พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 451 (เล่ม 77)

เบื้องหน้าแต่นี้ไป คำใดที่ตรัสไว้ในประโยคมีอาทิว่า สํขารปจฺจยา
วิญฺญาณํ (วิญญาณเกิด เพราะสังขารเป็นปัจจัย) ดังนี้ คำนั้น พึงทราบ
โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ส่วนในคำที่ยังมิได้กล่าวนั้น พึงทราบวินิจฉัย
ต่อไปนี้
วิชชานาตีติ วิญฺญาณํ ชื่อว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่า ย่อมรู้แจ้ง.
นมตีติ นามํ ชื่อว่า นาม เพราะอรรถว่า ย่อมน้อมไป.
รุปฺปตีติ รูปํ ชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่า ย่อมสลาย.
อาเย ตโนติ อายตญฺจ นยตีติ อายตนํ ที่ชื่อว่า อายตนะ
เพราะอรรถว่า ย่อมแผ่ไปซึ่งกาย (นามรูป) อันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ และ
ย่อมนำไปสู่สังสารอันยาวนาน.
ผุสตีติ ผสฺโส ชื่อว่า ผัสสะ เพราะอรรถว่า ถูกต้อง.
เวทยตีติ เวทนา ชื่อว่า เวทนา เพราะอรรถว่า เสวยอารมณ์.
ปริตสฺสตีติ ตณฺหา ชื่อว่า ตัณหา เพราะอรรถว่า ทะยานอยาก.
อุปาทิยตีติ อุปาทานํ ชื่อว่า อุปาทาน เพราะอรรถว่า ยึดมั่น.
ภวติ ภาวยติ จาติ ภโว ชื่อว่า ภพ เพราะอรรถว่า ย่อมเป็น
และย่อมให้เป็น.
ชนนํ ชาติ ความเกิด ชื่อว่า ชาติ.
ชิรณํ ชรา ความคร่ำคร่า ชื่อว่า ชรา.
มรนฺติ เอเตนาติ มรณํ ชื่อว่า มรณะ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุตาย
ของสัตว์ทั้งหลาย. โสจนํ โสโก ความเศร้า ชื่อว่า โสกะ ปริเทวนํ ปริเท-
โว ความร้องคร่ำครวญ ชื่อว่า ปริเทวะ ทุกฺขยตีติ ทุกฺขํ ชื่อว่า ทุกข์

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 452 (เล่ม 77)

เพราะอรรถว่า ทำให้ลำบาก อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทุกข์ เพราะอรรถว่า
ย่อมขุด ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอุปปาทะและฐีติ. ทุมฺมนสฺส ภาโว ภาวะ
แห่งทุมนัส ชื่อว่า โทมนัส. ภูโส อายาโส อุปายาโส ความดับแค้น
ใจอย่างมาก ชื่อว่า อุปายาส.
บทว่า สมฺภวนฺติ แปลว่า ย่อมเกิด บัณฑิตพึงทำการประกอบศัพท์
สมฺภวนฺติ ด้วยบทมีความโศกเป็นต้น อย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ โดยที่แท้
ควรทำประกอบด้วยบททั้งหมด เพราะเมื่อกล่าวว่า อวิชฺชาปจฺจยา สํขารา
นอกจาก สมฺภวนฺติ ศัพท์นี้ ธรรมคืออวิชชาและสังขารก็ไม่พึงปรากฏว่า.
ย่อมกระทำซึ่งกิจอะไรกัน แต่เมื่อมีการประกอบด้วยบทว่า สมฺภวนฺติ ศัพท์
ก็เป็นอันกำหนดธรรมที่เป็นปัจจัยและธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย* ว่า อวิชชา
นั้นด้วย เป็นปัจจัยด้วย ชื่อว่า อวิชชาเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลาย
จึงเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้. ในบททั้งหลายก็นัยนี้.
บทว่า เอวํ (ด้วยประการฉะนี้) นี้เป็นบทอธิบายนัยแห่งปฏิจจสมุป-
บาทที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว อธิบายว่า ด้วยบทว่า เอวํ นั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงว่า ธรรมที่เป็นปัจจยาการเหล่านั้นย่อมเกิดเพราะเหตุ
ทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น เท่านั้นมิใช่เกิดขึ้นด้วยเหตุมีพระอิศวรเนรมิตเป็นต้น.
บทว่า เอตสฺส (นี้) ได้แก่ ตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า เกวลสฺส ได้แก่ (กองทุกข์) ที่ไม่ปะปนกัน หรือว่า
ทั้งมวล.
* คือที่เป็น ปัจจัยธรรม และปัจจยุปบันนธรรม.

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 453 (เล่ม 77)

บทว่า ทุกฺขกฺขนฺธสฺส (กองทุกข์) ได้แก่ ประชุมแห่งทุกข์
มิใช่ประชุมแห่งสัตว์ มิใช่ประชุมแห่งวิปัลลาสมีความสุขและความงามเป็นต้น
บทว่า สมุทโย ได้แก่ ความเกิด.
บทว่า โหติ ได้แก่ ย่อมเกิด.
พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถในปฏิจจสมุปบาทนี้ ด้วยประการฉะนี้
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น
ข้อว่า โดยลักษณะเป็นต้น ได้แก่ โดยธรรม ๔ มีลักษณะเป็นต้น
แห่งปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้น อย่างไร ? คือ อวิชชา
๑. อญาณลกฺณา มีความไม่รู้เป็นลักษณะ
สมฺโมหนรสา มีความหลงเป็นกิจ
ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีความปกปิดสภาวะแห่งอารมณ์
เป็นปัจจุปัฏฐาน
อาสวปทฏฺฐานา มีอาสวะเป็นปทัฏฐาน
๒. อภิสํขรณลกฺขณา สังขารทั้งหลายมีการปรุงแต่งเป็น
ลักษณะ
อายูหนรสา มีความขวนขวายเป็นกิจ
เจตนาปจฺจุปฏฺฐานา มีเจตนาเป็นปัจจุปัฏฐาน
อวิชฺชาปทฏฺฐานา มีอวิชชาเป็นปทัฏฐาน
๓. วิชานนลกฺขณํ วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ
ปุพฺพงฺคมรสํ มีการเป็นประธานเป็นกิจ

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 454 (เล่ม 77)

ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการเกิดสื่อเป็นปัจจุปัฏฐาน
สํขารปทฏฺฐานํ มีสังขารเป็นปทัฏฐานหรือ
วตฺถารมฺมณปทฏฺฐานํ มีวัตถุและอารมณ์เป็นปทัฏฐาน
๔. นมนลกฺขณํ นามมีการน้อมไปเป็นลักษณะ
สมฺปโยครสํ มีการประกอบพร้อมกันเป็นกิจ
อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกจากจิตเป็นปัจจุปัฏ-
ฐาน
วิญฺญาณปทฏฺฐานํ วิญญาณเป็นปทัฏฐาน
๕. รุปฺปนลกฺขณํ รูปมีการแปรปรวนเป็นลักษณะ
วิกิรณรสํ มีการกระจัดกระจายไปเป็นรส
อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอัพยากตธรรมเป็น
ปัจจุปัฏฐาน
วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน
๖. อายตนลกฺขณํ สฬายตนะมีการทำวัฏฏะให้ยาวนาน
เป็นลักษณะ
ทสฺสนาทิรสํ มีการทำความเห็นเป็นต้นเป็นรส
วตฺถุทฺวารภาวปจิจุปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุและทวารเป็น
ปัจจุปัฏฐาน
นามรูปปทฏฺฐานํ มีนามรูปเป็นปทัฏฐาน
๗. ผุสนลกฺขโณ ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็น
ลักษณะ

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 455 (เล่ม 77)

สํฆฏฺฏนรโส มีการประสานอารมณ์กับจิตเป็นรส
สงฺคติปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุม (วัตถุ อารมณ์ จิต)
เป็นปัจจุปัฏฐาน
สฬายตนปทฏฺฐาโน มีสฬายตนะเป็นปทัฏฐาน
๘. อนุภวนลกฺขณา เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็น
วิสยรสสมฺโภครสา มีการบริโภคร่วมกันซึ่งรสแห่ง
อารมณ์เป็นรส
สุขทุกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีสุขและทุกข์เป็นปัจจุปัฏฐาน
ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน
๙. เหุตุลกฺขณา ตัณหามีความเป็นเหตุเป็นลักษณะ
อภินนฺทนรสา มีความบันเทิงใจเป็นรส
อติตฺติภาวปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่อิ่มในอารมณ์เป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน
เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนาเป็นปทัฏฐาน
๑๐. คหณลกฺขณํ อุปาทานมีการยึดไว้เป็นลักษณะ
อมุญฺจนรสํ มีการไม่ปล่อยเป็นรส
ตณฺหาทฬฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปฏฺฐานา มีความมั่นคงด้วยตัณหา
และเห็นผิดในอัตตาเป็นปัจจุปัฏ-
ฐาน
ตณฺหาปทฏฺฐานํ มีตัณหาเป็นปทัฏฐาน
๑๑. กมฺมกมฺมผลลกฺขโณ ภพมีกรรม และผลของกรรมเป็น
ลักษณะ

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 456 (เล่ม 77)

ภาวนภวนรโส มีความทำให้เกิดขึ้นและความ
เกิดขึ้นเป็นรส
กุสลากุสลาพฺยากตปจฺจุปทฏฺฐาโน มีความเป็นกุศล อกุศล
และอัพยากตะเป็นปัจจุปัฏฐาน
อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทานเป็นปทัฏฐาน.
ธรรมมีลักษณะเป็นต้น แห่งปัจจยาการมีชาติเป็นต้น พึงทราบโดย
นัยที่กล่าวแล้วในสัจจวิภังค์นั้นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในปัจจยาการนี้ แม้โดยลักษณะเป็นต้น ด้วยประการ
ฉะนี้.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยมีอย่างเดียวเป็นต้น
ในข้อว่า โดย มีอย่างเดียวเป็นต้น นี้ พึงทราบว่า อวิชชา ชื่อว่า
มีอย่างเดียว เพราะเป็นอัญญาณ (ไม่รู้) อทัสสนะ (ไม่เห็น) และโมหะ
(ความหลง) เป็นต้น. ที่ชื่อว่า มี ๒ อย่าง เพราะความไม่ปฏิบัติ และความ
ปฏิบัติ อนึ่ง เพราะเป็นสังขาร และอสังขาร ที่ชื่อว่า มี ๓ อย่าง เพราะ
สัมปยุตด้วยเวทนา ๓ ที่ชื่อว่า มี ๒ อย่าง เพราะไม่แทงตลอดสัจจะ ๔ ที่ชื่อว่า
มี ๕ อย่าง เพราะปกปิดโทษแห่งคติ ๕๑ อนึ่ง ว่าโดยทวารและอารมณ์
อวิชชานั้น พึงทราบว่า มี ๖ อย่าง ในอรูปธรรมแม้ทั้งหมด.
สังขาร ชื่อว่า มีอย่างเดียว เพราะเป็นสาสววิปากธัมมธรรม
เป็นต้น ที่ชื่อว่า มี ๒ อย่าง เพราะเป็นกุศลและอกุศล อนึ่ง เพราะเป็น
ปริตตธรรมและมหัคคตธรรม เพราะเป็นหีนธรรมและมัชฌิมธรรม และเพราะ
เป็นมิจฉัตตนิยตธรรม และมิจฉัตตอนิยธรรม ที่ชื่อว่า มี ๓ อย่าง เพราะเป็น
ปุญญาภิสังขารเป็นต้น ชื่อว่า มี ๔ อย่าง เพราะเป็นไปในกำเนิด ๔ ชื่อว่า
มี ๕ อย่าง เพราะเป็นทางแห่งคติ ๕.๒
๑-๒ ปกปิดคติ ๕ คือ ทางไปเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ปิตติวิสัย มนุษย์ และเทวดา

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 457 (เล่ม 77)

วิญญาณ ชื่อว่า มีอย่างเดียว เพราะเป็นโลกิยวิบากเป็นต้น ชื่อว่า
มี ๒ อย่าง เพราะเป็นสเหตุกะ และอเหตุกะเป็นต้น ชื่อว่า มี ๓ อย่าง
เพราะนับเนื่องด้วยภพ ๒ เพราะประกอบพร้อมด้วยเวทนา ๓ และเพราะเป็น
อเหตุกะ ทุเหตุกะ และติเหตุกะ ชื่อว่า เป็น ๔ อย่าง และเป็น ๕ ด้วย
อำนาจกำเนิด และอำนาจคติ.
นามรูป ชื่อว่า มีอย่างเดียว เพราะอาศัยวิญญาณและโดยมีกรรม
เป็นปัจจัย ชื่อว่า มี ๒ อย่าง เพราะเป็นสารัมมณะและอนารัมมณะ ชื่อว่า
มี ๓ อย่าง เพราะเป็นอดีตเป็นต้น ชื่อว่า มี ๔ และ ๕ อย่าง ด้วยอำนาจ
กำเนิด ๔ และคติ ๕.
สฬายตนะ ชื่อว่า มีอย่างเดียว เพราะเป็นที่เกิดและประชุม ชื่อว่า
มี ๒ อย่าง เพราะภูตรูป ประสาทรูป และวิญญาณ* เป็นต้น ชื่อว่า
มี ๓ อย่าง เพราะเป็นอารมณ์ที่เป็นสัมปัตตะ อสัมปัตตะ และไม่ใช่ทั้ง ๒
(คือทางมโนทวาร) ชื่อว่า มี ๔ และ ๕ อย่าง เพราะนับเนื่องด้วยกำเนิด ๔
และคติ ๕ แล. บัณฑิตพึงทราบธรรมแม้มีผัสสะเป็นต้นว่าเป็นธรรมอย่างเดียว
เป็นต้นโดยนัยนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในปัจจยาการนี้แม้โดยเป็นธรรมมีอย่างเดียวเป็นต้น
อย่างนี้.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยการกำหนดองค์
ชื่อว่า โดยการกำหนดองค์ ความว่า ก็ในปัจจยาการนี้ ความโศก
เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดงความไม่ขาดตอนของภวจักร
เพราะความโศกเป็นต้นนั้น ย่อมเกิดแก่คนพาลผู้ถูกชราและมรณะเบียดเบียน
* ทวีปัญจวิญญาณ

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 458 (เล่ม 77)

แล้วเหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
อันทุกขเวทนาทางกายถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบาก ย่อม
คร่ำครวญ ย่อมตีอกร้องไห้ ย่อมถึงการหลงใหล* ดังนี้เป็นต้น.
อนึ่ง อวิชชายังเป็นไปตราบเท่าที่ความโศกเป็นต้นเหล่านั้นยังเป็นไป
อยู่ เพราะเหตุนั้น การเกี่ยวเนื่องกันว่า อวิชชาปจฺจยา สํขารา (สังขาร
เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย) ดังนี้ แม้อีกจึงเป็นภวจักรทีเดียว เพราะฉะนั้น
พึงทราบองค์แห่งปฏิจจสมุปบาทมี ๑๒ เท่านั้น เพราะประมวลความโศกเป็นต้น
แม้เหล่านั้นเข้าด้วยกันกับชรามรณะนั่นเอง พึงทราบวินิจฉัยในปัจจยาการนี้
แม้โดยการกำหนดองค์ทั้งหลายไว้ ด้วยประการฉะนี้.
กถาว่าโดยย่อในปัจจยากรนี้ด้วยสามารถอุเทศวารเพียงเท่านี้
วรรณนาอุเทศวาร จบ
ว่าด้วยนิเทศอวิชชาเป็นปัจจัย (บาลีข้อ ๒๔๖)
บัดนี้ เป็นกถาว่าโดยพิสดาร ด้วยสามารถแห่งนิเทศวาร จริงอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อวิชฺชาปจฺจยา สํขรา ดังนี้ ในพระบาลีนั้น
เมื่อจะทรงแสดงสังขารทั้งหลายอันมีอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะบุคคลเมื่อจะพูด
ถึงบุตรก็ย่อมกล่าวถึงบิดาก่อน ด้วยว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ บุตรก็เป็นคำพูดได้ดีว่า
บุตรของนายมิต บุตรของนายทัตตะ ดังนี้ ฉะนั้น พระศาสดาทรงเป็น
ผู้ฉลาดในเทศนา เพื่อทรงแสดงอวิชชาเช่นเป็นบิดาด้วยอรรถว่ายังสังขาร
ทั้งหลายให้เกิดก่อน จึงตรัสคำว่า ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ทุกฺเข อญฺญาณํ
(ในปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชาเป็นไฉน ? ความไม่รู้ทุกข์) เป็นต้น.
* สํ. สฬายตน. เล่ม ๑๘ ๓๖๙/๒๕๗

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 459 (เล่ม 77)

ในพระบาลีนั้น เพราะอวิชชานี้ย่อมไม่ให้เพื่ออันรู้ เพื่ออันเห็น
เพื่ออันแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งกิจรสตามความเป็นจริงของทุกขสัจจะ จึง
ปกปิด หุ้มห่อยึดถือไว้อยู่ ฉะนั้น จึงตรัสว่า ทุกฺเข อญฺญาณํ (ความไม่รู้
ในทุกข์) ดังนี้. อนึ่ง เพราะอวิชชาย่อมไม่ให้เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอด
ซึ่งลักษณะพร้อมทั้งรสตามความเป็นจริงแห่งทุกขสมุทัย แห่งทุกขนิโรธ แห่ง
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ปกปิดแล้ว หุ้มห่อแล้ว ยึดถือไว้อยู่ ฉะนั้นจึงตรัสว่า
ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกข
นิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ (อัญญาณ) ตรัสว่า อวิชชา ในฐานะ
๔ เหล่านี้ โดยปริยายแห่งพระสูตร.
แต่โดยปริยายแห่งพระอภิธรรมในนิกเขปกัณฑ์ ทรงถือเอาอัญญาณ
(ความไม่รู้) ในฐานะ ๔ แม้อื่นอีกว่า ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ (ความไม่รู้
ในอดีต) เป็นต้น. ในพระบาลีนั้น คำว่า ปุพฺพนฺโต ได้แก่ อดีตอัทธา
คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งหลายที่ล่วงแล้ว. บทว่า อปรนฺโต ได้แก่
อนาคตอัทธา คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งหลายที่ยังไม่มาถึง. บทว่า
ปุพฺพนฺตาปรนฺโต ได้แก่ กาลทั้ง ๒ แห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะที่ล่วงแล้ว
และยังไม่นาถึงนั้น. บทว่า อิทปฺปจฺจยตา (ความมีธรรมนี้เป็นปัจจัย)
ได้แก่ องค์ทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุแห่งธรรมทั้งหลายมีสังขาร
เป็นต้น. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนธมฺมา (ธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น)
ได้แก่ธรรนทั้งหลายมีสังขารเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นแต่ธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น
ในธรรมเหล่านั้น เพราะอวิชชานี้ ย่อมไม่ให้เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอด
ซึ่ชงลักษณะพร้อมทั้งกิจรสตามความเป็นจริง แห่งขันธ์เป็นต้น ที่เป็นอดีต ย่อม

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 460 (เล่ม 77)

ปกปิด หุ้มห่อ ยึดถือเอาไว้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปุพฺพนฺเต
อญฺญาณํ (ความไม่รู้ในอดีต). อนึ่ง เพราะอวิชชานี้ ย่อมไม่ให้ เพื่อรู้
เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดซึ่งลักษณะพร้อมทั้งรสตามความเป็นจริง แห่งขันธ์
เป็นต้นอันเป็นอนาคต ฯลฯ แห่งขันธ์เป็นต้น ที่เป็นทั้งอดีตและอนาคต ฯลฯ
ย่อมไม่ให้ เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดซึ่งลักษณะพร้อมทั้งรสตามความ
เป็นจริงแห่งความที่ธรรมนี้เป็นปัจจัย และธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น
ย่อมปกปิด หุ้มห่อ ยึดถือเอาไว้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ความไม่รู้ในความที่ธรรมนี้เป็นปัจจัย ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันและกันเกิด
ขึ้นดังนี้. ตรัสความไม่รู้โดยปริยายแห่งพระอภิธรรมในฐานะทั้ง ๘ เหล่านี้ว่า
เป็น อวิชชา.
ถามว่า ด้วยลักษณะอย่างนี้ ย่อมเป็นอันพระองค์ตรัสถึงอะไร ?
ตอบว่า ชื่อว่า เป็นอันตรัสอวิชชา โดยกิจ และโดยชาติ. อย่างไร ?
ก็อวิชชานี้ย่อมไม่ให้ เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดฐานะทั้ง ๘ เหล่านี้
เพราะฉะนั้น จึงตรัสโดยกิจ และอวิชชานี้แม้เมื่อเกิดก็ย่อมเกิดในฐานะ ๘
เหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงตรัส โดยชาติ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วทรงถือเอาบท
๒๕ มีอาทิว่า ยํ เอวรูปํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ (ความไม่รู้ ความไม่เห็น
อันใดเห็นปานนี้ ) อีก เพื่อทรงแสดงลักษณะอวิชชา ต่อไป.
อธิการนี้ เพราะอวิชชานี้แม้ตรัสแล้วด้วยบททั้ง ๘ เหล่านี้ เมื่อยัง
ไม่ตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ อีก ชื่อว่าเป็นอันตรัสดีแล้วยังไม่ได้ แต่เมื่อ
ตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ แล้ว ย่อมชื่อว่า เป็นอันตรัสดีแล้ว เหมือนบุรุษ
เมื่อกำลังแสวงหาโคที่หายไป พึงถามพวกมนุษย์ว่า เจ้านาย ท่านเห็นโคขาว

460