พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 623 (เล่ม 76)

[๙๗๘] ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน ?
จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง
ฝ่ายอกุศล ๔ ดวง ฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๖ ดวง ฝ่ายกิริยา ๕ ดวง, ฌาน ๓
และ ๔ ที่เป็นรูปาวจร ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา, ฌาน ๓ และ ๔
ที่เป็นโลกุตระ ฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก, เว้นสุขเวทนาที่บังเกิดในจิตตุปบาท
เหล่านั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา.
ธรรมไม่สหรคตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน ?
จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง
ฝ่ายอกุศล ๘ ดวง ฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๑๐ ดวง ฝ่ายอกุศลวิบาก ๗ ดวง
ฝ่ายกิริยา ๖ ดวง รูปาวจรจตุตถฌานฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา,
อรูป ๔ ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา, โลกุตรจตุตถฌานฝ่ายกุศล
และฝ่ายวิบาก สุขเวทนา รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรม
ไม่สหรคตด้วยสุขเวทนา.
[๙๗๙] ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา เป็นไฉน ?
จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนาฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง ฝ่าย
อกุศล ๖ ดวง ฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๑๐ ดวง ฝ่ายกุศลวิบาก ๖ ดวง ฝ่าย
กิริยา ๖ ดวง, รูปาวจรจตุตถฌานฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา, อรูป ๔
ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา, โลกุตรจตุตถฌานฝ่ายกุศล และฝ่าย
วิบาก, เว้นอุเบกขาเวทนา ที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรม
เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา.
ธรรมไม่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา เป็นไฉน ?
จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโสมนัสเวทนา ฝ่ายกามาวจรกุศล ๔ ดวง
ฝ่ายอกุศล ๖ ดวง ฝ่ายกามาวจรกุศลวิบาก ๖ ดวง ฝ่ายอกุศลวิบาก ๑ ดวง

623
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 624 (เล่ม 76)

ฝ่ายกิริยา ๕ ดวง, ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบากและฝ่าย
กิริยา, ฌาน ๓ และ ๔ ที่เป็นโลกุตระฝ่ายกุศลและฝ่ายวิบาก, อุเบกขาเวทนา,
รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา.
[๙๘๐] กามาวจรธรรม เป็นไฉน ?
กามาวจรกุศล อกุศล วิบากแห่งกามาวจรทั้งหมด กามาวจรกิริยา
อัพยากฤต และรูปทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กามาวจรธรรม.
ธรรมไม่เป็นกามาวจร เป็นไฉน ?
รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็น
กามาวจร.
[๙๘๑] รูปาวจรธรรม เป็นไฉน ?
ฌาน และ ๕ ที่เป็นรูปาวจรฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า รูปาวจรธรรม.
ธรรมไม่เป็นรูปาวจร เป็นไฉน ?
กามาวจร อรูปาวจร โลกุตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่
เป็นรูปาวจร.
[๙๘๒] อรูปาวจรธรรม เป็นไฉน ?
อรูป ๔ ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และกิริยา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า
อรูปาวจรธรรม.
ธรรมไม่เป็นอรูปาวจร เป็นไฉน ?
กามาวจร รูปาวจร โลกุตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่
เป็นอรูปาวจร.

624
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 625 (เล่ม 76)

[๙๘๓] ปริยปันนธรรม เป็นไฉน ?
กุศลในภูมิ ๓ อกุศล วิบากในภูมิ ๓ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ และ
รูปทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ปริยาปันนธรรม.
อปริยาปันนธรรม เป็นไฉน ?
มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตระ สามัญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรม
เหล่านี้ชื่อว่า อปริยาปันนธรรม.
[๙๘๔] นิยยานิกธรรม เป็นไฉน ?
มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า นิยยานิกธรรม.
อนิยยานิกธรรม เป็นไฉน ?
กุศลในภูมิ ๓ อกุศล วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป
และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อนิยยานิกธรรม.
[๙๘๕] นิตยธรรม เป็นไฉน ?
จิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทม-
นัสเวทนา ๒ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ที่เป็นนิยตธรรมก็มี ที่เป็นอนิยตธรรม
ก็มี
มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า นิยตธรรม.
อนิยตธรรม เป็นไฉน ?
จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะวิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาท
ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ กุศลในภูมิ ๓ วิบาก
ในภูมิ ๔ กิริยาอัพกฤตในภูมิ ๓ รูป และนิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า
อนิยตธรรม.

625
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 626 (เล่ม 76)

[๙๘๖] สอุตตรธรรม เป็นไฉน ?
กุศลในภูมิ ๓ อกุศล วิบากในภูมิ ๓ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ และ
รูปทั้งหมด สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า สอุตตรธรรม.
อนุตตรธรรม เป็นไฉน ?
มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตระ สามัญผล ๔ และนิพพาน สภาวธรรม
เหล่านี้ชื่อว่า อนุตตรธรรม.
[๙๘๗] สรณธรรม เป็นไฉน ?
อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ดวง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า สรณธรรม.
อรณธรรม เป็นไฉน ?
กุศลในภูมิ ๔ วิบากในภูมิ ๔ กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และ
นิพพาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อรณธรรม.
ธรรมสังคณี จบ
อัฏฐกถากัณฑวรรณนา
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสเหตุโคจฉกทุกะ ต่อไป
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเหตุโดยนัยมีอาทิว่า ตโย กุสลเหตู
ดังนี้แล้ว ทรงประสงค์จะแสดงเหตุเหล่านั้นนั่นแหละโดยฐานะแห่งการเกิดขึ้น
อีก จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า จตูสุ ภูมีสุ กุสเลสุ อุปฺปชฺชนิติ (บังเกิด
ในกุศลทั้ง ๔ ภูมิ) ดังนี้. นัยแห่งเทศนาแม้ในโคจฉกะที่เหลือบัณฑิตพึงทราบ
โดยอุบายนี้.

626
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 627 (เล่ม 76)

ในนิทเทสแห่งอาสวทุกะ (บาลีข้อ ๙๑๗) ว่า ยตฺถ เทฺว ตโย
อาสวา เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ (อาสวะ ๒-๓ อย่าง บังเกิดร่วมกันใน
จิตตุปบาทใด) นี้ บัณฑิตพึงทราบ ความเกิดขึ้นแห่งอาสวะรวมกัน ๓ อย่าง.
บรรดาอาสวะเหล่านั้น กามาสวะย่อมเกิดรวมกันโดย ๒ อย่าง คือ
เกิดขึ้นในทิฏฐิวิปปยุต ๔ ดวงรวมกับอวิชชาสวะ เกิดขึ้นในทิฏฐิสัมปยุต ๔ ดวง
พร้อมกับทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะ ส่วนภวาสวะย่อมเกิดร่วมกันอย่างเดียว คือ
เกิดในทิฏฐิวิปปยุต ๔ พร้อมกับอวิชชาสวะ.
อนึ่ง ในคำว่า อาสวะ ๒-๓ อย่าง บังเกิดร่วมกัน นี้ ฉันใด
แม้ในคำว่า สัญโญชน์ ๒-๓ บังเกิดรวมกันในจิตตุปบาทใด นี้ ก็ฉันนั้น คือ
การเกิดของสัญโญชน์ทั้งหลายรวมกันพึงมี ๑๐ อย่าง.
บรรดาสัญโญชน์เหล่านั้น กามราคสัญโญชน์ย่อมเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง
ปฏิฆะย่อมเกิดร่วมกัน ๓ อย่าง มาฆะย่อมเกิดร่วมกัน ๑ อย่าง วิจิกิจฉาและ
ภวราคะก็เกิดร่วมกันอย่างละ ๑ อย่างเหมือนกัน ข้อนี้เป็นอย่างไร คือ กาม-
ราคสัญโญชน์ก่อน เกิดร่วมกัน ๔ อย่างคือ เกิดร่วมกันกับมานสัญโญชน์และ
อวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับทิฏฐิสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑
เกิดร่วมกันกับสีลัพพตปรามาสและอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับอวิชชา-
สัญโญชน์เพียงเท่านั้น ๑.
ก็ปฏิฆสัญโญชน์เกิดร่วมกัน ๓ อย่างนี้ คือ เกิดร่วมกันกับอิสสา-
สัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับมัจฉริยสัญโญชน์และอวิชชา
สัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์เพียงเท่านั้น ๑.

627
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 628 (เล่ม 76)

มานสัญโญชน์ก่อนร่วมเป็นอันเดียวกันกับภวราคสัญโญชน์และอวิชชา
สัญโญชน์. วิจิกิจฉาสัญโญชน์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จริงอยู่ วิจิกิจฉาสัญโญชน์
นั้นย่อมเกิดร่วมกันอย่างเดียว คือร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์. แม้ในภวราค-
สัญโญชน์ก็นัยนี้แหละ สัญโญชน์ ๒-๓ เกิดร่วมกันในกิเลสเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้.
ว่าด้วยนีวรณโคจฉกทุกะ
พระดำรัสใดที่ตรัสไว้ในนีวรณโคจฉกะ (บาลีข้อ ๙๓๕) ว่า ยตฺถ
เทฺว ตีณิ นีวรณานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ (นิวรณ์ ๒-๓ อย่างบังเกิด
ร่วมกันในจิตตุปบาทใด) ดังนี้ แม้ในพระดำรัสนั้น บัณฑิตก็พึงทราบความ
บังเกิดร่วมกันแห่งนิวรณ์ทั้งหลายมี ๘ อย่าง.
จริงอยู่ ในบรรดานิวรณ์เหล่านั้น กามฉันทเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง
พยาบาทเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง อุทธัจจะเกิดร่วมกันอย่างเดียว วิจิกิจฉาก็เกิด
ร่วมกันอย่างเดียวเหมือนกัน ข้อนี้เป็นอย่างไร ? คือ กามฉันทะก่อนย่อมเกิด
ร่วมกัน ๒ อย่าง คือ เกิดร่วมกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในอสังขา-
ริกจิต ๑ เกิดร่วมกันกับถีนนิวรณ์ มิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์และอวิชชา-
นิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑. ก็คำใดที่ตรัสว่า นิวรณ์เกิดร่วมกัน ๒-๓ นั้น
คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวโดยการกำหนดไว้ในเบื้องต้นแล้ว เพราะฉะนั้น การบัง
เกิดร่วมกันแห่งนิวรณ์แม้ทั้ง ๔ ก็ย่อมถูกต้องทีเดียว.
ส่วนพยาบาท บังเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง คือ เกิดร่วมกับอุท-
ธัจจนิวรณ์ และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับถีนนิวรณ์
มิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์ และอวิชชานิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วม
กับอุทธัจจนิวรณ์ กุกกุจจนิวรณ์ และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑
เกิดร่วมกับถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์ กุกกุจจนิวรณ์ และอวิชชา-

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 629 (เล่ม 76)

นิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑. ส่วนอุทธัจจนิวรณ์เกิดร่วมกันมีอย่างเดียว คือ เกิด
ร่วมกับอวิชชานิวรณ์เพียงอย่างเดียว วิจิกิจฉะก็เกิดร่วมกันอย่างเดียว คือ
เกิดกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์.
ว่าด้วยกิเลสโคจฉกทุกะ
แม้พระดำรัสนี้ใดที่ตรัสไว้ในกิเลสโคจฉกะ (ข้อ ๙๖๘) ว่า ยตฺถ
เทฺว ตโย กิเลสา เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ (กิเลส ๒-๓ อย่าง เกิด
ร่วมกันในจิตตุปบาทใด) ดังนี้. ในพระบาลีนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความ
อย่างนี้ว่า กิเลส ๒-๓ อย่าง เกิดร่วมกับกิเลสเหล่าอื่น หรือกิเลส ๓ อย่าง
เกิดร่วมกับกิเลสเหล่าอื่น ดังนี้ เพราะเหตุไร เพราะไม่มีกิเลส ๒ หรือ ๓
อย่างเกิดร่วมกัน ในพระบาลีนั้น การเกิดขึ้นร่วมกันแห่งกิเลสมี ๑๐ อย่าง.
จริงอยู่ ในบรรดากิเลส ๑๐ เหล่านี้ โลภกิเลสย่อมเกิดร่วมกัน ๖ อย่าง
ปฏิฆกิเลสเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง โมหกิเลสก็พึงทราบ ๒ อย่างเหมือนกัน.
พึงทราบอย่างไร ? คือ โลภะก่อนเกิดร่วมกัน ๖ อย่าง คือ เกิดร่วมกับโมหะ
อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๑ เกิดร่วมกับ
โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๑
เกิดร่วมกับโมหะ มานะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกจิต
นั่นแหละ ๑ เกิดร่วมกับโมหะ มานะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะใน
สสังขาริกจิตนั่นแหละ ๑ อนึ่ง เกิดร่วมกับโมหะ อุทธัจจะ ทิฏฐิ อหิริกะ
อโนตตัปปะในอสังขาริกอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๑ เกิดร่วมกับโมหะ ทิฏฐิ ถีนะ
มิทธะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตัปปะในสสังขาริกประกอบด้วยทิฏฐิ ๑.

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 630 (เล่ม 76)

ส่วนปฏิฆะเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง อย่างนี้ คือ เกิดร่วมกับโมหะ
อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับโมหะ ถีนะ
อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกจิต ๑.
ส่วนโมหะเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง คือ เกิดพร้อมกับวิจิกิจฉา อุทธัจจะ
อหิรกะ อโนตตัปปะในจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ๑ เกิดพร้อมกับอุทธัจจะ
อหิริกะ อโนตตัปปะในจิตที่สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ๑. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มี
เนื้อความตื้นทั้งนั้นแล.
อัฏฐกถากัณฑวรรณนา
แห่งอัฏฐสาลินี อรรถกถาธรรมสังคณี จบ
นิคมกถา
ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้
พระโลกนารถเจ้า เมื่อจะทรงจำแนก
จิตตุปปากัณฑ์ รูปกัณฑ์ นิกเขปกัณฑ์ และ
อัตถุทธารกัณฑ์ อันน่ารื่นรมย์ใจ ทรงแสดง
พระธรรมสังคณีใด การพรรณนาเนื้อความ
แห่งพระธรรมสังคณีที่ได้ทรงรวบรวมธรรม

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 631 (เล่ม 76)

โดยสิ้นเชิงแห่งพระอภิธรรมปิฏก ซึ่งทรงตั้ง
ไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าได้เริ่มแล้ว การ
พรรณนาเนื้อความนี้นั้นเข้าถึงความสำเร็จ
แล้ว โดยชื่อว่า อัฏฐสาลินี เพราะมี้เนื้อความ
ไม่อากูลโดยพระบาลี ๓๙ ภาณวาร เพื่อความ
ตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
กุศลใด ที่ข้าพเจ้ายังอรรถวรรณนา
ให้จบลงนั้นสำเร็จแล้วด้วยอานุภาพแห่งกุศล
นั้น ขอสัตว์แม้ทั้งหมด จงรู้พระธรรมของ
พระธรรมราชา อันนำมาซึ่งความสุขแล้ว จง
บรรลุสันติสุขคือพระนิพพานอันยอดเยี่ยม หา
ความโศกมิได้ ไม่มีความคับแค้นใจ ด้วยข้อ
ปฏิบัติอันบริสุทธิ์โดยง่าย
ขอพระสัทธรรมจงดำรงอยู่สิ้นกาล
นาน ขอเหล่าสัตว์แม้ทั้งหมด จงเคารพธรรม
ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล พระราชาแต่
เก่าก่อนทรงคุณธรรมอันดี ทรงปกครองปวง
ประชาโดยธรรมฉันใด ขอพระราชาปัจจุบัน
จงทรงปกครองปวงประชา โดยธรรม ดุจ
พระโอรสของพระองค์ ฉันนั้นเถิด.

631
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 632 (เล่ม 76)

อรรถกถาธรรมสังคณี ชื่อว่า อัฏฐสาลินี นี้ อันพระเถระผู้มีนาม
ที่ครูทั้งหลายขนาน๑ แล้วว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วย ศรัทธา ปัญญา
และวิริยะอันหมดจดอย่างยิ่ง ผู้ยังหมู่แห่งคุณมีศีลอาจาระความซื่อตรง ความ
อ่อนโยนเป็นต้นให้ตั้งขึ้นแล้ว ผู้สามารถหยั่งลงสู่ชัฏ (การวินิจฉัยข้อความ
ที่ยุ่งยาก) ในความแตกต่างกันแห่งลัทธิของตนและคนอื่น ผู้ประกอบด้วย
ความเฉลียวฉลาดด้วยปัญญา ผู้มีปรีชาญาณอันไม่ติดขัดในสัตถุศาสน์ อัน
ต่างด้วยปริยัติคือ พระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถา ผู้เป็นมหาไวยากรณ์
ผู้อธิบายเนื้อความได้กว้างขวาง ผู้ประกอบด้วยถ้อยคำไพเราะอันเลิศซึ่งเปล่ง
ออกไปได้คล่องแคล่วอันเกิดแต่กรณสมบัติ เป็นนักพูดชั้นเยี่ยมโดยทั้งผูกทั้งแก้
เป็นมหากวี เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระฝ่ายมหาวิหารซึ่งเป็นประทีป
แห่งเถรวงศ์๒ ผู้มีความรู้อันตั้งมั่นดีแล้วในอุตริมนุสธรรมประดับด้วยคุณมี
การแตกฉานในอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉานแล้วเป็นบริวาร
เป็นผู้มีความรู้ไพบูลย์ และหมดจดวิเศษแล้ว รจนาไว้.
ขออรรถกถาธรรมสังคณีชื่อ อัฏฐสา-
ลินีนี้ อันแสดงนัยแห่งปัญญาวิสุทธิ์ แก่กุล
บุตรทั้งหลาย ผู้แสวงหาธรรมเครื่องสลัดออก
จากโลก จงดำรงอยู่ในโลกตราบเท่าพระนาม
ว่า "พุทโธ" ของพระโลกเชษฐเจ้า ผู้เป็น
พระมหาฤๅษี ผู้มีพระทัยบริสุทธิ์ ผู้คงที่ ยัง
เป็นไปในโลก เทอญ.
๑. ในที่นี้กล่าว นามเธยฺย (การตั้งชื่อ) เป็นของพระพุทธโฆสาจารย์ที่ครูทั้งหลายขนานให้มีถึง
๑๓ บท.
๒. เถรวงศ์ หมายถึงพระมหากัสสปเถระเป็นต้น และคำว่า " ผู้มีความรู้อันตั้งมั่นดีแล้วใน
อุตริมนุสธรรมประดับด้วยคุณมีการแตกฉานในอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉาน
ดีแล้วเป็นบริวาร" เหล่านี้ เป็นคุณของพระมหากัสสปเถระเป็นต้น.

632