พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 66 (เล่ม 78)

แผนกหนึ่ง นี้ ชื่อว่า วิสภาคปริจเฉท. นี้เป็นการกำหนดผมทั้งหลาย โดย
สีเป็นต้น.
ก็พึงทราบการกำหนดผมเหล่านั้น โดยความเป็นปฏิกูล ๕ อย่าง ด้วย
สามารถแห่งสีเป็นต้น ดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ชื่อว่าผมทั้งหลายเหล่านี้ แม้โดย
สีก็เป็นปฏิกูล แม้โดยสัณฐาน แม้โดยกลิ่น แม้โดยอาสยะ (อาศัย)
และแม้โดยโอกาส ก็เป็นของปฏิกูล ด้วยว่า ชนทั้งหลายเห็นอะไร ๆ ที่มี
สีคล้ายผม ในภาชนะที่ใส่ข้าวยาคู หรือภาชนะที่ใส่ภัต แม้อันเป็นที่ชอบใจ
ก็ย่อมจะรังเกียจโดยกล่าวว่า นี้มันปนผม จงนำมันออกไปเสีย. ผมเป็น
ของปฏิกูลโดยสีอย่างนี้.
แม้ชนทั้งหลายบริโภคอาหาร ในเวลากลางคืน ถูกต้องเส้นป่าน หรือ
เส้นปอ ซึ่งมีสัณฐานเหมือนผมทั้งหลาย ก็รังเกียจ ฉันนั้นนั่นแหละ. ผม
เป็นของปฏิกูล โดยสัณฐานอย่างนี้.
อนึ่ง กลิ่นของผมเว้นจากการตกแต่งด้วยสิ่งของมีการทาด้วยน้ำมัน
และอบด้วยดอกไม้เป็นต้น ย่อมเป็นกลิ่นน่ารังเกียจอย่างยิ่ง กลิ่นของผมที่ใส่
เข้าไปในไฟ ย่อมมีกลิ่นน่ารังเกียจมากกว่านั้น. แท้จริง เมื่อว่าโดยสี และ
สัณฐาน จะไม่พึงเป็นของปฏิกูลก็ได้ แต่เมื่อว่าโดยกลิ่นแล้ว ย่อมเป็น
ของปฏิกูลทีเดียว. เปรียบเหมือนก้อนอุจจาระของเด็กเล็ก เมื่อว่าโดยสี ก็มีสี
เหมือนขมิ้น แม้ว่าโดยสัณฐาน ก็มีสัณฐานเหมือนแง่งขมิ้น และซากสุนัขดำ
ที่พองขึ้น อันเขาทิ้งไว้ในที่ที่ทิ้งขยะ โดยสี ก็มีสีเหมือนผลตาลสุก โดยสัณฐาน
ก็มีสัณฐานเหมือนตะโพนที่เขาปล่อยกลิ้งไป แม้เขี้ยวของมัน ก็เช่นกับดอก
มะลิตูม เพราะเหตุนั้น อุจจาระเด็กเล็ก และซากสุนัขดำ แม้ทั้งสอง เมื่อ
ว่าโดยสี และสัณฐานไม่พึงเป็นของปฏิกูลก็ได้ แต่เมื่อว่าโดยกลิ่น

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 67 (เล่ม 78)

แล้ว ย่อมเป็นของปฏิกูลนั่นแหละ ฉันใด แม้ผมทั้งหลาย ก็ฉันนั้น เมื่อ
ว่าโดยสี และสัณฐาน ไม่พึงเป็นของปฏิกูลก็ได้ แต่เมื่อว่าโดยกลิ่นแล้ว ย่อม
เป็นของปฏิกูลแท้.
ก็ผักสำหรับแกงอันเกิดขึ้นในที่อันไม่สะอาด ด้วยการหลั่งไหลไปแห่ง
น้ำคร่ำจากหมู่บ้าน ย่อมเป็นของน่ารังเกียจ ไม่น่าบริโภคสำหรับชนชาวนคร
ทั้งหลาย ฉันใด แม้ผมทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ชื่อว่า น่ารังเกียจยิ่งนัก เพราะ
เกิดขึ้นด้วยน้ำที่ไหลซึมออกมาจากน้ำเหลือง เลือด น้ำอุจจาระ น้ำ
ปัสสาวะ น้ำดี และเสมหะเป็นต้น นี้เป็นปฏิกูลแห่งผมเหล่านั้น โดย
อาสยะ (โดยอาศัย).
อนึ่ง ผมเหล่านี้ เกิดขึ้นที่กองแห่งโกฏฐาส ๓๑ (อันไม่สะอาด) ดุจ
ผักหญ้าเกิดขึ้นที่กองแห่งคูถ ผมเหล่านั้น ชื่อว่า น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เพราะ
เกิดในที่อันไม่สะอาด ดุจผักที่เกิดขึ้นในที่ป่าช้าและกองขยะเป็นต้น และดุจ
ดอกไม้มีบัวหลวงบัวสายเป็นต้น ที่เกิดขึ้นในที่ไม่สะอาดมีคูเมืองเป็นต้น นี้
เป็นความปฏิกูลแห่งผมเหล่านั้นโดยโอกาส (คือ ที่ตั้งอยู่). ก็ความเป็นปฏิกูล
แห่งผมทั้งหลาย ฉันใด พึงกำหนดความเป็นปฏิกูลแห่งโกฏฐาสทังปวง ๕ อย่าง
ด้วยสามารถแห่งความปฏิกูล โดยสี สัณฐาน กลิ่น อาสยะ และโอกาส
ฉันนั้นเถิด. แต่ว่า เมื่อว่าโดยสี สัณฐาน ทิศ โอกาส และปริจเฉท แม้
ในโกฏฐาสทั้งปวง พึงกำหนดแต่ละแผนก.
๒. โลมา (ขนทั้งหลาย)
บรรดาโกฏฐาสเหล่านั้น พึงกำหนดขนทั้งหลายก่อน ว่าโดยสีตาม
ปกติ ไม่ดำสนิทเหมือนผม แต่เป็นสีดำปนเหลือง โดยสัณฐาน มีสัณฐาน

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 68 (เล่ม 78)

ปลายโค้ง เหมือนรากต้นตาล โดยทิศ เกิดในทิศทั้ง ๒ โดยโอกาส เว้น
โอกาสที่ผมทั้งหลายตั้งอยู่ และพื้นฝ่ามือ ฝ่าเท้าแล้ว โดยมากเกิดตามหนังหุ้ม
สรีระที่เหลือ โดยปริจเฉท เบื้องล่างกำหนดด้วยพื้นรากของขนที่หยั่งลึกเข้า
ไปในหนังหุ้มสรีระประมาณลิกขา๑ หนึ่ง เบื้องบนกำหนดด้วยอากาศ โดยรอบ
กำหนดเส้นขนด้วยกัน การกำหนด ขนสองเส้นมิได้รวมเป็นเส้นเดียว นี้เป็น
สภาคปริจเฉทแห่งขนเหล่านั้น ส่วนวิสภาคปริจเฉท เช่นกับเส้นผมนั่นแหละ.
๓. นขา (เล็บทั้งหลาย)
คำว่า นขา เป็นชื่อของใบเล็บ ๒๐ อัน เล็บทั้งปวงนั้น ว่าโดยสี
เป็นสีขาว ว่าโดยสัณฐาน มีสัณฐานดังเกล็ดปลา. ว่าโดยทิศ เกิดในทิศทั้ง
๒ คือ เล็บเท้าเกิดในทิศเบื้องต่ำ เล็บมือเกิดในทิศเบื้องบน. ว่าโดยโอกาส
ตั้งอยู่เฉพาะที่หลังตอนปลายนิ้วทั้งหลาย. ว่าโดยปริจเฉท ในทิศทั้ง ๒ กำหนด
ด้วยเนื้อปลายนิ้ว ข้างในกำหนดด้วยเนื้อหลังนิ้ว ข้างนอกและปลายกำหนด
ด้วยอากาศ เบื้องขวางกำหนดเล็บด้วยกัน. การกำหนดว่า เล็บ ๒ อัน มิได้
รวมเป็นอันเดียวกัน นี้ เป็นสภาคปริจเฉท ส่วนวิสภาคปริจเฉท เช่นกับ
เส้นผมนั่นแหละ.
๑. คำว่า ลิกขา นี้ เป็นชื่อมาตราวัดระยะความยาว ในอภิธานัปปทีปิกา กล่าวดังนี้
๓๖ ปรมาณู เท่ากับ ๑ อณู
๓๖ อณู " ๑ ตัชชารี
๓๖ ตัชชารี " ๑ รถเรณู
๓๖ รถเรณู " ๑ ลิกขา
๗ ลิกขา " ๑ อูกา
๗ อูกา " ๑ ธัญญมาส
ฯลฯ

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 69 (เล่ม 78)

๔. ทนฺตา (ฟันทั้งหลาย)
คำว่า ทนฺตา คือ กระดูกฟัน ๓๒ ซี่ สำหรับผู้มีฟันบริบูรณ์. แม้
ฟันเหล่านั้น ว่าโดยสี ก็มีสีขาว. ว่าโดยสัณฐาน มีสัณฐานมิใช่น้อย จริงอยู่
บรรดาฟันเหล่านั้น ฟัน ๔ ซี่ ตรงกลางฟันแถวล่างก่อน มีสัณฐานดุจเมล็ด
น้ำเต้าที่เขาปักเรียงกันไว้ที่ก้อนดินเหนียว. สองข้างฟันกลาง ๔ ซี่นั้น ฟัน
ข้างละซี่ มีรากเดียว มีปลายเดียว มีสัณฐานดังดอกมะลิตูม. ถัดจากนั้น
ฟันข้างละซี่ มีราก ๒ มีปลาย ๒ มีสัณฐานดังไม้ค้ำยานน้อย (เกวียน).
ถัดไป ฟันข้างละ ๒ ซี่ มีราก ๓ มีปลายก็ ๓. ถัดไป ฟันข้างละ ๒ มีราก
๔ มีปลาย ๔. แม้ฟันแถวข้างบน ก็นัยนี้นั่นแหละ. ว่าโดยทิศ เกิดในทิศ
เบื้องบน. ว่าโดยโอกาส ตั้งอยู่ที่กระดูกกรามทั้ง ๒. ว่าโดยปริจเฉท ข้าง
ล่างกำหนดด้วยพื้นรากของฟันอันตั้งอยู่ที่กระดูกกราม เบื้องบนกำหนดด้วย
อากาศ เบื้องขวางกำหนดฟันด้วยกัน. การกำหนดว่า ฟัน ๒ ซี่ มิได้รวม
เป็นซี่เดียวกัน นี้เป็นสภาคปริจเฉท ส่วนวิสภาคปริจเฉท เช่นกับเส้นผม
นั่นแหละ.
๕. ตโจ (หนัง)
คำว่า ตโจ คือ หนังหุ้มสรีระทั้งสิ้น เหนือหนังนั้น มีผิวสีดำ
คล้ำ เหลือง เป็นต้น ผิวหนังนั้นเมื่อดึงออกจากสรีระทั้งสิ้น ก็จะมีประมาณ
เท่าเมล็ดในพุทรา. หนังนั้น ว่าโดยสี มีสีขาวเท่านั้น ก็ความที่หนังเป็นสี
ขาวนั้น ย่อมปรากฏเมื่อผิวถลอกออกไป เพราะเปลวไฟลวก หรือถูกประหาร
ด้วยเครื่องประหารเป็นต้น. ว่าโดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนร่างกายนั่นแหละ
นี้ เป็นความสังเขปในข้อว่า ว่าโดยสัณฐาน.

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 70 (เล่ม 78)

ก็ว่าโดยความพิศดาร หนังนิ้วเท้า มีสัณฐานดังรังของตัวไหม. หนัง
หลังเท้า มีสัณฐานดังรองเท้าหุ้มส้น. หนังแข้ง มีสัณฐานดังใบตาลห่อข้าว.
หนังขา มีสัณฐานดังถุงยาวบรรจุข้าวสาร. หนังตะโพก มีสัณฐานดังผืนผ้า
กรองน้ำอันเต็มด้วยน้ำ. หนังหลัง มีสัณฐานดังหนังหุ้มโล่. หนังท้อง มี
สัณฐานดังหนังหุ้มรางพิณ. หนังอก โดยมากมีสัณฐาน ๔ เหลี่ยม. หนังแขน
ทั้ง ๒ มีสัณฐานดังหนังหุ้มแล่งธนู. หนังหลังมือ มีสัณฐานดังฝักมีด หรือ
ดังถุงโล่. หนังนิ้วมือ มีสัณฐานดังฝักกุญแจ. หนังคอ มีสัณฐานดังเสื้อ
ปิดคอ. หนังหน้าซึ่งมีช่องน้อยช่องใหญ่ มีสัณฐานดังรังตั๊กแตน. หนังศีรษะ
มีสัณฐานดังถลกบาตร.
วิธีการกำหนดหนัง พระโยคาวจร ผู้จะกำหนดหนังเป็นอารมณ์
พึงส่งญานไปบนหน้า ตั้งแต่ริมฝีปากบนขึ้นไป แล้วกำหนดหนังหุ้มหน้าก่อน.
แต่นั้น พึงกำหนดหนังหน้าผาก. จากนั้น ก็พึงส่งญาณไประหว่างกระโหลก
ศีรษะ และหนังศีรษะ ดุจสอดมือไประหว่างบาตรกับถลกบาตรที่สวมไว้ฉะนั้น
โดยแยกความที่หนังติดกันกับกระโหลกศีรษะออก กำหนดแต่หนังศีรษะ. ต่อไป
ก็กำหนดหนังคอ. ต่อไปกำหนดหนังมือขวา ทั้งโดยอนุโลม (จากหัวไหล่ลง
ไปทางแขน) ทั้งโดยปฏิโลม (จากข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่). ลำดับนั้น ก็พึง
กำหนดหนังมือซ้าย โดยนัยนั้นนั่นแหละ. ต่อไปก็กำหนดหนังหลัง. ครั้น
กำหนดหนังนั้น ๆ แล้ว พึงกำหนดหนังเท้าขวาทั้งโดยอนุโลม ทั้งโดยปฏิโลม.
ลำดับนั้น พึงกำหนดหนังเท้าซ้าย โดยนัยนั้นนั่นแหละ. จากนั้นพึงกำหนด
หนังท้องน้อย หนังหน้าท้อง หนังอก หนังคอ โดยลำดับทีเดียว. ลำดับนั้น
พึงกำหนดหนังใต้คาง ถัดจากหนังคอขึ้นไปจนถึงริมฝีปากล่างเป็นที่สุดจึงเสร็จ.
เมื่อพระโยคาวจรกำหนดหนังใหญ่ ๆ อยู่อย่างนี้ แม้หนังเล็ก ๆ ก็ย่อมปรากฏ.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 71 (เล่ม 78)

ว่าโดยทิศ เกิดในทิศทั้ง ๒ ว่าโดยโอกาส ตั้งคลุมสรีระทั้งสิ้น. ว่าโดย
ปริจเฉทเบื้องล่าง กำหนดด้วยพื้นที่ตั้งอยู่เบื้องบน กำหนดด้วยอากาศ. นี้
เป็นสภาคปริจเฉท ส่วนวิสภาคปริจเฉท เช่นกับเส้นผมนั่นแหละ.
๖. มํสํ (เนื้อ)
คำว่า มํสํ คือ ชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ชิ้น. ชิ้นเนื้อแม้ทั้งปวงนั้น ว่าโดยสี
มีสีแดงเช่นกับดอกทองกวาว. ว่าโดยสัณฐาน เนื้อปลีแข้ง มีสัณฐานดังข้าว
ห่อด้วยใบตาล. เนื้อหลัง มีสัณฐานดังแผ่นตาลงบ. เนื้อสีข้างทั้ง ๒ มีสัณฐาน
ดังการฉาบทาด้วยดินเหนียวบาง ๆ ในท้องยุ้งข้าว. เนื้อถันทั้ง ๒ มีสัณฐาน
ดังก้อนดินเหนียวที่เขาแขวนห้อยไว้. เนื้อแขนทั้ง ๒ มีสัณฐานดังหนูตัวใหญ่
ที่เขาถลกหนังทำไว้เป็นสองส่วน. เมื่อพระโยคาวจร กำหนดเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ
อยู่อย่างนี้ แม้เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ก็ย่อมปรากฏ. ว่าโดยทิศ เกิดในทิศทั้ง ๒
ว่าโดยโอกาส ตั้งฉาบติดกระดูก ๓๑๐๑ ท่อน. ว่าโดยปริจเฉท เบื้องล่าง
กำหนดด้วยพื้นที่ตั้งอยู่ที่ร่างกระดูก เบื้องบนกำหนดด้วยหนัง เบื้องขวาง
กำหนดเนื้อด้วยกัน. นี้เป็นสภาคปริจเฉท ส่วนวิสภาคปริจเฉท เป็นเช่นกับ
เส้นผมนั่นแหละ.
๗. นหารู (เอ็นทั้งหลาย)
คำว่า นหารู คือ เอ็น ๙๐๐ เส้น ว่าโดยสี เอ็นทั้งหมดมีสีขาว.
ว่าโดยสัณฐาน มีสัณฐานต่าง ๆ จริงอยู่ เอ็นเหล่านั้น เอ็นใหญ่ ที่รึงรัด
สรีระตั้งแต่เบื้องบน แห่งคอหยั่งลงไปข้างหน้าหทัย ๕ เส้น ข้างหลัง ๕ เส้น
ข้างขวา ๕ เส้น ข้างซ้าย ๕ เส้น แม้รึงรัดมือขวา ข้างหน้ามือก็ ๕ เส้น
๑. พม่า - ๓๐๐ ท่อนเศษ

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 72 (เล่ม 78)

ข้างหลังมือก็ ๕ เส้น แม้ที่รึงรัดมือซ้ายก็อย่างนั้น ที่รึงรัดเท้าขวา ข้างหน้า
เท้าก็ ๕ เส้น ข้างหลังก็ ๕ เส้น แท้ที่รึงรัดเท้าซ้ายก็อย่างนั้น เอ็นใหญ่ ๖๐
เส้น รึงรัดหยั่งลงตลอดกายอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงชื่อว่า สรีรธารกา
(ทรงไว้ซึ่งสรีระ) ท่านเรียกว่า กัณฑรา ดังนี้บ้าง เอ็นเหล่านั้นแม้ทั้งหมด
มีสัณฐานดังต้นคล้าอ่อน ๆ ส่วนเอ็นเหล่าอื่นที่รึงรัดส่วนนั้น ๆ อยู่ คือที่เล็ก
กว่า (สรีรธารกา) นั้น มีสัณฐานดังเชือกด้าย. เอ็นเหล่าอื่นที่เล็กกว่านั้น
มีสัณฐานดังเถากระพังโหม. เอ็นเหล่าอื่นที่เล็กกว่านั้น มีสัณฐานดังสายพิณ
ใหญ่ เอ็นเหล่าอื่นอีกมีสัณฐานดังเส้นด้ายใหญ่. เอ็นที่หลังมือ และเท้า มี
สัณฐานดังตีนนก. เอ็นที่ศีรษะมีสัณฐานดังตาข่ายคลุมหัวเด็ก. เอ็นที่หลังมี
สัณฐานดังอวนเปียกที่เขาแผ่ผึ่งแดด. เอ็นที่เหลือซึ่งไปตามอวัยวะน้อยใหญ่
นั้น ๆ มีสัณฐานดังเสื้อร่างแหที่คลุมสรีระ. ว่าโดยทิศ เอ็นเกิดในทิศทั้ง ๒.
ว่าโดยโอกาสตั้งยึดกระดูกทั้งหลาย ในสรีระทั้งสิ้น. ว่าโดยปริจเฉท เบื้องต่ำ
กำหนดด้วยพื้นอันตั้งอยู่บนกระดูก ๓๐๐ ท่อน เบื้องบนกำหนดด้วยประเทศที่
ตั้งอยู่จดเนื้อและหนัง เบื้องขวางกำหนดซึ่งกันและกัน. นี้เป็นสภาคปริจเฉท
ของเอ็นเหล่านั้น ส่วนวิสภาคปริจเฉท เช่นกับเส้นผมนั่นแหละ.
๘. อฏฺฐี (กระดูกทั้งหลาย)
คำว่า อฏฺฐี ความว่า เว้นกระดูกฟัน ๓๒ ซี่ กระดูกที่เหลือมี
ประมาณ ๓๐๐ ท่อน คือ.
กระดูกมือ ๖๔ ท่อน
กระดูกเท้า ๖๔ ท่อน
กระดูกอ่อนติดเนื้อ ๖๔ ท่อน

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 73 (เล่ม 78)

กระดูกส้นเท้า ๒ ท่อน
กระดูกข้อเท้าสองข้าง ๒ ท่อน
กระดูก แข้งสองข้าง ๒ ท่อน
กระดูกเข่าสองข้าง ๒ ท่อน
กระดูกขา ๒ ท่อน
กระดูกสะเอว ๒ ท่อน
กระดูกสันหลัง ๑๘ ท่อน
กระดูกซี่โครง ๒๔ ท่อน
กระดูกหน้าอก ๑๔ ท่อน
กระดูกใกล้หัวใจ ๑ ท่อน
กระดูกไหปลาร้า ๒ ท่อน
กระดูกสะบัก ๒ ท่อน
กระดูกแขนท่อนบน ๒ ท่อน
กระดูกแขนท่อนล่างสองข้าง ๔ ท่อน
กระดูกคอ ๗ ท่อน
กระดูกคาง ๒ ท่อน
กระดูกดั้งจมูก ๑ ท่อน
กระดูกเบ้าตา ๒ ท่อน
กระดูกหู ๒ ท่อน
กระดูกหน้าผาก ๑ ท่อน
กระดูกกระหม่อม ๑ ท่อน
กระดูก (กระโหลก) ศีรษะ ๙ ท่อน

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 74 (เล่ม 78)

กระดูกเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ว่าโดยสี มีสีขาว. ว่าโดยสัณฐาน มี
สัณฐานต่าง ๆ จริงอยู่ บรรดากระดูกเหล่านั้น กระดูกนิ้วเท้าท่อนปลาย มี
สัณฐานดังเมล็ดบัว กระดูกท่อนกลางถัดจากท่อนปลาย มีสัณฐานดังเมล็ดขนุน
กระดูกท่อนโคน มีสัณฐานดังบัณเฑาะว์. กระดูกหลังเท้า มีสัณฐานดังหมู่
ต่นคล้าที่ถูกทุบ. กระดูกส้นเท้า มีสัณฐานดังจาวตาลลอนเดียว. กระดูก
ข้อเท้า มีสัณฐานดังลูกสะบ้าคู่. กระดูกแข้งในที่เป็นที่ตั้งจดข้อเท้า มีสัณฐาน
ดังหน่อไม้อ่อนที่ปอกเปลือก กระดูกแข้งท่อนเล็ก มีสัณฐานดังคันธนู ท่อน
ใหญ่ มีสัณฐานดังหลังงูทีแห้งแล้ว. กระดูกเข่า มีสัณฐานดังต่อมน้ำทีแหว่ง
ไปข้างหนึ่ง ตรงที่เป็นกระดูกแข้งจดกระดูกเข่านั้น มีสัณฐานดังเขาโคปลายทู่.
กระดูกขาอ่อน มีสัณฐานดังด้ามพร้า หรือด้ามขวานที่เขาทำหยาบ ๆ ที่ตรง
กระดูกขาอ่อนจดอยู่ที่กระดูกสะเอวนั้น มีสัณฐานดังลูกสะบ้ากีฬา ตรงที่กระดูก
สะเอวจดกระดูกขานั้น มีสัณฐานดังผลมะงั่วใหญ่ปลายปาด. กระดูกสะเอวแม้
๒ อัน มีสัณฐานดังเตาของนายช่างหม้อ แยกแต่ละอันมีสัณฐานดังคีมของ
นายช่างทอง. กระดูกตะโพกตอนปลาย มีสัณฐานดังพังพานงูที่เขาจับคว่ำหน้า
มีช่องน้อยช่องใหญ่ ๗ แห่ง. กระดูกสันหลังข้างหน้า มีสัณฐานดังห่วงแผ่น
ตะกั่วที่วางซ้อน ๆ กันไว้ ข้างนอกมีสัณฐานดังลูกประคำ ในระหว่าง ๆ แห่ง
กระดูกเหล่านั้น มีเดือยสองสามอันเช่นกับฟันเลื่อย. บรรดากระดูกซี่โครง
๒๔ ซี่ ซี่ที่ไม่เต็มมีสัณฐานดังเคียวที่ไม่เต็มเล่ม ซี่ที่เต็มมีสัณฐานดังเคียว
เต็มเล่ม กระดูกซี่โครงแม้ทั้งหมดมีสัณฐานดังปีกกางของไก่ขาว. กระดูกอก
๑๔ ชิ้น มีสัณฐานดังลูกกรงคานหามเก่า. กระดูกใกล้หัวใจ มีสัณฐานดัง
จวัก. กระดูกไหปลาร้า มีสัณฐานดังด้ามมีดโลหะเล่มเล็ก. กระดูกสะบัก มี
สัณฐานดังจอบชาวสีหฬที่เหี้ยนไปข้างหนึ่ง. กระดูกต้นแขน มีสัณฐานดังด้าม

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 75 (เล่ม 78)

แว่น ท่อนปลายมีสัณฐานดังรากตาลคู่. กระดูกข้อมือ มีสัณฐานดังห่วงแผ่น
ตะกั่วที่เขาเชื่อมติดกันตั้งไว้. กระดูกหลังมือ มีสัณฐานดังกองต้นคล้าที่ทุบ
แล้ว. กระดูกข้อโคนนิ้วมือ มีสัณฐานดังบัณเฑาะว์ ท่อนกลางมีสัณฐานดัง
เมล็ดขนุนไม่เต็มเม็ด ท่อนปลายมีสัณฐานดังเมล็ดตุมกา. กระดูกคอ ๗ ชิ้น
มีสัณฐานดังแว่นหน่อไม้ไผ่ที่เขาใช้ไม้เสียบตั้งไว้โดยลำดับ. กระดูกคางล่าง มี
สัณฐานดังคีมเหล็กของนายช่างโลหะ. ท่อนบนมีสัณฐานดังเหล็กขูด กระดูก-
เบ้าตาและกระดูกหลุมจมูก มีสัณฐานดังเต้าของลูกตาลอ่อนที่ควักจาวออกแล้ว.
กระดูกหน้าผาก มีสัณฐานดังเปลือกสังข์ที่ตั้งคว่ำหน้า. กระดูกกกหู มีสัณฐาน
ดังฝักมีดโกนของช่างกัลบก. กระดูกที่ตั้งติดกันเป็นแผ่นตอนบนของกระดูก
หน้าผากและกระดูกกกหู มีสัณฐานดังท่อนแผ่นผ้าเต็มหม้อที่ยับยู่ยี่. กระดูก
กระหม่อม มีสัณฐานดังกระโหลกมะพร้าวเปี้ยวที่ปาดหน้าแล้ว. กระดูกศีรษะ
มีสัณฐานดังกระโหลกน้ำเต้าเก่าที่เขาเย็บติดกันตั้งไว้.
ว่าโดยทิศ เกิดในทิศทั้งสอง. ว่าโดยโอกาส ตั้งอยู่ในสรีระทั้งสิ้น
โดยไม่แปลกกัน. แต่เมื่อว่าโดยแปลกกันในที่นี้ กระดูกศีรษะตั้งอยู่บน
กระดูกคอ. กระดูกคอตั้งอยู่บนกระดูกสันหลัง. กระดูกสันหลังตั้งอยู่บนกระดูก
สะเอว. กระดูกสะเอวตั้งอยู่บนกระดูกขาอ่อน กระดูกขาอ่อนตั้งอยู่บนกระดูก
เข่า. กระดูกเข่าตั้งอยู่บนกระดูกแข้ง. กระดูกแข้งตั้งอยู่บนกระดูกข้อเท้า.
กระดูกข้อเท้าตั้งอยู่บนกระดูกหลังเท้า. ว่าโดยปริจเฉท ภายในกำหนดด้วยเยื่อ
ในกระดูก ข้างบนกำหนดด้วยเนื้อ ที่ปลายและโคนกำหนดกระดูกด้วยกัน.
นี้เป็นสภาคปริจเฉทของกระดูกเหล่านั้น ส่วนวิสภาคปริจเฉท เช่นกับผมนั้น
แหละ.

75