พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 21 (เล่ม 77)

๑. ขันธวิภังคนิเทศ
วรรณาสุตตันตภาชนีย์
คำว่า ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ดังนี้ นี้ ชื่อสุตตันตภาชนีย์๑ ในขันธวิภังค์
อันเป็นวิภังค์ต้นแห่งวิภังค์ปกรณ์. ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ๕ เป็นคำ
กำหนดจำนวน ด้วยคำว่า ๕ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงว่า ขันธ์
ทั้งหลายมีไม่น้อยกว่านั้นไม่มากกว่านั้น. คำว่า ขันธ์ เป็นคำแสดงธรรมที่ทรง
กำหนดไว้.
ว่าด้วยขันธ์ศัพท์
ในพระบาลีขันธวิภังค์นั้น ศัพท์ว่า ขันธ์ (ขนฺธสทฺโท) นี้ใช้ใน
ฐานะมาก คือ ในฐานะว่า กอง (ราสิมฺหิ) ในฐานะว่า คุณ (คุเณ)
ในฐานะโดยเป็นบัญญัติ (ปณฺณตฺติยํ) ในความเป็นคำติดปาก (รุฬฺหิยํ).
จริงอยู่ ชื่อว่า ขันธ์ โดยฐานะว่า กอง เหมือนในประโยคมีคำ
เป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การถือเอาประมาณแห่งน้ำในมหา-
สมุทรว่า มีน้ำเท่านี้อาฬหก หรือว่าเท่านี้ร้อยอาฬหก หรือว่าเท่านี้
พันอาฬหก หรือว่าเท่านี้แสนอาฬหก ไม่ใช่ทำได้โดยง่าย โดยที่แท้
ย่อมถึงการนับว่า เป็นมหาอุทกขันธ์ ( กองน้ำใหญ่ ) อันใคร ๆ พึงนับ
ไม่ได้ พึงประมาณไม่ได้ทีเดียว แม้ฉันใด ดังนี้๒ เพราะมิใช่น้ำ
๑. คำว่า สุตตันตภาชนีย์ คือ คำที่จำแนกโดยนัยที่ทรงแสดงในพระสูตร
๒. อง จตุกฺก เล่ม ๒๑ ๕๑/๗๒ คำว่า อาฬหก เป็นชื่อกำหนดนับโดยการตวงของ เช่น
๔ กำมือเป็น ๑ ฟายมือ ๒ ฟายมือเป็น ๑ กอบ ๒ กอบเป็น ๑ ทะนาน ๔ ทะนานเป็น
๑ อาฬหก

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 22 (เล่ม 77)

นิดหน่อย คือเป็นน้ำจำนวนมากทีเดียว เขาจึงเรียกว่า อุทกขันธ์ (กองน้ำ)
อนึ่ง ธุลีมิใช่มีประมาณเล็กน้อย เขาก็เรียกว่า รชักขันธ์ (กองธุลี) โคมี
ประมาณไม่น้อย เขาก็เรียกว่า ควักขันธ์ (กองโค) พลมีประมาณไม่น้อย
เขาก็เรียกว่า พลขันธ์ (กองพล) บุญมีประมาณไม่น้อย เขาก็เรียกว่า บุญขันธ์
(กองบุญ) เพราะธุลีมีมากทีเดียว ท่านจึงเรียกว่า รชักขันธ์ โคเป็นต้นมีประมาณ
มากทีเดียว ท่านจึงเรียกว่า ควักขันธ์ พลมีประมาณมาก และบุญมีประมาณ
มาก ท่านก็เรียกว่า พลขันธ์ และบุญขันธ์ ดังนี้.
อนึ่ง ชื่อว่า ขันธ์ โดยฐานะว่าคุณ เหมือนในประโยคมีคำเป็นต้นว่า
สีลกฺขนฺโธ (คุณคือศีล) สมาธิขนฺโธ (คุณคือสมาธิ) ดังนี้. และชื่อว่า
ขันธ์โดยฐานะเป็นบัญญัติ เหมือนในชื่อนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอด
พระเนตรเห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่ (มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ) ลอยตาม
กระแสแม่น้ำคงคาไป* ดังนี้. ชื่อว่า ขันธ์ ในฐานะโดยความเป็น คำติดปาก
เหมือนในประโยคมีคำเป็นต้นว่า จิต มโน มานัส วิญญาณ วิญญาณ-
ขันธ์ อันใด๒ ดังนี้.
ขันธ์นี้นั้น ทรงประสงค์เอาโดยฐานะว่า กอง ในอธิการนี้ เพราะ
ชื่อว่า อรรถแห่งขันธ์นี้มีอรรถว่าเป็นก้อน เป็นกลุ่ม เป็นแท่ง เป็นกอง
ฉะนั้น พึงทราบว่าขันธ์ทั้งหลายมีลักษณะเป็นกอง ดังนี้ แม้จะกล่าวว่า อรรถ
แห่งขันธ์นี้มีอรรถเป็นโกฏฐาส (คือเป็นส่วน) ดังนี้ ก็ควร เพราะคนทั้งหลาย
ในโลกกู้หนี้เขามาแล้ว เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวง ก็พูดว่า พวกเราจักให้ ๒ ขันธ์
(๒ ส่วน) ๓ ขันธ์ (๓ ส่วน) ดังนี้ แม้การกล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลายมีลักษณะ
เป็นโกฏฐาส คือเป็นส่วน ดังนี้ก็ควร ด้วยประการฉะนี้ คำว่า รูปขันธ์
๑. สํ. สฬายตนวคฺค เล่ม ๑๘ ๓๒๕/๒๒๖
๒. อภิ. วิ เล่ม ๓๕ ๒๙๔/๑๙๓

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 23 (เล่ม 77)

ในสุตตันภาชนีย์นี้จึงได้แก่ กองแห่งรูป ส่วนแห่งรูป. คำว่า เวทนาขันธ์
ก็ได้แก่ กองแห่งเวทนา ส่วนแห่งเวทนา เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบ
อรรถแห่งขันธ์มีสัญญาเป็นต้นโดยนัยนี้.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประมวลรูปทั้งหมด ทำให้เป็นกองแห่งรูป
มีประเภทอย่างนี้ คือ ส่วนแห่งรูป ๒๕๑ และส่วนแห่งรูป ๙๖๒ ซึ่งทรงจำแนก
ไว้ในโอกาส ๑๑ อย่าง มีรูปที่เกิดแต่อดีต อนาคต และปัจจุบันเป็นต้น โดย
พระดำรัสที่ตรัสว่า มหาภูตรูป ๔ และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ดังนี้
แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่า รูปขันธ์ ไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
อนึ่ง ทรงประมวลเวทนานั้นทั้งหมดทำให้เป็นกองแห่งเวทนาอันเป็น
ไปในภูมิ ๔ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า สุขเวทนา
ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่า เวทนาขันธ์.
และทรงประมวลสัญญานั้นทั้งหมด ทำให้เป็นกองแห่งสัญญาอันเป็นไปในภูมิ ๔
ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า สัญญาเกิดแต่จักขุ-
สัมผัส ฯลฯ สัญญาเกิดแต่มโนสัมผัส ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่า
สัญญาขันธ์. และทรงประมวลสังขารนั้นทั้งหมด ทำให้เป็นกองแห่งเจตนา
อันเป็นไปในภูมิ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า เจตนา
เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาเกิดแต่มโนสัมผัส ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า
ชื่อว่า สังขารขันธ์. และทรงประมวลวิญญาณนั้นทั้งหมดทำให้เป็นกองแห่ง
จิตอันเป็นไปในภูมิ ๔ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า
๑. รูป ๒๕ คือ อายตนะภายในและภายนอก ๑๐ แสะสุขุมรูป ๑๕
๒. รูป ๙๖ คือ กรรมชรูป ได้แก่ จักขุทสกะ โสต ฆาน ชิว กายทสก อิตถีภาวทสก
ปุริสภาวทสก รวม ๗๐ และสุทธัฏฐกรูป ๘ เกิดแต่ จิติ อุตุ อาหารรวม ๒๔ สัททรูป ๒
เกิดแต่จิตและอุต.

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 24 (เล่ม 77)

จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ วิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
มโนธาตุ มโนวิญาณธาตุ ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่า วิญญาณขันธ์.
อีกอย่างหนึ่ง ในอธิการแห่งขันธ์ ๕ นี้ รูปแม้ทั้งหมดที่เกิดจาก
สมุฏฐานทั้ง ๔ (คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร) ชื่อว่า รูปขันธ์ เวทนา
ที่เกิดพร้อมกับจิต ๘๙ มีกามาวจรกุศลจิต ๘ เป็นต้น ชื่อว่า เวทนาขันธ์
แม้สัญญาก็ชื่อว่า สัญญาขันธ์ ธรรมมีผัสสะเป็นต้น ก็ชื่อว่า สังขารขันธ์
จิต ๘๙ ชื่อว่า วิญญาณขันธ์ พึงทราบการกำหนดธรรมในขันธ์ ๕ แม้
อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อธิบายรูปขันธ์
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีความประสงค์จะทรงจำแนกแสดงรูปขันธ์
เป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตตถฺ กตโม รูปกฺขนฺโธ ในขันธ์
๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในขันธวิภังค์นั้น ดังนี้
บทว่า ตตฺถ แปลว่า ในขันธ์ ๕ เหล่านั้น บทว่า กตโม เป็น
กเถตุกัมยตาปุจฉา. บทว่า รูปกฺขนฺโธ (รูปขันธ์) เป็นบทแสดงธรรมที่
ทรงปุจฉา. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกรูปขันธ์นั้นในบัดนี้ จึงตรัส
พระดำรัสมีอาทิว่า ยํ กิญฺจิ รูปํ (รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง). บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ยํ กิญฺจิ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เป็นบทที่ทรงถือเอาโดยไม่เหลือ. บทว่า
รูปํ (รูป) เป็นบทกำหนดธรรมที่เกี่ยวข้อง ด้วยบทว่า ยํ กิญฺจิ รูปํ แม้
ทั้งสองอย่างนี้ ย่อมเป็นอันทรงทำการกำหนดเอารูปโดยไม่มีส่วนเหลือ.
ถามว่า ในรูปขันธ์นั้น ธรรมที่ชื่อว่า รูป ด้วยอรรถว่ากระไร
ตอบว่า ที่ชื่อว่า รูป ด้วยอรรถว่า ย่อยยับ.

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 25 (เล่ม 77)

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรพวก
เธอจึงเรียกว่ารูปเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่รูปย่อมย่อยยับไปแล ฉะ-
นั้นจึงเรียกว่ารูป รูปย่อมย่อยยับเพราะอะไร ? ย่อมย่อยยับเพราะความเย็นบ้าง
ย่อมย่อยยับ เพราะความร้อนบ้าง ย่อมย่อยยับ เพราะความหิวบ้าง ย่อมย่อย-
ยับ เพราะความหายบ้าง ย่อมย่อยยับ เพราะสัมผัสเหลือบ ยุง ลมแดด
และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่รูปย่อมย่อยยับไป
แล เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า รูป ดังนี้.
ในพระดำรัสเหล่านั้น คำว่า กึ เป็นการณปุจฉา (ถามถึงเหตุ)
อธิบายว่า พวกเธอเรียกรูปด้วยเหตุอะไร คือ ชื่อว่า รูปนั้น ด้วยเหตุอะไร.
อิติศัพท์ในบทว่า รุปฺปติ นี้เป็นศัพท์ยกเหตุขึ้นแสดง อธิบายว่า เพราะเหตุ
ที่รูปย่อมย่อยยับ ฉะนั้น จึงชื่อว่า รูป. ก็บทว่า รุปฺปติ มีอธิบายว่า
รูปย่อมกำเริบ อันปัจจัยย่อมกระทบ อันปัจจัยย่อมเบียดเบียน ย่อมแตกสลาย
โดยฐานะนี้มีประมาณเท่านี้ รูปเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วยอรรถ
ว่า ย่อยยับไป ด้วยประการฉะนี้ แม้จะกล่าวว่า ชื่อว่า รูป ด้วยลักษณะที่
ย่อยยับไป ดังนี้ก็ควร เพราะรูปนี้มีการย่อยยับเป็นลักษณะ.
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในคำมีอาทิว่า รูปย่อมย่อยยับไปเพราะความ
เย็นบ้าง ดังนี้ ว่าด้วยความเย็นก่อน ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏในโลกัน-
ตริกนรก. จริงอยู่ นรกหนึ่ง ๆ ในระหว่างทุก ๆ สามจักรวาล มีประมาณ
๘,๐๐๐ โยชน์ ซึ่งภายใต้ไม่มีแผ่นดิน เบื้องบนไม่มีพระจันทร์ พระอาทิตย์ไม่มี
ดวงประทีป ไม่มีแสงสว่างแห่งแก้วมณี มืดมิดเป็นนิตย์ ชื่อว่า โลกันตริกนรก
อัตภาพของสัตว์ผู้เกิดในโลกันตริกนรกนั้น มีประมาณ ๓ คาวุต สัตว์เหล่านั้น
จะมีเล็บทั้งหลายที่ยาวหนาเกาะที่เชิงเขา ห้อยหัวลงดุจค้างคาว เมื่อใดมันเขยิบ
ตัวไปถึงหัตถบาสของกันและกัน เมื่อนั้น พวกมันก็จะสำคัญว่า พวกเราได้

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 26 (เล่ม 77)

อาหารแล้วต่างก็พากันขวนขวายในสิ่งที่ตนว่าเป็นอาหารนั้น จึงไล่ตามกันไป
รอบ ๆ แล้ว พลัดตกลงไปในน้ำที่รองแผ่นดิน เมื่อถูกลมเย็นพัดกระหน่ำอยู่
มันก็จะขาดตกลงในน้ำ เหมือนผลมะซางสุก ฉะนั้น. พอตกลงเท่านั้น มัน
ก็มีหนังเอ็นเนื้อ กระดูก ถูกน้ำกรดเย็นกัดทำลายเป็นชิ้น ๆ เหมือนก้อนแป้ง
ที่เขาใส่ในน้ำมันเดือด ความย่อยยับไปแห่งรูปปรากฏในโลกันตริกนรก ด้วย
ความเย็นอย่างนี้. ความย่อยยับแห่งรูปนี้ปรากฏ ในประเทศทั้งหลายที่มีความ
เย็นเกิดแต่หิมะตก แม้มีแคว้น ชื่อว่า มหิสกะเป็นต้นก็เหมือนกัน เพราะสัตว์
ทั้งหลายในประเทศนั้น มีร่างกายถูกความเย็นทำลายตัดขาดแล้วย่อมถึงแม้ความ
สิ้นชีวิต ดังนี้.
ว่าด้วยความร้อน ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏแล้ว ในอเวจีมหานรก
จริงอยู่ ในอเวจีมหานรกนั้น สัตว์นรกย่อมเสวยทุกข์ใหญ่ ในเวลาต้องกรรม
กรณ์มีการให้นอนลงบนพื้นแผ่นดินโลหะ ที่ร้อนแล้วจองจำด้วยเครื่องจองจำ
๕ อย่างเป็นต้น.
ว่าด้วยความหิว ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏแล้วในปิตติวิสัย (กำ
เนิดเปรต) และในเวลาเกิดทุพภิกขภัย จริงอยู่ พวกสัตว์ในกำเนิดเปรต ชื่อว่า
เอามือถืออามิสอย่างใดอย่างหนึ่งใส่เข้าไปในปากมิได้มีตลอด ๒-๓ พุทธันดร
ภายในท้องเป็นเหมือนต้นไม้มีโพรงที่ไฟติดทั่วแล้ว ในเวลาเกิดทุพภิกขภัย
ชื่อว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้ไม่ได้แม้เพียงน้ำข้าวแล้วถึงความตายไป นับประมาณมิได้.
ว่าด้วยความระหาย ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏแล้วในอสุรกาย
ทั้งหลาย มีกาลกัญชิกาสูร เป็นต้น จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายในพวกกาลกัญชิกาสูร
เป็นต้นนั้น ย่อมไม่อาจได้หยาดน้ำเพียงยังหทัยให้ชุ่ม หรือเพียงให้เปียกลิ้น
สิ้น ๒-๓ พุทธันดร แม้บางพวกที่ไปถึงแม่น้ำด้วยคิดว่า พวกเราจักดื่มน้ำ

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 27 (เล่ม 77)

ดังนี้ น้ำนั้นก็แห้งถึงความสำเร็จเป็นทรายแห่งแม่น้ำไป แม้บางพวกที่แล่นไปถึง
มหาสมุทร มหาสมุทรก็กลายเป็นหินดาด สัตว์เหล่านั้นจึงซูบซีดถูกทุกข์มีกำลัง
บีบคั้นท่องเที่ยวไป.
ได้ยินว่า กาลกัญชิกาสูรตนหนึ่ง ไม่สามารถทนความระหายได้จึงลง
ไปยังแม่น้ำใหญ่ทั้งลึกทั้งกว้างหนึ่งโยชน์ ในที่กาลกัญชิกาสูรนั้น ลงไปแล้ว น้ำ
ก็แห้งเป็นควันพลุ่งขึ้นเหมือนเดินบนหินดาดอันร้อนจัดฉะนั้น. เมื่ออสุรกาย
นั้นได้ยินเสียงน้ำจึงวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้อยู่นั่นแหละ ราตรีสว่างแล้ว. ใน
ขณะนั้น พวกภิกษุ ๓ รูป ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรกำลังเที่ยวภิกขาจาร
แต่เช้าตรู่เห็นเขาแล้วจึงถามว่า ดูก่อนสัปบุรุษ ท่านเป็นใคร อสุรกายนั้น
ตอบ ว่ากระผมเป็นเปรต ขอรับ.
พวกภิกษุ : ท่านแสวงหาอะไร ?
อสุรกาย : น้ำดื่ม ขอรับ.
พวกภิกษุ : แม่น้ำนี้เต็มฝั่ง ท่านไม่เห็นหรือ ?
อสุรกาย : ท่านขอรับ มันไม่สำเร็จแก่กระผม.
พวกภิกษุ : ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนอนลงตรงหลังแม่น้ำเถิด พวก
อาตมาจักเทน้ำลงในปากของท่าน. อสูรนั้นก็นอนหงายบนหาดทราย พวกภิกษุ
ได้ช่วยกันเอาบาตร ๓๐ ใบตักน้ำมาเทลง ๆ ในปากของอสูรนั้น เมื่อภิกษุเหล่า
นั้นทำอยู่อย่างนี้ เวลาของภิกขาจารก็ใกล้เข้ามาแล้ว พวกภิกษุจึงพูดว่า ถึงเวลา
ภิกขาจารของพวกอาตมาแล้ว สัปบุรุษ ท่านได้ความพอใจบ้างไหม ? อสูรนั้น
ตอบว่า ท่านขอรับ ถ้าว่า น้ำมีเพียงฟายมือจากน้ำที่เทลงด้วยบาตร ๓๐ ใบ ของ
พระคุณเข้าไปในลำคอของกระผมด้วยการทำของคนได้ไซร้ ขอความพ้นจาก
อัตภาพเปรตอย่าได้มีเลย ดังนี้. ความย่อยยับไปแห่งรูปปรากฏแล้วในปิตติวิสัย
เพราะความระหาย ด้วยประการฉะนี้.

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 28 (เล่ม 77)

ความที่รูปย่อยยับเพราะสัมผัสเหลือบเป็นต้น ปรากฏแล้วใน
ประเทศทั้งหลายที่มากด้วยเหลือบและยุงเป็นต้น. อนึ่ง ในอธิการนี้ คำว่า
เหลือบ ได้แก่ แมลงวันหัวเหลือง. คำว่า มกสา ได้แก่ ยุงนั่นแหละ.
คำว่า ลม พึงทราบด้วยอำนาจแห่งลมมีลมในท้อง และลมในเบื้องหลังเป็น
ต้น.
จริงอยู่ โรคลมเกิดขึ้นในร่างกายแล้วย่อมทำลายมือ เท้า และเบื้อง
หลังเป็นต้น ย่อมทำให้เป็นคนบอด ย่อมทำให้เป็นคนง่อย เป็นคนเปลี้ย.
บทว่า อาตโป (แดด) ได้แก่ ความร้อนของดวงอาทิตย์ ความที่รูป
ย่อยยับไปด้วยความร้อนนั้นปรากฏแล้วในทางกันดาร มีทะเลทรายเป็นต้น.
ได้ยินว่า มีหญิงคนหนึ่งล้าหลังพวกเกวียนในเวลาราตรีในทะเลทราย เมื่อพระ-
อาทิตย์โคจรไปถึงกลางวัน ไม่สามารถจะวางเท้าที่ทรายกำลังร้อนได้ จึงยก
กระเช้าลงจากศีรษะเหยียบ เมื่อไม่อาจยืนบนกระเช้า เพราะความร้อนยิ่งก็วาง
ผ้าสาฏกบนกระเช้านั้นแล้วเหยียบ แม้ผ้าสาฏกนั้นร้อนทั่วแล้ว ก็จับลูกน้อยที่
อุ้มมาให้นอนคว่ำเหยียบบนลูกน้อยที่กำลังร้องจ้าอยู่ พร้อมกับลูกน้อยก็ได้ทำ
กาละในที่นั้นนั่นเอง เพราะความร้อนให้เร่าร้อนแล้ว.
คำว่า สิริสปฺปา (สัตว์เลื้อยคลาน) ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายมีตัวยาว
อย่างใดอย่างหนึ่งแล่นเลื้อยไป ความที่รูปย่อยยับไปเพราะสัมผัสแห่งสัตว์เหล่า
นั้นบัณฑิตพึงทราบด้วยอำนาจในเวลาที่ถูกอสรพิษขบเอาเป็นต้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะรวมรูปแม้ทั้งหมดซึ่งมี ๒๕
และ ๙๖ ส่วน ที่ทรงรวบรวมไว้ด้วยบทว่า ยํ กิญฺจิ รูปํ (รูปอย่างใดอย่าง
หนึ่ง). เข้าในส่วนแห่งรูปที่เป็นอดีตเป็นต้นมาแสดง จึงตรัสคำว่า อตีตา-
นาคตปจฺจุปฺปนฺนํ (รูปเป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน) ดังนี้ ต่อ
จากนั้น ทรงประสงค์จะจัดรูปนั้นนั่นแหละกระทำให้เป็นทุกกะ ๔ ทุกะมีอัชฌัตต-

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 29 (เล่ม 77)

ทุกะเป็นต้นมาแสดง จึงตรัสคำมีอาทิว่า อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา (รูป
ภายใน หรือรูปภายนอก) ดังนี้ ต่อจากนั้น เมื่อจะทรงประมวลรูปนั้นแม้
ทั้งหมดที่ทรงกำหนดไว้ใน ๑๑ ส่วนแสดงรวมเป็นอันเดียวกัน จึงตรัสคำว่า
ตเทกชฺฌํ (รูปนั้นรวมเป็นอันเดียวกัน) ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ตเทกชฺฌํ แยกออกเป็น ตํ เอกชฺฌํ. บทว่า อภิสญฺญูหิตฺวา แปลว่า
ประมวลมา. บทว่า อภิสํขิปิตฺวา ได้แก่ ทำการย่อ คำนี้ ตรัสอธิบายไว้ว่า
ก็รูปมีประการยังกล่าวแล้วนั้นแม้ทั้งหมด บัณฑิตเรียกว่ารูปขันธ์ เพราะรวม
เป็นกองเดียวกันในภาวะอย่างเดียวกัน กล่าวคือความเป็นรูปที่ย่อยยับไปเป็น
ลักษณะ ดังนี้. ด้วยคำอธิบายนี้ ย่อมเป็นอันตรัสรูปแม้ทั้งหมดในลักษณะแห่ง
การย่อยยับไปนี้ว่า ชื่อว่า รูปขันธ์ เพราะความเข้าถึงความเป็นกอง ดังนี้
เพราะขึ้นชื่อว่า รูปขันธ์ อื่น นอกจากรูปหามีไม่. ก็รูป ฉันใด ธรรมมี
เวทนาเป็นต้น ก็ชื่อว่า เวทนาขันธ์เป็นต้นฉันนั้น เพราะความเข้าถึงความ
เป็นกองในลักษณะมีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะเป็นต้น เพราะขึ้นชื่อว่า
เวทนาขันธ์เป็นต้นอื่นนอกจากเวทนาเป็นต้น หามีไม่.
ว่าด้วยรูปเป็นอดีตเป็นต้น
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงจำแนกรูปที่ทรงจัดเข้าใน
โอกาสหนึ่ง ๆ ให้เป็นส่วน ๆจึงตรัสคำมีอาทิว่า ตตฺถ กตมํ รูปํ อตีตํ
ในรูปขันธ์นั้น รูปอดีต เป็นไฉน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตถ เป็นบทสัตตมีวิภัตติในมาติกาตาม
ที่ทรงจัดตั้งไว้ในโอกาส ๑๑ อย่าง คำนี้ตรัสอธิบายว่า คำว่า รูปอดีต ที่ตรัส
ไว้ในมาติกาตามที่ทรงตั้งไว้โดยนัยมีอาทิว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ ดังนี้
รูปนั้นเป็นไฉน. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในปุจฉาทั้งหมดโดยอุบายนี้.

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 30 (เล่ม 77)

บททั้งหลายมีคำเป็นอาทิว่า อตีตํ นิรุทฺธํ รูปใดล่วงไปแล้ว ดับ
ไปแล้ว ดังนี้ เป็นคำที่ตรัสไว้ในการพรรณนาบทภาชนีย์อตีตติกะแห่งนิก-
เขปกัณฑ์นั่นแหละ.
คำว่า จตฺตาโร จ มหาภูตา นี้เป็นคำแสดงสภาวะของรูปที่ตรัส
ว่า อดีต ดังนี้. อนึ่ง ในอธิการนี้ คำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ฉันใด คำที่
กล่าวไว้ในที่ทุกแห่งก็พึงทราบฉันนั้น. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรง
แสดงมหาภูตรูป และรูปอาศัยมหาภูตรูปกระทำรูปนี้ให้เป็นรูปอดีตบ้าง กระทำ
รูปนี้ให้เป็นรูปอนาคตบ้าง ฯลฯ กระทำให้เป็นรูปไกลและใกล้บ้าง เพราะขึ้น
ชื่อว่ารูปอื่น นอกจากมหาภูตรูปและรูปที่อาศัยมหาภูตรูปแล้วหามีไม่.
อีกนัยหนึ่ง ข้อว่า อตีตํเสน สํคหิตํ (รูปที่สงเคราะห์เข้าโดยส่วน
อดีต) ได้แก่ รูปที่สงเคราะห์โดยส่วนอดีตนั่นแหละ ทำการนับได้ มีอยู่. ถาม
ว่า รูปอะไร ? ตอบว่า มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ พึงทราบ
อรรถในที่ทั้งปวงอย่างนี้. แม้บทอธิบายรูปที่เป็นอนาคต และปัจจุบันก็มีเนื้อ
ความตามที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นแล.
ว่าด้วยรูป ๒ อย่าง
ก็รูปนี้ ที่ชื่อว่า เป็น อดีต อนาคต ปัจจุบัน มี ๒ อย่าง คือ
รูปโดยปริยายแห่งพระสูตร ๑
รูปโดยนิเทศพระอภิธรรม ๑.
ว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร ทรงกำหนดรูปที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน
นั้นไว้ด้วยภพ จริงอยู่ รูปที่เกิดในภพอดีตจำเดิมแต่ปฏิสนธิ (ในภพปัจจุบัน)
หรือรูปที่เกิดแล้วในภพถัดไป หรือรูปที่เกิดแล้วในภพที่สุดแห่งแสนโกฏิกัป
ก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่า รูปอดีต ทั้งนั้น. รูปที่จะเกิดในภพอนาคตจำเดิมแต่

30