พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 521 (เล่ม 77)

ชัดแล้ว ก็ยังเป็นอยู่ได้ฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในอธิการนี้ โดยความเป็นไป
ในฐานะทั้งหลายมีภพเป็นต้นทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยสงเคราะห์
ก็ในข้อว่า โดยสงเคราะห์ นี้อธิบายว่า บัณฑิตพึงสงเคราะห์
โดยสรุปเสสนัยแห่เอกเทศอย่างนี้ว่า นามอย่างเดียวเกิดเพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัยในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาลในอรูปภพ และในปวัตติกาล ในปัญจ
โวการภพอันใด และรูปอย่างเดียวเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ในปฏิสนธิ
กาลและปวัตติกาลทั้งหมดในพวกอสัญญีภพ และในปวัตติกาลในปัญจ
โวการภพ อันใด และนามรูปที่เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยในกาลทั้งหมดใน
ปัญจโวการภพ อันใด นามด้วย รูปด้วย นามรูปด้วย ทั้งหมดนั้น ชื่อว่า
นามรูปดังนี้ แล้วทราบว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย.
หากมีผู้สงสัย ถามว่า เพราะความที่อสัญญีสัตว์ไม่มีวิญญาณ วิญญาณ
จึงไม่ควรหรือ.
ตอบว่า ไม่ควร หามิได้.
จริงอยู่ วิญญาณนี้ ( ท่านกล่าวไว้ว่า)
นามรูปสฺส ยํ เหตุ วิญฺญาณนฺตํ ทฺวิธา มตํ
วิปากมวิปากญฺจ ยุตฺตเมว ตโต อิทํ
วิญญาณนั้น เป็นเหตุแห่งนามรูป
วิญญาณนั้นท่านกล่าวไว้ ๒ อย่าง คือ วิญญาณ
ที่เป็นวิบาก และวิญญาณที่ไม่เป็นวิบาก
วิญญาณนี้ จึงควรเป็นปัจจัยแก่รูปใน
อสัญญีภพนั้นทีเดียว.

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 522 (เล่ม 77)

จริงอยู่ วิญญาณใดเป็นเหตุแห่งนามรูป วิญญาณนั้นท่านกล่าวไว้ ๒
อย่างโดยแยกเป็นวิบากและไม่เป็นวิบาก และในอสัญญีสัตว์ทั้งหลายก็เกิด
เพราะวิญญาณที่เป็นอภิสังขารที่.เป็นไปในปัญจโวการภพเป็นปัจจัยเพราะความ
ที่รูปเป็นลำนั้นมีกรรมเป็นสมุฏฐาน ในปัญจโวการภพในปวัตติกาลในขณะแห่ง
จิตเป็นกุศลเป็นต้น ก็มีกรรมเป็นสมุฏฐานเหมือนกัน เพราะฉะนั้น วิญญาณนี้
จึงสมควรเป็นปัจจัยเหมือนกัน. พึงทราบวินิจฉัยโดยสงเคราะห์ในอธิการนี้ด้วย
ประการฉะนี้.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยปัจจัย
ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า โดยนัยแห่งปัจจัย นี้ ต่อไป.
นามสฺส ปากวิญฺญาณํ นวธา โหติ ปจฺจโย
วตฺถุรูปปสฺส นวธา เสสรูปสฺส อฏฺฐธา
อภิสัขารวิญฺญาณํ โหติ รูปสฺส เอกธา
ตทญฺญํ ปย วิญฺญาณํ ตสฺส ตสฺส ยถารหํ
วิปากวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม ๙ อย่าง
เป็นปัจจัยแก่วัตถุรูป ๙ อย่าง เป็นปัจจัยแก่
รูปที่เหลือ ๘ อย่าง อภิสังขารวิญญาณเป็น
ปัจจัยแก่รูปอย่างเดียว ส่วนวิญญาณอื่นนอก
จากนั้นเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น ๆ ตามควร.
จริงอยู่ นาม กล่าวคือวิบากในปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาลนี้ใด
ปฏิสนธิวิญญาณ หรือวิปากวิญญาณอื่น เป็นปัจจัย ๙ อย่าง แก่นามนั้นซึ่ง

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 523 (เล่ม 77)

ระคนด้วยรูปบ้าง ไม่ระคนด้วยรูปบ้าง โดยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย
นิสสยปัจจัย สัมปยุตนปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย
อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย. เป็นปัจจัยแก่วัตถุรูปในปฏิสนธิกาล ๙ ปัจจัย โดย
สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย
อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยแก่รูป
ที่เหลือ ๘ ปัจจัย เว้นวัตถุรูปแล้วนำอัญญมัญญปัจจัยในปัจจัย ๙ ปัจจัยนี้ออก.
ส่วนอภิสังขารวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่อสัญญสัตตรูป หรือแก่กรรม-
ชรูปในปัญจโวการภูมิ ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย อย่างเดียวเท่านั้น โดย
ปริยายอันมาในพระสุตตันตะ วิญญาณทั้งหมดที่เหลือ จากเดิมแต่ปฐมภวังค์
พึงทราบวา เป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น ๆ ตามควร อนึ่ง เมื่อจะแสดงนัยแห่ง
ปัจจัยของนามรูปนั้น โดยพิสดาร บัณฑิตก็จะพึงยังปัฏฐานกถาแม้ทั้งหมดให้
กว้างขวาง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักยังไม่เริ่มปัฏฐานกถานั้น.
ในข้อนั้น หากมีผู้ถามว่า ก็ข้อนี้จะพึงรู้ได้อย่างไรว่า "นามรูปใน
ปฏิสนธิกาลมีวิญญาณเป็นปัจจัย ตอบว่า รู้ได้โดยพระสูตร และโดยยุกติ
(ความชอบด้วยเหตุผล) เพราะในพระสูตร ความที่ธรรมมีเวทนาเป็นต้นเป็น
ปัจจัยสำเร็จแล้วโดยมาก โดยนัยมีอาทิว่า จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมา
(ธรรมทั้งหลายคล้อยไปตามจิต) ดังนี้* ส่วนโดยยุกติว่า
ความจริง วิญญาณ ย่อมสำเร็จได้
ด้วยจิตตรูปที่เห็นได้ ในโลกนี้ วิญญาณก็
เป็นปัจจัย แม้แก่รูปที่เห็นไม่ได้แล.

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 524 (เล่ม 77)

จริงอยู่ เมื่อจิตผ่องใสหรือไม่ผ่องใสก็ตาม รูปทั้งหลายที่ควรแก่จิตนั้น
เมื่อเกิดขึ้น วิญญาณจึงเห็น ก็การอนุมาน (คาดคะเน) รูปที่เห็นไม่ได้
ย่อมมีด้วยรูปที่เห็นได้ เพราะฉะนั้น ข้อนี้พึงรู้ได้ด้วยบทนี้ว่า วิญญาณย่อม
เป็นปัจจัยแก่รูปในปฏิสนธิ แม้ที่เห็นไม่ได้ ด้วยจิตตชรูปที่เห็นได้ ในโลกนี้.
เพราะความที่รูปในปฏิสนธินั้นแม้มีกรรมเป็นสมุฏฐาน เป็นปัจจัยมาแล้วใน
ปัฏฐาน เหมือในรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน. ในอธิการนี้พึงทราบวินิจฉัยโดยนัย
แห่งปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ในข้อว่า วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ
(นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย) นี้ ชื่อว่า ทรงประกาศพระธรรมจักร
อันยอดเยี่ยม ที่สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารดาก็ดี พรหมก็ดี
หรือว่าใคร ๆ ในโลกก็ดี เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะบรรดาบัณฑิตเข้าไป
ใคร่ครวญอยู่ ย่อมเห็นเป็นเพียงนามรูป โดยปรมัตถ์เท่านั้น กำลังเป็นไป
หาใช่สัตว์บุคคลไม่ ฉะนี้แล.
นิเทศแห่งนามรูปมีวิญญาณเป็นปัจจัย จบ
ว่าด้วยนิเทศสฬายตนะ (บาลีข้อ ๒๖๐)
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศสฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัยต่อไป
นามํ ขนฺธตฺตยํ รูปํ ภูตวตฺถาทิกํ มตํ
กเตกเสสํ ตนฺตสฺส ตาทิสสฺเสว ปจฺจโย
นามคือ ขันธ์ ๓ รูป ได้แก่ รูปที่
กล่าวว่า ภูตะ และวัตถุเป็นต้น นามรูปนั้น
ท่านทำเอกเสสนัยว่าเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ
นั้นเช่นนั้นแล.

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 525 (เล่ม 77)

จริงอยู่ ในนามรูปที่เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะนั้น ขันธ์ ๓ มีเวทนา
เป็นต้น ชื่อว่า นาม ส่วนรูปที่นับเนื่องด้วยสันตติของตน พึงทราบว่า
ท่านเรียกว่า ภูคะและวัตถุ โดยกำหนดอย่างนี้ คือ ภูตรูป ๔ วัตถุรูป ๖
และชีวิตินทรีย์ ก็นามรูปนั้น ท่านทำเอกเสสนัยไว้อย่างนี้ว่า นามด้วย รูปด้วย
นามรูปด้วย ชื่อว่า นามรูป. นามรูปนั้น พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแก่
สฬายตนะที่ท่านทำเอกเสสนัยอย่างนั้นแหละ ด้วยลักษณะอย่างนี้ว่า ฉฏฺฐาย-
ตนญฺจ สฬายตนญฺจ สฬายตนํ (อายตนะที่ ๖ ด้วย อายตนะ ๖ ด้วย
ชื่อว่า สฬายตนะ ดังนี้ เพราะเหตุไร ? เพราในอรูปภพ นามอย่างเดียว
เป็นปัจจัย และนามนั้นก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะทั้ง ๖ เท่านั้น ไม่เป็นปัจจัยแก่
อายตนะอื่น เพราะในอัพยากตวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นามปจฺจยา
ฉฏฺฐายตนํ (อายตนะที่ ๖ เกิดเพราะนามเป็นปัจจัย) ดังนี้ ก็นามที่ทรง
สงเคราะห์ไว้ในทีนี้ พึงทราบว่าทรงจำแนกไว้ในอัพยากตวาระนั้นแล.*
ในข้อนั้น หากมีผู้ถามว่า ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า "นามรูป
เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะเล่า" ตอบว่า ทราบได้เพราะเมื่อนามรูปมีสฬายตนะก็มี.
จริงอยู่ เมื่อนามและรูปนั้น ๆ มี อายตนะนั้น ๆ ก็ย่อมมี มิใช่เป็นโดยประการอื่น
ก็สฬายตนะนั้นมีเพราะความที่นามรูปมีนั้นจักแจ่มแจ้งในนัยแห่งปัจจัยทีเดียว
เพราะฉะนั้น
นามรูปใด เป็นปัจจัยแก่อายตนะใด
ในปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาล และเป็น
ปัจจัยโดยประการใด บัณฑิตพึงแนะนำโดย
ประการนั้น.
* อภิ. วิ. เล่ม ๓๕ นี้ ๓๗๙/๒๓๕

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 526 (เล่ม 77)

ว่าด้วยนามเป็นปัจจัยแก่อายตนะ
บรรดานามรูปที่เป็นปัจจัยนั้น มีอธิบายความดังนี้
ความจริง ว่าโดยการกำหนดอย่างต่ำ
นามอย่างเดียวนั้น เป็นปัจจัย ๗ อย่าง แก่
อายตนะที่ ๖ ในอรูปภพ ทั้งในปฏิสนธิกาล
และปวัตติกาล.
นามเป็นปัจจัยอย่างไร ? คือ ในปฏิสนธิกาล ว่าโดยกำหนดอย่างต่ำ
ก่อน นามเป็นปัจจัย ๗ อย่างแก่อายตนะที่ ๖ โดยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญ-
ปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปากปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิตตปัจจัย อนึ่ง
ในปฏิสนธิกาลนี้ ก็มีปัจจัยแม้โดยประการอื่นอย่างนี้ คือ นามบางอย่างเป็น
ปัจจัย ด้วยเหตุปัจจัย นามบางอย่างเป็นปัจจัย ด้วยอาหารปัจจัย บัณฑิต
พึงทราบการกำหนดปัจจัยอย่างต่ำและอย่างสูง ด้วยสามารถแห่งปัจจัยมีเหตุ-
ปัจจัยเป็นต้นนั้นเถิด.
แม้ในปวัตติกาล นามคือวิบากเป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน
แต่นามนอกนี้ซึ่งมิใช่วิบากเป็นปัจจัย ๖ อย่าง กำหนดอย่างต่ำเว้นวิปากปัจจัย
ในบรรดาปัจจัยทั้งหลายตามที่กล่าวแล้ว และในปวัตติกาลนั้น ก็มีปัจจัยแม้โดย
ประการอื่นอย่างนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยเหตุปัจจัย นามบางอย่าง
เป็นปัจจัยด้วยอาหารปัจจัย บัณฑิตพึงกำหนดอย่างสูงและอย่างต่ำด้วยอำนาจ
แห่งปัจจัยมีเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น.
แม้ในภพอื่น นามเป็นปัจจัยแก่
อายตนะที่ ๖ ในปฏิสนธิกาลเหมือนอย่างนั้น

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 527 (เล่ม 77)

แหละ นามนั้นยังเป็นปัจจัยโดยอาการ ๖
อย่าง แก่อายตนะทั้งหลายนอกจากอายตนะ
ที่ ๖ นี้.
จริงอยู่ แม้ในภพอื่นนอกจากรูปภพ คือในปัญจโวการภพ นามที่
เป็นวิบากนั้น เป็นสหายของหทยวัตถุเป็นปัจจัย ๗ อย่าง แก่อายตนะที่ ๖ คือ
มนายตนะ โดยกำหนดอย่างต่ำเหมือนกล่าวไว้ในอรูปภูมินั้นแหล่ะ อนึ่ง นาม
นั้น เป็นสหายกับหาภูตรูป ๖ เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ มีจักขายตนะเป็นต้น
นอกจากอายตนะที่ ๖ เป็นโดยอาการ ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสหชาตปัจจัย
นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย ก็ใน
ปฏิสนธิกาลนี้ มีปัจจัยแม้อื่นอย่างนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยเหตุปัจจัย
นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยอาหารปัจจัย บัณฑิตพึงทราบกำหนดอย่างสูงแล.
อย่างต่ำ ด้วยสามารถแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น.
แม้ในปวัตติกาล นามที่เป็นวิบากก็
เป็นปัจจัย แก่อายตนะที่เป็นวิบากเหมือนกัน
นามที่ไม่ใช่วิบากก็เป็นปัจจัย ๖ อย่าง แก่
อายตนะที่ ๖ ซึ่งมิใช่วิบาก.
จริงอยู่ แม้ในปวัตติกาล ในปัญจโวการภพ นามที่เป็นวิบากก็เป็น
ปัจจัยแก่วิบาก คืออายตนะที่ ๖ โดยกำหนดอย่างต่ำ ๗ ปัจจัย เหมือนใน
ปฏิสนธิกาลนั่นแหละ ส่วนนามที่มิใช่วิบากเป็นปัจจัยแก่นามที่ไม่ใช่วิบาก คือ
อายตนะที่ ๖ โดยกำหนดอย่างต่ำ ๖ อย่าง โดยนำวิปากปัจจัยออกจากปัจจัย
ทั้ง ๗ นั้น และในปวัตติกาลนี้ ก็พึงทราบกำหนดอย่างสูงและอย่างต่ำโดยนัย
ที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 528 (เล่ม 77)

ในปวัตติกาลนั้นนั่นแหละ นามที่
เป็นวิบากก็เป็นปัจจัย ๔ อย่าง แก่อายตนะ ๕
ที่เหลือ แม้นามที่ไม่ใช่วิบาก ก็ทรงประกาศ
ไว้เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ.
จริงอยู่ ในปวัตติกาลนั้นแหละ นามที่เป็นวิบากอาศัยวัตถุมีจักขุ-
ประสาทเป็นต้นบ้าง วัตถุนอกนี้บ้าง เป็นปัจจัย ๔ อย่าง แก่อายตนะที่เหลือ ๕
มีจักขายตนะเป็นต้น โดยปัจฉาชาตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคต-
ปัจจัย แม้นามที่ไม่ใช่วิบาก ก็ทรงประกาศเหมือนนามที่เป็นวิบากนั่นเอง
เพราะฉะนั้น แม้นามอันต่างด้วยกุศลเป็นต้น ก็พึงทราบว่าเป็นปัจจัย ๔ อย่าง
แก่อายตนะ ๕ เหล่านั้น นามอย่างเดียว เป็นปัจจัยแก่อายตนะใด ๆ และเป็น
โดยประการใด ในปฏิสนธิกาลหรือในปวัตติกาล พึงทราบอายตนะนั้น ๆ
โดยประการนั้น ๆ อย่างนี้ก่อน.
ว่าด้วยรูปเป็นปัจจัยแก่อายตนะ
ก็ในอายตนะเหล่านี้ รูปไม่เป็นปัจจัย
แม้แก่อายตนะหนึ่งในอรูปภพ แต่เป็นปัจจัย
ในภพที่มีขันธ์ ๕ ว่าโดยรูป วัตถุรูปใน
ปฏิสนธิกาลเป็นปัจจัย ๖ อย่าง แก่อายตนะ
ที่ ๖ ภูตรูปทั้งหลายเป็นปัจจัย ๔ อย่าง
แก่อายตนะ โดยไม่แปลกกัน.

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 529 (เล่ม 77)

จริงอยู่ ว่าโดยรูป วัตถุรูปในปฏิสนธิกาล เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖
คือมนายตนะ ๖ อย่าง โดยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย
วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิตตปัจจัย. ส่วนภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย ๔ อย่าง
แก่อายตนะแม้ทั้ง ๕ มีจักขายตนะเป็นต้น โดยสหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย
อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย ด้วยอำนาจแห่งอายตนะที่เกิดขึ้นนั้น ๆ ทั้งในปฏิสนธิ
กาลและปวัตติกาล โดยไม่แปลกกัน.
ชีวิตรูป เป็นปัจจัย ๓ อย่าง แก่วัตถุ
เหล่านี้ และอาหารรูปก็เป็นปัจจัย ๓ อย่าง
แก่วัตถุเหล่านั้น ในปวัตติกาล อายตนะ
เหล่านั้น เป็นปัจจัย ๖ อย่าง แก่อายตนะที่ ๖
วัตถุรูปเป็นปัจจัย ๕ อย่าง แก่อายตนะที่ ๖
นั้น.
ก็ชีวิตรูป ในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล เป็นปัจจัย ๓ อย่าง
แก่วัตถุเหล่านี้ทั้ง ๕ มีจักขุเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งอัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย
และอินทริยปัจจัย.
ก็คำว่า และอาหาร คือ และอาหารก็เป็นปัจจัย ๓ อย่างนั้นแหละ
ด้วยอำนาจอัตถิปัจจัย อวิตตปัจจัย อาหารปัจจัย ก็อาหารนั้นแลเป็นปัจจัยใน
ปวัตติกาลเท่านั้น มิใช่ในปฏิสนธิกาล ในกายที่มีอาหารซึมซาบของสัตว์ผู้มี
อาหารเลี้ยงชีพเหล่านั้น อนึ่ง อายตนะ ๕ มีจักขวายตนะเป็นต้นเหล่านั้น
เป็นปัจจัยในปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล แก่มนายตนะอันเป็นอายตนะที่ ๖
กล่าวคือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และ

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 530 (เล่ม 77)

กายวิญญาณ โดยอาการ ๖ อย่าง ด้วยอำนาจนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย
อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิตตปัจจัย. ส่วนวัตถุรูป
เป็นปัจจัย ๕ อย่าง ในปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล แก่มนายตนะที่เหลือ
ยกเว้นวิญญาณ ๕ นั้นแล ด้วยอำนาจนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย วิปปยุตต-
ปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิตตปัจจัย รูปอย่างเดียวเป็นปัจจัยแก่อายตนะใด ๆ
ในปฏิสนธิกาล หรือปวัตติกาล และเป็นโดยประการใด พึงทราบโดยประการนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยนามรูปเป็นปัจจัยแก่อายตะ
ก็นามรูปทั้ง ๒ อันใด เป็นปัจจัยแก่
อายตนะใด และโดยประการใด บัณฑิตพึง
ทราบนามรูปแม้นั้นและโดยประการนั้น ใน
ที่ทุกแห่ง.
พึงทราบอย่างไร ? คือในเบื้องต้น นามรูปกล่าวคือนามขันธ์ ๓ และ
วัตถุรูปในปฏิสนธิกาลปัญจโวการภพ เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ ด้วยสหชาต-
ปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปากปัจจัย อัตถิปัจจัย
และอวิคตปัจจัยเป็นต้น.
คำที่กล่าวนี้พอเป็นหัวข้อในข้อว่านามรูปเป็นปัจจัยแก่อายตนะ แต่
บุคคลผู้ฉลาดอาจประกอบเนื้อความทั้งหมด โดยทำนองแห่งคำที่กล่าวแล้ว
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่แสดงความพิสดารไว้ในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
นิเทศสฬายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จบ

530