ในคำเหล่านั้น เจตนาของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือว่า
การยังวัตรปฏิบัติให้เต็ม ชื่อว่า เจตนาเป็นศีล.
การงดเว้นของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า เจตสิก
เป็นศีล. อีกอย่างหนึ่ง เจตนาอันเป็นไปในกรรมบถ ๗ ของผู้ละปาณาติบาต
เป็นต้น ก็ชื่อว่า เจตนาเป็นศีล. ในสังยุตตมหาวรรค ท่านกล่าวธรรมทั้ง
หลาย มีความไม่โลภไม่พยาบาทและสัมมาทิฏฐิ โดยนัยเป็นต้นว่า บุคคลละ
อภิชฌา อยู่ด้วยเจตนาปราศจากความโลภ ดังนี้ก็ชื่อว่า เจตสิกเป็นศีล.
ในข้อว่าความสำรวมเป็นศีล พึงทราบโดยความสำรวม ๕ คือ
๑. ปาฏิโมกขสังวร (ความสำรวมด้วยปาฏิโมกข์)
๒. สติสังวร (ความสำรวมด้วยสติ)
๓. ญาณสังวร (ความสำรวมด้วยญาณ)
๔. ขันติสังวร (ความสำรวมด้วยขันติ)
๕. วิริยสังวร (ความสำรวมด้วยความเพียร).
ความต่างกัน (นานากรณํ) ของความสำรวมเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้
ในปกรณ์วิเศษชื่อว่า วิสุทธิมรรค.
ข้อว่า การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล อธิบายว่า การไม่ก้าวล่วงอันเป็น
ไปทางกายและวาจาของผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว.
คำว่า การสำรวมเป็นศีล การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล นี้แหละเป็น
ศีลโดยตรง (นิปปริยาย) ส่วนข้อว่า เจตนาเป็นศีล และเจตสิกเป็นศีล
นี้ พึงทราบว่า เป็นศีลโดยปริยาย (โดยอ้อม) ก็เพราะภิกษุชื่อว่า ย่อมตั้ง
มั่นในพระศาสนาด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ศีลนั้นเป็นที่อาศัย ดังนี้.