พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 166 (เล่ม 78)

มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด
ในสมัยนั้น ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
จิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น.
[๔๙๓] ในบทเหล่านั้น บทว่า ทำฉันทะให้เกิด มีนิเทศว่า
ฉันทะ เป็นไฉน ?
ความพอใจ การทำความพอใจ ฯลฯ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ทำ
ฉันทะให้เกิด.
บทว่า พยายาม มีนิเทศว่า ความพยายาม เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า พยายาม.
บทว่า ปรารภความเพียร มีนิเทศว่า ความเพียร เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ปรารภ
ความเพียร.
บทว่า ประคองจิตไว้ มีนิเทศว่า จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส ฯลฯ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ประคองจิตไว้.
บทว่า ทำความเพียร มีนิเทศว่า ความเพียรชอบ เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนืองในมรรค อันใด นี้เรียกว่า ความเพียรชอบ
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยความเพียรชอบ.
เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม
[๔๙๔] ก็ภิกษุ ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประ-
คองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง
ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เป็น
อย่างไร ?

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 167 (เล่ม 78)

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไป
จากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร
มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
ในสมัยนั้น ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
จิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง
ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว.
[๔๙๕] บทว่า เพื่อความดำรงอยู่ มีนิเทศว่า ความดำรงอยู่
อันใด นั้นคือ ความไม่สาบสูญ. ความไม่สาบสูญ อันใด นั้นคือ ความ
ภิญโญยิ่ง. ความภิญโญยิ่ง อันใด นั้นคือ ความไพบูลย์. ความไพบูลย์ อันใด
นั้นคือ ความเจริญ. ความเจริญ อันใด นั้นคือ ความบริบูรณ์.
[๔๙๖] บทว่า ทำฉันทะให้เกิด มีนิเทศว่า ฉันทะ เป็นไฉน ?
ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำความฉลาด
ความพอใจในธรรม อันใด นี้เรียกว่า ฉันทะ. ภิกษุ ย่อมทำฉันทะนี้ให้เกิด
ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดยิ่ง ด้วยเหตุ
นั้นจึงเรียกว่า ทำฉันทะให้เกิด.
[๔๙๗] บทว่า พยายาม มีนิเทศว่า ความพยายาม เป็นไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนืองในมรรค อันใด นี้เรียกว่า ความพยายาม.
ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยความพยายามนี้ ด้วยเหตุนั้น
จึงเรียกว่า พยายาม.
[๔๙๘] บทว่า ปรารภความเพียร มีนิเทศว่า ความเพียร เป็น
ไฉน ?

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 168 (เล่ม 78)

การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า ความเพียร.
ภิกษุย่อมปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งความเพียรนี้
ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ปรารภความเพียร.
[๔๙๙] บทว่า ประคองจิตไว้ มีนิเทศว่า จิต เป็นไฉน ?
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียก
ว่าจิต. ภิกษุ ย่อมประคองไว้ ประคองไว้ด้วยดี อุปถัมภ์ค้ำชู ซึ่งจิตนี้ ด้วยเหตุ
นั้น จึงเรียกว่า ประคองจิตไว้.
[๕๐๐] บทว่า ทำความเพียร มีนิเทศว่า ความเพียรชอบ เป็น
ไฉน ?
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า ความเพียรชอบ.
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยความเพียรชอบ.
[๕๐๑] ในบทเหล่านั้น สัมมัปปธาน เป็นไฉน ?
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเป็นเครื่องนำออก
ไปจากโลก ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจาก
กาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก
วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ใน
สมัยใด การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรคนับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า สัม-
มัปปธาน. ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสัมมัปปธาน.
อภิธรรมภาชนีย์ จบ

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 169 (เล่ม 78)

ปัญหาปุจฉกะ
[๕๐๒] สัมมัปปธาน ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ
ความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศล
ธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น.
๒. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
จิตไว้ ทำความเพียร เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
จิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น
๔. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคอง
จิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความ
ภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรม
ที่เกิดขึ้นแล้ว.
ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาสัมมัปปธาน ๔ สัมมัปปธานไหน เป็นกุศล, สัมมัปปธานไหน
เป็นอกุศล, สัมมัปปธานไหน เป็นอัพยากตะ ฯลฯ สัมมัปปธานไหน เป็น
สรณะ, สัมมัปปธานไหน เป็นอรณะ ?
ติกมาติกาวิสัชนา
[๕๐๓] สัมมัปปธาน ๔ เป็นกุศลอย่างเดียว
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต
ก็มี

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 170 (เล่ม 78)

สัมมัปปธาน ๔ เป็นวิปากธัมมธรรม
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี
เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี
สัมมัปปธาน ๔ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขา-
สหคตะก็มี
สัมมัปปธาน ๔ เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะ สัมมัปปธาน
เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอปจยคามี
สัมมัปปธาน ๔ เป็นเสกขะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปมาณะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปมาณารัมมณะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นปณีตะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสัมมัตตนิยตะ
สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นมัคคารัมมณะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นมัคคเหตุกะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นมัคคาธิปติก็มี
กล่าวไม่ได้ว่า เป็นมัคคาธิปติก็มี
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
เป็นอุปปาที
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 171 (เล่ม 78)

กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้
เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ.
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธา
ก็มี
สัมมัปปธาน ๔ เป็นพหิทธารัมมณะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ.
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
[๕๐๔] สัมมัปปธาน ๔ เป็นนเหตุ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นสเหตุกะ,
สัมมปปธาน ๔ เป็นเหตุสัมปยุต, กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ แต่เป็น
สเหตุกนเหตุ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แต่เป็นเหตุสัมปยุตต-
นเหตุและนเหตุสเหตุกะ.
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสัปปัจจยะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นสังขตะ, สัม-
มัปปธาน ๔ เป็นอนิทัสสนะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปฏิฆะ, สัมมัปปธาน
๔ เป็นอรูป, สัมมัปปธาน ๔ เป็นโลกุตตระ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นเกนจิวิญ-
เญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 172 (เล่ม 78)

๓. อาสวโคจฉกวีสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนอาสวะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนาสวะ,
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอาสววิปปยุต, กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้
เป็นสาสวโนอาสวะ, สัมมัปปธาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต
แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ แต่เป็นอาสววิปปยุตตอนาสววะ.
๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโน-
คันถะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโน-
โยคะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนนีวรณะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็น
โนปรามาสะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นสารัมมณะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็น
โนจิตตะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นเจตสิกะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสัมปยุต,
สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสมุฏฐานะ,
สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสหภู, สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตานุปริวัตติ, สัมมัปป-
ธาน ๔ เป็นจิตสังสัฏฐสมุฏฐานะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐาน-
สหภู, สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ, สัมมัปปธาน ๔
เป็นพาหิระ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นอุปาทา, สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนุปาทินนะ.
๑๑, ๑๒, ๑๓. อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นนอุปาทานะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโน-
กิเลสะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็น
นภาวนายปหาตัพพะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ, สัมมัปป-
ธาน ๔ เป็นนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นสวิตักกะก็มี
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอวิตักกะก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นสวิจาระก็มี สัมมัปปธาน ๔
เป็นอวิจาระก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปีติกะ

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 173 (เล่ม 78)

ก็มี, สัมมัปปธาน ๔ เป็นปีติสหคตะก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นนปีติสหคตะก็มี,
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี, สัมมัปปธาน ๔
เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี, สัมมัปปธาน ๔ เป็นนกา
มาวจร, สัมมัปปธาน ๔ เป็นนรูปาวจร, สัมมัปปธาน ๔ เป็นนอรูปาวจร,
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอปริยาปันนะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นนิยยานิกะ, สัม-
มัปปธาน ๔ เป็นนิยตะ, สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนุตตระ, สัมมัปปธาน ๔
เป็นอรณะ ฉะนี้แล.
ปัญหาปุจฉกะ จบ
สัมมัปปธานวิภังค์ จบบริบูรณ์
อรรถกถาสัมมัปปธานวิภังค์
วรรณนาสุตตันตภาชนีย์
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในสัมมัปปธานวิภังค์ อันเป็นลำดับแห่ง
สติปัฏฐานวิภังค์ นั้นต่อไป.
คำว่า ๔ เป็นคำกำหนดจำนวน. ด้วยคำนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อม
ทรงแสดงการกำหนดสัมมัปปธานว่า มีไม่ต่ำกว่านั้น ไม่เกินกว่านั้น ดังนี้.
คำว่า สมฺมปฺปธานา ได้แก่ ความเพียรที่เป็นเหตุ ความเพียรที่เป็นอุบาย
ความเพียรโดยแยบคาย.
คำว่า อิธ ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุผู้ปฏิบัติในพระศาสนานี้.
คำว่า อนุปฺปนฺนานํ ได้แก่ ที่ยังไม่เกิดขึ้น.
คำว่า ปาปกานํ ได้แก่ อันลามก.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 174 (เล่ม 78)

คำว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลในอรรถ
ว่าไม่ฉลาด.
คำว่า อนุปฺปาทาย ได้แก่ เพื่อต้องการไม่ให้เกิดขึ้น.
คำว่า ฉนฺทํ ชเนติ ได้แก่ ย่อมยังฉันทะในกุศล กล่าวคือความ
เป็นผู้ใคร่เพื่อกระทำให้เกิด คือ ให้บังเกิดขึ้น
คำว่า วายมติ ได้แก่ ย่อมทำความบากบั่นประกอบความเพียร
คำว่า วิริยํ อารภติ ได้แก่ ทำความเพียรอันเป็นไปทางกายและ
ทางจิต.
คำว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ได้แก่ ย่อมยกจิตขึ้นด้วยความเพียรอัน
เป็นสหชาตินั้น นั่นแหละ.
คำว่า ปทหติ ได้แก่ ย่อมทำความเพียรอันเป็นประธาน. อนึ่ง
บทแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ พึงประกอบโดยการเสพ การเจริญ การกระทำให้มาก
และการกระทำให้ติดต่อกันไป โดยลำดับ.
คำว่า อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ ได้แก่ บาปธรรมอันถึงซึ่งคำอัน
บุคคลไม่ควรกล่าวว่ายังไม่เกิดขึ้น.
คำว่า ปหานาย ได้แก่ เพื่อต้องการแก่การละ.
คำว่า อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ กุศลธรรมทั้ง
หลายอันยังไม่เกิดขึ้น.
คำว่า อุปฺปาทาย ได้แก่ เพื่อต้องการให้เกิดขึ้น.
คำว่า อุปฺปนฺนานํ ได้แก่ บังเกิดขึ้นแล้ว.
คำว่า  ิติยา ได้แก่ เพื่อความดำรงอยู่.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 175 (เล่ม 78)

คำว่า อสมฺโมสาย ได้แก่ เพื่อความไม่เสื่อมไป.
คำว่า ภิยฺโยภาวาย ได้แก่ เพื่อความเจริญบ่อย ๆ.
คำว่า เวปุลฺลาย ได้แก่ เพื่อความไพบูลย์.
คำว่า ภาวนาย ได้แก่ เพื่อความเจริญ.
คำว่า ปริปูริยา ได้แก่ เพื่อความบริบูรณ์.
นี้เป็นการยกอรรถอันประกอบด้วยบทเฉพาะขึ้นไว้ ด้วยสามารถแห่ง
อุทเทสวาระแห่งสัมมัปปธาน ๔ ก่อน.
วรรณนาตามพระบาลีนิทเทสวาระ
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงจำแนกบทเหล่านั้น โดยลำดับ พระผู้มีพระภาค-
เจ้าจึงทรงเริ่มนิทเทสวาระ โดยนัยว่า "กถญฺจ ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ"
เป็นอาทิ. ในนิทเทสวาระนั้น บทใด เช่นกับบทที่มีมาแล้วในธัมมสังคหะ
บทนั้น พึงทราบโดยนัยที่ท่านกล่าวแล้ว ในการวรรณนาธัมมสังคหะ
นั้นเถิด แต่ว่า บทใดไม่มาในธัมมสังคหะนั้น พึงทราบในฉันทนิทเทสใน
พระบาลีนั้น ดังต่อไปนี้
ฉันทนิทเทส
คำว่า โย ฉนฺโท ได้แก่ ฉันทะ ด้วยความสามารถแห่งการตั้ง
ไว้ ซึ่งความพอใจ อันใด.
คำว่า ฉนฺทิกตา ได้แก่ ความเป็นผู้ประกอบด้วยฉันทะ หรือ
อาการ แห่งการกระทำ ฉันทะ.
คำว่า "กตฺตุกมฺมยตา" ได้แก่ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อทำ.
คำว่า "กุสโล" ได้แก่ ผู้ฉลาด.

175