พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 356 (เล่ม 78)

ในคำเหล่านั้น เจตนาของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือว่า
การยังวัตรปฏิบัติให้เต็ม ชื่อว่า เจตนาเป็นศีล.
การงดเว้นของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า เจตสิก
เป็นศีล. อีกอย่างหนึ่ง เจตนาอันเป็นไปในกรรมบถ ๗ ของผู้ละปาณาติบาต
เป็นต้น ก็ชื่อว่า เจตนาเป็นศีล. ในสังยุตตมหาวรรค ท่านกล่าวธรรมทั้ง
หลาย มีความไม่โลภไม่พยาบาทและสัมมาทิฏฐิ โดยนัยเป็นต้นว่า บุคคลละ
อภิชฌา อยู่ด้วยเจตนาปราศจากความโลภ ดังนี้ก็ชื่อว่า เจตสิกเป็นศีล.
ในข้อว่าความสำรวมเป็นศีล พึงทราบโดยความสำรวม ๕ คือ
๑. ปาฏิโมกขสังวร (ความสำรวมด้วยปาฏิโมกข์)
๒. สติสังวร (ความสำรวมด้วยสติ)
๓. ญาณสังวร (ความสำรวมด้วยญาณ)
๔. ขันติสังวร (ความสำรวมด้วยขันติ)
๕. วิริยสังวร (ความสำรวมด้วยความเพียร).
ความต่างกัน (นานากรณํ) ของความสำรวมเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้
ในปกรณ์วิเศษชื่อว่า วิสุทธิมรรค.
ข้อว่า การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล อธิบายว่า การไม่ก้าวล่วงอันเป็น
ไปทางกายและวาจาของผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว.
คำว่า การสำรวมเป็นศีล การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล นี้แหละเป็น
ศีลโดยตรง (นิปปริยาย) ส่วนข้อว่า เจตนาเป็นศีล และเจตสิกเป็นศีล
นี้ พึงทราบว่า เป็นศีลโดยปริยาย (โดยอ้อม) ก็เพราะภิกษุชื่อว่า ย่อมตั้ง
มั่นในพระศาสนาด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ศีลนั้นเป็นที่อาศัย ดังนี้.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 357 (เล่ม 78)

ถามว่า ชื่อว่าเป็นที่อาศัย เพราะภิกษุย่อมตั้งมั่นในพระศาสนานี้
หรือกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น ย่อมตั้งมั่นในพระศาสนานี้.
ตอบว่า เนื้อความนี้พึงทราบด้วยสามารถแห่งพระสูตรที่ว่า ก็นระ
ผู้มีปัญญาอาศัยซึ่งศีล เป็นต้น พระสูตรว่า ดูก่อนมหาราช ชนทั้งหลาย
อาศัยศีลแล้ว พึงยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น เป็นต้น และพระสูตร
ว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อบุคคลอาศัยศีลแล้ว กุศลธรรมทั้งปวง
ย่อมไม่เสื่อมไปโดยรอบ ดังนี้เป็นต้น.
ศีลนั้น ๆ ชื่อว่า เป็นเบื้องต้น เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นก่อน. สมจริง
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงชำระธรรม
(ศีล) อันเป็นเบื้องต้นนั่นแหละให้ยิ่งขึ้นไป ก็บรรดากุศลธรรมทั้ง
หลาย อะไรเล่าชื่อว่า เป็นธรรมเบื้องต้น ก็ศีลอันหมดจดดีแล้ว
และทิฏฐิอันตรงด้วย เป็นธรรมเบื้องต้นของกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนี้.
เปรียบเหมือนนายช่างผู้สร้างเมือง มีความประสงค์จะสร้างเมือง ย่อม
ชำระพื้นที่ของเมืองก่อน ภายหลังจึงแบ่งที่สร้างเมือง โดยกำหนดเอาทาง
สามแพร่งสี่แพร่งเป็นต้น ฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้นนั่นแหละ ย่อมชำระศีล
ตั้งแต่ต้นทีเดียว ภายหลังจากนั้นก็กระทำให้แจ้งซึ่ง สมถะ วิปัสสนา มรรค
ผล และพระนิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างย้อม ซักผ้าด้วยน้ำด่าง เมื่อผ้า
สะอาดดีแล้วจึงย้อมด้วยสีต่าง ๆ ตามปรารถนา ฉันใด ก็หรือว่า จิตรกร
(ช่างวาดเขียน) ผู้ฉลาดปรารถนาจะวาดรูป เขาย่อมกระทำการตกแต่งฝาก่อน
หลังจากนั้นจึงวาดรูป ฉันใด.

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 358 (เล่ม 78)

พระโยคาวจร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชำระศีลแต่ต้นเทียว หลังจากนั้น
ก็กระทำให้แจ้ง ซึ่งสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า
ศีลเป็นเบื้องต้น ดังนี้.
ศีลนั้น ๆ ชื่อว่าเป็นจรณะ เพราะความเป็นธรรมชาติเช่นกับเท้า
(เครื่องดำเนินไป) จริงอยู่ เท้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นจรณะ.
เหมือนอย่างว่า สภาพการปรุงให้ดำเนินไปสู่ทิศ ย่อมไม่เกิดแก่บุรุษผู้มีเท้าขาด
แล้ว ย่อมเกิดแก่บุรุษผู้มีเท้าสมบูรณ์นั้นแหละ ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ศีล
ของผู้ใดแตกแล้ว ขาดแล้ว ไม่สมบูรณ์แล้ว การดำเนินไปสู่ญาณเพื่อบรรลุ
พระนิพพาน ก็ย่อมไม่สำเร็จแก่ผู้นั้น ส่วนผู้ใดมีศีลไม่แตก ไม่ขาด บริบูรณ์
แล้ว ผู้นั้นก็จะดำเนินไปสู่ญาณเพื่อบรรลุพระนิพพาน ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นจรณะ ดังนี้.
ศีลนั้น ๆ ชื่อว่า สังยมะ (เครื่องสำรวม) ด้วยสามารถแห่งการระวัง
ชื่อว่า สังวร (เครื่องระมัดระวัง) ด้วยสามารถแห่งการปิดกั้น. แม้ด้วยเหตุ
ทั้งสองนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นเครื่องสำรวม เป็นเครื่องระวัง
ดังนี้. พึงทราบวจนัตถะในที่นี้ว่า
สภาวะใด ย่อมสำรวมการดิ้นรน โดยก้าวล่วงของบุคคล หรือว่า
ย่อมสำรวมซึ่งบุคคล คือว่า ย่อมไม่ให้เพื่ออันกระสับกระส่ายไปของบุคคลนั้น
ด้วยสามารถแห่งการก้าวล่วง ฉะนั้น สภาวะนั้นจึงชื่อว่า สังยมะ (เครื่อง
สำรวม).
ชื่อว่า สังวร (เครื่องระวัง) เพราะย่อมปิดกั้นทวาร อันเป็นที่ก้าว
ล่วงแห่งบุคคล.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 359 (เล่ม 78)

คำว่า มุขํ ได้แก่ เป็นธรรมสูงสุด หรือเป็นหัวหน้า. เหมือนอย่าง
ว่า อาหาร ของสัตว์ทั้งหลาย เข้าไปทางปากแล้ว ย่อมแผ่ไปสู่อวัยวะน้อย
ใหญ่ ฉันใด กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ของพระโยคีก็ฉันนั้น เข้าไปทางปาก
คือ ศีลแล้ว ย่อมยังความสำเร็จแห่งประโยชน์ให้สมบูรณ์. ด้วยเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นหัวหน้า ดังนี้.
คำว่า ปมุเขน สาธุ อธิบายว่าเป็นประธาน เป็นธรรมอันเลิศ
เป็นธรรมชาติถึงก่อน เป็นธรรมประเสริฐสุด. คำว่า กุสลานํ ธมฺมานํ
สมาปตฺติยา (แปลว่าเพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย) บัณฑิต
พึงทราบว่า ศีลเป็นเลิศ เป็นธรรมถึงก่อน เป็นธรรมประเสริฐสุด เป็น
ประธานเพื่ออันได้เฉพาะซึ่งกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ ดังนี้.
คำว่า กายิโก อวีติกฺกโม (แปลว่า การไม่ล่วงละเมิดทางกาย)
ได้แก่กายสุจริต ๓ อย่าง. คำว่า วาจสิโก (แปลว่า การไม่ล่วงละเมิดทาง
วาจา) ได้แก่วจีสุจริต ๔ อย่าง. ทั้งสองนั้นชื่อว่า กายิกวาจสิโก (คือ การ
ไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา). ท่านย่อมถือเอาอาชีวัฏฐมกศีล (คือ ศีล
มีอาชีวะเป็นที่ ๘) ย่อมแสดงด้วยการไม่ก้าวล่วงละเมิดทางกายและวาจานี้.
คำว่า สํวุโต ได้แก่ อันเขาปิดแล้ว อธิบายว่า มีอินทรีย์ อัน
สำรวมแล้วชื่อว่าปิดแล้ว. เหมือนอย่างว่า บ้านมีประตูปิดแล้ว ท่านเรียกว่า
บ้านอันเขาปิดแล้ว ระวังแล้ว ฉันใด ในข้อนี้ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ภิกษุมีอินทรีย์สำรวมแล้วระวังคุ้มครองแล้ว.
คำว่า ปาฏิโมกฺขสํวเรน ได้แก่ ด้วยปาฏิโมกข์ และสังวร. อีก
อย่างหนึ่งได้แก่ ด้วยสังวร กล่าวคือ ปาฏิโมกข์. คำว่า อุเปโต (แปลว่า ผู้
เข้าไปถึงแล้ว) เป็นต้น มีเนื้อความดังที่กล่าวแล้วนั้นแหละ. พระผู้มีพระ-

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 360 (เล่ม 78)

ภาคเจ้าตรัสว่า การอยู่ด้วยอิริยาบถของภิกษุ ผู้ตั้งอยู่ในปาฏิโมกข์สังวรศีล
ด้วยบทแม้ทั้ง ๗๑ มีคำว่า อิริยติ เป็นต้น
อนาจารนิทเทส๒
ในนิทเทสแห่งอาจาระและโคจระ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ท่านประสงค์จะกล่าวอาจาระของสมณะ โคจระของสมณะแม้โดยแท้ จึงทรงยก
ซึ่งบทว่า อาจาระมีอยู่ อนาจาระมีอยู่ด้วยบทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ดังนี้.
เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง เมื่อจะบอกทาง จึงกล่าวว่า
ท่านจงปล่อยทางซ้าย ถือเอาทางขวา ย่อมบอกทางอันมีภัย ทางอันผิด อัน
บุคคลพึงปล่อยวางก่อน ภายหลังจึงบอกทางอันเกษม ทางอันตรงอันบุคคล
พึงถือเอา ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ พระธรรมราชา เช่นกับบุรุษผู้
ฉลาดในทาง ทรงบอกอนาจาระ อันพระพุทธเจ้าทรงรังเกียจแล้ว อันบุคคล
พึงละก่อน เมื่อจะทรงบอกอาจาระในภายหลังจึงตรัสว่า ตตฺถ กตโม อนา-
จาโร เป็นอาทิ. จริงอยู่ หนทาง ที่บุคคลบอกแล้วพึงไปถึงหรือไม่
ถึงก็ได้ ส่วนทางที่พระตถาคตบอกแล้ว เป็นทางชอบธรรม ไม่ผิดหวัง
ย่อมให้บรรลุถึงพระนคร คือ พระนิพพาน ดุจวชิราวุธ อันพระอินทร์ทรง
ปล่อยไปแล้ว ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงได้กล่าวว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง
ดังนี้ คำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธะนี้ เป็นชื่อของพระตถาคต.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะการประกอบความเพียรในกัลยาณธรรม ย่อม
เป็นธรรมอันสมบูรณ์แก่บุคคลผู้มีบาปธรรมอันละแล้ว เปรียบเหมือนการทัด
ทรงด้วยเครื่องประดับ มีระเบียบดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น
๑. ทั้ง ๗ บท คือ ผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วย
ดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี และประกอบแล้ว
๒. อนาจาระ หมายถึงความประพฤติไม่ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับ อาจาระ

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 361 (เล่ม 78)

ย่อมสมควรแก่บุคคลผู้มีเหงื่อไคลและมลทินอันตนชำระแล้ว ด้วยการอาบน้ำ
พร้อมทั้งสระหัว ฉะนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระประสงค์จะบอก
อนาจาระอันบุคคลพึงละก่อน เหมือนบุคคลทำความสะอาดชำระล้างเหงื่อไคล
และมลทิน ด้วยการอาบน้ำสระหัว ภายหลังบอกอาจาระซึ่งเปรียบเหมือนการ
ทัดทรงด้วยเครื่องประดับมีระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น จึง
ตรัสคำว่า ตตฺถ กตโม อนาจาโร เป็นอาทิ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ความล่วงละเมิดทางกาย ได้แก่ กาย
ทุจริต ๓. คำว่า ความล่วงละเมิดทางวาจา ได้แก่ วจีทุจริต ๔. คำว่า
ความล่วงละเมิดทางกายและวาจา ได้แก่ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ เหล่า
นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงการก้าวล่วงของบุคคลผู้มีอาชีวัฏฐมกสีล
(ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘) นั้นแหละ ด้วยอาการอย่างนี้. ก็เพราะบุคคลไม่ประ-
พฤติอนาจารด้วยกายและวาจาเท่านั้น ย่อมประพฤติแม้ด้วยใจทีเดียว ฉะนั้น
เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ความเป็นผู้ทุศีล
แม้ทั้งปวง ก็เรียกว่า อนาจาระ ดังนี้.
ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกแสดงอาจาระอย่างใด
อย่างหนึ่ง จึงตรัสดำว่า อิเธกจฺโจ เวฬุทาเนน เป็นต้น (แปลว่า ภิกษุ
บางรูปในพระศาสนานี้ย่อมเลี้ยงชีพ ด้วยการให้ไม้ไผ่เป็นต้น).
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า การให้ไม้ไผ่ ได้แก่ การให้ไม้ไผ่อัน
เป็นเครื่องอาศัยเป็นเหตุ. อธิบายว่า ภิกษุไม่ควรให้แก่อุปัฏฐาก ด้วยอันคิด
ว่า เราจักนำไม้ไผ่ที่เกิดขึ้นเอง หรือไม้ไผ่ที่มีบุคคลคุ้มครองรักษามาให้เป็น
เครื่องใช้สอย ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นต้น เพราะว่า ภิกษุเมื่อสำเร็จการเลี้ยง
ชีพอย่างนี้ ชื่อว่า ย่อมเป็นอยู่ด้วยการแสวงหาอันไม่ชอบธรรม เป็นมิจฉา-

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 362 (เล่ม 78)

อาชีวะ. ภิกษุนั้นแหละ ย่อมถูกครหา ในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้า ก็ชื่อว่า
เป็นผู้ขวนขวายในอบาย ภิกษุนั้น เมื่อให้ไม้ไผ่อันเป็นของเฉพาะตนย่อม
ต้องอาบัติทุกกฏ ชื่อว่า กุลทูสกะ (ผู้ประทุษร้ายตระกูล) เมื่อให้ไม้ไผ่อัน
เป็นของเฉพาะของคนอื่น ย่อมต้องอาบัติ ด้วยเถยยจิต (ขโมย) สงฆ์พึง
กระทำทัณฑกรรมแก่เธอตามราคาสิ่งของนั้น. แม้การให้ไม้ไผ่อันเป็นของสงฆ์
ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ถ้าว่า ภิกษุย่อมให้ไม้ไผ่นั้น เพราะความที่ตนเป็นใหญ่
เธอก็จะต้องอาบัติ เพราะการสละครุภัณฑ์.
ไม้ไผ่ประเภทไหนเป็นครุภัณฑ์ ประเภทไหนไม่เป็น พึงทราบ
ความดังต่อไปนี้.
ไม้ไผ่ใด ที่ไม่ได้ปลูกไว้ เกิดขึ้นเองก่อน ไม้ไผ่นั้นเป็นครุภัณฑ์
ตามฐานะที่สงฆ์กำหนดเท่านั้น นอกนั้น ไม่เป็นครุภัณฑ์. ไม้ไผ่ทั้งปวง
เป็นครุภัณฑ์ โดยประการทั้งปวง ในอันที่สงฆ์ปลูกไว้แล้ว. ไม้ไผ่นั้น
ท่านกำหนดแล้วโดยประมาณ. จริงอยู่ มีประมาณหนึ่งทะนานตวงน้ำมัน
จัดเป็นครุภัณฑ์ ต่ำกว่านั้นไม่เป็น. อนึ่ง ภิกษุใด มีความต้องการด้วย
ทะนานตวงน้ำมัน หรือต้องการไม้เท้า สงฆ์พึงถือเอาสิ่งนั้นกระทำให้เป็น
ผาติกรรม๑ เถิด. ผาติกรรมเป็นของมีราคา หรือเป็นของมากกว่าของสงฆ์
ย่อมควร น้อยกว่า ไม่ควร. แม้หัตถกรรม ลักว่าวัตถุเป็นเครื่องนำน้ำไป
หรือว่า วัตถุเป็นเครื่องดายหญ้าอันเล็กน้อย ก็เช่นเดียวกัน สงฆ์ควรทำ
ผาติกรรมนั้นให้ถาวร. เพราะฉะนั้น การที่ภิกษุโกยเลนขึ้นจากสระน้ำก็ดี
ใช้ให้บุคคลปูลาดพื้นที่บันไดเพื่อทำพื้นที่ไม่เสมอให้เสมอกันก็ดี ควรอยู่ แต่ไม่
ต้องถือเอาเครื่องผาติกรรม คือ เมื่อเธออาศัยอยู่ที่นั้นนั่นแหละพึงใช้สอย เมื่อ
๑. ผาติกรรม หมายถึงสิ่งของแลกเปลี่ยน ในทางพระวินัย หมายถึง การชดเชยของสงฆ์
ด้วยสิ่งอื่น

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 363 (เล่ม 78)

เธอหลีกไปแล้ว พึงทำสิ่งของเหล่านั้นให้เป็นของสงฆ์ เมื่อเธอหลงลืมถือเอา
สิ่งใดสิ่งหนึ่งไป เมื่อไปแล้วในที่ระลึกได้ ก็พึงนำกลับมาคืนแต่ที่นั้น ถ้า
ภัยมีในระหว่าง ก็พึงวางสิ่งนั้นไว้ในที่วิหารอันตนไปถึงแล้ว. พวกมนุษย์
ไปสู่วิหารขอไม้ไผ่ ภิกษุทั้งหลายไม่อาจเพื่อจะให้ได้ โดยการบอกว่า นั่น
เป็นของสงฆ์ ถ้าพวกเขาขอบ่อย ๆ หรือคุกคาม ในเวลานั้น ภิกษุทั้งหลาย
พึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายพึงทำทัณฑกรรม๑ แล้วถือเอาเถิด. ขึ้นชื่อว่า การ
ให้ไม้ไผ่ ย่อมไม่มี. ถ้าว่า พวกมนุษย์เหล่านั้นถวายสิ่งของมีมีดและขวาน
เป็นต้น หรือขาทนียะโภชนียะเพื่อกระทำให้เป็นสินไหม ไม่ควรรับ.
ในอรรถกถาพระวินัย ท่านกล่าวไว้ว่า พวกมนุษย์ถูกไฟไหม้บ้าน
ถือเอาสิ่งของไปอยู่ ภิกษุไม่ควรห้าม ถ้าขุยไผ่เกิดขึ้นที่กอไผ่ของสงฆ์ เมื่อ
ไม่ให้ใครเคาะอยู่ ไม้ไผ่นั้นย่อมพินาศไป สงฆ์จะพึงทำอย่างไร สงฆ์พึงบอก
พวกมนุษย์ในเวลาที่ไปภิกขาจาร ถ้าพวกเขาไม่ปรารถนาจะช่วยทำ ก็พึงพูดว่า
พวกท่านจะได้ส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าเขาไม่ต้องการ ก็พึงพูดว่า พวกท่านจักได้
๒ ส่วน เมื่อพวกเขาไม่ปรารถนาแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่ต้องการไม้ไผ่นั้น
ก็พึงบอกว่า พวกของท่านมีอยู่ ท่านจงทำให้เป็นสินไหม จงเคาะไม้ไผ่ แล้ว
ถือเอาสิ่งนั้นเถิด. ขึ้นชื่อว่า การให้ไม้ไผ่ ย่อมไม่มี. แม้กอไผ่ถูกไฟไหม้ก็ดี
แม้ถูกน้ำพัดไปก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน.
กถามรรค แม้ในต้นไม้ทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ. สำหรับต้นไม้
มีประมาณเท่าท่อนเข็ม ก็จัดเป็นครุภัณฑ์ได้. ภิกษุทำลายต้นไม้อันเป็นของ
สงฆ์ เพื่อทำอาวาส (ที่อยู่) อันเป็นของสงฆ์ แม้ไม่บอกขออนุญาตสงฆ์ก่อน
ก็ทำได้ แต่เพื่อตัดคลองแห่งวาทะ พึงบอกขออนุญาตสงฆ์ก่อนแล้วพึงทำ.
๑. ทัณฑกรรม หมายถึงสินไหม หรือราคาของที่จะแลกเปลี่ยน

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 364 (เล่ม 78)

ถามว่า ภิกษุทำลายต้นไม้ของสงฆ์ ไม่บอกขออนุญาตสงฆ์ก่อน
ควรเพื่อกระทำอาวาสเฉพาะบุคคล หรือไม่.
ตอบว่า ไม่ควร.
ก็ เมื่อว่าโดยหัตถกรรมอย่างสูง ภิกษุย่อมได้สักว่าที่เป็นที่ตั้งเตียง
ในบ้านหลังหนึ่งในบ้าน ๓ หลัง ภิกษุมีสิทธิได้หลังเดียว. ถ้าทัพพสัมภาระ
เป็นของเฉพาะบุคคล พื้นดินเป็นของสงฆ์ ภิกษุนั้นย่อมได้ส่วนเสมอกันกระทำ
บ้านหลังหนึ่ง คือ บรรดาบ้านที่เธอทำ ๒ หลัง เธอควรได้หลังหนึ่ง. เมื่อ
ต้นไม้อันเป็นของสงฆ์ เบียดเบียนอาวาส (ที่อยู่) ของสงฆ์ ภิกษุไม่ขออนุญาต
สงฆ์ก่อนนำออกไป ควรหรือไม่ ตอบว่า ควร แต่เพื่อตัดคลองแห่งวาทะ
ควรขออนุญาตสงฆ์ก่อนแล้วนำออกไป. ถ้าลาภใหญ่ของสงฆ์ อาศัยต้นไม้มีอยู่
ก็ไม่ควรนำออกไป.
เมื่อต้นไม้อันเป็นของเฉพาะบุคคล เบียดเบียนอาวาสอันเป็นของสงฆ์
พึงบอกแก่เจ้าของต้นไม้. ถ้าว่า เขาไม่ปรารถนาจะนำออกไป พึงให้บุคคล
ตัดก่อน แล้วจึงนำออกไป. เมื่อถูกเขาท้วงว่า พวกท่านจงให้ต้นไม้แก่เรา
ดังนี้ พึงให้เขาตีราคาต้นไม้นั้น แล้วให้ทรัพย์ตามราคาทุน. เมื่อต้นไม้อัน
เป็นของสงฆ์ เบียดเบียนอาวาสอันเป็นของบุคคลก็ดี ต้นไม้อันเป็นของเฉพาะ
บุคคลเบียดเบียน อาวาสอันเป็นของบุคคลก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน.
กถามรรค แม้ในเถาวัลย์ (ไม้เถา) ก็นัยนี้นั่นแหละ. อนึ่ง ในที่ใด
เถาวัลย์เป็นของหาได้ยาก เขาย่อมทำการซื้อขายกัน ในที่นั้น จัดเป็นครุภัณฑ์.
ก็เถาวัลย์นั้นแล มีประมาณกึ่งหนึ่งของแขน จัดเป็นครุภัณฑ์ ท่อนเถาวัลย์
ต่ำกว่านั้น ไม่เป็น.
คำทั้งปวง แม้ในคำว่า การให้ใบไม้ เป็นต้น ซึ่งมีคำว่า ด้วย
การให้ใบไม้ เป็นต้น ได้แก่ ด้วยการให้ใบไม้อันเป็นเครื่องอาศัยเป็นเหตุ.

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 365 (เล่ม 78)

พึงทราบวินิจฉัยว่าด้วยความเป็นครุภัณฑ์ ในอธิการนี้ต่อไป.
จริงอยู่ บุคคลย่อมซื้อขายแม้ใบไม้ในที่ใด ชนทั้งหลาย ย่อมถือเอา
เพื่อต้องการแก่ประโยชน์ทั้งหลาย มีการห่อหนังสือเป็นต้น ในที่อันหาได้ยาก
เช่นนั้น ย่อมจัดเป็นครุภัณฑ์ทีเดียว. พึงทราบวินิจฉัยในใบไม้ทองหลาง และ
ใบตาล. แม้ใบตาลบัณฑิตก็พึงกล่าวในฐานะนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ แม้ใบตาล
ในป่าตาลที่เกิดเอง ในที่อันสงฆ์กำหนดไว้นั่นแหละ จัดเป็นครุภัณฑ์. นอก
จากนั้นไม่เป็น. ตาลที่สงฆ์ปลูกไว้ เป็นครุภัณฑ์ แม้ทั้งหมด. ใบลานเปล่า
โดยที่สุดมีประมาณ ๘ นิ้ว เป็นประมาณของครุภัณฑ์. แม้หญ้า ก็พึงอนุโลม
เข้าในข้อนี้เหมือนกัน. ก็ในที่ใด หญ้าไม่มี ในที่นั้น ชนทั้งหลายย่อมใช้
กำบัง ด้วยหญ้ามุงกระค่าย ด้วยฟาง และด้วยใบมะพร้าวเป็นต้น เพราะฉะนั้น
หญ้าทั้งหลาย แม้เหล่านั้น ท่านจึงสงเคราะห์เข้าในข้อนี้. ในหญ้ามุงกระต่าย
และฟางเป็นต้น หญ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง มีประมาณหนึ่งกำมือ เป็นครุภัณฑ์.
ในบรรดาใบมะพร้าวเป็นต้น แม้ใบหนึ่ง อันบุคคลถวายแก่สงฆ์ หรือที่เกิด
ในที่ของสงฆ์ หรือหญ้าที่เกิดเอง เป็นของอันบุคคลคุ้มครองรักษาในพื้นที่
แห่งหญ้าของสงฆ์ ภายนอกอารามก็จัดเป็นครุภัณฑ์. เมื่อสงฆ์ทำสังฆกรรมก็ดี
ทำเจดีย์ก็ดี ในการทำอันเป็นของเฉพาะบุคคลก็ดี การให้หญ้านั้นเกินไป
ก็ควร. แม้ในไม้ไผ่ที่กล่าวแล้วในหนหลัง ก็นัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในการให้ดอกไม้ ดอกไม้ทั้งหลายที่จัดเป็นครุภัณฑ์
คือ ที่สงฆ์กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้ทั้งหลาย มี
ประมาณเท่านี้ แล้วน้อมไปในระเบียบแห่งข้าวยาคูและภัต หรือน้อมไปใน
การปฏิสังขรณ์เสนาสนะ มีประมาณเท่านี้ ดังนี้.

365