ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 38 (เล่ม 7)

กำหนดเขตปัจจันตชนบทและมัชณิมชนบท
บรรดาชนบทเหล่านั้น ปัจจัยนทชนบท มีกำหนดเขต ดังนี้ :-
ในทิศบูรพามีนิคมชื่อกชังคละ ถัดนิคมนั้นมาถึงมหาสาลนคร นอก
นั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิม๑ ชนบท.
ในทิศอาคเนย์ มีแม่น้ำชื่อสัลลวตี นอกแม่น้าสัลลวตีนั้นออกไป
เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท.
ในทิศทักษิณ มีนิคมชื่อเสตกัณณิกะ นอกนิคมนั้นออกไปเป็นปัจจันต
ชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท.
ในทิศปัจฉิม มีพราหมณคามชื่อถูนะ นอกนั้นออกไป เป็นปัจจันต
ชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท.
ในทิศอุคร มีภูเขาชื่ออุสีรธชะ นอกนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท
ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบท ด้วยคณะสงฆ์มีวินัยธร
เป็นที่ ๕ ได้ ทั่วปัจจันตชนบทเห็นปานนี้.
๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีดินสีดำมาก
ดื่นดาษด้วยระแหงกีบโค เราอนุญาตรองเท้าหลายชั้น ทั่วปัจจันตชนบท.
๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนทั้งหลายในอวันตีทักขิณาบถ นิยมการ
อาบน้ำถือว่าน้ำทำให้บริสุทธิ์ เราอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์ทั่วปัจจันต-
ชนบท.
๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังเครื่องลาด คือ
หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ในมัชฌิมชนบท มีหญ้าตีนกา หญ้าหางนกยูง
หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง แม้ฉันใด ในอวันตีทักขิณาบถ ก็มีหนังเครื่อง
๑. จังหวัดภายในเป็นศูนย์กลางของประเทศ.

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 39 (เล่ม 7)

ลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ฉันนั้นเหมือนกันแล เราอนุญาต
หนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ทั่วปัจจันตชนบท.
๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง คนทั้งหลายในโลกนี้ฝากถวายจีวรเพื่อ
หมู่ภิกษุอยู่นอกสีมา ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุผู้มีชื่อ
นี้ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ยินดีได้ จีวรนั่นยังไม่ควรนับ
ราตรีตลอดเวลาที่ ยังไม่ถึงมือ.
จัมมขัมธกะ ที่ ๕ จบ
ในขันธกะนี้มี ๖๓ เรื่อง
หัวข้อประจำขันธกะ
[๒๔] พระเจ้าแผ่นดินมคธ ทรงปกครองพลเมือง ๘๐,๐๐๐ ตำบล
รับสั่งให้โสณเศรษฐีเข้าเฝ้า ๑ พระสาคตเถระแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรม
ยวดยิ่งของมนุษย์มากมาย ณ คิชฌกูฎบรรพต ๑ โสณเศรษฐีบุตรออกบวช และ
ปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจนเท้าแตก ๑ เปรียบเทียบความเพียร
ด้วยสายพิณ ๑ ทรงอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว ๑ ทรงห้ามรองเท้าสีเขียว ๑ รอง
เท้าสีเหลือง ๑ รองเท้าสีแดง ๑รองเท้าสีบานเย็น ๑ รองเท้าสีดำ ๑ รองเท้าสีแสด ๑
รองเท้าสีชมพู ๑ รองเท้ามีหูวิจิตร ๑ รองเท้าหุ้มส้น ๑ รองเท้าหุ้มแข้ง ๑ รอง
เท้าที่ยัดด้วยนุ่น ๑ รองเท้าที่มีลายคล้ายขนปีกนกกระทา ๑ รองเท้าที่ทำหูงอนมี
สัณฐานดุจเขาแกะ ๑ รองเท้าที่หูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ ๑ รองเท้าที่ทำประกอบ
หูงอนดุจหางแมลงป่อง ๑ รองเท้าที่เย็บด้วยขนปีกนกยูง ๑ รองเท้าที่วิจิตร ๑ รอง
เท้าที่ขลิบด้วยหนังราชสีห์ ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังเสือโคร่ง ๑ รองเท้าที่ขลิบ
ด้วยหนังเสือเหลือง ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังชะมด ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังนาก

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 40 (เล่ม 7)

๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังแมว ๑ รองเท้าที่ขลิบด้วยหนังค่าง ๑ รองเท้าที่ขลิบ
ด้วยหนังนกเค้า ๑ เท้าแตก ๑ สวมรองเท้าในวัด ๑ เท้าเป็นหน่อ ล้างเท้า ตอ
ไม้และสวมเขียงเท้าเดินเสียงดังขฏะ ขฏะ ๑ เขียงเท้าสานด้วยใบตาล ๑ เขียง
เท้าสานด้วยใบไผ่ ๑ เขียงเท้าสานด้วยหญ้า ๑ เชียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย
๑ เขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ๑ เขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ๑ เขียงเท้าสานด้วย
แฝก ๑ เขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ๑ เขียงเท้าประดับด้วยทองคำและเงิน ๑ เขียง
เท้าประดับด้วยแก้วมณี ๑ เขียงเท้าประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ ๑ เขียงเท้าประดับ
ด้วยแก้วผลึก ๑ เขียงเท้าทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ๑ เขียงเท้าประดับด้วยกระจก ๑
เขียงเท้าทำด้วยดีบุก ๑ เขียงเท้าทำด้วยสังกะสี ๑ เขียงเท้าทำด้วยทองแดง ๑
จับโค ๑ ขี่ยานและภิกษุอาพาธ ๑ ยานเทียมด้วยโคตัวผู้ ๑ คานหาม ๑ ที่นั่ง
และที่นอน ๑ หนังผืนใหญ่ ๑ หนังโค ๑ ภิกษุ ใจร้าย ๑ เตียงตั่งของพวกคฤหัสถ์
ที่หุ้มหนัง ๑ สวมรองเท้าเข้าบ้าน และภิกษุอาพาธ ๑ พระมหากัจจานะ ๑
พระโสณะ สวดสูตรอันมีอยู่ในอัฏฐกวรรค โดยสรภัญญะและพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกได้ทรงประทานพร ๕ อย่างนี้ แก่พระโสณะเถระ คือ อนุญาตสงฆ์
ปัญจวรรคทำการอุปสมบทได้ ๑ สวมรองเท้าหลายชั้นได้ ๑. อาบน้ำได้เป็น
นิคย์ ๑ ใช้หนังเครื่องลาดได้ ๑ ทายกถวายจีวร เมื่อยังไม่ถึงมือภิกษุ ยังไม่ต้อง
นับราตรี ๑.
หัวข้อประจำขันธกะ จบ

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 41 (เล่ม 7)

อรรถกถาจัมมขันธกะ
เรื่องพระโสณโกลิวิสเถระ
บทว่า อิสฺสราธิปจฺจํ ได้แก่ ประกอบด้วยอิสรภาพและความเป็น
ใหญ่ยิ่ง.
บทว่า รชฺชํ ได้แก่ ความเป็นพระราชา หรือกิจที่พระราชาจะพึง
ทรงทำ.
วินิจฉัยในข้อว่า โสโณ นาม โกลิวิโส นี้ พึงทราบดังนี้.
คำว่า โลณะ เป็นชื่อของเศรษฐีบุตรนั้น คำว่า โกลิวิสะ เป็นโคตร.
สองบทว่า ปาทตเลสุ โลมานิ มีความว่า ที่ฝ่าเท้าทั้งสองของ
เศรษฐีบุตรนั้นแดง มีขนอันละเอียดมีสีคล้ายดอกอัญชัน งดงามดังนายช่าง
ได้ตกแต่งแล้ว.
ได้ยินว่า ในกาลก่อน โสณเศรษฐีบุตรนั้น ได้เป็นหัวหน้าของบุรุษ
แปดหมื่นคน พร้อมด้วยบุรุษเหล่านั้น ช่วยกันสร้างบรรณศาลาในสถานที่อยู่
ของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้ววางผ้าปาวารขนสัตว์อย่างงามของคนทำให้เป็น
ผ้าเช็ดเท้า ในสถานเป็นที่เหยียบด้วยเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า. และทุก ๆ
คนได้อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าตลอดไตรมาส นี้เป็นความประกอบ
บุพกรรมของโสณเศรษฐีบุตรนั้นกับบุรุษแปดหมื่นคนเท่านั้น.
บทว่า คามิกสหสฺสานิ ได้แก่ กุลบุตรแปดหมื่น ซึ่งอยู่ในบ้าน
เหล่านั้น.
สองบทว่า เกนจิเทว กรณีเยน มีความว่า คล้ายกับมีราชกิจอะไร ๆ
ที่ควรทำ. แต่ราชกิจเล็กน้อยที่ควรทำของท้าวเธอก็หามีไม่นอกจากเพื่อต้อง
การทอดพระเนตรตัวเขา.

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 42 (เล่ม 7)

ได้ยินว่า พระราชาเมื่อจะให้กุลบุตรทั้งแปดหมื่นนั้น ประชุมกัน ได้ให้
ประชุมกันแล้วด้วยทรงเห็นอุบายว่า ด้วยอุบายอย่างนี้ โสณะจะไม่ระแวง
จักมา.
สองบทว่า ทิฏฺฐธมฺมิเก อตฺเถ มีความว่า พระเจ้าพิมพิสารทรง
อนุศาสน์ประโยชน์ซึ่งเกื้อกูลในโลกนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า การงานทั้งหลาย
มีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น ควรทำตามธรรม มารดาบิดาควรเลี้ยง
ตามธรรม
สามบทว่า โส โน ภควา มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
ทั้งหลายนั้น จักทรงพร่ำสอนท่านทั้งหลายในประโยชน์ซึ่งเป็นไปในสัมปราย
ภพ.
สองบทว่า ภควนฺตํ ปฏิเวเทมิ มีความว่า เราจะทูลพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าให้ทรงทราบ.
สองบทว่า ปาฏิกาย นิมฺมุชฺชิตฺวา มีความว่า ดำลงในศิลาคล้าย
อัฒจันทร์ในภายใต้แห่งบันได.
หลายบทว่า ยสฺสทานิ ภนฺเต ภควา กาลํ มฌฺญติ มีความว่า
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่ซึ่งกาลแห่งประโยชน์ เพื่อทำความเกื้อกูล
ไรเล่าแก่ชนชาวบ้านเหล่านั้น.
บทว่า วิหารปฺปจฺฉายายํ ได้แก่ ในร่มเงาที่ท้ายวิหาร.
บทว่า สมนฺนาหรนฺติ ได้แก่ ทำในใจบ่อย ๆ ด้วยอำนาจความ
เลื่อมใส.
สองบทว่า ภิยฺโยโส มตฺตาย มีความว่า ท่านจงแสดงอิทธิปาฏิ-
หาริย์วิเศษกว่าอีก โดยประมาณยิ่งเถิด.

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 43 (เล่ม 7)

บทว่า อนฺตรธายติ ได้แก่ เป็นรูปที่มองไม่เห็น.
สองบทว่า โลหิเตน ผุฏฺโฐ ได้แก่ เป็นที่จงกรมซึ่งเปื้อนเลือด.
บทว่า ควาฆาตนํ มีความว่า เป็นเช่นกับสถานที่ฆ่าโคทั้งหลาย.
บทว่า กุสโล ได้แก่ ผู้ฉลาดในการดีดพิณ.
สองบทว่า วีณาย ตนฺติสฺสเร ได้แก่ เสียงแห่งสายพิณ.
บทว่า อจฺจายิกา ได้แก่ เป็นสายที่ขึงตึงนัก คือกวดเขม็งนัก
บทว่า สรวตี ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยเสียง.
บทว่า กมฺมุญฺญา ได้แก่ ควรแก่การงาน.
บทว่า อติสิถิลา ได้แก่ เป็นสายที่หย่อนนัก.
สามบทว่า สเม คุเณ ปตฏฺฐิตา ได้แก่ ขึงกะให้เสียงเป็นกลาง ๆ.
สองบทว่า วิริยสมถํ อธิฏฺาฐาหิ มีความว่า ท่านจงอธิษฐานสมถะ
อันสัมปยุตด้วยความเพียร, อธิษฐานว่า จงประกอบด้วยความสงบเนื่องด้วย
ความเพียร.
สามบทว่า อินฺทฺริยานญฺจ สมตํ ปฏิวิชฺฌ มีความว่า จงทราบ
ข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธาเป็นต้น ต้องเป็นของเสมอ ๆ กัน คือเท่า ๆ กัน
คือจงเข้าใจข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายที่คนประกอบอยู่ บรรดาอินทรีย์เหล่านั้น
สัทธาและปัญญา และปัญญากับสัทธา ความเพียรกับสมาธิ และสมาธิกับ
ความเพียร ต้องพอดี ๆ กัน.
ข้อว่า ตตฺถ จ นิมิตฺตํ คณฺหาหิ มีความว่า เมื่อความสม่ำ
เสมอกันนั้นมีอยู่, นิมิตเป็นราวกะเงาในกระจกพึงเกิดขึ้น ท่านจงถือเอา
นิมิตนั้น คือ สมถนิมิต วิปัสสนานิมิต มรรคนิมิต ผลนิมิต ความว่า จง
ให้นิมิตนั้นเกิด.

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 44 (เล่ม 7)

สองบทว่า อญฺญํ พฺยากเรยฺยํ มีความว่า เราพึงให้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบว่า เราเป็นอรหันต์.
บทว่า ฉฏฺฐานานิ ได้แก่เหตุ ๖ ประการ.
สองบทว่า อธิมุตฺโจ โหติ มีความว่า เป็นผู้ตรัสรู้ คือทำให้
ประจักษ์แล้วดำรงอยู่.
บททั้งปวงว่า เนกฺขมฺมาธิมุตฺโต เป็นต้น พระโสณโกลิวิสะกล่าว
ด้วยอำนาจพระอรหัต. จริงอยู่ พระอรหัต เรียกว่าเนกขัมมะ เพราะออกจาก
กิเลสทั้งปวง เรียกว่าวิเวก เพราะสงัดจากกิเลสเหล่านั้นเอง, เรียกว่าความไม่
เบียดเบียน เพราะไม่มีความเบียดเบียน, เรียกว่าความสิ้นตัณหา เพราะเกิด
ขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นตัณหา, เรียกว่าความสิ้นอุปาทาน เพราะเกิดในที่สุด
แห่งความสิ้นอุปาทาน, เรียกว่าความไม่หลงงมงาย เพราะไม่มีความหลงงมงาย.
สองบทว่า เกวลํ สทฺธามตฺตกํ มีความว่า ท่านผู้มีอายุนี้อาศัย
คุณมาตรว่าศรัทธาล้วน ๆ ปราศจากปฏิเวธ คือไม่เจือปนระคนด้วยปัญญา
เครื่องตรัสรู้.
บทว่า ปฏิจยํ ได้แก่ เจริญด้วยทำซ้ำซาก.
บทว่า วีตราคตตา ได้แก่ เป็นผู้ตรัสรู้พระอรหัตกล่าวคือ เนกขัมมะ
แล้วดำรงอยู่ เพราะราคะเป็นกิเลสไปปราศแล้วด้วยตรัสรู้มรรคนั่นเอง อธิบาย
ว่า อยู่ด้วยธรรมสำหรับอยู่คือผลสมาบัติ คือเป็นผู้มีใจน้อมไปในผลสมบัตินั้น
แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ลาภสกฺการสิโลกํ ได้แก่ ความได้ปัจจัยสี ๑ ความที่
ปัจจัยสี่เหล่านั้นและเขาทำดีต่อ ๑ ความกล่าวเยินยอ ๑.
บทว่า นิกามยมาโน ได้แก่ ต้องการ คือปรารถนา.

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 45 (เล่ม 7)

บทว่า ปวิเวกาธิมุตฺโต มีความว่า พยากรณ์อรหัตอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าน้อมไปในวิเวก.
บทว่า สีลพฺพตปรามาสํ ได้แก่ สักว่าความถือที่ถืออิงศีลและพรต.
บทว่า สารโต ปจฺจาคจฺฉนฺโต ได้แก่ ทราบอยู่โดยความเป็น
แก่นสาร.
บทว่า อพฺยาปชฺฌาธิมุตฺโต มีความว่า พยากรณ์อรหัตซึ่งหาความ
เบียดเบียนมิได้. เนื้อความในวาระทั้งปวง พึงทราบโดยนัยนี้.
บทว่า ภุสา ได้แก่ มีกำลัง.
หลายบทว่า เนวสฺสา จิตฺตํ ปริยาทิยนฺติ มีความว่า อารมณ์
เหล่านั้น ไม่สามารถจะยืดจิตของพระขีณาสพนั้นตั้งอยู่ได้.
บทว่า อมิสฺสีกตํ มีความว่า จิตของท่านอันอารมณ์ทำไห้เจือด้วย
กิเลสไม่ได้. อธิบายว่า อารมณ์ทั้งหลาย่อมทำจิตให้เป็นธรรมชาติเจือกับ
กิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มีกิเลสเหล่านั้น จิตของท่านจึงชื่อว่าอันอารมณ์ทำให้
เจือด้วยกิเลสไม่ได้.
บทว่า  ิตํ ได้แก่ ตั้งมัน.
บทว่า อเนญฺชปฺปตฺตํ ได้แก่ ถึงความไม่หวั่นไหว.
บทว่า วยญฺจสฺสานุปสฺสติ ได้แก่ เห็นทั้งควานเกิด ทั้งความดับ
แห่งจิตนั้น.
สองบทว่า เนกฺขมฺมํ อธิมุตฺตสฺส ได้แก่ ตรัสรู้พระอรหัตทั้งอยู่.
พระอรหัตนั่นเอง พระโสณโกลิวิสเถระ กล่าวแล้วแม้ด้วยบทที่เหลือทั้งหลาย.
บทว่า อุปาทานกฺขยสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งทุคติยาวิภัตติ.
สองบทว่า อสมฺโมหญฺจ เจตโส ได้แก่ และความไม่หลงงมงาย
แห่งจิต. ภิกษุนั้นน้อมไปแล้วด้วย.

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 46 (เล่ม 7)

สองบทว่า ทิสฺวา อายตนุปฺปาทํ ได้แก่ เห็นความเกิดและความ
ดับแห่งอายตนะทั้งหลาย.
หลายบทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ มีความว่า จิตย่อมหลุดพ้น
ด้วยอำนาจผลสมาบัติ เพราะข้อปฏิบัติเครื่องเห็นแจ้งนี้ โดยชอบคือตามเหตุ
ตามนัย ได้แก่ น้อมไปในนิพพานเป็นอารมณ์.
บทว่า สนฺตจิตฺตสฺส ได้แก่ มีจิตเยือกเย็น.
บทว่า ตาทิโน คือจัดว่าผู้คงที่ เพราะไม่หวั่นไหว ด้วยความยินดี
ยินร้าย ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์.
สองบทว่า อญฺญํ พฺยากโรนฺติ ได้แก่ พยากรณ์อรหัต.
สองบทว่า อตฺโถ จ วุตฺโต มีความว่า ตนอันผู้อื่นจะทราบว่า
เป็นอรหันต์ ด้วยเนื้อความใด เนื้อความนั้น อันกุลบุตรทั้งหลายกล่าวแล้ว.
ส่วนเนื้อความแห่งสูตร พึงถือเอาจากวรรณนาแห่งสุตตันตะเถิด.
สองบทว่า อตฺตา จ อนุปนีโต มีความว่า ทั้งไม่น้อมตนเข้าไป
ด้วยอำนาจพยัญชนะอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอรหันต์.
หลายบทว่า อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา มีความว่า ฝ่ายบุรุษ
เปล่าเหล่าอื่น ทำที่เหมือนสนุก พยากรณ์อรหัตผลซึ่งไม่มีเลย ทำให้มีด้วยเหตุ
สักว่าถ้อยคำ.
ว่าด้วยรองเท้า
บทว่า เอกปลาสิกํ ได้แก่ ชั้นเดียว.
วินิจฉัยในคำว่า อสีติสกฏวาเห นี้ พึงทราบดังนี้:-
สองเล่มเกวียน พึงทราบว่าเป็นหนึ่งวาหะ.
วินิจฉัยในคำว่า สตฺตหตฺถิกญฺจ อนีกํ นี้ พึงทราบดังนี้:-

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 47 (เล่ม 7)

ปริมาณนี้คือ ช้างพัง ๖ เชือก กับช้างพลาย ๑ เชือก เป็นอนีกะหนึ่ง
๗ อนีกะเช่นนี้ ชื่อว่า สัตตหัตถิกอนีกะ.
บทว่า ทิคุณา ได้แก่ ๒ ชั้น.
บทว่า ติคุณา ได้แก่ ๓ ชั้น รองเท้ามีชั้นตั้งแต่ ๔ ชั้นขึ้นไป
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รองเท้าหลายชั้น.
บทว่า สพฺพนีลกา ได้แก่ เขียวล้วนทีเดียว. แม้ในสีท่าง ๆ มี
เหลืองล้วนเป็นต้น ก็มีนัยเหมือนกัน. ก็บรรดารองเท้าสีเหล่านั้น รองเท้า
เขียวคราม มีสีคล้ายสีดอกผักตบ รองเท้าเหลืองมีสีคล้ายดอกกรรณิการ์ รอง-
เท้าแดง มีสีคล้ายดอกชบา รองเท้าแดงสำลาน คือแดงอ่อน มีสีคล้ายฝาง
รองเท้าดำ มีสีคล้ายสีลูกประคำดีควาย รองเท้าแดงเข้ม มีสีคล้ายหลังตะขาบ
รองเท้าแดงกลาย ๆ มีสีเจือกัน คล้ายสีใบไม้เหลือง, แต่ในกุรุนทีแก้ว่ามีสีคล้าย
ดอกบัวหลวง. บรรดารองเท้าเหล่านี้ ภิกษุได้ชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว เอาผ้าเช็ค
น้ำยาทำลายสีเสียแล้วสวม ควรอยู่. แม้ทำลายสีเสียเพียงเล็กน้อย ก็ควร
เหมือนกัน.
บทว่า นีลวทฺธิกา ได้แก่ รองเท้าที่มีหูเท่านั้นเขียว. แม้ในสีทั้งปวง
มีสีเหลืองเป็นต้น มีนัยเหมือนกัน. แม้รองเท้าที่มีหูเขียวเป็นต้น เหล่านั้น
ก็พึงทำลายสีเสียแล้วจึงค่อยสวม.
บทว่า ขลฺลกพทฺธา ได้แก่ รองเท้าที่ทำติดแผ่นหนังที่พื้นขึ้นมา
เพื่อปิดส้น. รองเท้าของชาวโยนกเรียกว่า รองเท้าหุ้มเป็นกระบอกได้แก่
รองเท้าที่ปิดเท้าทั้งหมดจนถึงแข้ง.
บทว่า ปาลิคุณฺฐิมา ได้แก่ รองเท้าที่หุ้มหลังเท้า ปิดแค่เพียงบน
หลังเท่านั้น ไม่ปิดแข้ง.
บทว่า ตูลปุณฺณิกา ได้แก่ รองเท้าที่ทำยัดด้วยปุยนุ่น.

47