พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 126 (เล่ม 78)

นั่นแหละ. เมื่อยังมนสิการให้เป็นไป มากในเมตตาเจโตวิมุตตินั้น ย่อมละ
พยาบาทได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติอยู่ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมน-
สิการในเมตตาเจโตวิมุตตินั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด
ไม่ให้เกิดขึ้น หรือว่า เพื่อการละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อการละพยาบาท คือ
๑. การเรียนเมตตานิมิต
๒. การประกอบเนือง ๆ ในเมตตาภาวนา
๓. การพิจารณากัมมัสสกตา
๔. การกระทำการใคร่ครวญให้มาก
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร
๖. สัปปายกถา
จริงอยู่ แม้เมื่อเรียนเมตตา ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปสู่ทิศโดยเจาะ
จงและไม่เจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมละพยาบาทได้. แม้เมื่อเจริยเมตตา
ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปสู่ทิศเจาะจงและไม่เจาะจง ก็ย่อมละพยาบาทได้. แม้
เมื่อพิจารณากัมมัสสกตา ของตนและของผู้อื่น อย่างนี้ว่า ท่านโกรธ
เขาแล้วจักทำอะไร จักอาจเพื่อยังคุณมีศีลเป็นต้นของเขาให้พินาศ
ไปได้หรือ ท่านมาด้วยกรรมของตน ท่านก็จักไปด้วยกรรมของตน
นั่นแหละ มิใช่หรือ. ขึ้นชื่อว่า ความโกรธผู้อื่น ย่อมเป็นเช่นกับผู้ต้อง
การจับถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว จับซี่เหล็กอันร้อนและคูถเป็นต้นแล้วประ-
หารผู้อื่น แม่ความโกรธของท่านนี้จักทำอะไร จักอาจเพื่อยังคุณมี
ศีลเป็นต้นของเราไห้พินาศไปได้หรือ เรามาด้วยกรรมของตนแล้ว

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 127 (เล่ม 78)

จักไปด้วยกรรมของตนเท่านั้น ความโกรธนี้จักตกไปเบื้องบนของเขา
แน่นอน เหมือนกับของขวัญที่บุคคลไม่ยอมรับ และเหมือนกับกำธุลีซัดไป
ทวนลม ดังนี้ ก็ย่อมละความโกรธได้. เมื่อตั้งอยู่ในความใคร่ครวญพิจารณา
กัมมัสสกตาของตนและของคนอื่นอย่างนี้ครั้นใคร่ครวญพิจารณาแล้วซึ่ง
กัมมัสสกตาทั้งสองแล้วตั้งอยู่ในการใคร่ครวญพิจารณาก็ดี, เมื่อเสพกัลยาณมิตร
ผู้ยินดีในเมตตาภาวนา เช่นกับพระอัสสคุตตเถระก็ดี, ย่อมละพยาบาทได้.
ย่อมละพยาบาทได้แม้ด้วยสัปปายกถาอันอาศัยซึ่งเมตตา ในอิริยาบถทั้งหลายมี
การยืนและการนั่งเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ธรรม
๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อการละพยาบาทดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่า
พยาบาทอันละด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้ไม่เกิดต่อไป ด้วยอนาคามิมรรค
ดังนี้.
ความเกิดขึ้นแห่งถีนมิทธะในธรรมทั้งหลายมีอรติเป็นต้น ย่อมมีด้วย
อโยนิโสมนสิการ. ความไม่พอใจ ชื่อว่า อรติ. ความเกียจคร้านทางกาย
(หรือความเฉื่อยชาทางกาย) ชื่อว่า ตันที. ความบิดกาย (หรือความบิด
ขี้เกียจ) ชื่อว่า วิชัมภิตา. ความซบเซาเพราะภัต ความกระวนกระวายเพราะภัต
(ความเมาภัต) ชื่อว่า ภัตตสัมมทะ. อาการหดหู่แห่งจิต ชื่อว่า เจตโส ลีนัตตัง.
เมื่อให้อโยนิโสมนสิการเป็นไปให้มากในธรรมมีอรติเป็นต้นเหล่านี้ ถีนมิทธะย่อม
เกิดขึ้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อรติ (ความไม่พอไจ) ตันที (ความเกียจคร้านทางกาย) วิชัมภิตา
(ความน้อมกายหรือบิดกาย) ภัตตสัมมทะ (ความเมาภัต) และความ
ที่จิตหดหู่มีอยู่ การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น
นี้เป็นอาหารเพื่อให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือเพื่อความ
ไพบูลย์ยิ่งขึ้นของถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว" ดังนี้.

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 128 (เล่ม 78)

อนึ่ง การละถีนมิทธะ ย่อมมีด้วยโยนิโสมนสิการ ในอารัพภธาตุ
เป็นต้น. ความเพียรที่เริ่มครั้งแรก ชื่อว่า อารัพภธาตุ. ความเพียรที่มีกำลัง
มากกว่าอารัพภธาตุนั้นเพราะขจัดความเกียจคร้านได้แล้ว ชื่อว่า นิกกมธาตุ.
ความเพียรที่มีกำลังกว่าแม้นิกกมธาตุนั้น เพราะย่ำยีฐานะอื่น ๆ ชื่อว่า ปรัก-
กมธาตุ. เมื่อยังมนสิการในความเพียร ๓ ประเภทนี้เป็นไปให้มาก ย่อมละ
ถีนมิทธะได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อารัพภธาตุ นิกกมธาตุ ปรักกมธาตุ มีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโส-
มนสิการในธาตุเหล่านั้น นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด
ขึ้นมิให้เกิดขึ้น หรือว่า เพื่อการละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว " ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละถีนมิทธะคือ
๑. การถือเอานิมิตในอติโภชนะ (บริโภคมากเกินไป)
๒. การเปลี่ยนอิริยาบถ
๓. มนสิการในอาโลกสัญญา
๔. การอยู่กลางแจ้ง
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร
๖. สัปปายกถา
จริงอยู่ เมื่อบริโภคอาหารอันควรแก่การนำมาซึ่งประโยชน์เพียงพอ
แก่ความต้องการแล้ว นุ่งห่มผ้าสาฎกอันมีค่าน้อยนั่งอยู่ในทีพักอันเป็นเวลากลาง-
คืนหรือกลางวัน กระทำสมณธรรมอยู่ ถีนมิทธะย่อมมาท่วมทับ เป็นราวกะ
ว่าถูกช้างใหญ่ทับอยู่. ถือเอานิมิตในโภชนะอันเกินว่า " ก็โภชนะอันเกินนี้
ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เว้นโอกาส (ช่องว่าง) แห่งคำข้าวอีก ๔-๕ คำ
แล้วดื่มน้ำยังอัตภาพให้เป็นไปตามปกติ " ดังนี้ย่อมละถีนมิทธะได้. ถีน-

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 129 (เล่ม 78)

มิทธะย่อมครอบงำในอิริยาบถใด เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถอื่นจากนั้นก็ดี มนสิการ
แสงสว่างแห่งพระจันทร์ แสงสว่างแห่งประทีป แสงสว่างแห่งดวงไฟในเวลา
ราตรี และแสงสว่างแห่งอาทิตย์ในเวลากลางวัน ก็ดี เมื่ออยู่ที่กลางแจ้ง ก็ดี
เมื่อเสพกัลยาณมิตรผู้ละถีนมิทธะเช่นกับพระมหากัสสปเถระ ก็ดี ย่อม
ละถีนมิทธะได้. ย่อมละถีนมิทธะได้ แม้ด้วยสัปปายกถาอันอาศัยซึ่งธุดงค์ ใน
อิริยาบถทั้งหลายมีการยืนและการนั่งเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า ธรรมทั้งหลาย ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อการละถีนมิทธะ
ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่า " ก็ถีนมิทธะอันละแล้วด้วยธรรม ๖ ประการ
เหล่านั้นไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอรหัตมรรค " ดังนี้.
อุทธัจจกุกกุจจะเกิดขึ้น เพราะอโยนิโสมนสิการ ในเพราะความไม่เข้า
ไปสงบแห่งจิต. อาการแห่งจิตอันไม่เข้าไปสงบ ชื่อว่า อวูปสมะ แต่เมื่อว่าโดย
อรรถ คำว่าอวูปสมะนี้ก็คือ อุทธัจจกุกกุจจะนั่นแหละ. เมื่อยังอโยนิโสมนสิการ
ในอุทธัจจกุกกุจจะนั้นให้เป็นไปมากอยู่ อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิดขึ้น. ด้วยเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่เข้าไป
สงบแห่งจิต มีอยู่ การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมนั้น
นี้เป็นอาหารเพื่อให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือว่า
เพื่อความไพบูลย์มากขึ้น แห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว" ดังนี้.
อนึ่ง การละอุทธัจจกุกกุจจะย่อมมีด้วยโยนิโสมนสิการ ในเพราะ
ความสงบแห่งจิต กล่าวคือ สมาธิ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเข้าไปสงบแห่งจิต มีอยู่ การทำให้มากซึ่ง
โยนิโสมนสิการในธรรมนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้อุทธัจจกุกกุจจะ
ที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อการละอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้น
แล้ว" ดังนี้.

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 130 (เล่ม 78)

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละ
อุทธัจจกุกกุจจะ คือ
๑. ความเป็นพหูสูตร (การสดับตรับฟังมาก)
๒. ปริปุจฉกถา (การสอบถาม)
๓. ความเป็นผู้ชำนาญในพระวินัย
๔. การคบบุคคลผู้เจริญ
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร
๖. สัปปายกถา
จริงอยู่ แม้เมื่อเรียนพุทธพจน์และอรรถ ๑ นิกาย หรือว่า ๒-๓-๔-๕
นิกาย แม้ด้วยการสดับมาก ก็ย่อมละอุทธัจกุกกุจจะได้. เมื่อเป็นผู้มากด้วยการ
สอบถามถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรก็ดี เมื่อเป็นผู้รู้ชำนาญในพระวินัยบัญญัติ
เพราะความเป็นผู้ชำนาญอันตนประพฤติแล้วก็ดี เมื่อเข้าไปหาพระเถระผู้ใหญ่
ผู้เจริญ เช่นกับพระอุบาลีเถระก็ดี ย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. ย่อมละอุทธัจจะ
กุกกุจจะได้ แม้ด้วยสัปปายกถาอันอาศัยสิ่งที่ควรและไม่ควร. ด้วยเหตุนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า " ธรรม ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อการละอุทธัจจ-
กุกกุจจะดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่า " ก็อุทธัจจะอันละด้วยธรรม ๖ ประการ
เหล่านี้ ไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยอรหัตมรรค และกุกกุจจะอันละได้ด้วยธรรม ๖
ประการเหล่านี้ ไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยอนาคามิมรรค " ดังนี้.
วิจิกิจฉาเกิดขึ้นเพราะอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้ง
แห่งความสงสัย. วิจิกิจฉานั่นเอง ชื่อว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย เพราะ
ความเป็นเหตุแห่งความสงสัยบ่อย ๆ. เมื่อให้อโยนิโสมนสิการในธรรมอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความสงสัยนั้นเป็นไปให้มาก วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 131 (เล่ม 78)

มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอันเป็น
ที่ตั้งเเห่งความสงสัยมีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรม
เหล่านั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือว่า
เพื่อความไพบูลย์ยิ่งขึ้นของวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้.
อนึ่ง วิจิกิจฉานั้นละได้ด้วยโยนิโสมนสิการในกุศลธรรมเป็นต้น. ด้วย
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย
อันเป็นกุศลและอกุศล อันเป็นโทษและไม่เป็นโทษ อันควรเสพ
และไม่ควรเสพ อันเลวและประณีต อันเปรียบด้วยมรรคดำและ
ธรรมขาว มีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น
นี้เป็นอาหารเพื่อมิให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น หรือว่าเพื่อ
การละวิจิกิจฉาที่เกิดแล้ว ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อการละวิจิกิจฉา คือ
๑. ความเป็นพหูสูต
๒. ความเป็นผู้สอบถาม
๓. ความเป็นผู้ชำนาญในพระวินัย
๔. ความเป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์
๕. ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร
๖. สัปปายกถา
จริงอยู่ แม้เมื่อเรียนพุทธพจน์และอรรถ ๑ นิกาย หรือว่า ๒-๓-๔-๕
นิกาย แม้ด้วยความเป็นผู้สดับฟังมาก ก็ย่อมละวิจิกิจฉาได้. เมื่อปรารภพระรัตน-
ตรัยมากด้วยการสอบถามก็ดี เป็นผู้ชำนาญในการประพฤติวินัยก็ดี เมื่อมากด้วย
อธิโมกข์ กล่าวคือความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยก็ดี เมื่อเสพกัลยาณมิตร เช่น

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 132 (เล่ม 78)

กับพระเถระชื่อว่าวักกลิ ผู้น้อมไปด้วยศรัทธาก็ดี ย่อมละวิจิกิจฉาได้. และย่อม
ละวิจิกิจฉาได้แม้ด้วยสัปปายกถา อันอาศัยคุณของพระรัตนตรัยในอิริยาบถ
ทั้งหลายมีการยืนและการนั่งเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
ธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อการละวิจิกิจฉา ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมทราบ
ชัดว่า ก็วิจิกิจฉาอันละได้ด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้ ไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วย
โสดาปัตติมรรคดังนี้.
อรรถกถานีวรณปัพพะ จบ
อรรถกถาโพชฌังคปัพพะ
สติสัมโพชฌงค์
ในโพชฌังคปัพพะ คำว่า "สนฺตํ" ได้แก่ มีอยู่ด้วยสามารถแห่งการ
ได้เฉพาะ. คำว่า "อสนฺตํ" ได้แก่ ไม่มีด้วยสามารถแห่งการไม่ได้. ก็ใน
คำว่า "ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส" เป็นต้น พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งสติสัม-
โพชฌงค์ก่อน อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่
ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการใน
ธรรมนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่
เกิดขึ้น หรือว่าย่อมเป็นไปเพื่อความงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้นของสติ
สัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้.
บรรดาคำเหล่านั้น สตินั่นแหละ ชื่อว่า ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง
สติสัมโพชฌงค์. โยนิโสมนสิการมีลักษณะตามที่กล่าวแล้วนั่นแหล่ะ. เมื่อ

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 133 (เล่ม 78)

ยังมนสิการนั้นเป็นไปให้มาก ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์นั้น
สติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้น.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
สติสัมโพชฌงค์ คือ
๑. สติสัมปชัญญะ
๒. ความเว้นจากบุคคลผู้หลงลืมสติ
๓. การเสพบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น
๔. ความเป็นผู้น้อมจิตไปในสติสัมโพชฌงค์นั้น
จริงอยู่ สติสัมโพชฌงค์ ย่อมเกิดขึ้น ด้วยสติสัมปชัญญะในฐานะทั้ง
๗ มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น ด้วยการเว้นบุคคลผู้หลงลืมสติเช่นกับในเรื่อง
พนักงานคลังแห่งภัต ด้วยการเสพบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น เช่นกับด้วยพระติสสทัตต-
เถระ และพระอภัยเถระ และด้วยความเป็นผู้มีจิตน้อมไปโอนไปเอียงไป เพื่อ
ให้สติเกิดขึ้นในอิริยาบถทั้งหลาย มีการยืนและการนั่ง เป็นต้น. ภิกษุนั้น
ย่อมทราบชัดว่า ก็ภาวนาของเธออันเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ อย่างนี้ย่อมบริบูรณ์ด้วย
อรหัตมรรค ดังนี้.
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมทั้งหลาย อันเป็นกุศลและอกุศล ฯลฯ อันเปรียบด้วยธรรมดำ
และธรรมขาวมีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมนั้น นี้
เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้น
หรือว่า ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้นแห่ง
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว.

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 134 (เล่ม 78)

อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๗ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คือ
๑. การสอบถาม
๒. การทำวัตถุให้สะอาด
๓. การปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน
๔. การเว้นจากบุคคลผู้มีปัญญาทราม
๕. การเสพบุคคลผู้มีปัญญาดี
๖. การพิจารณาดำเนินไปด้วยญาณอันลึกซึ้ง
๗. การน้อมจิตไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น
บรรดาธรรมเหล่านั้น ข้อว่า การสอบถาม ได้แก่ ความเป็นผู้
มากด้วยการสอบถามอันอาศัยอรรถ แห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ
โพชฌงค์ องค์แห่งมรรค ฌาน สมถะ และวิปัสสนา.
ข้อว่า การทำวัตถุให้สะอาด ได้แก่ การทำวัตถุทั้งภายในและ
ภายนอกให้สะอาด. เพราะว่าเมื่อใด ผม เล็บ ขนทั้งหลายของเธอยาว หรือ
ว่า ร่างกายของเธอมีโทษมาก เปื้อนด้วยเหงื่อไคล เมื่อนั้น ชื่อว่าวัตถุภาย
ในไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์. ก็เมื่อใด จีวรของเธอเก่าคร่ำคร่ามีกลิ่นเหม็น
หรือว่า เสนาสนะสกปรกรกรุงรัง เมื่อนั้น ชื่อว่าวัตถุภายนอกไม่สะอาด.
ไม่บริสุทธิ์. ฉะนั้น เธอพึงทำวัตถุภายในให้สะอาด โดยการโกนผมเป็นต้น
ด้วย โดยการทำสรีระให้เบาด้วยการชำระเบื้องบน (สระศีรษะ) ชำระเบื้องต่ำ
(การถ่ายท้อง) เป็นต้นด้วย โดยการอาบน้ำลูบไล้ร่างกายด้วย. พึงทำวัตถุ
ภายนอกมีการเย็บ การซัก การย้อม และของใช้เป็นต้นให้สะอาด เพราะว่า
เมื่อวัตถุภายในและภายนอกอย่างหนึ่งไม่สะอาด แม้ญาณอันดี ในจิตและ

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 135 (เล่ม 78)

เจตสิกอันดี ก็ไม่แจ่มแจ้ง ไม่บริสุทธิ์ เปรียบเหมือนแสงสว่างของเปลวประทีป
อันเกิดขึ้น เพราะอาศัย ไส้ และน้ำมันแห่งโคมประทีป ฉะนั้น. แต่เมื่อวัตถุ
ภายในและภายนอกสะอาด ญาณอันดีในจิตเจตสิกอันดี ก็แจ่มแจ้งบริสุทธิ์
เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งเปลวประทีปอันเกิดขึ้น เพราะอาศัย ไส้ และน้ำ
มันแห่งประทีปฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า การทำ
วัตถุให้สะอาด ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจย-
สัมโพชฌงค์ ดังนี้.
การทำอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นให้เสมอกัน ชื่อว่า การปรับ
อินทรีย์ให้เสมอกัน. ก็ถ้าว่า สัทธินทรีย์ของเธอกล้า อินทรีย์นอกนี้อ่อน
ไซร้ ทีนั้น วิริยินทรีย์ก็ไม่อาจทำหน้าที่ คือ เพียรประคอง (ปคฺคหกิจฺจํ),
สตินทรีย์ก็ไม่อาจทำหน้าที่ คือ การตั้งมั่น (อุปฏฺฐานกิจฺจํ), สมาธินทรีย์ ก็
ไม่อาจทำหน้าที่ คือ การไม่ฟุ้งซ่าน (อวิกฺเขปนกิจฺจํ), ปัญญินทรีย์ ก็ไม่อาจ
ทำหน้าที่ คือ การเห็น (ทสฺสนกิจฺจํ), เพราะฉะนั้น สัทธินทรีย์มีกำลัง
กล้า ก็พึงให้ลดลงด้วยการพิจารณาสภาวธรรม หรือว่า เมื่อมนสิการ
โดยประการใด สัทธินทรีย์มีกำลัง ก็พึงให้ลดลงโดยไม่มนสิการ โดยประการ
นั้น. ในข้อนี้มีเรื่องของพระวักกลิเถระเป็นอุทาหรณ์. ก็ถ้าว่า วิริยินทรีย์มี
กำลังไซร้ ทีนั้น สัทธินทรีย์ก็ไม่อาจทำหน้าที่ คือ น้อมใจเชื่อ (อธิโมกฺข-
กิจฺจํ) อินทรีย์นอกนั้น ก็ไม่อาจทำหน้าที่อันต่างด้วยหน้าที่นอกนี้ (คือไม่ทำ
หน้าที่ของตน ๆ) เพราะฉะนั้น พึงให้วิริยินทรีย์นั้นลดลง โดยการเจริญ
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้น. แม้ในข้อนี้ ก็พึงแสดงเรื่องของพระโสณเถระ
เป็นนิทัสสนะ. แม้ในอินทรีย์ที่เหลือ ก็ฉันนั้น คือ เมื่ออินทรีย์หนึ่งมีกำลัง
ก็พึงทราบว่า อินทรีย์นอกนี้ ไม่สามารถในหน้าที่ควรทำของตน.

135