พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 196 (เล่ม 78)

วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์
ในอภิธรรมภาชนีย์ สัมมัปปธานแม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงไว้เพียงหัวข้อแห่งนัยแห่งเทศนาที่ทรงจำแนกแล้วในธรรมสังคณี
นั่นแหละ ซึ่งเป็นคำชี้แจงไว้แล้ว.
ในอธิการนี้ พึงทราบนัยที่ต่างกัน.
พึงทราบอย่างไร คือ พึงทราบในโสดาปัตติมรรคในสัม-
มัปปธานที่หนึ่งก่อน
ใน ฌานาภินิเวส (ในการอาศัยฌาน) มี ๑๐ นัย ด้วยสามารถ
แห่งจตุกกะและปัญจกะอย่างละ ๒ ในฐานะทั้ง ๕ เหล่านี้ คือ สุทธิกปฏิปทา
สุทธิกสุญญตา สุญญตปฏิปทา สุทธิกอัปปณิหิตา อัปปณิหิตปฏิปทา. ในนัย
ทั้งหลายแม้ที่เหลือก็เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ในอภินิเวสะ ๒๐ นัย จึงได้
๒๐๐ นัย. นัย ๒๐๐ เหล่านั้น คูณด้วยอธิบดี ๔ เป็น ๘๐๐ นัย. นัยแม้ทั้งหมด
คือ สุทธิกะ ๒๐๐ กับสาธิปติ ๘๐๐ จึงเป็น ๑,๐๐๐ นัย ด้วยประการฉะนี้.
ก็ในสุทธิกสัมมัปปธาน ในทุติยสัมมัปปธานเป็นต้นก็เหมือนกัน คือ
ได้ ๕,๐๐๐ นัย ในโสดาปัตติมรรค. ในโสดาปัตติมรรค ฉันใด แม้ในมรรค
ที่เหลือก็ฉันนั้น ฉะนั้น จึงเป็น ๒๐,๐๐๐ นัย ด้วยสามารถแห่งกุศล.
แต่ในวิบาก กิจที่พึงกระทำด้วยสัมมัปปธานทั้งหลายไม่มี
เพราะฉะนั้นวาระว่าด้วยวิบาก พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงถือเอา
ฉะนี้แล.
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 197 (เล่ม 78)

วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
ก็ในที่นี้สัมมัปปธานวิภังค์ นี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
สัมมัปปธานที่เกิดขึ้นเป็นโลกุตตระเท่านั้น. ในปัจหาปุจฉกะ พึงทราบความ
ที่สัมมัปปธานทั้งหลายเป็นกุศลเป็นต้นตามแนวพระบาลีนั่นแหละ. แต่ในอา-
รัมมณติกะทั้งหลาย สัมมัปปธานเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเป็นอัปปมาณารัมณะเท่านั้น
เพราะปรารภพระนิพพาน อันเป็นอัปปมาณธรรมเป็นไป ไม่เป็นมัคคารัมมณะ
แต่เป็นมัคคเหตุกะ ด้วยอำนาจสหชาตเหตุ. เป็นมัคคาธิปติ ในกาลเจริญมรรค
เพราะกระทำวีมังสาให้เป็นหัวหน้า. แต่ในมัคคภาวนาที่มีฉันทะและจิตตะเป็น
หัวหน้า ไม่พึงกล่าวว่าเป็นมัคคาธิปติ หรือไม่พึงกล่าวว่า เป็นมัคคาธิปติ เพราะ
ไม่มีความเพียรอื่น จากความเพียรที่เป็นหัวหน้า หรือไม่พึงกล่าวแม้โดยความเป็น
อารมณ์อย่างหนึ่ง ในบรรดาอดีตอารมณ์เป็นต้น. สัมมัปปธานเหล่านั้น ชื่อว่า
เป็นพหิทธารัมมณะ เพราะความที่พระนิพพานเป็นอารมณ์ภายนอก ด้วย
ประการฉะนี้. ในปัญหาปุจฉกะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัมมัปปธานทั้งหลาย
เป็นโลกุตตระที่เกิดขึ้นแล้ว เท่านั้น. จริงอยู่ในสุตตันตภาชนีย์ พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าตรัสสัมมัปปธานทั้งหลายไว้ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระปนกัน
แต่ในอภิธรรมภาชนีย์และในปัญหาปุจฉกะ ตรัสว่าเป็นโลกุตตระเท่านั้น. แม้
ในสัมมัปปธานวิภังค์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงนำออกจำแนกแสดงแล้ว ๓
ปริวัฏ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
วรรณนาปัจหาปุจฉกะ จบ
อรรถกถาสัมมัปปธานวิภังค์ จบ

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 198 (เล่ม 78)

๙. อิทธิปาทวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
[๕๐๕] อิทธบาท ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันท-
สมาธิปธานสังขาร
๒. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร
๓. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร
๔. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร
[๕๐๖] ก็ภิกษุ เจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธาน
สังขารเป็นอย่างไร ?
ถ้าภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้เอกัคคตาแห่งจิต
สมาธินี้เรียกว่า ฉันทสมาธิ ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
ความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่
เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
จิตไว้ ทำความเพียรเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ทำฉันทะให้เกิด
พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศล
ธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความ

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 199 (เล่ม 78)

ภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ปธานสังขาร.
ฉันทสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้นเข้า
เป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า ฉันทสมาธิปธานสังขาร ด้วยประการ
ฉะนี้.
[๕๐๗] ในบทเหล่านั้น ฉันทะ เป็นไฉน ?
ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด
ความพอใจในธรรม นี้เรียกว่า ฉันทะ.
สมาธิ เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมาธิ.
ปธานสังขาร เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความ
ตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความ
หมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ
ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ
อันใดนี้เรียกว่า ปธานสังขาร.
ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้า
มาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วยฉันทะ สมาธิ และ
ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ประกอบด้วยฉันท-
สมาธิปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 200 (เล่ม 78)

[๕๐๘] คำว่า อิทธิ ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การ
สำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี
ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น.
คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น.
คำว่า เจริญอิทธิบาท ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรม
เหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท.
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร
[๕๐๙] ก็ภิกษุ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร
เป็นอย่างไร ?
ถ้าภิกษุทำความเพียรให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้เอกัคคตาแห่ง
จิต สมาธินี้เรียกว่า วิริยสมาธิ ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
ความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยัง
ไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อ
สร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
ความเพียรประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ
ความภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่
เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่าปธานสังขาร.
วิริยสมาธิและปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้น
เข้าเป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า วิริยสมาธิปธานสังขาร ด้วยประการ
ฉะนี้.

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 201 (เล่ม 78)

[๕๑๐] ในบทเหล่านั้น วิริยะ เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า
วิริยะ.
สมาธิ เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงแห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความ
ไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ
สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมาธิ.
ปธานสังขาร เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า
ปธานสังขาร.
ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้ว ด้วยวิริยะ สมาธิ
และปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า ประกอบด้วยวิริย-
สมาธิปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้.
[๕๑๑] คำว่า อิทธิ ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การ
สำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี
ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น.
คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น.
คำว่า เจริญอิทธิบาท ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่ง
ธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท.

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 202 (เล่ม 78)

เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร
[๕๑๒] ก็ภิกษุ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธาน-
สังขารเป็นอย่างไร ?
ถ้าภิกษุทำจิตให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้เอกัคคตาแห่งจิต สมาธิ
นี้เรียกว่า จิตตสมาธิ. ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความ
เพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
ขึ้นมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อสร้าง
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิดขึ้น พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความ
ภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ปธานสังขาร.
จิตตสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้น เข้า
เป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า จิตตสมาธิปธานสังขาร ด้วยประการ
ฉะนี้.
[๕๑๓] ในบทเหล่านั้น จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า
จิต.
สมาธิ เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมาธิ.
ปธานสังขาร เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า
ปธานสังขาร.

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 203 (เล่ม 78)

ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้ว ด้วยจิต สมาธิและ
ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ประกอบด้วยจิตตสมาธิ-
ปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้.
[๕๑๔] คำว่า อิทธิ ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การ
สำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี
ความถูกต้อง ความกระทำให้เเจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น.
คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น.
คำว่า เจริญอิทธิบาท ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรม
เหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท.
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร
[๕๑๕] ก็ภิกษุ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธาน
สังขารเป็นอย่างไร ?
ถ้าภิกษุทำปัญญาให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้เอคัคคตาแห่งจิต
สมาธินี้เรียกว่า วีมังสาสมาธิ ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
ความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยัง
ไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อ
สร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร
ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความ
ภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น
แล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ปธานสังขาร.

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 204 (เล่ม 78)

วีมังสาสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้น
เข้าเป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า วีมังสาสมาธิปธานสังขาร ด้วย
ประการฉะนี้.
[๕๑๖] ในบทเหล่านั้น วีมังสา เป็นไฉน ?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมา-
ทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่า วีมังสา.
สมาธิ เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมาธิ.
ปธานสังขาร เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียก
ว่า ปธานสังขาร.
ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยวีมังสา สมาธิ
และปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ประกอบด้วยวีมังสา.
สมาธิปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้.
[๕๑๗] คำว่า อิทธิ ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การ
สำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง
ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น.
คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น.
คำว่า เจริญอิทธิบาท ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่ง
ธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท.
สุตตันตภาชนีย์ จบ

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 205 (เล่ม 78)

อภิธรรมภาชนีย์
[๕๑๘] อิทธิบาท ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันท-
สมาธิปธานสังขาร
๒. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร
๓. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร
๔. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร
[๕๑๙] ก็ภิกษุ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธาน-
สังขารเป็นอย่างไร ?
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจาก
โลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัด
จากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ
และสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น
ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร.
[๕๒๐] ในบทเหล่านั้น ฉันทะ เป็นไฉน ?
ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด
ความพอใจในธรรม อันใด นี้เรียกว่า ฉันทะ.
สมาธิ เป็นไฉน ?
ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ สัมมาสมาธิ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็น
องค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า สมาธิ.

205