พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 376 (เล่ม 78)

ได้แก่ การทำคืน อันภิกษุพึงกระทำด้วยความสำรวม. คำว่า สํวรกรณียานิ
ได้แก่ พึงกระทำด้วยความสังวร คือ กระทำคืน อันภิกษุนั้นพึงทำด้วยความ
ระวัง. คำว่า จิตฺตุปฺปาทกรณียานิ ได้แก่ การทำคืน อันภิกษุนั้น พึง
ทำด้วยสักว่าจิตตุปปาท. คำว่า มนสิการปฏิพทฺธานิ ได้แก่ การทำคืน
อันภิกษุพึงทำด้วยใจสักว่าการรำพึงแล้วนั้นแหละ.
ก็การทำคืนเหล่านั้น เป็นไฉน ?
พึงทราบว่า พระสุมเถระผู้มีปกติอยู่ในทิวาวิหาร ท่านกล่าวไว้ก่อน
ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ ได้ด้วยใจ คือ สักว่าการนึกแล้วนั่นแหละว่า
เราจักทำซึ่งอาบัติเหล่านั้น สักว่าจิตตุปบาท ให้ถึงซึ่งอนาปัตติ ให้มีอย่างนี้
เป็นรูปอีก ชื่อว่า การทำความเปิดเผย ด้วยการอธิษฐานนี้ เป็นอันข้าพเจ้า
กล่าวแล้ว.
ก็พระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นอันเตวาสิกของท่านนั้น
กล่าวว่า ก็บทนี้เป็นบทภาชนียปาฏิโมกข์นั่นแหละ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึง
ทราบว่า โทษในที่นี้คือ อาบัติทุกกฏ และทุพภาสิต เบากว่าโทษทั้งปวง
ชื่อว่า การเปิดเผย คือ การออกจากโทษนั้น เป็นไปตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว.
คำว่า อิติ อิเมสุ ได้แก่ เหล่านี้ มีประการอย่างนี้.
คำว่า วชฺชทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ.
คำว่า ภยทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นภัย โดยความเป็นไปแห่ง
ภัย ๔ อย่าง.
ในคำว่า อาทีนวทสฺสาวี นี้ ได้แก่ มีปกติเห็นโทษ มีประการ
ต่าง ๆ คือ โดยการนำมาซึ่งความนินทา โดยมีทุกข์เป็นผลข้างหน้า โดยกระ-
ทำอันตรายต่อคุณในเบื้องบน และเพราะให้เกิดความเดือดร้อน.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 377 (เล่ม 78)

คำว่า นิสฺสรณทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นโทษของภิกษุผู้รื้อถอน
ออกจากโทษภัยนั้น.
ก็ในอธิการนี้ การรื้อถอนออกจากโทษภัยนั้น เป็นไฉน ?
ในอาจริยเถรวาทกล่าวไว้ก่อนว่า การเปิดเผยด้วยการอธิษฐานด้วยสติ
ชื่อว่า การรื้อถอนออก เพราะความเป็นผู้ถึงอนาบัติ (การไม่มีอาบัติ เรียก
ว่า อนาปัตติ).
ในเถรวาทแห่งอันเตวาสิกของท่าน กล่าวว่า การเปิดเผยโดยการ
ออกด้วยสติ ชื่อว่า การรื้อถอนออก เพราะความเป็นผู้ต้องอาบัติ. สำหรับใน
ที่นี้ ภิกษุเห็นปานนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย โดยความ
เป็นโทษ โดยความเป็นภัย. เพื่อแสดงซึ่งโทษมีประมาณน้อย โดยความเป็น
โทษ โดยความเป็นภัยนั้น ท่านกล่าวมาตรา (ประมาณ) ดังนี้.
๑. ชื่อว่า ปรมาณู ๒. ชื่อว่า อณู
๓. ชื่อว่า ตัชชารี ๔. ชื่อว่า รถเรณู
๕. ชื่อว่า ลิกขา ๖. ชื่อว่า โอกา (อูกา)
๗. ชื่อว่า ธัญญมาส ๘. ชื่อว่า อังคุละ
๙. ชื่อว่า วิทัตถิ ๑๐. ชื่อว่า รตนะ
๑๑. ชื่อว่า ยัฏฐิ ๑๒. ชื่อว่า อุสภะ
๑๓. ชื่อว่า คาวุต ๑๔. ชื่อว่า โยชน์
แปลว่า บรรดาชื่อเหล่านั้น ชื่อว่า ปรมาณู เป็นส่วนแห่งอากาศ
(อนุภาคที่เล็กที่สุดซึ่งเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้ เห็นได้ด้วยทิพยจักษุ) ไม่มาสู่คลอง
แห่งตาเนื้อ ย่อมมาสู่คลองแห่งทิพยจักษุเท่านั้น. ชื่อว่า อณู คือรัศมีแห่ง

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 378 (เล่ม 78)

พระอาทิตย์ที่ส่องเข้าไปตามช่องฝา ช่องลูกดาล เป็นวงกลม ๆ ด้วยดี ปรากฏ
หมุนไปอยู่. ชื่อว่า ตัชชารี (สิ่งที่เกิดจากอณูนั้น) เพราะเจาะที่ทางโค ทาง
มนุษย์ และทางล้อแล้วปรากฏพุ่งไปเกาะที่ข้างทั้งสอง. ชื่อว่า รถเรณู (ละออง
รถ) ย่อมติดอยู่ที่รถนั้น ๆ นั่นแหละ. ชื่อว่า ลิกขา (ไข่เหา) เป็นต้น
ปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น.
ก็ในคำเหล่านั้น พึงทราบประมาณดังนี้
๓๖ ปรมาณู ประมาณ ๑ อณู
๓๖ อณู " ๑ ตัชชารี (สิ่งที่เกิดจากอณูนั้น)
๓๖ ตัชชารี " ๑ รถเรณู (ละอองรถ)
๓๖ รถเรณู " ๑ ลิกขา (ไข่เหา)
๗ ลิกขา " ๑ โอกา (ตัวเหา)
๗ โอกา " ๑ ธัญญมาส (เมล็ดข้าวเปลือก)
๗ ธัญญมาส " ๑ อังคุละ (นิ้ว)
๑๒ อังคุละ " ๑ วิทัตถิ (คืบ)
๑๒ วิทัตถิ " ๑ รัตนะ (ศอก)
๗ รตนะ " ๑ ยัฏฐิ (หลักเสา)
๒๐ ยัฏฐิ " ๑ อุสภะ (ชื่อโคจ่าฝูง)
๘๐ อุสภะ " ๑ คาวุต
๔ คาวุต " ๑ โยชน์
๑๐,๐๖๘ โยชน์ (ส่วนสูง)" ๑ ภูเขาสิเนรุราช.

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 379 (เล่ม 78)

ภิกษุกระทำซึ่งโทษมีประมาณน้อย ให้เช่นกับภูเขาสิเนรุราช อันสูง
ประมาณ ๑๐,๐๖๘ โยชน์ ย่อมอาจเพื่อจะเห็น (คือเมื่อเห็นว่าเป็นโทษใหญ่
ก็จะปลงอาบัติ) ได้. ภิกษุใด ชื่อว่า ย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย
โดยความเป็นภัย ภิกษุใดแม้กระทำซึ่งสักว่าโทษ คืออาบัติทุกกฎ ทุพภาสิต
อันเบากว่าโทษทั้งปวง ให้เช่นกับอาบัติปฐมปาราชิก ภิกษุนี้ บัณฑิตพึงทราบ
ว่า ชื่อว่า ย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย โดยความเป็นโทษ โดยความ
เป็นภัย ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งข้อว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ
ดังนี้
คำว่า ภิกฺขุสิกฺขา ได้แก่ สิกขา อันภิกษุทั้งหลายพึงศึกษา. ภิกษุ
สิกขานั้นทั่วไปกับนางภิกษุณีบ้าง ไม่ทั่วไปบ้าง ถึงอย่างนั้นก็ชื่อว่า ภิกษุสิกขา
นั่นแหละ. คำว่า ภิกฺขุนีสิกฺขา ได้แก่ สิกขา อันภิกษุณีทั้งหลาย พึงศึกษา
ภิกขุนีสิกขาแม้นั้น ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลายก็ดี ไม่ทั่วไปก็ดี ชื่อว่า ภิกขุนี
สิกขา เหมือนกัน. แม้สิกขาของสามเณร สิกขมานา สามเณรทั้งหลายก็รวม
อยู่ในที่นี้แหละ.
คำว่า อุปาสกสิกฺขา ได้แก่ สิกขา อันอุบาสกทั้งหลาย พึงศึกษา.
สิกขาของอุบาสกนั้น ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ ศีล ๑๐. คำว่า
อุปาสิกาสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันอุบาสิกาทั้งหลาย พึงศึกษา สิกขาแม้นั้น
ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ ศีล ๑๐.
บรรดาสิกขาเหล่านั้น สิกขาของภิกษุ และภิกษุณี ย่อมเป็นไปถึง
อรหัตตมรรค. สิกขาของอุบาสก และอุบาสิกา ย่อมเป็นไปถึงอนาคามิมรรค.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 380 (เล่ม 78)

ในที่นี้ ภิกษุนี้ ย่อมศึกษาในสิกขาบทอันตนพึงรักษาเทียว. ส่วนสิกขาที่เหลือ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงอรรถของสิกขาบท ด้วยสามารถแห่งการ
ยกขึ้นซึ่งประโยชน์.
คำว่า อิติ อิมาสุ สิกฺขาสุ ได้แก่ ในสิกขาทั้งหลายเหล่านี้ มี
ประการอย่างนี้.
คำว่า สพฺเพน สพฺพํ ได้แก่ สิกขาทั้งปวง โดยการสมาทานสิกขา
ทั้งปวง.
คำว่า สพฺพถา สพฺพํ ได้แก่ สิกขาทั้งปวง โดยมีประการอัน
บุคคลทั้งปวงพึงศึกษา.
คำว่า อเสสํ นิสฺเสสํ ได้แก่ ชื่อว่า อเสสํ (มิให้เหลือ) เพราะ
ไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่า นิสฺเสสํ เพราะทำสิกขาบทแม้แตกแล้วด้วยความหลง
ลืม ให้เป็นปกติอีก.
คำว่า สมาทาย วตฺตติ ได้แก่ สมาทานแล้ว ถือเอาแล้ว จึง
ประพฤติ.
คำว่า เตน วุจฺจติ ได้แก่ สมาทานสิกขาทั้งปวงนี้แล้ว ย่อมศึกษา
ย่อมให้เต็มโกยอาการอันบุคคลทั้งปวง พึงศึกษา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า จึงตรัสว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ แปลว่า สมาทานแล้ว
ประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายดังนี้.
ในนิทเทสหมวดสองแห่งบทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเน
มตฺตญฺญู พึงทราบการประกอบถ้อยคำแรกแห่งภิกษุผู้ฝักใฝ่ในธรรมอันดำ
โดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วในอาจารนิทเทส นั่นแหละ. ก็คำว่า ตตฺถ กตมา

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 381 (เล่ม 78)

อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา เป็นต้น คำใดที่ควรกล่าว คำนั้นทั้งหมด
ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในนิกเขปกัณฑ์วรรณนานั่นแหละ.
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งชาคริยานุโยค ต่อไป. เบื้องต้นแห่ง
ราตรี กล่าวคือ เที่ยงคืน ชื่อว่า ปุพพรัตตะ ในคำว่า ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ
นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมถือเอาซึ่งปฐมยาม และปัจฉาภัต ด้วยศัพท์ว่า
ปุพพรัตตะนี้. ภายหลังแห่งราตรีชื่อว่า อปรรัตตะ. ย่อมถือเอาปัจฉิมยาม
และปุเรภัต ด้วยศัพท์ว่า อปรรัตตะนี้. ส่วนมัชฌิมยาม ท่านไม่ถือเอา เพราะ
เป็นโอกาสแห่งการหลับนอน และการบรรเทาความเมื่อยของภิกษุ.
คำว่า ชาคริยานุโยคํ ได้แก่ การประกอบเนืองๆ ของผู้ตื่นที่ชื่อว่า
ชาคริยะ.
คำว่า อนุยุตฺโต โหติ ได้แก่ การประกอบเนือง ๆ การขวนขวาย
ซึ่งการเสพการเจริญ กล่าวคืออนุโยคนั้น. ก็ในนิทเทสแห่งคำนี้ ในข้อว่า
ภิกฺขุ ทิวสํ ได้แก่ท่านถือเอาวันหนึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ เวลาเช้า เวลา
กลางวัน และเวลาเย็น.
คำว่า จงฺกเมน นิสชฺชาย ได้แก่ ภิกษุ เมื่ออยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง
สองแม้นี้ย่อมชำระจิตจากอาวรณจิต (อุปสรรคของจิต) หรือจากธรรมอันเป็น
เครื่องกั้น หรือจากนิวรณ์ทั้ง ๕ หรืออกุศลธรรมทั้งหมด คือว่า ย่อมชำระจิต
ย่อมเปลื้องจิตจากอกุศลธรรมเหล่านั้น. อนึ่งการยืน ในอธิการนี้ท่านไม่ถือ
เอาก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงถือเอาการยืนนั่นแหละด้วย เพราะอาศัยเอาระหว่าง
การเดินกับการนั่ง. คำว่า ปฐมยามํ ได้แก่ ในปฐมยามแม้ทั้งสิ้น. คำว่า
มชฺฌิมยามํ ได้แก่ ในมัชฌิมยาม กล่าวคือ ส่วนทั้ง ๖ ของกลางคืนและ
กลางวัน.

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 382 (เล่ม 78)

ในข้อว่า สีหเสยฺยํ นี้ ได้แก่ เสยยา (การนอน) ๔ อย่าง คือ
กามโภคี เสยยา (นอนอย่างผู้บริโภคกาม) เปตเสยยา (นอนอย่างเปรต)
สีหเสยยา (นอนอย่างสีหะ) ตถาคตเสยยา (นอนอย่างพระตถาคต). พึง
ทราบการนอนเหล่านั้น ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้บริโภคกามโดยมาก
ย่อมนอนตะแคงข้างซ้าย เพราะฉะนั้นผู้นี้จึงชื่อว่า กามโภคีเสยยา. จริงอยู่
บรรดาผู้บริโภคกามเหล่านั้น โดยมาก ชื่อว่า ย่อมไม่นอนตะแคงข้างขวา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยมากบุคคลใด ย่อมนอนหงาย เพราะฉะนั้น บุคคล
นั้น จึงชื่อว่า เปตเสยยา (นอนอย่างเปรต หรือ คนที่ตายไปแล้ว ). จริงอยู่
บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อนอนตะแคงข้างหนึ่งได้ เพราะความที่ตนมีเนื้อและเลือด
น้อย และเพราะกระดูกตรงที่ต่อกันไม่เป็นปกติ จึงได้แต่นอนหงายเท่านั้น
ภิกษุทั้งหลาย สีหะผู้มิคราช เป็นผู้มีใจเป็นของตน ย่อมสำเร็จการนอนโดย
ข้างขวา เพราะฉะนั้น การนอนนี้ จึงชื่อว่า สีหเสยยา. จริงอยู่ สีหะผู้
มิคราช วางเท้าหน้าทั้งสองไว้ที่หนึ่ง วางเท้าหลังสองเท้าไว้ที่หนึ่ง และเอา
หางใส่ไว้ระหว่างขาอ่อน แล้วกำหนดโอกาส (คือ การปรากฏ) ทั้งเท้าหน้า
เท้าหลังและหาง อันตนวางไว้ แล้วจึงนอนวางศีรษะบนสองเท้าหน้า เพราะ
ความที่ตนเป็นผู้มีอำนาจมาก แม้นอนตลอดวันตื่นขึ้นมาก็ไม่สะดุ้งตื่น (ตกใจ
ตื่น) เมื่อจะลุกขึ้นก็ยกศีรษะขึ้นกำหนดดูการปรากฏของเท้าหน้าเป็นต้นตามที่
ตนวางไว้ ถ้าว่าการปรากฏของเท้าเป็นต้น เคลื่อนไปสู่ที่ไร ๆ จากที่วางไว้
แต่เดิม ย่อมจะไม่เป็นผู้มีใจเป็นของ ๆ ตน ด้วยคิดว่า ลักษณะนี้ไม่ควรแก่
ความเป็นผู้กล้าหาญโดยชาติของตน แล้วก็จะนอนในที่นั้นนั่นแหละ. ไม่ออก
ไปหาอาหาร ก็ถ้าว่า เท้าหน้าเป็นต้น ที่ตนตั้งไว้แล้ว ไม่เคลื่อนผิดปกติไป

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 383 (เล่ม 78)

ย่อมเป็นผู้มีใจยินดีร่าเริง และคิดว่า อาการนี้สมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ
ของตนโดยชาติ แล้วจะลุกขึ้น แสดงท่าหาวของสีหะ สะบัดสร้อยคอ และบันลือ
สีหนาทสิ้นสามครั้ง แล้วจึงออกไปแสวงหาอาหาร.
อนึ่ง การนอนประกอบด้วยญาณที่ ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียก
ว่า ตถาคตเสยยา. ในบรรดาการนอนเหล่านั้น สีหเสยยา มาในที่นี้ จริง
อยู่ ชื่อว่า สีหเสยยา เพราะความเป็นอิริยาบถ อันอุดมด้วยเดช.
คำว่า ปาเท ปาทํ ได้แก่ วางเท้าซ้ายเหลื่อมไปบนเท้าที่รองรับ
หน่อยหนึ่ง. เพราะว่า เมื่อข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า หรือเข่ากระทบกับเข่า
เวทนาย่อมเกิดขึ้นเนือง ๆ จิตก็ไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทั้งการนอนก็ไม่ผาสุก.
ก็การนอนนั้น เข่าและข้อเท้า ย่อมไม่เสียดสีกันโดยอาการใด เมื่อวางเท้า
เหลื่อมกันไป โดยอาการนั้นแล้ว ทุกขเวทนานั้นย่อมไม่เกิดขึ้น จิตย่อม
มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทั้งการนอนก็ผาสุก. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง
ตรัสว่า วางเท้าซ้อนเท้า (เหลื่อมเท้า) ดังนี้.
คำว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยสติ และปัญญา
เป็นเครื่องรู้พร้อม. ก็สติสัมปชัญญะ อันภิกษุกำหนดถือเอาดีแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยบทว่า สโต สมฺปชาโน นี้.
คำว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ได้แก่ ตั้งสัญญาในอันที่จะ
ลุกขึ้นไว้ในจิต กำหนดเวลาที่จะลุกขึ้นอย่างนี้ว่า เราจักลุกขึ้น ในเวลาชื่อ
โน้น ดังนี้. จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนี้แล้วนอน ก็ควรเพื่อจะลุกขึ้นในเวลาตาม
ที่เธอกำหนดไว้.
คำว่า สาตจฺจํ เนปกฺกํ อธิบายว่า ภิกษุประกอบแล้ว ประกอบ
เนือง ๆ แล้วยังวิริยะ กล่าวคือ ความเพียร (อันเป็นไปติดต่อกัน) ชื่อว่า

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 384 (เล่ม 78)

สาตัจจะ เพราะยังความเพียรนั้นให้เป็นไปทั่ว และยังปัญญากล่าวคือ เนปักกะ
(ปัญญาเป็นเครื่องรักษา) อันถึงความแก่รอบ ให้เป็นไปอยู่นั้นแหละ จึง
ชื่อว่า ประกอบเนือง ๆ ในชาคริยานุโยค อยู่. ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสความเพียรเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ. แม้ปัญญา ก็มีคติเช่นวิริยะนั่น-
แหละ. คือ เมื่อตรัสเรื่องวิริยะในโลกิยะ วิริยะนั้นก็เป็นโลกิยะ ตรัสวิริยะ
ในโลกุตตระ ก็เป็นโลกุตตระ.
คำว่า โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลาย อันเป็นไป
ในฝ่ายแห่งมรรคญาณ กล่าวคือ ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔. อธิบาย
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวมโพธิปักขิยธรรมทั้งหมดไว้มีประมาณ ๓๗ เมื่อ
จะทรงแสดงองค์เเห่งการตรัสรู้นั่นแหละ อันสามารถเป็นไปโดยความเป็นอัน
เดียวกันในอารมณ์หนึ่งแห่งภาวนาแม้เป็นโลกีย์ จึงตรัสคำว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา
เป็นอาทิ. โพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเป็นมิสสกะ คือ เจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถ
ตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยเหมือนที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง แล.
อธิบายอิริยาบถ
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งคำว่า อภิกฺกนฺเต เป็นต้น การก้าว
ไปข้างหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า อภิกกันตะ ก่อน ในคำว่า
อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต นี้. การถอยกลับมาข้างหลัง เรียกว่า ปฏิกกันตะ.
อภิกกันตะ แสะปฏิกกันตะ แม้ทั้งสองนี้ ย่อมได้ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ
ในอิริยาบถเดินก่อน เมื่อน้อมกายเดินไปข้างหน้า ชื่อว่า อภิกกันตะ.
เมื่อถอยกลับมา ชื่อว่า ปฏิกกันตะ. แม้ในอิริยาบถยืน ยังยืนอยู่นั่นแหละ

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 385 (เล่ม 78)

เมื่อน้อมกายไปข้างหน้า ชื่อว่า อภิกกันตะ เมื่อน้อมกายมาข้างหลัง ชื่อว่า
ปฏิกกันตะ. แม้ในอิริยาบถนั่ง ยังนั่งอยู่นั่นแหละ มีหน้าเฉพาะต่อส่วน
ข้างหน้าแห่งอาสนะ และน้อมกายไปอยู่ ชื่อว่า อภิกกันตะ น้อมกายไปสู่
ประเทศส่วนเบื้องหลัง ชื่อว่า ปฏิกกันตะ. แม้ในอิริยาบถนอน ก็นัยนี้
นั่นแหละ.
คำว่า สมฺปชานการี โหติ ได้แก่ เป็นผู้มีปกติทำกิจทั้งปวง
ด้วยสัมปชัญญะ หรือเป็นผู้มีปกติทำซึ่งสัมปชัญญะ. จริงอยู่ ภิกษุนั้น ย่อม
ทำซึ่งสัมปชัญญะนั่นแหละ ในอิริยาบถทั้งหลาย มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น
คือว่า ย่อมเป็นผู้ไม่เว้นจากสัมปชัญญะในอิริยาบถไหน ๆ เลย. ก็เพราะ
สัมปชัญญะนั้น สัมปยุตด้วยสตินั่นแหละ ฉะนั้น ในนิทเทสแห่งฌานวิภังค์นี้
จึงตรัสว่า สโต สมฺปชาโน อภิกฺกมติ สโต สมฺปชาโน ปฏิกฺกมติ
ดังนี้. จริงอยู่ ภิกษุนี้ ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยมาข้างหลัง ชื่อว่า เป็นผู้ ไม่
หลงลืมสติ มีสัมปชัญญะ. คือว่า ภิกษุประกอบด้วยสติ มีความรู้สึกตัวทั่ว
พร้อมด้วยปัญญานั่นเเหละ ย่อมก้าวไปข้างหน้าด้วย ย่อมถอยกลับมาข้างหลัง
ด้วย. เธอย่อมยังสัมปชัญญะ ๔ อย่าง ให้หยั่งลงในอิริยาบถทั้งปวงมีการก้าว
ไปข้างหน้า เป็นต้น. จริงอยู่ สัมปชัญญะนี้ มี ๔ อย่าง คือ.
๑. สาตถกสัมปชัญญะ
๒. สัปปายสัมปชัญญะ
๓. โคจรสัมปชัญญะ
๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ
บรรดาสัมปชัญญะเหล่านั้น เมื่อจิตในการก้าวไปข้างหน้าเกิดขึ้นแล้ว
กำหนดสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่ประโยชน์โดยใคร่

385