ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 28 (เล่ม 7)

ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายในตั่งบ้าง
ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้าง ชาวบ้านเที่ยวชมวิหารไปพบเข้า จึงเพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ไม่พึงใช้หนังผืนใหญ่ คือ หนังสีหะ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง รูปใด
ใช้ต้องอาบัติทุกกฏ.
เรื่องภิกษุใจร้าย
[๑๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์รู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ห้ามหนังผืนใหญ่ จึงใช้หนังโค หนังเหล่านั้นตัดตามขนาดเตียงบ้าง ตัดตาม
ขนาดตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายในเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกเตียงบ้าง ปูลาดไว้ภาย
ในตั่งบ้าง ปูลาดไว้ภายนอกตั่งบ้าง.
มีภิกษุใจร้ายรูปหนึ่ง เป็นกุลุปกะของอุบาสกใจร้ายคนหนึ่ง ครั้นเวลา
เช้าภิกษุใจร้ายรูปนั้นนุ่งอันตรวาสก ถือบาตรจีวรแล้วเดินเข้าไปในบ้านของ
อุบาสกใจร้ายคนนั้น แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ อุบาสกใจร้ายคนนั้น
จึงเข้าไปหาภิกษุใจร้ายรูปนั้น นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ก็สมัย
นั้นลูกโคของอุบาสกใจร้ายคนนั้น เป็นสัตว์กำลังรุ่น รูปร่างเข้าที น่าดูน่าชม
งามคล้ายลูกเสือเหลือง ภิกษุใจร้ายรูปนั้น จึงจ้องมองดูมันด้วยความสนใจ ทีนั้น
อุบาสกใจร้ายได้กล่าวคำนี้กะภิกษุใจร้ายว่า พระคุณเจ้าจ้องมองดูมัน ด้วยความ
สนใจเพื่อประสงค์อะไรขอรับ ภิกษุใจร้ายรูปนั้น ตอบว่า อาวุโส อาตมา
ต้องประสงค์หนังของมัน ทีนั้น อุบาสกใจร้ายจึงฆ่ามันแล้วได้ถลกหนังถวาย

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 29 (เล่ม 7)

แก่ภิกษุใจร้ายรูปนั้น ๆ ได้เอาผ้าสังฆาฏิห่อหนังเดินไป ครั้งนั้น แม่โค มี
ความรักลูก จึงเดินตามภิกษุใจร้ายรูปนั้นไปข้างหลัง ๆ ภิกษุทั้งหลายถามภิกษุ
ใจร้ายรูปนั้นว่า อาวุโส ทำไมแม่โคตัวนี้จึงเดินตามท่านมาข้างหลัง ๆ ขอรับ
ภิกษุใจร้ายรูปนั้น ตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย แม้ผมเองก็ไม่ทราบว่า มันเดิน
ตานผมมาข้างหลัง ๆ ด้วยเหตุอะไร ขณะนั้น ผ้าสังฆาฏิของภิกษุใจร้ายรูปนั้น
เปื้อนเลือด ภิกษุทั้งหลาย จึงถามภิกษุใจร้ายรูปนั้นว่า อาวุโส ก็ผ้าสังฆาฏิ
ผืนนี้ ท่านห่ออะไรไว้ ขอรับ ภิกษุใจร้ายรูปนั้นได้แจ้งความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโสก็ท่านชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์หรือขอรับ ภิกษุใจร้าย
ตอบว่า อย่างนั้นขอรับ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อยต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุจึงชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์เล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ติเตียนการฆ่าสัตว์ ทรงสรรเสริญการงดจากการฆ่าสัตว์ โดยอเนกปริยายมิใช่
หรือ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระพุทธบัญญัติห้ามใช้หนังโค
[๑๘] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ใน
เพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุใจ
ร้ายนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่า เธอชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์ จริงหรือ ?
ภิกษุใจร้ายนั้นกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอ
จึงได้ชักชวนให้เขาฆ่าสัตว์เล่า ดูก่อนโมฆบุรุษ เราติเตียนการฆ่าสัตว์ สรรเสริญ
การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ไว้ โดยอเนกปริยายมิใช่หรือ การกระทำของเธอนั่น
ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส. . . ครั้นแล้ว ทรงทำ

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 30 (เล่ม 7)

ธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงชักชวน
ในการฆ่าสัตว์ รูปใด ชักชวน พึงปรับอาบัติตามธรรม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง หนังโคอันภิกษุไม่พึงใช้ รูปใดใช้ ต้อง
อาบัติทุกกฏ หนึ่งอะไร ๆ ภิกษุไม่พึงใช้ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
สมัยต่อมา เตียงก็ดี ตั่งก็ดี ของชาวบ้าน เขาหุ้มด้วยหนัง ถักด้วย
หนัง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่นั่งทับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า ๆ ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้
นั่งทับเตียงตั่งที่เป็นอย่างของคฤหัสถ์ แค่ไม่อนุญาตให้ นอนทับ.
สมัยต่อมา วิหารทั้งหลายเขาผูกรัดด้วยเชือกหนัง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ
ไม่นั่งพิง แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้นั่งพิงเฉพาะเชือก.
พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าเข้าบ้าน
[๑๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าเข้าบ้าน คน
ทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนเหล่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึ่งสวมรองเท้าเข้าบ้าน รูปใดสวม
เข้าไป ต้องอาบัติทุกกฏ.
พระพุทธานุญาตให้ภิกษุอาพาธสวมรองเท้าเข้าบ้าน
สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเว้นรองเท้าเสียไม่อาจเข้าบ้านได้ ภิกษุ
ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธสวมรองเท้าเข้าบ้านได้.

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 31 (เล่ม 7)

เรื่องพระโสณกุฏิกัณณะ
[ ๒๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ปปาตะบรรพต
เขตกุรรฆระนครในอวันตีชนบท ก็คราวนั้นอุบาสกชื่อโสณกุฏิกัณณะ เป็น
อุปัฏฐากของท่านพระมหากัจจานะ ได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะ นมัสการ
แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกโสณกุฏิกัณณะนั่งอยู่ ณ ที่นั่นแล ได้
กราบเรียนคำนี้กะท่านพระมหากัจจานะว่า ท่านขอรับ ด้วยวิธีอย่างไร ๆ
กระผมจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระคุณเจ้าแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่
จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียว
ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย กระผมปรารถนาจะปลงผมและหนวด ครองผ้า
กาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระคุณเจ้ากรุณาโปรดให้กระผม
บวชเถิด ขอรับ เมื่ออุบาสกโสณกุฏิกัณณะกราบเรียนเช่นนี้แล้ว ท่านมหา
กัจจานะได้กล่าวคำนี้กะอุบาสกโสณกุฏิกัณณะว่า โสณะ การประพฤติพรหมจรรย์
ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภคอาหารหนเดียวจนตลอดชีพ ทำได้ยากนักแล เอา
เถอะ โสณะ จงเป็นคฤหัสถ์อยู่ในจังหวัดนี้แหละ แล้วประกอบตามพระ
พุทธศาสนา ประกอบตามพรหมจรรย์ ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภคอาหารหน
เดียว ควรแก่กาลเถิด.
คราวนั้น ความตั้งใจบรรพชาซึ่งได้เกิดแก่อุบาสกโสณกุฏิกัณณะนั้น
สงบลงแล้ว .
แม้ครั้งที่สองแล อุบาสกโสณกุฏิกัณณะ . . .
แม้ครั้งที่สามแล อุบาสกโสณกุฏิกัณณะได้เข้าไปหาท่านพระมหา-
กัจจานะนมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อุบาสกโสณกุฏิกัณณะนั่งอยู่ ณ
ที่นั้นแล ได้กราบเรียนคำนี้กะท่านพระมหากัจจานะว่า ท่านขอรับ ด้วยวิธี

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 32 (เล่ม 7)

อย่างไร ๆ กระผมจึงจะรู้ตัวถึงธรรมที่พระคุณเจ้าแสดงแล้ว อันบุคคลที่ยัง
ครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดย
ส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย กระผมปรารถนาจะปลงผมและหนวด
ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระคุณเจ้ากรุณาโปรดให้
กระผมบวชเถิด ขอรับ.
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัจจานะให้อุบาสกโสณกุฏิกัถณะบรรพชาแล้ว.
ก็สมัยนั้น อวันตีชนบทอันทั้งอยู่แถบใต้ มีภิกษุน้อยรูป ท่านพระ
มหากัจจานะจัดหาพระภิกษุสงฆ์แต่ที่นั้น ๆ ให้ครบองค์ประชุมทสวรรคได้ยาก
ลำบากท่อล่วงไปถึง ๓ ปี จึงอุปสมบทให้ท่านพระโสณะได้.
พระโสณเถระรำพึงแล้วอำลาเข้าเฝ้า
ครั้งนั้น ท่านพระโสณะจำพรรษาแล้ว ไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้
มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เราได้
ยินมาอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้เช่นนี้และเช่นนี้ แต่เรามิได้เฝ้าต่อพระพักตร์ เรา
ควรไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น. หากพระ
อุปัชฌายะจะพึงอนุญาตแก่เรา ครั้นเวลาสายัณห์ ท่านออกจากที่หลีกเร้นแล้ว
จึงเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้ว
กราบเรียนว่าท่านขอรับ กระผมไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ณ ตำบลนี้ได้มีความ
ปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เราได้ยินมา
อย่างชัดเจนว่า เป็นผู้เช่นนี้และเช่นนี้ แต่เรามิได้เฝ้าต่อพระพักตร์ เราควร
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น หากพระ-
อุปัชฌายะจะพึงอนุญาตแก่เรา ท่านขอรับ กระผมจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น หากท่านพระอุปัชฌายะจะอนุญาตแก่
กระผม.

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 33 (เล่ม 7)

อาณัติกพจน์ของพระอุปัชฌายะ ๕ ประการ
ท่านพระมหากัจจานะ กล่าวว่าดีละ ดีละ โสณะ จงไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น จักเห็นพระองค์ผู้น่าเลื่อมใส
ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส มีพระอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ทรงถึงความ
ฝึกกายและความสงบจิตอันสูงสุด ทรงทรมานแล้ว คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์อัน
สำรวมแล้ว ผู้ไม่ทำบาป โสณะ ถ้าเช่นนั้น จงถวายบังคมพระยุคลบาท
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าตามที่เราสั่งว่า ท่านพระมหากัจจานะ
อุปัชฌายะของข้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคม พระยุคลบาทของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้ และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า :-
๑. พระพุทธเจ้าข้า อวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูป ข้าพระพุทธ-
เจ้าได้จัดหาภิกษุสงฆ์แต่ที่นั้น ๆ ให้ครบองค์ประชุมทสวรรคได้ยากลำบาก
นับแต่วันข้าพระพุทธเจ้าบรรพชาล่วงไป ๓ ปี จึงได้อุปสมบท ถ้ากระไรเฉพาะ
ในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทรงอนุญาตอุปสมบทด้วย
คณะสงฆ์น้อยรูปกว่านี้ได้.
๒. พระพุทธเจ้าข้า พื้นดินในอวันตีทักชิณาบถ มีดินสีคำมาก
ขรุขระ ดื่นดาษด้วยระแหงกีบโค ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตตรองเท้าหลายชั้น.
๓. พระพุทธเจ้าข้า คนทั้งหลายในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน้ำ
ถือว่าน่าทำให้บริสุทธิ์ ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มี
พระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์.

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 34 (เล่ม 7)

๔. พระพุทธเจ้าข้า ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังเครื่องลาด คือ หนัง
แกะ หนังแพะ หนังมฤค ในมัชฌิมชนบท มีหญ้าตีนกา หญ้าหางนกยูง
หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง แม้ฉันใด ในอวันตีทักขิณาบถก็มีหนังเครื่อง
ลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ฉันนั้น เหมือนกันแล ถ้ากระไร
เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตหนังเครื่องลาด
คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค.
พระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายฝากถวายจีวรเพื่อหมู่ภิกษุผู้อยู่
นอกสีมา ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายจีวรผืนนี้ แก่ท่านผู้มีชื่อนี้ ดังนี้
ภิกษุผู้รับฝากมาบอกว่า อาวุโส คนทั้งหลายมีชื่อนี้ ถวายจีวรแก่ท่านแล้ว พวก
ภิกษุผู้รับคำบอกเล่า รังเกียจไม่ยินดีรับ ด้วยคิดว่า พวกเราต้องการของ
เป็นนิสสัคคีย์ ถ้ากระไร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสชี้แจงในเรื่องจีวร.
พระโสณเถระเข้าเฝ้า
ท่านพระโสณะรับคำของท่านพระมหากัจจานะแล้วลุกจากอาสนะ อภิ-
วาทท่านพระมหากัจจานะทำประทักษิณแล้วเก็บเสนาสนะ ถือบาตรจีวรเดินไป
ทางที่จะไปพระนครสาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี พระวิหารเชตวันอารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อน
อานนท์ เธอจงจัดเสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้ ท่านพระอานนท์จึง
คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระบัญชาใช้เราเพื่อภิกษุรูปใดว่า ดูก่อนอานนท์
เธอจงจัดเสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อม
ปรารถนาจะประทับอยู่ในพระวิหารแห่งเดียวกับภิกษุรูปนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 35 (เล่ม 7)

ปรารถนาจะประทับอยู่ในพระวิหารแห่งเดียวกับท่านพระโสณะเป็นแน่ ดังนี้ จึง
จัดเสนาสนะต้อนรับท่านพระโสณะ ในพระวิหารอันเป็นที่ประทับของพระผู้มี
พระภาคเจ้า.
ถวายเทศน์ในพระวิหาร
[๒๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเสด็จ
เข้าพระวิหาร แม้ท่านพระโสณะก็ยับยั้งอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเข้าพระวิหาร ครั้น
เวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นพระบรรทมแล้วทรง
อัชเฌสนาท่านพระโสณะว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจงกล่าวธรรมตามถนัด ท่านพระ
โสณะกราบทูลสนองพระพุทธบัญชาว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้
สวดพระสูตรทั้งหลาย อันมีอยู่ในอัฏฐกวรรค จนหมดสิ้นโดยสรภัญญะ ครั้น
จบสรภัญญะของท่านพระโสณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระปราโมทย์โปรด
ประทานสาธุการว่า ดีละ ดีละ ภิกษุ สูตรทั้งหลายที่มีในอัฏฐกวรรคเธอเรียน
มาดีแล้ว ทำไว้ในใจดีแล้ว ทรงจำได้แม่นยำดี เธอเป็นผู้ประกอบด้วยวาจา
ไพเราะเพราะพริ้ง ไม่มีโทษ ให้เข้าใจรู้ความได้แจ่มชัด เธอมีพรรษาต่ำไร
ภิกษุ ?
ท่านพระโสณะกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีพรรษาเดียว พระพุทธ
เจ้าข้า.
ภ. เพราะเหตุไร เธอจึงมัวประพฤติชักช้าเช่นนั้นเล่า ภิกษุ ?
โส. ข้าพระพุทธเจ้าเห็นโทษในกามทั้งหลายนานแล้ว แต่เพราะ
ฆาราวาสคับแคบ มีกิจมาก มีกรณียมาก จึงได้พระพฤติชักช้าอยู่ พระพุทธ
เจ้าข้า.

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 36 (เล่ม 7)

ทรงเปล่งพระอุทาน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความข้อนี้แล้ว จึงทรงเปล่ง
พระอุทานนี้ ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-
อารยชนเห็นโทษในโลก ทราบธรรมที่
ปราศจากอุปธิแล้ว ฉะนั้น จึงไม่ยินดีในบาป
เพราะคนสะอาดย่อมไม่ยินดีในบาป.
กราบทูลอาณัติกพจน์ของพระอุปัชฌายะ ๕ ประการ
[๒๒] ลำดับนั้น ท่านพระโสณะคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลัง
โปรดปรานเรา เวลานี้ควรกราบทูลถ้อยคำที่พระอุปัชฌายะของเราสั่งมา ดังนี้
แล้วลุกจากที่นั่ง ห่มจีวรเฉวียงบ่า หมอบลงที่พระบาทยุคลของพระผู้มี
พระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วได้กราบทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระ-
พุทธเจ้าข้า ท่านพระมหากัจจานะอุปัชฌายะของข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายบังคม
พระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และสั่งให้ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูล
อย่างนี้ว่า:-
๑. พระพุทธเจ้าข้า อวันตีทุกขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูป ข้าพระพุทธ-
เจ้าได้จัดหาภิกษุสงฆ์แต่นั้น ๆ ให้ครบองค์ประชุมทสวรรคได้ยากลำบากนับ
แต่วันที่ข้าพระพุทธเจ้าบรรพชาล่วงไป ๓ ปี จึงได้อุปสมบท ถ้ากระไร เฉพาะ
ในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตอุปสมบท ด้วยคณะ
สงฆ์น้อยรูปกว่านี้ได้.
๒. พระพุทธเจ้าข้า พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีดินสีดำมาก
ขรุขระ ดื่มดาษด้วยระแหงกีบโค ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักิขิณาบถ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตครองเท้าหลายชั้น.

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 37 (เล่ม 7)

๓. พระพุทธเจ้าข้า คนทั้งหลา ในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน้ำ
ถือว่าน้ำทำให้บริสุทธิ์ ถ้ากระไร เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถขอพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตอาบน้ำได้เป็นนิตย์.
๔. พระพุทธเจ้าข้า ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังเครื่องลาด คือ
หนังแกะ หนังแพะ หนึ่งมฤค ในมัชฌิมชนบท มีหญ้าตีนกา หญ้าหางนกยูง
หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง แม้ฉันใด ในอวันตีทักขิณาบถก็มี หนังเครื่อง
ลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้ากระไร
เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตหนังเครื่อง
ลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค.
๕ พระพุทธเจ้าข้า เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายฝากถวายจีวรแก่หมู่ภิกษุผู้อยู่
นอกสีมา ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายจีวรผืนนี้แก่ท่านผู้มีชื่อนี้ ดังนี้
ภิกษุผู้รับฝากมาบอกว่า อาวุโส คนทั้งหลายมีชื่อนี้ถวายจีวรแก่ท่านแล้ว พวก
ภิกษุผู้ได้รับคำบอกเล่า รังเกียจไม่ยินดีรับคำบอกเล่า รังเกียจไม่ยินดีบอก
เล่า รังเกียจไม่ยินดีรับ ด้วยคิดว่า พวกเราไม่ต้องการของเป็นนิสสัคคีย์ ถ้า
กระไร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสชี้แจงในเรื่องจีวร.
ทรงพุทธานุญาตพิเศษ
[๒๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูล
นั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้.
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูปเรา
อนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะสงฆ์มีวินัยธรเป็นที่ ๕ ได้ ทั่วปัจจันต๑ ชนบท.
๑. จังหวัดภายในเป็นศูนย์กลางของประเทศ.

37