บรรดาวาระทั้ง เหล่านั้น วาระที่หนึ่ง ตรัสว่า สัพพสังคาหิกะ
(รวบรวมองค์ไว้ทั้งหมด) เพราะในวาระทั้ง ๓ มีวาระที่ ๒ เป็นต้นเหล่านั้น
จะไม่รวมเข้าไปในที่ไหน ๆ มิได้มี ความต่างกันแห่งวาระที่เหลือจักแจ่มแจ้ง
ข้างหน้า. เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งวาระที่หนึ่งนั้น พึงทราบว่า
องค์ปฏิจจสมุปบาทใด ในวาระใดที่
ตรัสโดยประการอื่นและแม้องค์ปฏิจจสมุป-
บาทใด ที่ไม่ตรัสไว้ในวาระใด องค์ปฏิจจ-
สมุปบาทใด เป็นปัจจัยแก่องค์ปฏิจจสมุป-
บาทใด โดยประการใด พึงเข้าไปกำหนด
องค์ทั้งหมดนั้นแล.
ในคาถานั้นมีนัย ดังต่อไปนี้:-
ว่าโดยความไม่ต่างกันก่อน ถามว่า บรรดาวาระทั้ง ๔ เหล่านี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสว่า สํขารา (สังขารทั้งหลาย) ดังนี้ เหมือนในสุตตัน-
ตภาชนีย์ แต่ตรัสว่า สํขาโร (สังขาร) ดังนี้นั้น เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะสังขารประกอบด้วยขณะแห่งจิตดวงเดียว จริงอยู่ใน
สุตตันตภาชนีย์นั้น ทรงจำแนกปัจจยาการอันเป็นไปในขณะแห่งจิตต่าง ๆ กัน
ในอภิธรรมภาชนีย์นี้ ทรงปรารภปัจจยาการที่เป็นไปในขณะเดียวกัน ก็ในขณะ
แห่งจิตดวงเดียวกัน ย่อมไม่มีเจตนา (คือสังขาร) มาก จึงไม่ตรัสว่า สํขารา
(สังขารทั้งหลาย) แต่ตรัสว่า สํขาโร (สังขาร คือ เจตนา) ดังนี้.
อนึ่ง บรรดาวาระเหล่านี้ ในวาระที่หนึ่งทรงทิ้งรูปเสีย ตรัสว่า
วิญฺญาณปจฺจยา นามํ (นามเท่านั้นมีวิญญาณเป็นปัจจัย) ดังนี้ เพราะทรง