พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 321 (เล่ม 77)

ว่าด้วยทุกข์มีการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นมูล
จริงอยู่ สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในท้องมารดา มิได้บังเกิดในที่ทั้งหลายมี
ดอกอุบล ดอกปทุม และดอกปุณฑริกเป็นต้น โดยที่แท้ ย่อมบังเกิดใน
บริเวณท้องซึ่งน่าเกลียดอย่างยิ่ง เป็นการหมกอยู่ในป่าใหญ่คือสิ่งไม่สะอาดและ
กลิ่นเหม็นยิ่งนัก อบอวลด้วยกลิ่นซากศพต่าง ๆ มืดตื้อคับแคบอย่างยิ่ง
ในท่ามกลางพื้นท้องและกระดูกสันหลังภายใต้กระเพาะอาหารใหม่บนกระเพาะ
อาหารเก่า เหมือนหนอนเกิดอยู่ในปลาเน่า ในขนมบูด และน้ำคลำเป็นต้น.
สัตว์นั้นบังเกิดในท้องนั้นแล้วถูกไออุ่นที่เกิดในท้องมารดา ๑๐ เดือน อบดุจ
ห่อข้าว นึ่งอยู่ดุจก้อนแป้ง เว้นจากอาการมีการคู้เข้าและเหยียดออกเป็นต้น
เสวยอยู่ซึ่งทุกข์มีประมาณยิ่งแล.
ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นมูลก่อน.
ว่าด้วยทุกข์มีการบริหารครรภ์เป็นมูล
อนึ่ง สัตว์นั้น ย่อมเสวยทุกข์ใดมีประมาณยิ่ง ด้วยพากเพียรของ
มารดามีการคร่าไป คร่าไปทั่ว ซัดลง ซัดขึ้นเป็นต้น ในอิริยาบถทั้งหลาย
มีการลื่นถลา การเดิน การนั่ง การลุกขึ้น และในการหมุนตัวเป็นต้น โดย
ผลุนผลัน เป็นเหมือนลูกแพะในเงื้อมมือของนักเลงสุรา และเป็นเหมือนลูกงู
ในเงื้อมมือของหมองู. และสัตว์นั้น ย่อมเสวยทุกขเวทนากล้าอันใด คือใน
เวลาที่มารดาดื่มน้ำเย็น ก็เป็นเหมือนบังเกิดในสีตนรก ในเวลาที่มารดากลืน
กินยาคูร้อนและภัตร้อนเป็นต้น ก็เป็นเหมือนฝนถ่านเพลิงประพรมไปโดยรอบ
ในเวลาที่มารดากลืนของเค็มและเปรี้ยวเป็นต้น ก็เป็นเหมือนสัตว์ถึงกรรมกรณ์
โดยวิธีราดด้วยน้ำด่างเป็นต้น.
ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการบริหารครรภ์เป็นมูล.

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 322 (เล่ม 77)

ว่าด้วยทุกข์มีความวิบัติแห่งครรภ์เป็นมูล
อนึ่ง เมื่อมารดาของสัตว์นั้นมีครรภ์หลง ทุกข์ใด ย่อมเกิดขึ้นโดย
อาการมีการผ่าตัดเป็นต้น ในที่เป็นที่เกิดแห่งทุกข์อันไม่ควรเห็นแม้แต่มิตร
อำมาตย์ และเพื่อนเป็นต้น.
ทุกข์นี้ มีการพิบัติแห่งครรภ์เป็นมูล.
ว่าด้วยทุกข์มีการคลอดเป็นมูล
ทุกข์ใด ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้ถูกลมกรรมชวาตของมารดากำลังคลอด
ให้พลิกกลับลงไปโดยลำดับสู่ทางกำเนิดอันน่ากลัวยิ่ง ดุจปล่องเหว ผลักไปทาง
ช่องกำเนิดอันคับแคบยิ่ง ดุจช้างใหญ่ถูกผลักออกทางช่องลูกดาล และดุจสัตว์
นรกถูกภูเขากระทบบดให้แหลกเป็นจุณไป.
ทุกข์นี้ ชื่อว่ามีการคลอดเป็นมูล.
ว่าด้วยทุกข์มีการออกนอกครรภ์เป็นมูล
อนึ่ง ทุกข์ใด ย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้คลอดแล้วซึ่งมีสรีระยังอ่อนแอเช่น
กับแผลใหม่ ในคราวที่เขาเอามือจับอาบน้ำชำระและเช็ดด้วยท่อนผ้าเป็นต้น
ก็จะเป็นเช่นกับเจาะด้วยเข็มและการผ่าด้วยมีดโกน
ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการออกนอกครรภ์มารดาเป็นมูล.
ว่าด้วยทุกข์มีความพยายามของตนเป็นมูล
เบื้องหน้าแต่นี้ไป ในปวัตติกาล ทุกข์ใด ย่อมมีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนเอง
ก็ดี ผู้ประกอบความเพียรโดยการทำตัวให้เร่าร้อน ให้เร่าร้อนทั่วด้วยสามารถ

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 323 (เล่ม 77)

แห่งวัตรมีอเจลกวัตรเป็นต้น ก็ดี ผู้อดอาหาร และผู้ผูกแขวนตัวด้วยอำนาจ
ความโกรธก็ดี
ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการพยายามของตนเป็นมูล.
ว่าด้วยทุกข์มีความพยายามของผู้อื่นเป็นมูล
อนึ่ง ทุกข์ใด ย่อมเกิดแก่ผู้เสวยทุกข์มีถูกฆ่าและจองจำเป็นต้นจาก
ผู้อื่น ทุกข์นี้ เป็นทุกข์มีการพยายามของผู้อื่นเป็นมูล.
ชาตินี้ เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์นี้แม้ทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้ เพราะ
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำคาถานี้ไว้ว่า
ชาเยถ โน เจ นรเกสุ สตฺโต
ตตฺถคฺคิทาหาทิกมปฺปสยฺหํ
ลเภถ ทุกขํ น กุหึ ปติฏฺฐํ
อิจฺจาห ทุกฺชาติ มนีธ ชาตึ
หากว่า สัตว์ไม่พึงเกิดในนรกไซร้
เขาก็ไม่พึงได้ทุกข์ มีการถูกเผาไหม้ในนรก
นั้นเป็นต้น ที่ใคร ๆ อดกลั้นไม่ได้ ไม่มีที่
พึ่ง ในที่ไหน ๆ เพราะเหตุนั้น พระมุนีจึง
กล่าว ความเกิดในโลกนี้ว่า เป็นทุกข์.
ทุกฺขํ ติรจฺเฉสุ กสาปโตท
ทณฺฑาภิฆาฏาทิภวํ อเนกํ
ยนฺตํ กถํ ตตฺถ ภเวยฺย ชาตึ
วินา ตหึ ชาติ ตโตปิ ทุกฺขา

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 324 (เล่ม 77)

ความทุกข์ในพวกสัตว์เดรัจฉาน มี
การกระหน่ำด้วยแส้ ปฏักและท่อนไม้
เป็นต้น มิใช่น้อย เว้นชาติเสีย ทุกข์พึงมีใน
พวกสัตว์นั้นได้อย่างไร แม้เพราะเหตุนั้น
ชาติจึงชื่อว่า เป็นทุกข์ในพวกสัตว์นั้น.
เปเตสุ ทุกฺขํ ปน ขุปฺปิปาสา
วาตาตปาทิปฺปภวํ วิจิตฺตํ
ยสฺมา อชาตสฺส น ตตฺถ อตฺถิ
ตสฺมาปิ ทุกฺขํ มุนิ ชาติมาห
อนึ่ง ทุกข์เพราะหิวกระหายในพวก
เปรต มีแดนเกิดแต่ลมและแดดเป็นต้น
ชนิดต่าง ๆ ย่อมไม่มีแก่สัตว์ผู้ไม่เกิดในพวก
เปรตนั้น แม่เพราะเหตุนั้น ท่านผู้รู้ก็กล่าว
ว่า ชาติเป็นทุกข์.
ติพฺพนฺธนกาเร จ อสยฺหสีเต
โลกนฺตเร ยํ อสุเรสุ ทุกฺขํ
น ตํ ภเว ตตฺถ น จสฺส ชาติ
ยโต อยํ ชาติ ตโตปิ ทุกฺขา
อนึ่ง ทุกข์ในพวกอสุรกายที่มีใน
โลกันตร์ ซึ่งเย็นทนไม่ได้ มืดตื้อจะไม่พึง
มีในพวกอสุรกายนั้น เพราะไม่มีความเกิด
แม้เหตุนั้น ชาตินี้ ก็ชื่อว่า เป็นทุกข์.

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 325 (เล่ม 77)

ยญฺจาปิ คูถนรเก วิย มาตุ คพฺเภ
สตฺโต วสญฺจิรมโต พหิ นิกฺขมญฺจ
ปปฺโปติ ทุกฺขมติ โฆรมิทํปิ นตฺถิ
ชาตี วินา อิติปิ ชาติรยํ หิ ทุกฺขา
อนึ่ง สัตว์ในครรภ์มารดา อันเป็น
ราวกะคูถนรก โดยการอยู่ตลอดกาลนานก็ดี
ออกจากครรภ์มาในภายนอกก็ดี ย่อมถึงทุกข์
แม้ไดอันร้ายแรง ทุกข์แม้นี้เว้นความเกิด
เสียย่อมไม่มี แม้เพราะเหตุนั้น ความเกิด
นั้นแหละ ชื่อว่า เป็นทุกข์.
กึ ภาสิเตน พหุนา นนุ ยํ กุหิญฺจิ
อตูถีธ กิญฺจิรปิ ทุกฺขมิทํ กทาจิ
เนวตฺถิ ชาติวิรเห ยทโต มเหสิ
ทุกฺขาติ สพฺพปฐมํ อิมมาห ชาตึ
ประโยชน์อะไร ด้วยการกล่าวมาก
ไป ทุกข์แม้ไร ๆ ในโลกนี้ ซึ่งมีในที่ไหน ๆ
นี้ จะไม่มีในกาลไหน ๆ เพราะเว้นจาก
ความเกิด มิใช่หรือ เพราะเหตุนั้น พระ-
มหาฤาษี จงตรัสความเกิดนี้ว่า เป็นทุกข์
ก่อนทุกข์ทั้งปวง ดังนี้.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 326 (เล่ม 77)

ว่าด้วยนิเทศชรา (บาลีข้อ ๑๔๗)
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศชรา ต่อไป
บทว่า ชรา (ความคร่ำคร่า) เป็นรูปความเฉพาะตนโดยภาวะของ
ตน. บทว่า ชิรณตา (ภาวะที่คร่ำคร่า) เป็นศัพท์แสดงถึงอาการ. ศัพท์
ทั้ง ๓ มีคำว่า ขณฺฑิจจํ (ความที่ฟันหลุด) เป็นต้น เป็นศัพท์แสดงถึงกิจใน
เมื่อล่วงกาลผ่านไป สองศัพท์หลังเป็นการอธิบายความตามปกติ.*
จริงอยู่ ชรานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยภาวะของตนด้วย
บทว่า ความคร่ำคร่า นี้. เพราะเหตุนั้น บทว่า ความคร่ำคร่า นี้ จึงเป็น
รูปความเฉพาะตนโดยสภาพแห่งบทว่า ความคร่ำคร่า นั้น. ทรงแสดงชรา
นั้นโดยอาการ ด้วยบทว่า ชิรณตา (ภาวะที่คร่ำคร่า) เพราะเหตุนั้น ศัพท์
ว่าชิรณตา นี้ จึงเป็นการอธิบายถึงอาการของชรานั้น.
ด้วยบทว่า ขณฺฑิจิจํ นี้ พระผู้นีพระภาคเจ้าทรงแสดงชราโดยกิจ
คือกระทำความเป็นผู้มีฟันและเล็บหักในเมื่อล่วงกาลผ่านไป. ด้วยบทว่า
ปาลิจฺจํ (ความที่ผมหงอก) นี้ ทรงแสดงชราโดยกิจ คือการทำความเป็นผู้มี
ผมและขนหงอก. ด้วยบทว่า วลิตฺตจตา (ความที่หนังเหี่ยวย่น) นี้ ทรง
แสดงชราโดยกิจ คือการทำความเป็นผู้มีเนื้อเหี่ยวแล้ว หนังย่นแล้ว เพราะ
เหตุนั้น ศัพท์ทั้ง ๓ มีอาทิว่า ขณฺฑิจฺจํ ( ความที่ฟันหลุด) เหล่านี้ จึงเป็น
ศัพท์แสดงกิจในเมื่อล่วงกาลผ่านไปของชรานั้น. ด้วยศัพท์ทั้ง ๓ นั้น พระองค์
ทรงแสดง ปากฏชรา ว่า ชรานั้นเป็นธรรมชาติปรากฏแล้ว ด้วยสามารถ
แห่งการเห็นภาวะเหล่านี้ เป็นของพิการไป เปรียบเหมือนทางเดินของน้ำ หรือ
* คือ อายุโน สํหานิ ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ และ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ความแก่หง่อมแห่ง
อินทรีย์

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 327 (เล่ม 77)

ลม หรือไฟ ย่อมปรากฏเพราะความที่หญ้าและต้นไม้เป็นต้นหักโค้นทลายแล้ว
หรือถูกไฟไหม้ และทางที่เป็นไปแล้วนั้นมิใช่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นเลย ข้อนี้
ฉันใด ทางเดินของเรา ก็่ฉันนั้นเหมือนกันย่อมปรากฏในที่มีฟันเป็นต้น ด้วย
อำนาจลักษณะมีภาวะที่หักเป็นต้น ใคร ๆ แม้ลืมตาก็รู้ได้ แต่ลักษณะมีภาวะ
ที่ฟันหักเป็นต้นเท่านั้น มิใช่ชรา เพราะชรามิใช่สิ่งที่พึงรู้แจ้งด้วยตา.
อนึ่ง ชรานั้น พระองค์ทรงแสดงโดยปกติ กล่าวคือความสิ้นอายุ
และความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ซึ่งปรากฏเฉพาะในเมื่อล่วงกาล
ผ่านไปเท่านั้น ด้วยบทเหล่านี้ว่า อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก
(ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ และความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์) เพราะเหตุนั้น
สองศัพท์หลังเหล่านั้น พึงทราบว่า เป็นศัพท์อธิบายความตามปกติของชรานั้น
บรรดาบททั้ง ๒ (คือความเสื่อมสิ้นแห่งอายุและความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์) นั้น
เพราะอายุของผู้ถึงชราแล้วย่อมเสื่อม ฉะนั้น ชรา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
โดยผลูปจารนัยว่า ความเสื่อมสิ้นแห่งอายุ. อนึ่ง เพราะอินทรีย์มีจักษุ
เป็นต้น ในเวลาที่ยังเป็นหนุ่มเป็นของผ่องใสดี สามารถรับวิสัยของตน
แม้ละเอียดได้โดยง่ายที่เดียว เมื่อเขาถึงชราแล้ว เป็นอินทรีย์หง่อมแล้ว
สับสนไม่คล่องแคล่ว ไม่สามารถรับวิสัยของตนแม้หยาบได้ ฉะนั้น พระองค์
จึงตรัสว่า อินฺทฺริยานํ ปริปาโก (ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์) โดยผลู-
ปจารนัยที่เดียว.
ว่าด้วยชรา ๒ อย่าง
อนึ่ง ชราแม้ทั้งหมด ที่ทรงยกขึ้นแสดงไว้อย่างไว้อย่างนี้นั้นมี ๒ อย่าง คือ

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 328 (เล่ม 77)

ปากฏชรา
ปฏิจฉันชรา.
บรรดาชราทั้ง ๒ นั้น ชราในรูปธรรม ชื่อว่า ปากฏชรา เพราะ
แสดงภาวะมีการหักเป็นต้นในอวัยวะมีฟันเป็นต้น ส่วนชราในอรูปธรรม ชื่อว่า
ปฏิจฉันนชรา เพราะไม่แสดงพิการเช่นนั้น.
ในชราทั้ง ๒ นั้น ภาวะมีความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้นใดนี้ ย่อมปรากฏ
ภาวะความเป็นผู้มีฟันหักนั้น เป็นวรรณะ (สี) เท่านั้น เพราะความที่อวัยวะมี
ฟันเป็นต้นเช่นนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้โดยง่าย บุคคลเห็นวรรณะ (สี) นั้นด้วยจักษู
แล้วก้คิดโดยมโนทวาร ย่อมทราบชราว่า ขันธ์เหล่านี้ถูกชราประหารแล้ว ดุจ
การแลดูวัตถุทั้งหลายมีเขาโคเป็นต้น ที่ผูกไว้ในที่เป็นที่ตั้งแห่งน้ำก็จะทราบได้
ว่า น้ำมีภายใต้ ฉะนั้น.
ชรานี้ มีอีก ๒ อย่าง คือ
อวีจิชรา (ชราไม่มีร่องรอย)
สวีจิชรา (ชรามีร่องรอย).
บรรดาชราทั้ง ๒ นั้น ชรา (ความคร่ำคร่า) ของแก้วมณี ทอง เงน
แก้วประพาฬ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เป็นต้น ชื่อว่า อวิจิชรา เพราะ
ความพิเศษแห่งสีเป็นต้นในระหว่าง ๆ เป็นของที่รู้ได้โดยยาก เหมือนความ
แปลกแห่งสีเป็นต้นของสัตว์มีชีวิตในพวกมันททสกะเป็นต้น และสิ่งไม่มีชีวิต
ในพวกที่เป็นดอกไม้ผลไม้และใบอ่อนเป็นต้น. มีอธิบายว่าเป็นนิรันตรชราคือ
ชราไม่มีระหว่าง แต่ชรา (ความคร่ำคร่า) ในสิ่งอื่น ๆ จากวัตถุมีแก้วมณี
เป็นต้นนั้น ชื่อว่า สวีจิชรา เพราะความแปลกแห่งสีเป็นต้นในระหว่าง ๆ
เป็นสิ่งที่รู้ได้ง่าย.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 329 (เล่ม 77)

ในชราทั้ง ๒ นั้น สวีจิชรา พึงทราบอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่ง
อุปาทินนรูป และอนุปาทินนรูป. จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า ฟันน้ำนมของพวกเด็ก ๆ
ย่อมเกิดก่อนทีเดียว ฟันเหล่านั้นไม่ถาวร แต่เมื่อฟันเหล่านั้นหักไปแล้ว ฟัน
ก็จะตั้งขึ้นอีก ฟัน (แท้) เหล่านั้นครั้งแรกเป็นสีขาว ย่อมเป็นสีดำในเวลา
ถูกลมคือชรากระทบ. อนึ่ง ผมครั้งแรกย่อมเป็นสีแดงบ้าง ย่อมเป็นสีดำบ้าง
ขาวบ้าง. ส่วนผิวย่อมมีสีแดง เมื่อบุคคลกำลังเจริญ ๆ บุคคลขาวก็จะ
ปรากฏเป็นสีขาว บุคคลดำก็จะปรากฏเป็นสีดำ แต่เมื่อถูกลมคือชรากระทบแล้ว
ผิวนั้นก็จะจับรอยย่น. ข้าวกล้าแม้ทั้งหมดในเวลาที่หว่านแล้ว ย่อมงอกเป็น
สีขาว ภายหลังจะเป็นสีเขียว แต่ในเวลาถูกลมคือชรากระทบแล้วก็เป็นสีเหลือง
จะแสดงแม้ด้วยหน่อมะม่วงก็ควรเหมือนกัน. คำว่า อยํ วุจฺจติ ชรา
(นี้เรียกว่าชรา) ความว่า นี้เรากล่าวให้ชื่อว่า ชรา.
ก็ชรานี้นั้น ขนฺธปริปากลกฺขณา มีความแก่ของขันธ์เป็นลักษณะ
มรณูปนยนรสา มีการนำเข้าไปหาความตายเป็นกิจ โยพฺพนวินาสปจฺจุปฏฺ-
ฐานา มีความพินาศแห่งวัยหนุ่มสาวเป็นปัจจุปัฏฐาน.
พึงทราบอรรถแห่งชราเป็นทุกข์
ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า พึงทราบอรรถแห่งชราเป็นทุกข์ นี้
ต่อไป แม้ชรานี้ตัวเองไม่เป็นทุกข์ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์
เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งของทุกข์.
ถามว่า เป็นที่ตั้งของทุกข์ไหน.
ตอบว่า ของทุกข์ในกาย และทุกข์คือโทมนัส.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 330 (เล่ม 77)

จริงอยู่ อัตภาพของคนชราแล้วย่อมทุรพล เหมือนเกวียนเก่าคร่ำคร่า
เมื่อเขาพยายามเพื่อจะยืน หรือเดิน หรือนั่ง ย่อมเกิดทุกข์ทางกายอย่างรุนแรง
เมื่อบุตรและภรรยาไม่ค่อยสนใจเหมือนแต่ก่อนก็เกิดโทมนัส พึงทราบชรา
เป็นทุกข์ โดยความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้งสองด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง (ท่านประพันธ์เป็นคาถาไวัว่า)
อนึ่ง สัตว์ย่อมถึงทุกข์ใด ทั้งทางกาย
และทางใจ เพราะความที่อวัยวะหย่อนยาน
เพราะความพิการแห่งอินทรีย์ เพรระความ
พินาศแห่งความหนุ่นสาว เพราะกำ ลังถูก
บั่นทอน เพราะปราศจากคุณมีสติเป็นต้น
และบุตรภรรยาของตนไม่เลื่อมใส และถึง
ความเป็นคนพาลอย่างยิ่ง ทุกข์ทั้งหมดนี้ มี
ชราเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น ชราจึงเป็นทุกข์
แล.
ว่าด้วยนิเทศมรณะโดยสมมติ
พึงทรานวินิจฉัยในนิเทศมรณะ ต่อไป
ที่ชื่อว่า จุติ ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้เคลื่อน (จากภพ) คำว่าจุตินี้
เป็นคำพูดธรรมดาของจุติที่เป็นขันฐ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕.
บทว่า จวนตา (ภาวะที่เคลื่อน) เป็นบทแสดงไขถึงลักษณะโดยกล่าว
ภาวะ บทว่า เภโท (ความทำลาย) เป็นบทอธิบายความเกิดขึ้นแห่งภังคะ

330