พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 276 (เล่ม 78)

อรรถกถามัคควิภังค์
วรรณนาสุตตันตภาชนีย์
อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๓
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในมัคควิภังค์ อันเป็นลำดับต่อจากโพชฌังค-
วิภังค์นั้นต่อไป
คำทั้งปวง มีคำว่า อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เป็นอาทิ (แปลว่า
อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น) บัณฑิตพึงทราบ โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วใน
นิทเทสทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ในสัจจวิภังค์นั่นแหละ. ว่าด้วยอำนาจแห่ง
ภาวนา แม้ในนัยที่สองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยเฉพาะแล้ว ก็ย่อม
ชื่อว่าเจริญสัมมาทิฏฐิ. คำทั้งปวงว่า วิเวกนิสฺสิตํ เป็นต้น พึงทราบโดยนัย
ที่กล่าวไว้แล้วในโพชฌังควิภังค์นั่นแหละ. สุตตันตภาชนีย์ นี้ ว่าด้วยอำนาจ
แห่งนัยแม้ทั้งสอง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเป็นมิสสกะ คือ เจือด้วยโลกิยะ
และโลกุตตระ แล.
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์
ในอภิธรรมภาชนีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสคำว่า อริโย
ตรัสแต่คำว่า มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้. ถึงไม่ตรัสว่า อริยะ ก็ตาม มรรค
มีองค์ ๘ นี้ ก็เป็นอริยมรรคโดยแท้.
เหมือนอย่างว่า บุตรของพระราชาผู้มุรธาภิเษกแล้ว ซึ่งเกิดในครรภ์
ของพระเทวีผู้มุรธาภิเษกแล้ว แม้ใคร ๆ ไม่กล่าวว่า ราชบุตร เขาก็ย่อมเป็น
ราชบุตรนั่นแหละฉันใด แม้อริยมรรคนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัส คำว่า

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 277 (เล่ม 78)

อริยะ ก็พึงทราบว่า มรรคมีองค์ ๘ นั้นเป็นอริยมรรคโดยแท้. คำที่เหลือแม้
ในที่นี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสัจจวิภังค์นั่นแหละ. แม้ในปัญจังคิก-
วาระ ถึงจะไม่ตรัสว่า มรรคมีองค์ ๘ ก็พึงทราบว่า มรรคนั้น มีองค์ ๘
เหมือนกัน. เพราะว่า ธรรมดาว่าโลกุตตรมรรคประกอบเพียงองค์ ๕ มิได้มี.
ในอธิการนี้ พึงทราบอรรถกถาอันมีอยู่แห่งอาจารย์ทั้งหลาย
ต่อไป:-
ก็อาจารย์วิตัณฑวาที (อาจารย์ผู้มีปกติกล่าวเคาะ) กล่าวว่า แม้
โลกุตตรมรรคชื่อว่า ประกอบด้วยองค์ ๘ มิได้มี มีแต่ประกอบด้วยองค์ ๕
เท่านั้น ถูกโต้ว่า จงนำสูตรมาอ้าง อาจารย์วิตัณฑวาทีนั้น เมื่อไม่เห็นสูตร
อื่นจริง ๆ ก็จักนำส่วนแห่งสูตรนี้มาอ้าง เพราะเป็นมหาสฬายตนสูตร. คือว่า ทิฏฐิ
แห่งภิกษุผู้มีความเห็นอย่างนั้นใด ทิฏฐิของภิกษุนั้น จึงชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ.
สังกัปปะ วายามะ สติ สมาธิแห่งความเห็นอย่างนั้น ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นใด
สมาธิของภิกษุนั้นนี้ ก็ชื่อว่า สัมมาสมาธิ. ด้วยว่ากายกรรม วจีกรรม อาชีวะ
ของภิกษุนั้น ย่อมเป็นธรรมบริสุทธิ์ดีแล้ว ในกาลก่อนนั่นแหละ. ลำดับนั้นเขา
พึงท้วงอาจารย์วิตัณฑวาทีว่า ขอจงนำบทแห่งสูตรถัดไปมา. ถ้าอาจารย์
วิตัณฑวาที่จะนำมา ก็จะนำมาซึ่งบทแห่งสูตรอันเป็นกุสลนั้นมา. ถ้าไม่นำมา
เธอพึงนำมาเองแล้วกล่าวว่า "วาทะของอาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นแตกแยกออกไป
จากคำสั่งสอนของพระศาสดา ที่ตรัสว่า อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้
ย่อมถึงความเต็มรอบด้วยภาวนาแก่ภิกษุนั้น เพราะฉะนั้น โลกุตตรมรรค จึง
ชื่อว่า ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่มี คงมีแต่ประกอบด้วยองค์ ๘ เท่านั้น". ก็
องค์ ๓ เหล่านี้ (กายกรรม วจีกรรม อาชีวะ) ย่อมเป็นธรรมบริสุทธิ์แล้ว
เป็นไปก่อน แต่ย่อมเป็นธรรมบริสุทธิ์ยิ่งในขณะแห่งโลกุตตรมรรคแล.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 278 (เล่ม 78)

ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่า มรรคประกอบด้วยองค์ ๕ นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้ว เพื่อประโยชน์อะไร.
ตอบว่า เพื่อแสดงกิจอันยิ่ง (พิเศษ) จริงอยู่ ในสมัยใด ย่อมละ
มิจฉาวาจา ย่อมยังสัมมาวาจาให้บริบูรณ์ ในสมัยนั้น สัมมากัมมันตะ สัมมา-
อาชีวะชื่อว่า ย่อมไม่มี. องค์ ๕ เหล่านี้จึงเป็นองค์ที่เป็นเหตุให้ละมิจฉาวาจา.
ก็สัมมาวาจา ย่อมบริบูรณ์ (เต็ม) เอง ด้วยสามารถแห่งวิรตี. ในสมัยใด
ย่อมละมิจฉากัมมันตะ ย่อมบำเพ็ญสัมมากัมมันตะ ในสมัยนั้น สัมมาวาจา
สัมมาอาชีวะมิได้มี. องค์ ๕ อันเป็นเหตุเหล่านี้นั่นแหละ ย่อมละมิจฉา-
กัมมันตะ. ก็สัมมากัมมันตะ ย่อมบริบูรณ์เอง ด้วยอำนาจแห่งวิรตี. ในสมัยใด
ย่อมละมิจฉาอาชีวะ ย่อมบำเพ็ญสัมมาอาชีวะ สมัยนั้น ไม่มีสัมมาวาจา และ
สัมมากัมมันตะ. องค์ ๕ อันเป็นเหตุเหล่านี้นั่นแหละ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ.
ย่อมบริบูรณ์เองด้วยสามารถแห่งวิรตี. เพื่อแสดงซึ่งความทีธรรม ๕ เหล่านี้
เป็นองค์ที่เป็นเหตุและเป็นธรรมพิเศษโดยกิจนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรง
ถือเอาศัพท์ว่า มรรคประกอบด้วยองค์ ๕ ดังนี้.
จริงอยู่ โลกุตตรมรรค ย่อมประกอบด้วยองค์ ๘ เท่านั้น มิได้
ชื่อว่า ประกอบด้วยองค์ ๕. ถ้าเขากล่าวว่า ไม่แน่ว่ามรรคประกอบด้วยองค์ ๕.
ถ้าเขากล่าวว่า. ไม่แน่ว่ามรรคประกอบด้วยองค์ ๘ โดยรวมสัมมาวาจาเป็นต้น
เพราะความที่วิรตีนี้ มีเจตนามาก คือ สัมมาวาจามีเจตนา ๔ สัมมากัมมันตะ
๓ สัมมาอาชีวะ ๗ เหตุนั้น จึงกล่าวว่าโลกุตตรมรรค ประกอบด้วยองค์ ๕
เท่านั้น ดังนี้จะพึงแก้อย่างไร ?
ข้าพเจ้าจักเปลื้อง แม้เพราะความที่วิรตีเป็นธรรนมีเจตนามากด้วย
จักกล่าวว่าโลกุตตรมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ด้วย. เบื้องต้น พึงถามเขาว่า

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 279 (เล่ม 78)

ท่านอ่านคัมภีร์มหาจัตตารีสะหรือไม่ ถ้าเขาตอบว่าไม่ พึงกล่าวว่า ท่านไม่
ทราบเพราะมิได้ศึกษาไว้. ถ้าเขากล่าวว่า อ่าน (ท่องไว้) ก็พึงพูดว่าจงนำ
สูตรมาอ้าง. ถ้าเขานำสูตรมา ข้อนั้นเป็นการดี. ถ้าไม่นำมา พึงนำมาเองจาก
อุปริปัณณาสก์ ดังต่อไปนี้.
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจา เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวสัมมาวาจา ๒ อย่าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจา
อันเป็นไปกับด้วยอาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ เป็นผลแห่งอุปธิ (เป็นผลให้เกิด
อุปธิ) มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจาเป็นอริยะ ไม่เป็นไปกับด้วย
อาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นมัคคังคะ มีอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจา อันมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
เป็นผลแห่งอุปธิ เป็นไฉน. เจตนาเป็นเครื่องงดเว้น จากมุสาสวาท จาก
ปิสุณาวาท จากผรุสวาท จากสัมผัปปลาปะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจานี้
เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ เป็นผลวิเศษแล้วแห่งอุปธิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจา เป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ
เป็นโลกุตตระ เป็นมัคคังคะ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงด การ
เว้น การเว้นขาด เจตนาเป็นเครื่องงดเว้น จากวจีทุจริต ๔ อันใดแล ของ
อริยจิต ของจิตอันหาอาสวะมิได้ ของผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค ของผู้เจริญ
อริยมรรค ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจานี้ เป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็น
โลกุตตระ เป็นมังคังคะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวสัมมากัมมันตะ ๒ อย่าง ฯลฯ

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 280 (เล่ม 78)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน. สัมมากัมมันตะ
เป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวสัมมาอาชีวะ ๒ อย่าง ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน. เป็นอริยะ ไม่มี
อาสวะ เป็นมัคคังคะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงด การเว้น การเว้นขาด
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากมิจฉาอาชีวะ อันใดแล ของอริยจิต ของจิตอัน
หาอาสวะมิได้ ของการพรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค ของผู้เจริญอริยมรรค. ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะนี้ เรากล่าวว่า เป็นอริยะ เป็นอนาสวะ เป็น
โลกุตตระ เป็นมัคคังคะ ดังนี้. ในอธิการนี้ การงดเว้นแต่ละอย่าง คือ จาก
วจีทุจริต ๔ กายทุจริต ๓ และมิจฉาอาชีวะ เรากล่าวว่า เป็นอริยะ เป็น
อนาสวะ เป็นโลกุตตระ ดังนี้. ในฐานะเช่นนี้ ความเป็นผู้มากด้วยเจตนา
จักมีแต่ที่ไหน มรรคประกอบด้วยองค์ ๕ จักมีแต่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้า
ย่อมทรงแสดงสูตรนี้ แก่ผู้ไม่มีความห่วงใย ว่า โลกุตตรมรรคประกอบด้วย
องค์ ๘ ดังนี้. ถ้าเขากำหนดได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ไซร้ ข้อนั้นเป็นการดี.
ถ้าเขากำหนดไม่ได้ พึงนำเหตุแม้เหล่าอื่นมาให้เข้าใจ.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ไว้ว่า ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรค
ประกอบด้วยองค์ ๘ ไม่มีในธรรมวินัยใดแล แม้สมณะก็ไม่มีในธรรมวินัยนั้น
ฯลฯ ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ มีในธรรมวินัยใดแล
ดูก่อนสุภัททะ สมณะก็ย่อมมีในธรรมวินัยนั้นนั่นแหละ ฯลฯ ลัทธิของผู้อื่น
(ปรับปวาท) ว่างจากสมณะ ดังนี้. มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ มาแล้วใน
สูตรแม้เหล่าอื่นก็มีเป็นอเนก นับเป็นร้อย.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 281 (เล่ม 78)

มรรค ๘ ในกถาวัตถุปกรณ์
แม้ในกถาวัตถุปกรณ์ ท่านสกวาทยาจารย์ ก็ได้กล่าวอ้างพุทธพจน์
ว่า
มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ทฺวิปทานญฺจ จกฺขุมา
บรรดามรรค (ทาง) ทั้งหลาย มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประเสริฐ
ที่สุด บรรดาสัจจะทั้งหลาย บทสี่ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ
ประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์สองเท้าทั้งหลาย พระตถาคต ผู้มีจักษุประเสริฐ
ที่สุด ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ.
ท่านปรวาทยาจารย์ ตอบรับรองว่า ใช่.
ท่านสกวาทยาจารย์ จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น มรรคก็ประกอบด้วย
องค์ ๘ ดังนี้.
ก็ถ้าเขาไม่เข้าใจแม้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ได้ไซร้ พึงส่งเธอไปด้วย
คำว่า เธอจงเข้าไปสู่วิหารดื่มข้าวยาคูเถิด (การรับประทานอาหารทำให้เกิด
ปฏิภาณได้). การที่จะกล่าวเหตุผลให้มากกว่านี้ เป็นอฐานะ แล. คำที่เหลือ
ในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น.
ในที่นี้ บัณฑิตพึงนับนัยทั้งหลาย ดังนี้.
ก็ในมรรคทั้ง ๔ ท่านจำแนกไว้ ๔,๐๐๐นัย ในการถามรวมกัน ตอบ
รวมกัน ในมรรคประกอบด้วยองค์ ๘. ในมรรคประกอบด้วยองค์ ๕ ในการ
ถามรวมกัน ตอบรวมกัน ท่านจำแนกไว้ ๔,๐๐๐ นัย แต่ในการถามแยกกัน
ตอบแยกกัน ท่านจำแนกไว้อย่างละ ๔,๐๐๐ นัย รวมในองค์ทั้ง ๕ จึงเป็น
๒๐,๐๐๐ นัย. อนึ่ง นัยทั้งหมด ท่านจำแนกไว้ในมัคควิภังค์ ๒๘,๐๐๐ นัย คือ

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 282 (เล่ม 78)

๘,๐๐๐ นัยในก่อน รวมกับ ๒,๐๐๐ นัยหลังนี้ด้วยประการฉะนี้. ก็กุศลทั้งหลาย
เหล่านั้นแล เป็นโลกุตตระที่เกิดขึ้นแล้ว. แต่การนับนัยในวิปากะ พึงทำนัย
ทั้งหลายแห่งกุศล แล้วคูณด้วย ๓ แล.
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
ในปัญหาปุจฉกะ บัณฑิตพึงทราบ ความที่มัคคังคะ เป็นกุศล
เป็นต้น โดยทำนองพระบาลีนั้นแหละ. แต่ในอารัมมณติกะ มรรคเหล่านี้ทั้ง
หมด เป็นอัปปมาณารัมมณะอย่างเดียว ไม่เป็นมัคคารัมมณะ เพราะปรารภ
พระนิพพานอันเป็นอัปปมาณธรรมเป็นไป. เพราะมรรค ย่อมไม่ทำผลให้
เป็นอารมณ์แต่ว่าด้วยสามารถแห่งสหชาตเหตุในที่นี้ กุสลทั้งหลาย เป็นมัคค-
เหตุกะ. ในกาลเจริญมรรค ชื่อว่า เป็นมัคคาธิปติ เพราะทำวิริยะ หรือ
วิมังสาให้เป็นประธาน. แม้ในกาลแห่งผลจิต ก็ไม่พึงกล่าวนั่นแหละ. ถึงว่า
ด้วยความเป็นเอการัมมณะในอตีตะเป็นต้น ก็ไม่พึงกล่าว. แต่ย่อมชื่อว่า เป็น
พหิทธารัมมณะได้ เพราะความที่พระนิพพานเป็นพหิทธาธรรม ดังนี้. แม้
ในปัญหาปุจฉกะนี้ ท่านก็กล่าวว่า เป็นมัคคังคะ เป็นโลกุตตระ ที่เกิดขึ้น
แล้วเหมือนกัน. สำหรับมัคคังคะซึ่งเป็นโลกิยะและโลกุตตระ พระสัมมา-
สัมพุทธะ ตรัสไว้ในสุตตันตภาชนีย์เท่านั้น ส่วนในอภิธรรมภาชนีย์ และ
ปัญหาปุจฉกะ ตรัสว่า เป็นโลกุตตระอย่างเดียว. แม้มัคควิภังค์นี้ พระองค์
ก็ทรงนำออกจำแนกแสดงแล้ว ๓ ปริวัฎ ฉะนี้แล.
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ จบ
อรรถกถามัคควิภังค์ จบ

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 283 (เล่ม 78)

๑๒. ฌานวิภังค์
มาติกา
[๕๙๙] ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยปาติโมกข-
สังวร ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระและโคจรอยู่ เห็นภัยในโทษทั้งหลาย
อันมีประมาณน้อยสมาทานแล้วประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
สำรวมในอินทรีย์ ๖ รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรตลอด
ปฐมยามและปัจฉิมยาม ประกอบความเพียรอันเป็นไปติดต่อ ประ-
กอบปัญญาอันรักษาไว้ซึ่งตน เจริญโพธิปักขิยธรรม.
ภิกษุนั้น เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการก้าวไปข้างหน้าและ
ถอยกลับมาข้างหลัง เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการแลดูข้างหน้าและ
เหลียวดูข้างซ้ายข้างขวา เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการคู้อวัยวะเข้า
และเหยียดอวัยวะออก เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการทรงผ้าสังฆาฏิ
บาตรและจีวร เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการกิน ดื่ม เคี้ยว และ
ลิ้มรสเป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เป็นผู้รู้
ชัดอยู่โดยปกติในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดย
ปกติในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูดและนิ่ง.
ภิกษุนั้น อาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา
ซอกเขา ถ้ำในภูเขา ป่าช้า ดง ที่แจ้ง กองฟาง สถานที่ไม่มีเสียง
อื้ออึง สถานที่ไม่ใคร่มีคนสัญจรไปมา สถานที่ไม่มีคนพลุกพล่าน
สถานที่อันสมควรเป็นที่หลีกเร้น.

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 284 (เล่ม 78)

ภิกษุนั้น ไปสู่ป่าก็ตาม ไปสู่โคนไม้ก็ตาม ไปสู่เรือนว่าง
ก็ตาม นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติมุ่งหน้าต่อกรรมฐาน.
ภิกษุนั้น ละอภิชฌาในโลกได้แล้ว อยู่ด้วยจิตที่ปราศจาก
อภิชฌา ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความพยาบาทและความ
ประทุษร้ายได้แล้ว เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท อยู่ มีความอนุเคราะห์
แก่สัตว์ทั้งปวง ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความประ-
ทุษร้าย ละถีนมิทธะได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะอยู่ มีอาโลก-
สัญญา มีสติสัมปชัญญะ ชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากถีนมิทธะ ละ
อุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน อยู่ มีจิตสงบภายใน ชำระ
จิตให้บริสุทธิ์ จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉาได้แล้ว เป็นผู้ข้าม
เสียได้ซึ่งวิจิกิจฉา อยู่ ไม่มีความสงสัย ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความ
สงสัยในกุศลธรรมทั้งหลาย.
ภิกษุนั้น ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ อันทำใจให้เศร้าหมอง ทำ
ปัญญาให้ทรามได้แล้ว สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
แล้วบรรลุปฐมฌานประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่
วิเวก อยู่ บรรลุทุติยฌาน อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส
เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็น
ผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย
บรรลุตติยฌาน ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุ
ว่าเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้อยู่ บรรลุจตุตถ-
ฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัส

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 285 (เล่ม 78)

และโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ เพราะ
ก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆ-
สัญญา เพราะไม่มีมนสิการซึ่งนานัตตสัญญา จึงบรรลุอากาสานัญ-
จายตนฌาน โดยบริกรรมว่าอากาศไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่ เพราะก้าว
ล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุวิญญาณัญ-
จายตนฌาน โดยบริกรรมว่าวิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่ เพราะก้าว
ล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากิญจัญญาย-
ตนฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ อยู่ เพราะ
ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญา-
นาสัญญายตนฌานอยู่.
มาติกา จบ
สุตตันตภาชนีย์
มาติกานิทเทส
[๖๐๐] บทว่า ในศาสนานี้ มีอธิบายว่า ในทิฏฐินี้ ในขันตินี้
ในรุจินี้ ในลัทธินี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ใน
พรหมจรรย์นี้ ในศาสนาของพระศาสดานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ในศาสนา
นี้.
[๖๐๑] บทว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะสมัญญา
ชื่อว่าภิกษุ เพราะปฏิญญา
ชื่อว่าภิกษุ เพราะขอ

285