม้ทั้งสอง ชื่อว่า
ปริยายเทศนา (คือป่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยอ้อม). ส่วนพระอภิ-
ธรรม ชื่อว่า นิปปริยายเทสนา (คือป่าที่ทรงแสดงโดยตรง). เพื่อแสดงป่าโดย
ปริยายแห่งพระอภิธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำว่า นิกฺขมิตฺวา พหิ
อินฺทขีลํ ดังนี้. อธิบายว่า บริเวณนอกจากเสาเขื่อน ชื่อว่า ป่า.
อนึ่ง บรรดาเสนาสนะทั้งหลายมีโคนไม้เป็นต้น ชื่อว่าโคนไม้ เพราะ
เป็นสิ่งที่บุคคลรู้ได้โดยง่ายตามธรรมดา (ด้วยเหตุนั้น) จึงตรัสว่า รุกฺขมูลํ
เป็นอาทิ. คำว่า ปพฺพตํ คือ ภูเขา. จริงอยู่ ในข้อนี้ เมื่อภิกษุทำกิจด้วย
น้ำในสระตระพังหินเสร็จแล้ว นั่งพักอยู่ที่เงาไม้อันเย็น กระทบลมเย็นซึ่งพัด
มาจากทิศต่าง ๆ อยู่ จิตของเธอย่อมสงบ. วินิจฉัยในคำว่า กนฺทรํ น้ำ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า กํ. ถามว่า ประเทศแห่งภูเขานั้น แยกออกไป
ด้วยอะไร ตอบว่า แยกออกไปด้วยน้ำ. อาจารย์บางพวก ย่อมกล่าวว่า ที่
นั้นเป็นที่ลาดบ้าง ว่าเป็นแอ่งน้ำบ้าง. จริงอยู่ ในที่นั้นมีเมล็ดทรายเช่น
กับแผ่นเงิน ป่าชัฏนั้นเป็นเช่นกับเพดานอันสำเร็จแล้วด้วยแก้วมณี. ภิกษุ

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 423 (เล่ม 78)

ก้าวลงสู่รอยแยกเห็นปานนี้ ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ทำตัวให้เย็นสบาย ทำกองทราย
ให้สูงขึ้น จัดแจงผ้าบังสุกุลจีวรแล้วนั่งทำสมณธรรมอยู่ จิตของเธอย่อมสงบ.
คำว่า คิริคุหํ (แปลว่า ถ้ำในระหว่างภูเขา) คือ ถ้ำในระหว่าง
แห่งภูเขาทั้งสอง หรือว่าในภูเขาหนึ่งมีช่องใหญ่เช่นกับอุโมงค์. ลักษณะแห่ง
สุสาน ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในปกรณ์ชื่อ วิสุทธิมรรค.
คำว่า วนปตฺถํ (ดง) ได้แก่ สถานที่นอกจากหมู่บ้าน มิใช่ที่ใกล้
เคียงของพวกมนุษย์ คือ ในที่ ไม่มีการไถ การหว่าน. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกชื่อเสนาสนะอันไกลนี้ว่า วนปตฺถํ เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะเสนาสนะมีโคนไม้เป็นต้น พระองค์ทรงแยกแสดงเสนาสนะ
อันไม่มีเสียงรบกวนนี้ไว้ต่างหาก ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้ามิได้ทรงอธิบายคำนั้นตามลำดับแห่งบทที่พระองค์ทรงตั้งไว้ แต่ทรง
อธิบายไว้ในภายหลังแห่งคำทั้งปวง ดังนี้.
คำว่า อพโภกาสํ (แปลว่า ที่แจ้ง) คือสถานที่ไม่มีที่กำบัง. ก็ภิกษุ
ประสงค์ในที่เช่นนี้ ต้องทำให้เป็นเพิง ด้วยจีวรแล้วอยู่.
คำว่า ปลาลปุญฺชํ ได้แก่ กองฟาง. จริงอยู่ ภิกษุดึงฟางออก
จากกองฟางใหญ่แล้วทำให้เป็นที่อยู่ เช่นกับเงื้อมเขาและถ้ำ. แม้ภิกษุจะเอา
ฟางใส่ไว้บนพุ่มไม้เป็นต้นแล้วนั่งกายใต้กระทำสมณธรรมก็ได้. คำนี้ ท่าน
หมายเอาเสนาสนะ คือกองฟางนั้นแล.
ในวนปัตถนิทเทส (ในนิทเทสว่าด้วยดง) คำว่า สโลมหํสานํ ได้
แก่ ในที่ใด เมื่อเข้าไปแล้ว ขนพองสยองเกล้าย่อมเกิดขึ้น ที่เห็นปานนี้ ชื่อว่า
เสนาสนะประกอบด้วยความน่ากลัว.

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 424 (เล่ม 78)

คำว่า ปริยนฺตานํ ได้แก่ ชื่อว่า เสนาสนะ อันตั้งอยู่ปลายแดน
เพราะเป็นเสนาสนะไกล.
คำว่า น มนุสฺสุปจารานํ ได้แก่ เสนาสนะตั้งอยู่เลยป่าไป คือ ไม่มี
พวกมนุษย์ทำการไถและหว่าน.
คำว่า ทุรภิสมฺภวานํ ได้แก่ เสนาสนะที่บุคคลไม่อาจเพื่ออยู่อาศัย
โดยความยินดีชอบใจในวิเวกได้.
ในนิทเทสแห่งอัปปสัททะเป็นต้น. คำว่า อปฺปสทฺทํ ได้แก่ มีเสียง
น้อย (สถานที่ไม่มีเสียงรบกวน) โดยหมายถึงเสียงของคำพูด.
คำว่า อปฺปนิคฺโฆสํ ได้แก่ มีเสียงกึกก้องน้อย (ไม่มีเสียงอื้ออึง)
โดยหมายถึงเสียงกึกก้องของชาวพระนคร. ก็เพราะศัพท์ทั้งสองแม้นี้ เป็น
อย่างเดียวกันโดยอรรถแห่งศัพท์ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
ยเทว ตํ อปฺปสทฺทํ ตเทว ตํ อปฺปนิคฺโฆสํ ดังนี้.
คำว่า วิชนวาตํ ได้แก่ เว้นจากลมแห่งสรีระแห่งชนผู้สัญจรมาใน
ภายหลัง. พระบาลีว่า วิชนวาทํ ดังนี้ ก็มี. อธิบายว่า เว้นแล้วจากการ
กล่าวของชนผู้อยู่ภายใน. ก็เพราะ เสนาสนะนั้นมีเสียงกึกก้องน้อย อันใด
เสนาสนะนั้นนั่นแหละ เว้นแล้วจากการสัญจรของชน และจากวาทะของชน
ฉะนั้นในนิทเทสของพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยเทว ตํ
อปฺปนิคฺโฆสํ ตเทว ตํ วิชนวาตํ ดังนี้.
คำว่า มนุสฺสราหเสยฺยกํ ได้แก่ เป็นที่ตั้งแห่งการทำความลับของ
พวกมนุษย์. ก็เพราะเหตุที่เสนาสนะนั้นเว้นจากการสัญจรของประชุมชน ด้วย
เหตุนั้น ในนิทเทสแห่งพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ยเทว ตํ
วิชนวาตํ ตเทว ตํ มนุสฺสราหเสยฺยกํ ดังนี้.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 425 (เล่ม 78)

คำว่า ปฏิสลฺลานสารูปํ ได้แก่ เป็นเสนาสนะสมควรแก่วิเวก.
เพราะเสนาสนะนั้น เป็นที่อาศัยทำความลับของพวกมนุษย์ โดยนิยมนั่นแหละมี
อยู่ เพราะเหตุนั้น ในนิทเทสแห่งพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
ยเทว ตํ มนุสฺสราหเสยฺยกํ ตเทว ตํ ปฏิสลฺลานสารูปํ ดังนี้.
เสนาสนะ คือ ป่า ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในนิทเทสแห่งคำว่า อรญฺญคตา
เป็นต้นนั่นแหละ. เสนาสนะ คือ โคนไม้ก็เหมือนกัน. ส่วนเสนาสนะแม้ทั้ง
หมดที่เหลือสงเคราะห์ด้วยสุญญาคาร.
คำว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา (แปลว่า นั่งคู้บัลลังก์) ได้แก่ การนั่ง
คู้ขาโดยรอบ.
คำว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ได้แก่ ตั้งสรีระท่อนบนให้ตรง คือ ยัง
ที่ต่อแห่งที่ต่อในกระดูกสันหลัง ๑๘ ข้อ ให้เป็นไปตามลำดับ. จริงอยู่ เมื่อ
ภิกษุนั้นนั่งอย่างนี้ หนัง เนื้อ และเอ็นทั้งหลาย ย่อมไม่โค้งงอ. ทีนั้น
เวทนาอันใดของเธอที่พึงเกิดขึ้น เพราะการน้อมไปแห่งสิ่งเหล่านั้น ย่อมไม่
เกิดขึ้น. เมื่อทุกขเวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตของเธอย่อมเป็นธรรมชาติสงบ
กรรมฐานย่อมไม่ตกไป ย่อมเจริญขึ้น คือ ย่อมเพิ่มขึ้น. ก็แม้คำว่า อุชุโก
โหติ กาโย  ิโต ปณิหิโต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสหมายเอาเนื้อความ
นี้เหมือนกัน.
คำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา แปลว่า ตั้งสติมุ่งหน้าต่อกรรม-
ฐาน. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า กระทำสติในที่ใกล้ปาก ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า สตินี้ อันภิกษุ เข้าไปตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้ดี
แล้วที่ปลายจมูก หรือว่า ที่นิมิตเหนือปาก. ก็ในคำว่า มุขนิมิตฺตํ นี้
บัณฑิตพึงเห็นซึ่งประเทศในท่ามกลางแห่งริมฝีปากเบื้องบน คือว่า ลมแห่ง

425