พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 391 (เล่ม 77)

แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี
นิโรธสัจ เป็นพหิทธา สัจจะ ๓ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็น
อัชฌัตตพหิทธาก็มี นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ มัคคสัจ เป็นพหิทธารัมมณะ
สมุทยสัจ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตต-
พหิทธารัมมณะก็มี ทุกขสัจ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะ
ก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอัชฌัตตารัมมณะ
แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี สัจจะ ๓ เป็น
อนิทัสสนอปปฏิฆะ ทุกขสัจ เป็นอนิทัสสนสัปปฏิฆะก็มี เป็นอนิทัสสนสป-
ฏิฆะก็มี เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะก็มี.
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
[๒๒๕] สมุทยสัจ เป็นเหตุ นิโรธสัจ เป็นอเหตุ สัจจะ ๒ เป็น
เหตุก็มี เป็นนเหตุก็มี สัจจะ ๒ เป็นสเหตุกะ นิโรธสัจ เป็นอเหตุกะ
ทุกขสัจ เป็นสเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี สัจจะ ๒ เป็นเหตุสัมปยุต นิโรธสัจ
เป็นเหตุวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นเหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ
เป็นเหตุสเหตุกะ นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ แม้เป็น
สเหตุกนเหตุ มัคคสัจ เป็นเหตุสเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี ทุกขสัจ
เป็นเหตุสเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ
แม้เป็นสเหตุกนเหตุ สมุทยสัจ เป็นเหตุเหตุสัมปยุต นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ มัคคสัจ เป็นเหตุเหตุ-

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 392 (เล่ม 77)

สัมปยุตก็มี เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี ทุกขสัจ เป็นเหตุเหตุสัมปยุตก็มี เป็น
เหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้เป็นเหตุ-
สัมปยุตตนเหตุก็มี นิโรธสัจ เป็นนเหตุ เป็นอเหตุกะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้
ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะ มัคคสัจ เป็นนเหตุสเหตุกะ
ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นเหตุอเหตุกะก็มี ทุกขสัจ
เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุ-
สเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี.
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
[๒๒๖] สัจจะ ๓ เป็นสัปปัจจยะ นิโรธสัจ เป็นอัปปัจจยะ สัจจะ ๓
เป็นสังขตะ นิโรธสัจ เป็นอสังขตะ สัจจะ ๓ เป็นอนิทัสสนะ ทุกขสัจ
เป็นสนิทัสสนะก็มี เป็นอนิทัสสนะก็มี สัจจะ ๓ เป็นอัปปฏิฆะ ทุกขสัจ
เป็นสัปปฏิฆะก็มี เป็นอัปปฏิฆะก็มี สัจจะ ๓ เป็นอรูป* ทุกขสัจ เป็นรูปก็มี
เป็นอรูปก็มี สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ สัจจะ ๒ เป็นโลกุตระ สัจจะ ๔ เป็น
เกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ.
๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
[๒๒๗] สมุทยสัจ เป็นอาสวะ สัจจะ ๒ เป็นโนอาสวะ ทุกขสัจ
เป็นอาสวะก็มี เป็นโนอาสวะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสาสวะ สัจจะ ๒ เป็นอนาสวะ
สมุทยสัจ เป็นอาสวสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นอาสววิปปยุต ทุกขสัจ เป็น
อาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นอาสวสาสวะ สัจจะ ๒
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะ ทุกขสัจ เป็น
* บาลีเป็น ตีณิ สจฺจา รูปา ที่ถูกควรเป็น ตีณิ สจฺจารูปา ฉบับ ม. เป็น ตีณิ สจฺจานิ
อรูปานิ.

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 393 (เล่ม 77)

อาสวสาสวะก็มี เป็นสาสวโนอาสวะก็มี สมุทัยสัจ เป็นอาสวอาสวสัมปยุต
สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตโน-
อาสวะ ทุกขสัจเป็นอาสวอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าว
ไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี สัจจะ
๒ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปป-
ยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ ทุกขสัจ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ
ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ
ก็มี.
๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา
[๒๒๘] สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนะ สัจจะ ๒ เป็นโนสัญโญชนะ
ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนะก็มี เป็นโนสัญโญชนะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสัญโญชนิยะ
สัจจะ ๒ เป็นอสัญโญชนิยะ สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็น
สัญโญชนวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุต
ก็มี สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
สัญโญชนสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ ทุกขสัจ เป็น
สัญโญชนสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี สมุทยสัจ เป็น
สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชน-
สัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะ ทุกขสัจ เป็นสัญโญชน-
สัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโนสัญโญชนะ

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 394 (เล่ม 77)

ก็มี สัจจะ ๒ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญ-
ชนิยะ ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ
ก็มี.
๕. คันถโคจฉกวิสัชนา
[๒๒๙] สมุทยสัจ เป็นคันถะ สัจจะ ๒ เป็นโนคันถะ ทุกขสัจ
เป็นคันถะก็มี เป็นโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ เป็นคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็น
อคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นคันถวิปปยุต สัจจะ ๒ เป็นคันถสัมปยุตก็มี เป็น
คันถวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นคันถคันถนิยะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
คันถคันถนิยะ แม้เป็นคันถนิยโนคันถะ ทุกขสัจ เป็นคันถคันถนิยะก็มี เป็น
คันถนิยโนคันถะก็มี สมุทยสัจ เป็นคันถคันถสัมปยุต กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
คันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ ทุกขสัจ เป็น
คันถคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
คันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ เป็นคันถวิปป-
ยุตตอคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะ แม้เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี.
๖,๗,๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา
[๒๓๐] สมุทยสัจ เป็นโอฆะ ฯลฯ สมุทยสัจ เป็นโยคะ ฯลฯ
สมุทยสัจ เป็นนีวรณะ สัจจะ ๒ เป็นโนนีวรณะ ทุกขสัจ เป็นนีวรณะก็มี

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 395 (เล่ม 77)

เป็นโนนีวรณะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนีวรณิยะ สัจจะ ๒ เป็นอนีวรณิยะ สมุทยสัจ
เป็นนีวรณสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นนีวรณวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นนีวรณสัมปยุต
ก็มี เป็นนีวรณวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นนีวรณนีวรณิยะ สัจจะ ๒ กล่าว
ไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ ทุกขสัจ เป็น
นีวรณนีวรณิยะก็มี เป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี สมุทยสัจ เป็นนีวรณนีวรณ-
สัมปยุต สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็น
นีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะ ทุกขสัจ เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณ-
สัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็น
นีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะ
สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณ-
วิปปยุตตอนีวรณิยะ ทุกขสัจ เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี.
๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา
[๒๓๑] สัจจะ ๓ เป็นโนปรามาสะ ทุกขสัจ เป็นปรามาสะก็มี เป็น
โนปรามาสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นปรามัฏฐะ สัจจะ ๒ เป็นอปรามัฏฐะ สัจจะ ๒
เป็นปรามาสวิปปยุต สมุทยสัจ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุต
ก็มี ทุกขสัจ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นปรามาสสัมปยุต แม้เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี สมุทัยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า
เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นปรามาสปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ ทุกขสัจ เป็นปรามาส-

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 396 (เล่ม 77)

ปรามัฏฐะก็มี เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นปรามาสวิปปยุตต-
อปรามัฏฐะ สัจจะ ๒ เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี.
๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา
[๒๓๒] สัจจะ ๒ เป็นสารัมมณะ นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ
ทุกขสัจ เป็นสารัมมณะก็มี เป็นอนารัมมณะก็มี สัจจะ ๓ เป็นโนจิตตะ
ทุกขสัจ เป็นจิตตะก็มี เป็นโนจิตตะก็มี สัจจะ ๒ เป็นเจตสิกะ นิโรธสัจ
เป็นอเจตสิกะ ทุกขสัจ เป็นเจตสิกะก็มี เป็นอเจตสิกะก็มี สัจจะ ๒ เป็น
จิตตสัมปยุต นิโรธสัจ เป็นจิตตวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นจิตตสัมปยุตก็มี เป็น
จิตตวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสัมปยุต แม้เป็นจิตตวิปปยุตก็มี
สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐะ นิโรธสัจ เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ทุกขสัจ เป็น
จิตตสังสัฏฐะก็มี เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสังสัฏฐะ
แม้เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสมุฏฐานะ นิโรธสัจ เป็นโน-
จิตตสมุฏฐานะ ทุกขสัจ เป็นจิตตสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสมุฏฐานะก็มี
สัจจะ ๒ เป็นจิตตสหภู นิโรธสัจ เป็นโนจิตตสหภู ทุกขสัจ เป็นจิตตสหภู
ก็มี เป็นโนจิตตสหภูก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตานุปริวัตติ นิโรธสัจ เป็น
โนจิตตานุปริวัตติ ทุกขสัจ เป็นจิตตานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตตานุปริวัตติก็มี
สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ นิโรธสัจ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ
ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี สัจจะ
๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู นิโรธสัจ เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 397 (เล่ม 77)

ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี เป็นโนจิตตสังสีฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี
สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ นิโรธสัจ เป็นโนจิตตสังสัฏฐ-
สมุฏฐานานุปริวัตติ ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี เป็น
โนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี สัจจะ ๓ เป็นพาหิระ ทุกขสัจ เป็น
อัชฌัติติกะก็มี เป็นพาหิระก็มี สัจจะ ๓ เป็นนอุปาทา ทุกขสัจ เป็นอุปาทา
ก็มี เป็นนอุปาทาก็มี สัจจะ ๓ เป็นอนุปาทินนะ ทุกขสัจ เป็นอุปาทินนะก็มี
เป็นอนุปาทินนะก็มี.
๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา
[๒๓๓] สมุทยสัจ เป็นนอุปาทานะ สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานะ ทุกขสัจ
เป็นอุปาทานะก็มี เป็นนอุปาทานะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานิยะ สัจจะ ๒
เป็นอนุปาทานิยะ สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุต สัจจะ ๒ เป็นอุปาทาน-
สัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ
สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานิยโน-
อุปาทานะ ทุกขสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานิยะก็มี เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะ
ก็มี สมุทยสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
อุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี สัจจะ ๒
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโน-
อุปาทานะ ทุกขสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานสัมปยุตต-
โนอุปาทนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็น
อุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะ

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 398 (เล่ม 77)

สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี.
๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา
[๒๓๘] สมุทยสัจ เป็นกิเลสะ สัจจะ ๒ เป็นโนกิเลสะ ทุกขสัจ
เป็นกิเลสะก็มี เป็นโนกิเลสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสังกิเลสิกะ สัจจะ ๒ เป็น
อสังกิเลสิกะ สมุทยสัจ เป็นสังกิลิฏฐะ สัจจะ ๒ เป็นอสังกิลิฏฐะ ทุกขสัจ
เป็นสังกิลิฏฐะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสสัมมปยุต สัจจะ ๒
เป็นกิเลสวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสวิปปยุตก็มี
สมุทยสัจ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลลสังกิเล-
สิกะ แม้เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสิกะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะก็มี เป็น
สังกิเลสิกโนกิเลสะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ ทุกขสัจ เป็น กิเลสสังกิลิฏฐะ
ก็มี เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็น
สังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้
ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะ ทุกขสัจ เป็น
กิเลสกิเลสลัมปยุตก็มี เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
กิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นกิเลส-
วิปปยุตตอสังกิเลสิกะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ
แม้เป็นกิเสสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะก็มี
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ แม้เป็นกิเลสวิปปยุตตอสัง-
กิเลสิกะก็มี.

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 399 (เล่ม 77)

๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา ,
[๒๓๕] สัจจะ ๒ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ สัจจะ ๒ เป็นทัสสน-
ปหาตัพพะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ
สัจจะ ๒ เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี เป็นนภาวหาปหาตัพพะก็มี สัจจะ ๒ เป็น
นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ สัจจะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนทัสสน-
ปหาตัพพเหตุกะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ สัจจะ ๒ เป็น
ภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี สมุทยสัจ เป็น
สวิตักกะ นิโรธสัจ เป็นอวิตักกะ สัจจะ ๒ เป็นสวิตักกะก็มี เป็นอวิตักกะก็มี
สมุทยสัจ เป็นสวิจาระ นิโรธสัจ เป็นอวิจาระ สัจจะ ๒ เป็นสวิจาระก็มี
เป็นอวิจาระก็มี นิโรธสัจ เป็นอัปปีติกะ สัจจะ ๓ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็น
อัปปีติกะก็มี นิโรธสัจ เป็นนปีติสหคตะ สัจจะ ๓ เป็นปีติสหคตะก็มี
เป็นนปีติสหคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นนสุขสหคตะ สัจจะ ๓ เป็นสุขสหคตะก็มี
เป็นนสุขสหคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นนอุเปกขาสหคตะ สัจจะ ๓ เป็นอุเปกขา-
สหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี สมุทยสัจ เป็นกามาวจร สัจจะ ๒
เป็นนกามาวจร ทุกขสัจ เป็นกามาวจรก็มี เป็นนกามาวจรก็มี สัจจะ ๓
เป็นนรูปาวจร ทุกขสัจ เป็นรูปาวจรก็มี เป็นนรูปาวจรก็มี สัจจะ ๓
เป็นนอรูปาวจร ทุกขสัจ เป็นอรูปาวจรก็มี เป็นนอรูปาวจรก็มี สัจจะ ๒ เป็น
ปริยาปันนะ สัจจะ ๒ เป็นอปริยาปันนะ มัคคสัจ เป็นนิยยานิกะ สัจจะ ๓
เป็นอนิยยานิกะ มัคคสัจ เป็นนิยตะ นิโรธสัจ เป็นอนิยตะ สัจจะ ๒ เป็น
นิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสอุตตระ สัจจะ ๒ เป็นอนุตตระ

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 400 (เล่ม 77)

สมุทยสัจ เป็นสรณะ สัจจะ ๒ เป็นอรณะ ทุกขสัจ เป็นสรณะก็มี เป็นอรณะ
ก็มี ฉะนี้แล.
ปัญหาปุจฉกะ จบ
สัจจวิภังค์ จบบริบูรณ์
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในปัญหาปุจฉกะ ต่อไป
บัณฑิตพึงทราบความที่สัจจะแม้ทั้ง ๔ เป็นกุศลเป็นต้น โดยทำนอง
แห่งนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในขันธวิภังค์นั่นแล แต่ในอารัมมณติกะทั้งหลาย
สมุทยสัจจะ เป็นปริตตารัมมณะแก่ผู้ยินดีอยู่ในกามาวจรธรรม เป็นมหัคคตา-
รัมมณะแก่ผู้ยินดีอยู่ในมหัคคตธรรม เป็นนวัตตัพพารัมมณะแก่ผู้ยินดีอยู่ใน
บัญญัติธรรม. ทุกขสัจจะ เป็นปริตตารัมมณะซึ่งปรารภกามาวจรธรรมเกิดขึ้น
เป็นมหัคคตารัมมณะในกาลปรารภรูปาวจรธรรมและอรูปาวจรธรรมเกิดขึ้น
เป็นอัปปมาณารัมมณะเกิดในเวลาพิจารณาโลกุตรธรรม ๙ เป็นนวัตตัพพารัม-
ณะในเวลาพิจารณาบัญญัติ. มรรคสัจจะ เป็นมัคคเหตุกะ (มีมรรคเป็นเหต)
แม้ในการทั้งปวง ด้วยสามารถเป็นสหชาตเหตุ เป็นมัคคาธิปติในเวลาเจริญ-
มรรคกระทำวริยะหรือวิมังสาให้เป็นใหญ่ ชื่อว่าเป็นนวัตตัพพธรรมในเวลาที่
ฉันทะและจิตอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอธิบดี. ทุกขสัจจะ เป็นบรรดารัมมณะใน
เวลาพิจารณามรรคของพระอริยะ เป็นมัคคาธิบดีในเวลาพิจารณามรรคของ
พระอริยเจ้าเหล่านั้นนั่นเทียว กระทำให้หนักเป็นนวัตตัพพธรรมในเวลาพิจาร-
ณาธรรมที่เหลือ.

400